<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://volunteerspirit.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>deep insight</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21</link>
 <description>The taxonomy view with a depth of 0.</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>ลมพัดที่ทุ่งนา</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/431</link>
 <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;350&quot; src=&quot;/files/u1/nargis4_0.jpg&quot; height=&quot;492&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
ฉันเห็นเด็กนอนในท้องทุ่ง&lt;br /&gt;
โคนรุ้งท้องนาสีสดใส&lt;br /&gt;
เด็กน้อยน้อยนอนนิ่งไม่หายใจ&lt;br /&gt;
ลมพัดครั้งใหญ่เด็กจากจร
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
ควายใหญ่นอนข้างร่างเล็กเล็ก&lt;br /&gt;
พ่อแม่เด็กเด็กเจ้าดวงสมร&lt;br /&gt;
โสร่งสวยสีงามนั้นเปียกปอน&lt;br /&gt;
วิญญาณสัญจรไปด้วยกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
เกิดท้องนาตายท้องนาน่าสงสาร&lt;br /&gt;
ขอส่งวิญญาณไปสรวงสวรรค์&lt;br /&gt;
จากพม่าลาทหารชั่วนิรันดร์&lt;br /&gt;
ขอจงสุขสันต์ในทิพย์มณเฑียร
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
By Suntariya
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Tue, 27 May 2008 21:06:20 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">431 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ข.เขียวด้วยคน</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/465</link>
 <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;strong&gt;&lt;img width=&quot;350&quot; src=&quot;/files/u1/9.jpg&quot; height=&quot;500&quot; /&gt; &lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;strong&gt;ข.เขียวด้วยคน&lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
ข.เขียวด้วยคน  ขอเขียวด้วยความรัก&lt;br /&gt;
ขอประจักษ์ในคุณค่าความหลากหลาย &lt;br /&gt;
ขอขอบคุณในคุณค่าทั้งใจกาย&lt;br /&gt;
ธรรม(ชาติ)ตอบแทนได้ด้วยความดี
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
ข.เขียวด้วยคน คือความฝันของฉันและกัลยาณมิตรของฉัน&lt;br /&gt;
ความสุขของฉันและกัลยาณมิตรของฉัน&lt;br /&gt;
คือเราจะสร้างพื้นที่สีเขียวให้เกิดขึ้นในตัวเรา&lt;br /&gt;
ในทุกที่ ในทุกหนทุกแห่ง&lt;br /&gt;
ทุกพื้นที่จะมีสีเขียว&lt;br /&gt;
ทุกพื้นที่จะมีความรัก&lt;br /&gt;
ทุกพื้นที่จะมีความเข้าใจ&lt;br /&gt;
ทุกพื้นที่จะมีความหมาย&lt;br /&gt;
ทุกพื้นที่จะมีการแบ่งปัน&lt;br /&gt;
ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้ฝันไปคนเดียว&lt;br /&gt;
ฉันมีกัลยาณมิตรบนเส้นทางแห่งความฝันนั้นมากมาย&lt;br /&gt;
และฉันก็ไม่ได้มีความสุขคนเดียว&lt;br /&gt;
ทุกคนพร้อมที่จะแบ่งปันความสุขนี้เสมอ&lt;br /&gt;
หลังจากที่ทุกคนอ่านบทความนี้จบลง&lt;br /&gt;
พื้นที่สีเขียวเล็กๆ จะเบิกบานในใจของทุกคน&lt;br /&gt;
ตลอดไป
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
ข.เขียวด้วยคนนะ
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;right&quot;&gt;
บี กลุ่มอนุรักษ์เขาแผงม้า&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.khaopangma.org/&quot;&gt;www.khaopangma.org&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;right&quot;&gt;
ภาพ : โชติชัย สรรพกิจวัฒนา
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Fri, 27 Jun 2008 17:48:11 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">465 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เดินไปกับจิตอาสา</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/518</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
เวลาคนเราเดินทางคำถามแรกที่มักเกิดขึ้นในใจขึ้นมา บ่อยครั้งคือเราจะที่ไปไหนกันดี ถ้าไปท่องเที่ยว ภาพที่ผุดขึ้นมาก็อาจเป็นหาดทรายสีขาว คลื่นซัดเบาๆ เด็กน้อยกำลังวิ่งไล่ลมจับปู ปราสาททรายกำลังก่อ หรือเป็นภาพน้ำตกไหลแหวกผ่านท่ามกลางหุบเขา หมู่แมกไม้นานาพรรณ เสียงนกร้อง กลิ่นดอกไม้ที่กำลังผลิบานโชยมาตามสายลม ผีเสื้อโบยบิน  ความรู้สึกของเรามักไปถึงสถานที่ๆเราอยากไปก่อนที่ตัวเองจะไปถึงหรือก่อนที่ตัดสินใจออกเดินทางจริงเสียอีก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พอเราได้ลงมือเดินทางจริงๆ ตัวเองพบว่าเมื่อเรายืนอยู่ริมหาดทราย มองไปที่สุดขอบฟ้า ที่เส้นบรรจบกับเส้นสีน้ำเงินล้ำลึกแห่งท้องทะเล ความคิดต่างๆก็หายไปชั่วขณะ หรือตอนที่พาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางป่าจริงๆ ความเป็นส่วนหนึ่งกับสรรพสิ่งทำให้เรารู้เบา แอบอิงกับธรรมชาติรอบตัวแม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าความรู้สึกนี้คืออะไร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อเราเติบโตขึ้นบ่อยครั้งที่เรารู้สึกมองในสิ่งเดิม แต่ไม่เหมือนเดิม ความเป็นเด็กทำให้ไม่เห็นเพดานในเวลาที่เรามองไปบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ไร้ขีดจำกัด แต่หลายครั้งในการเดินทางบางทีเหมือนมีเมฆผ่านมาบดบัง หลายครั้งฟ้าครึ้มเมฆหม่นฝากซัดสาด แต่ไม่นานประสบการณ์ก็สอนให้เรารู้ความเป็นชั่วครู่ แสงทองก็ผ่านมาให้เราได้เชยชม หลายคนอาจคิดต่อไปถึงเดี๋ยวเมฆก็ครึ้มฟ้าก็ร้องใหม่ เหมือนขาวกับดำสลับไปมา แต่บางคน ก็เห็นว่าระหว่างสองสีนั้นหาใช่สีเทาไม่ หากเป็นสีรุ้งงามที่ชอนไชออกท่ามกลางแสงทองระยิบระยับ ทำให้เห็นว่าเลนส์ที่เราใช้มองสิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนไปนั้นไม่เหมือนกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในช่วงชีวิตมหาวิทยาลัยถือเป็นช่วงหนึ่งที่ตัวเองได้เริ่มเรียนรู้การมองโลกที่หลากหลายผ่านการลงมือทำกิจกรรมต่างที่พอทำได้ ทั้งค่ายอาสาตลอด 4 ปี เรียนร้องเพลง กิจกรรมคณะ ละครเวที ส่งเสริมผู้ประกอบการทำหนัง เล่นหุ้นเสมือน ซึ่งสำหรับเด็กที่เรียนเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ ถือเป็นสิ่งที่ช่วยเปิดโลกแห่งความจริงนอกเหนือไปจากสิ่งที่เรียนในห้องเรียน ภาพโดมที่ดุจปากกาคอยวาดฟ้า กับคำสอนที่ให้เรารักเพื่อน  รักประชาชน ได้เห็นและร่วมเรียนรู้กับเพื่อนที่เชื่อว่าคนรุ่นใหม่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกได้ ใครจะไปคิดว่าเด็กปี 2 สามารถชนะโครงการ World Bank Innovation award ระดับประเทศในการใช้ ICT เพื่อการแก้ปัญหาความยากจน และเป็นแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ รอบข้างให้ดีขึ้นได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ต่อมา คำพูดของคานธีก็เวียนเข้ามาในหู You must be the change you wish to see in the world นอกเหนือไปจากกิจกรรมสังคมที่ได้ทำ ก็มีภาพความทรงจำที่ตัวเองนอนมองเทือกเขา Annapurna มีหิมะปกคลุมอยู่ที่ยอด ที่เนปาล ตอนอยู่ปี 4 ก็ยังตราตรึง ทำให้เห็นว่าการเดินขึ้นไปบน Base Camp ทำให้เรารู้ช่วงวินาทีที่สำคัญ การเดินฝ่าพายุหิมะ เดินเฉียดหุบเหวลึกที่มองไม่เห็นก้น ในวินาทีที่ความตายอยู่ใกล้ แม้แต่ความรัก หรือความหลง ก็หายไป ทุกอย่างในหัวโล่งโปร่ง เหลือแต่ความจริงที่เป็นปัจจุบันในวินาทีนั้นๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพิ่งได้มาฟังคำอธิบายเพิ่มเมื่อไม่นาน หลังจาก ว่าเราเดินไปสู่ยอดเขาเพื่อให้รู้ว่ายอดเขานั้นไม่มีจริง แต่ความงามในการเดินทางนั้นต่างหากที่ไม่ลองเดินก็ไม่รู้ว่าเป็นเช่นไร เป็นฐานให้ตนเองได้เรียนรู้ลึกซึ้งชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อจบได้ไม่นาน ในช่วงบวชเรียนในวัดไม่ใกล้ไม่ไกล ได้เข้าใกล้ศาสตร์แห่งธรรม ความหมายที่แท้ของธรรมศาสตร์ เห็นว่าวันข้างหน้าที่ไม่แน่นอนยังมาไม่ถึง อดีตที่แสนว่างเปล่า คงมีแต่ช่วงเวลานี้ ขณะนี้ที่เป็นจริง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ต่อมาการทำงานที่อินเดียครึ่งปีในช่วงหลังสึนามิใหม่ๆ ได้มีโอกาสทำงานในองค์กรประสานงานเยาวชนอาสาสมัคร iVoluneerให้ไปทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน ในประเทศที่ถือได้ว่ามี NGO มากที่สุดในโลกและประชาธิปไตยเบ่งบานที่สุด พร้อมทั้งได้ช่วยทำวิจัยผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในสังคม Young Social Entrepreneurโดยเดินทางไปพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ที่ทำงานสังคมให้มีความแตกต่างผ่านการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในหลายพื้นที่ทั่วอินเดีย แรงบันดาลใจจากหนังสือ How to Change the world ของ David Bornstein ได้เข้าใจมากขึ้นในสิ่งที่พวกเขาได้ทำ ทำไม Bill Drayton ผู้ก่อตั้ง Ashoka ถึงได้เลือกที่จะออกจากบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกมาเดินทางในอินเดียเพื่อค้นหาและสนับสนุนผู้ประกอบการทางสังคม ด้วยแรงบันดาลที่ใจที่ได้ร่วมเดินธรรมยาตรากับ Vinobha Bhave ในวัยเด็ก เรียนรู้การทดลองชีวิตกับความจริงแบบ คานธี ตลอดจนเชื่อในหลักธรรมวิชัยของมหาราชที่ยิ่งใหญ่ พระเจ้าอโศกมหาราช วัตรปฏิบัติและศรัทธาในมหาสัตบุรุษที่พระองค์ยึดถือเป็นสรณะ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การเดินทางเรียนรู้ในแดนสีชมพูนี้ได้ช่วยเปิดโลกใหม่ในใจให้กว้างขึ้น เป็นแรงผลักดันหลักแรงหนึ่งที่ทำให้มาเริ่มทำงานจิตอาสา เมื่อ 3 ปีที่แล้ว กับเครือข่ายจิตอาสา ที่ต้องการส่งเสริมเรื่องงานอาสาสมัครต่อเนื่องจากสึนามิ ซึ่งภัยพิบัติครั้งนั้นเป็นการทำลายความเชื่อที่ว่าคนไทยเป็นปัจเจกไปสิ้น ได้เห็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เครือข่ายจึงเห็นว่าทำอย่างไรให้จิตอาสาไม่ต้องรอวิกฤติสึนามิซ้ำอีก เพราะวิกฤติที่ใหญ่กว่าคือวิกฤติสังคมในปัจจุบัน ที่เกิดขึ้นในใจเรา สามปีผ่านมา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โครงการที่เกิดขึ้นหลากหลายโครงการฉลาดทำบุญ จิตอาสาปันศรัทธาและอาทร โครงการอาสาเพื่อในหลวง 60 ปี 60 ล้านความดีน้อมเกล้าถวายในหลวง ตลอดจนผลักดันนโยบายวาระแห่งชาติการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม โครงการทำเพื่อพ่อและโครงการส่งเสริมจิตอาสาในรูปแบบต่างๆ เมื่อมองกลับไป สิ่งที่ได้เห็นคือการเดินทางของใจร่วมกัน ที่ฝากร่องรอยแห่งความดีหลากสีไว้ แม้เล็กน้อย แต่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ความดีได้แตกกิ่งก้าน ผลิบานอาสาที่มาทำกิจกรรมจิตอาสาครั้งแรกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งภายใน จนเปลี่ยนทัศนคติวิถีชีวิตไม่มากก็น้อย อาสาสมัครบางคนเติบโตจนจัดกิจกรรมระดมอาสาสมัครไปช่วยเหลือกิจกรรมที่ตนสนใจได้เอง ที่สำคัญเราได้พบเพื่อนดีๆ ไม่จำกัดเพศและวัย ที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แม้ในยามที่เพื่อนล้ม ก็ช่วยกันอุ้มชู ได้เห็นความจริงแห่งความสัมพันธ์ เมื่อเราคิดดี พูดดี ทำดี ได้คบคนดี และชวนกันไปสถานที่ดีๆ เราก็สามารถที่มองได้ว่าเหตุปัจจัยเหล่านี้จะนำไปสู่ผลแบบไหนหนุนเนื่องกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เฉกเช่น เมล็ดผักกาดเมื่อรดน้ำก็เป็นผักกาดฉันใด เมล็ดพันธุ์แห่งความดี เมื่อได้รดน้ำก็สามารถเติบใหญ่เป็นต้นไม้แห่งความดีฉันนั้น เพียงเรารู้วิธีใส่ปุ๋ย ดูแลรดน้ำ ให้แสงแดดอย่างพอเพียง เริ่มแรกกล้าไม้ต้องอาศัยแอบอิงร่มไม้ใหญ่ แต่พอรากฝังลึกเป็นหนึ่งกับผืนดิน ดอกใบได้ผลิออกผลกิ่งกล้าแตกแขนงก็สามารถที่จะเป็นร่มเงาให้กับกล้าใหม่ที่เพิ่งแตกออกมาต่อไป &lt;br /&gt;
สำหรับผมจิตอาสา เป็นจิตอาสาที่มองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว จนมองเห็นถึงเหตุแห่งความแปรเปลี่ยนนั้น โดยมีความเชื่อว่าการสร้างเหตุในการเปลี่ยนแปลงที่ดีมีคุณค่ามากกว่าไม่ดี หรือไม่เปลี่ยนแปลงอะไร จนลงมือเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความดีนั้น ความดีและคนดี จะมาบรรจบได้ผ่านการทำความดีจิตอาสาต้องเริ่มที่ตัวเอง   เมื่อมีความชัดเจนมั่นใจในสิ่งที่ตนทำจึงชวนเพื่อน ชวนผู้ที่เห็นและคิดเหมือันกันมาร่วมกันทำเป็นเครือข่าย ความเข้าใจความจริงของจิตอาสา ณ ช่วงเวลานี้พบว่า จิตอาสานั้นมีมาแต่อดีต มีอยู่ในปัจจุบัน และจะมีต่อไปในอนาคต และแม้ว่าจะไม่มีผม การเดินทางของจิตอาสาก็ไม่มีวันสิ้นสุด &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ผลของกรรมดีที่ได้ก่อไว้ย่อมไม่สูญโดยธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Mon, 04 Aug 2008 18:51:58 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">518 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>คำถาม</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/560</link>
 <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;358&quot; src=&quot;/files/u1/maesa-asa-blackss.jpg&quot; height=&quot;500&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
เธอถามว่า&lt;br /&gt;
ทำไมฉันจึงสร้างบ้านอยู่บนภูเขา?&lt;br /&gt;
…&lt;br /&gt;
ฉันยิ้มและสงบนิ่ง&lt;br /&gt;
จิตวิญญาณฉันวางเฉย&lt;br /&gt;
มันอยู่ในอีกซีกโลกหนึ่งซึ่งไม่มีการเป็นเจ้าของ&lt;br /&gt;
…&lt;br /&gt;
ดอกไม้บาน&lt;br /&gt;
ไปกับสายน้ำที่ไหลริน
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;em&gt;โชติชัย สรรพกิจวัฒนา&lt;/em&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;right&quot;&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Mon, 08 Sep 2008 07:01:13 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">560 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>จะทำอย่างไรกับการเมืองวันนี้</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/598</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;b&gt;จะทำอย่างไร กับวิกฤตการเมืองวันนี้ (ช่วงที่๑) - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;embed width=&quot;290&quot; height=&quot;24&quot; src=&quot;http://www.openbase.in.th/modules/audio/players/1pixelout.swf&quot; flashvars=&quot;soundFile=http://www.openbase.in.th/audio/play/6110&quot;/&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;จะทำอย่างไร กับวิกฤตการเมืองวันนี้ (ช่วงที่๒) - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;embed width=&quot;290&quot; height=&quot;24&quot; src=&quot;http://www.openbase.in.th/modules/audio/players/1pixelout.swf&quot; flashvars=&quot;soundFile=http://www.openbase.in.th/audio/play/6116&quot;/&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;จะทำอย่างไร กับวิกฤตการเมืองวันนี้ (เทศนาเพิ่มวันเสาร์ 13/09/08) - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;embed width=&quot;290&quot; height=&quot;24&quot; src=&quot;http://www.openbase.in.th/modules/audio/players/1pixelout.swf&quot; flashvars=&quot;soundFile=http://www.openbase.in.th/audio/play/6121&quot;/&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Mon, 06 Oct 2008 21:17:29 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">598 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ความหมายเล็กๆ ของการมีชีวิตอยู่ - อาจารย์ ประมวล เพ็งจันทร์</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/636</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ความหมายเล็กๆ ของการมีชีวิตอยู่ &lt;br /&gt;
อาจารย์ ประมวล เพ็งจันทร์&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center&quot;&gt;
&lt;img src=&quot;/files/u1/Picture-1.jpg&quot; width=&quot;158&quot; height=&quot;200&quot; /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;จากสภาวะที่ผ่านมาเราตั้งแต่เล็กจนโตเราถูกฝึกให้คิดถึงแต่ความสำเร็จ และความสำเร็จนั้นมักจะเป็นเรื่องส่วนตัว และแม้กระทั่งที่เราพูดว่าความสำเร็จนำมาซึ่งความสุข แต่ความสุขนั้นก็เป็นเรื่องส่วนตัว แต่จริงๆแล้วในความเป็นธรรมชาติ นั้นความเป็นมนุษย์เรา มันไม่ได้แยกส่วนเป็นคนๆ ความเป็นมนุษย์มันผูกพันธ์ยึดโยงกัน เราไม่สามารถเป็นคนดีได้ถ้าเราอยู่คนเดียว บนโลกใบนี้ เราไม่สามารถเป็นคนสวย ได้ถ้าเราเป็นมนุษย์คนเดียว&lt;br /&gt;
อ. ประมวล ได้พบว่าแท้จริงพื้นฐานที่สำคัญ ที่สุดของความเป็น มนุษย์คือเราต้องมีจิตคิดถึงความหมายของ ความสำเร็จ ความสุข หรือความดีงาม ทั้งหมดทั้งมวลนี่แหละที่ยึดโยงกับเพื่อนมนุษย์  ที่จะใช้คำว่าจิตอาสาและความหมายที่ทำให้คนเกิดความรู้สึกว่า เราจะต้องมีจิตคิดถึงผู้อื่น แต่จริงแล้วไม่เพียงต้องมีจิตคิดถึงผู้อื่น แต่ควรต้องตระหนักรู้อย่างแท้จริง เพราะเป็นตัวตนของคนแต่ละคนมันมีความหมายยึดโยงกับผู้อื่น นับจำนวนไม่ถ้วนเลย และถ้าหากเราค้นพบความจริงตรงนี้ เราจะพบว่าแม้กระทั่งความสุข ความหมายที่ดีของชีวิต ถ้าเราค้นพบประเด็นที่เรียกว่าจิตอาสา หรือว่าจิตอาสาเกิดขึ้นในจิตสำนึกรู้ของเรา เราจะพบเลยว่า เราจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างดีงาม เราจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ไม่รู้จักจบจักสิ้น เพียงแค่เราจับจุดเล็กๆได้ว่า ความหมายในการมีชีวิตของเราคือการทำให้ผู้อื่นมีความสุข ทำให้ผู้อื่นมีความเบิกบาน ถ้าหากเราจับจุดตรงนี้ได้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นเยอะ ถ้าหากเรารู้ว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวเราเอง &lt;br /&gt;
ผมเองก็เลองเปรียบเทียบดูอย่างนี้ ผมเป็นครูสอนหนังสือ และเป็นคนที่ชอบทำอาหาร และผมได้พบความจริงอันหนึ่งว่าในชีวิตของคนๆหนึ่งที่ชอบทำอาหาร ถ้าผมอยู่คนเดียวผมไม่เคยทำอาหารดีๆกินเลย มีอะไรอยู่ในตู้เย็นก็หยิบมาทำ วันหนึ่งมีเพื่อน มีแขกมาที่บ้าน ผมจะมีความสุขมากกับการที่ได้ทำอาหาร และจะมีความสุขมากขึ้นไปอีกเมื่ออาหารที่ทำเองแล้วเค้ากินแล้วบอกว่าอร่อย ผมเลยค้นพบว่า อันนี้เองคือความหมายอันเดียวกับชีวิต ที่เรากำลังค้นหาอยู่ ชีวิตที่มันดีงาม คือชิวิตที่เรามีชีวิตอยู่ แล้วชีวิตเราเป็นเหตุ เป็นปัจจัย เกื้อกูลให้ คนที่อยู่ใกล้ชิด ติดกับเราเค้ามีความสุข แล้วพอเราคิดได้เช่นนี้ เรารู้สึกได้อย่างนี้ ความหมายที่แท้จริงหรือจิตอาสา มันจึงปรากฎณ์ขึ้นโดยที่เรา ไม้ต้องไปเสียเวลาคิดว่าจะต้องมีเหตุผลอะไรมากมาย คำถามที่ว่าผมรู้สึกยังไงกับจิตอาสา ผมบอกได้เลยว่า ว่าเคล็ดลับของการมีชีวิตอยู่ และความหมายของชีวิตที่เรา จะทำให้มันเป็นความหมายที่กระจ่างชัดถึงความดีความงาม อยู่ที่เราสามารถทำจิตของเราให้มีความสุข รู้สึกที่จะใช้ตัวเองให้เป็นตนที่เกื้อกูลให้ผู้อื่นมีความสุข &lt;br /&gt;
ผมพบความหมายนี้ และความหมายที่ผมได้พบนี้มันไม่ใช่สูตรสำเร็จ มันไม่ได้เป็นเคล็ดลับ ไม่ได้เป็น knowhowที่ซับซ้อนอ ะไรเลย แต่มันมีความหมายที่ทำให้รู้สึกว่าพอผมรู้สึกอย่างนี้แล้ว จริงคิดอย่างนี้มาได้นานแล้ว แต่มันติดอยู่ในความคิด อยู่ในทฤษฏีที่ผมเรียนมา ทางปรัญชา แต่วันนี้ผมพบว่ามันมากกว่าความคิด มันคือความรู้สึก ที่เป็นในตัวตน ความรู้สึกนึกคิดของเรา ผมมีความสุขที่ได้ตื่นนอนแต่เช้ามืดก่อนภรรยา  เพื่อจะมาต้มน้ำชงกาแฟ และชงไปให้ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย แต่เมื่อก่อนผมจะมีความรู้สึกเป็นเหตุผลสารพัดเลย ว่าผมทำงานหนัก และการที่ต้องตื่นขึ้นมาต้มน้ำชงกาแฟเป็นภาระที่หนัก แต่ความจริงผมรู้สึกมีความสุขมากที่ รู้ว่าภรรยายังไม่ตื่นและผมได้ตื่นก่อน มาทำอะไรให้เค้า มันเป็นเรื่องอะไรที่เล็กมาก แต่นี่แหละที่ผมคิดว่าเป็นความหมายทียิ่งใหญ่ของชีวิต เพราะผมมีความสุขที่ได้มีชีวิตอยู่ และในชีวิตแต่ละวัน ก็มีความสุขที่ได้ทำอะไรให้ผู้อื่น &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ย้อนไป เมื่อปี 50 ทั้งปีนั้น ได้กลับไปทบทวนชีวิตที่อินเดีย เคยไปอยู่ที่นั้นสมัยหนุ่ม การที่กลับไปเรียนอีกครั้ง เพื่อที่จะใช้ แผ่นดิน สถานที่ สังคม ทบทวนตนเอง ผมได้ตั้งเงื่อนไขกับตนเองในครั้งนี้ว่า การกลับไปครั้งนี้จะเป็นการเคารพอินเดีย  เพราะฉะนั้นผมจะทำชีวิตจิตใจของผมให้อิสระที่สุด อย่างแรกคือ จะไม่มีความขุ่นมัว จะไม่มีความวิตกกังวล ขัดข้อง ขัดแย้งอะไรกับสภาพภายนอก ผมจะปล่อยให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเป็นสิ่งที่งดงามที่ผมพร้อมจะน้อมรับ ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานหลายเดือน ทุกๆวันผมมีชีวิตอย่างเรียบง่าย ผมไม่ต้องการจะไปทำอะไรให้สะดวกสบาย พอมืดผมเห็นที่ไหนพอนอนได้ไม่ว่าจะเป็นตามข้างทาง ตามที่จอดรถ สถานนีรถไฟ จะที่ไหนผมก็นอนได้อย่างมีความสุข มีอะไรที่ผมกินได้ผมก็กิน&lt;br /&gt;
ผมรู้สึกว่าตนเองหลุดออกมาจากกรอบ เมื่อก่อนผมคาดหวังที่จะประสบความสำเร็จ คาดหวังความสะดวกสบาย คาดหวังอะไรหลายๆสิ่งจากโลกใบนี้ แต่วันหนึ่งที่ผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากเพราะผมรู้ว่าโลกใบนี้ให้อะไรผมมาเยอะแยะมากมายแล้ว และความไม่คาดหวังตรงนี้แหละที่ทำให้ผมความสุข มีความสุขแม้กระทั่งผมนอนอยู่ริมถนน มีความสุขที่ได้รอเพื่อที่จะได้เข้าไปไหว้พระที่อินเดียกับชาวอินเดียนับแสน รออยู่ 4-5 ชั่วโมงผมก็ยังรอได้อย่างมีความสุข และผมก็มีความสุขมากเมื่อผมได้คุกเข่าลง และหน้าผากได้สัมผัสกับพื้นที่ศักดิ์สิทธ์ และตรงนี้เองที่ทำให้ผมได้พบว่าความหมายของชีวิตที่มีอยู่ ถ้าเมื่อใด เราหลุดออกมาจากกรอบกำหนดที่เราใช้ความอยาก ความต้องการที่เราต้องการอะไรบางสิ่งบางอย่าง จากโลกใบนี้ได้ มันจะกลายมาเป็นห่วงที่ผูกพันกัน ผมมีความสุขมากที่ได้รู้ว่าอิสระภาพที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ อยู่ที่เครื่องพันธการของโลก เหมือนกับคนพิการมันไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย พิการ แต่มันอยู่ที่จิตใจ  เราสามารถใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดความสวยงามได้ เพราะฉะนั้น ความหมายที่ผมพูดถึงความอิสระก็คืออิสระจากเครื่องพัทธนาการ อิสระจากความรู้สึกบกพร่อง&lt;br /&gt;
มีคนมาบอกว่ามีน้ำอยู่ในแก้วนิดเดียว คนมักจะมองว่าน้ำเหลือน้อย แต่จริงแล้วเราสามารถมองได้ว่ามันยังมีน้ำอยู่ในแก้วนี้ เรามองน้ำส่วนที่มี เราไม่ได้มองที่แก้ว ใบโตมีน้ำนิดเดียว ผมอยากจะบอกกับใครก็ตามที่เขามีความทุกข์ อยากจะบอกกับใครก็ตามที่เค้ามีปัญหามากมายเหลือเกิน  อยากจะบอกกับเขาว่า &amp;quot; ไม่หรอก เขายังมีความสามารถที่จะอยู่อย่างไม่มีทุกข์นะ ยังมีความสามารถที่จะอยู่อย่างไม่มี สิ่งที่คิดว่าเลวร้ายนะ เพียงแค่นำสิ่งเหล่านั้นมาคิดกลับนิดเดียว ก็จะเป็นความหมายที่ดีของชีวิต&amp;quot;  ผมเชื่อว่าความล้มเหลวก็มีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าความสำเร็จ ความทุกข์ก็มีค่าไม่น้อยไปกว่าความสุข ที่สำคัญแม้กระทั่งความเจ็บปวดที่เราสามารถรับรู้ได้ก็มีคุณค่ากับเรา หากเราคิดได้อย่างนี้ เราก็จะรู้สึกดีๆ หากวันหนึ่งที่เราได้พบกับความทุกข์ ความล้มเหลว ให้นึกถึงเรื่องราวของมัน เราก็จะสามารถต้อนรับสิ่งเหล่านั้นได้ด้วยจิตใจที่เบิกบาน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;right&quot;&gt;
&lt;p&gt;สัมภาษณ์ เรียงเรียงโดย ศิริวิภา ศโรภาส
&lt;/div&gt;
&lt;div align=&quot;right&quot;&gt;
 
&lt;/div&gt;
&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;
&lt;b&gt;ผลงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/b&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;
&lt;h2&gt;&lt;a href=&quot;http://jitwiwat.blogspot.com/2006/10/blog-post.html&quot;&gt;เดินเท้าจาริก พินิจใจตน ๑&lt;/a&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt; 
&lt;/div&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <enclosure url="http://volunteerspirit.org/files/chittawiwat.pdf" length="443998" type="application/pdf" />
 <pubDate>Fri, 31 Oct 2008 12:39:53 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">636 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ทางสายกลางบนหนทางนักพัฒนา</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/746</link>
 <description>&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;b&gt;ทางสายกลางบนหนทางนักพัฒนา&lt;/b&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
พี่ยุ้ย สุวรรณี จันทร์ดำเนินพงศ์ จากมูลนิธิกองทุนไทย ผู้ที่ทำงานวนเวียนอยู่ในสายขององค์การพัฒนาเอกชนมาโดยตลอด 17 ปีแล้ว พี่ยุ้ยมีความสนใจเรื่องของงานพัฒนามาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็ก ตอนนั้นยังไม่รู้จัก ngo เลยแต่  &amp;quot;พี่รู้สึกว่าในสังคมนี้ มันมีความไม่เป็นธรรมของสังคมอยู่พอสมควรมีคนรวยคนจน ความเหลื่อมล้ำทางสังคมมันมีสูง&amp;quot; และก็อาจจะมาจากแรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือของการเหยียดผิวในอเมริกาเมื่อสมัยตอนอายุเก้าขวบ แล้วพอขึ้นชั้นม.ปลาย ก็เป็นช่วงจังหวะที่ได้อ่านหนังสือดีๆอย่าง ลูกอีสาน ทำให้รู้สึกอยากที่จะทำอะไร เพื่อจะช่วยเหลือคนอีสาน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ก็เลยตั้งใจเอ็นทรานซ์ไปเรียนที่ภาคอีสาน  พอได้ไปเรียนจริงๆ ก็เรียนควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ปีหนึ่ง พอจบมาแล้วก็คิดว่าเราน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมด้วยการทำงานเพื่อสังคม ก็เดินเข้าไปสมัครงานกับมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นที่แรก หลังจากนั้นก็ทำงานวนเวียนอยู่ในสายขององค์การพัฒนาเอกชนมาโดยตลอด ทำงานมาหลายส่วนตั้งแต่งานในด้านชนบท งานชุมชน งานเกษตร งานด้านสิ่งแวดล้อม  &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนมาเริ่มงานการมูลนิธิกองทุนไทย ตั้งแต่ตอนที่ มูลนิธิยังเป็นส่วนหนึ่งในภาคใต้ ประมาณปี 2541 จนถึงปัจจุบัน ก็ทำงานกับมูลนิธิกองทุนไทยมาแล้ว 10ปี งานที่มูลนิธิกองทุนไทยเริ่มจากงานระดมทุน  มีอยู่ช่วงนึง ngo ในไทยประมาณ  80-90% ประสบปัญหาการขาดทุนทรัพย์และการหาแหล่งทุนมาสนับสนุนในการทำงาน ก็เลยมีการรวมกันในภาคีหลายๆองค์กร ที่อยากจะช่วยกันจัดหาทุน มาช่วยเหลือ ngoขนาดเล็ก ก็เลยรวมตัวกันในชื่อ ภาคีความร่วมมือเพื่อสนับสนุนงานพัฒนา และต่อมาก็จดทะเบียน เป็นมูลนิธิกองทุนไทย โดยยังคงภาระกิจของภาคีไว้เหมือนเดิม คือ เป็นองค์กรสนับสนุนที่ช่วยระดมทุน ไปช่วยเหลือองค์กรพัฒนาเอกชนขนาดเล็ก และช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับ ngo ขนาดเล็กในพื้นที่ ก็มีงานฝึกอบรม เพื่อเพิ่มความรู้เรื่องของการทำงาน การวางแผน เรื่องของทักษะการระดมทุนเป็นต้น ต่อมาซักพักนึง  ช่วงที่ ICT กำลังเข้ามามีบทบาทใหม่ๆในสังคมไทย มูลนิธิกองทุนไทยก็จัดตั้ง หน่วยส่งเสริม ICT  โดยครั้งแรกก็คือทำเวปไซต์ thaingo.org จนถึงปัจจุบันนี้ก็เป็นที่รู้จักกันในหมู่นักพัฒนา หน่วยงานราชการ และนักศึกษา เป็นจำนวนไม่น้อย   &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ช่วงนึงพี่ได้มีคำถามกับชีวิต ตอนนั้นยังเรียนไม่จบ คำถามสำคัญของพี่ก็อาจจะเหมือนหลายคนก็คือ “ชีวิตนี้เราเกิดมาเพื่ออะไร เราเกิดมาทำไม แล้วสิ่งที่เราทำอยู่มันดีไหม มันเป็นอย่างไร” ซึ่งก็พบว่างานพัฒนาที่ทำ เป็นงานที่รัก และตรงกับเนื้อตัวจิตใจของเรา คือการปรารถนาที่จะช่วยผู้อื่น ในตอนนั้นอาจจะไม่เข้าใจเรื่องทุกข์เยอะ ก็คงเหมือนคนธรรมดาทั่วไป  มีสุขมีทุกข์ มีหัวเราะ มีร้องไห้ เป็นธรรมดา และก็มีโอกาสได้อ่านหนังสือเยอะ อ่านหนังสือหลากหลายแนว ส่วนธรรมะ ก็คิดว่ามันคงมีมาโดยพื้นฐานในตัว &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มีคนเคยถามว่ายึดอะไรเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ตอนนั้นทำงานพัฒนามาได้ 4 ปีแล้ว เราก็บอกเขาไปว่า เรายึดหลัก ของการคิดดี ทำดี พูดดี และก็ทำความดี ละเว้นความชั่ว พี่เขาก็บอกว่านี่มันเป็นหลักธรรมเลยนะ สิ่งที่เธอพูด มันเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเลยนะ ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ได้รู้จักอะไรมากนัก ตอนหลังก็เริ่มฉุกคิด และเริ่มหาหนังสือแนวปรัชญา ศาสนา มาอ่าน บ้าง แต่ก็ต้องบอกว่า “เราเป็นคนขี่ม้าเลียบค่ายอยู่เป็นระยะ คือปฏิบัติธรรมจากการอ่าน “เช่นอ่านหนังสือของท่าน พุทธทาส แต่ก็อ่านไม่ค่อยเข้าใจหรอก และก็เป็นโชคดีอีกอย่างที่พออายุเยอะขึ้น หลักธรรมต่างๆที่ได้พบ ได้ฟังมันก็เข้ามาช่วยโดยธรรมชาติ  และมีกัลยานมิตรที่ดี พอถึงช่วงจังหวะหนึ่ง ตั้งแต่มาทำโครงการส่งเสริมการให้เพื่อสังคม ก็พบว่าในชีวิตเราได้เจอแต่คนที่พร้อมจะให้ ซึ่งคนที่มีพื้นฐานที่จะให้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่มีธรรมะเป็นพื้นฐาน เราก็เลยได้ใกล้ชิด แต่ว่าตัวเราเองก็ยังไม่ได้กระโจนเข้าไปเหมือนเดิม ก็ยังอ่านหนังสือปรัญชา หนังสือธรรมะ เวลาที่ใครให้หนังสือธรรมะมาก็จะดีใจ ก็ใช้ธรรมะผ่านตัวหนังสือไป จนกระทั่งเมื่อปีนี้เอง ก็เห็นว่าภารกิจงานมันพอจะปลีกตัวและมีเวลาได้  ก็เลยวางแผนไว้ว่าในช่วงวันเกิดของตัวเองนี่จะขอไปปฏิบัติธรรม และที่ทำงานก็ได้อนุญาติให้เจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติธรรมได้ ปีละ 5 วันโดยไม่คิดเป็นวันลา แล้วเราก็ยังไม่เคยใช้ และมันก็เป็นโอกาสที่ดี และจังหวะที่อะไรหลายๆอย่างมันลงตัว ก็เลยเข้าไปขอใช้สิทธินี้กับหัวหน้า ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของมูลนิธิ แล้วพี่เค้าก็อนุญาติ จากนั้นพี่ก็เตรียมหาข้อมูล ว่าจะไปที่ไหน โดยชื่อแรกที่คิดถึงก็คือ โกเอ็นก้า เพราะเคยได้ยินชื่อนี้มาไม่ต่ำกว่า 5-6 ปีแล้ว ตอนนั้นมีน้องที่ทำงาน ngo อีกองค์กรนึง เขาได้ไปปฏิบัติธรรมที่นี่มา เขาก็มาเล่าให้ฟัง ตอนนั้นพี่ยังไม่รู้จักเลยว่าโกเอ็นก้าคืออะไร ตอนนั้นเราก็ยังห่างไกลอยู่มาก เขาก็เลยเล่าให้ฟังว่า เป็นการปฏิบัติวิปัสสนา ไม่พูดกันเลย 10 วัน และเราก็เลยจำชื่อนี้แล้ว เพราะรู้สึกว่ามันเข้มดี ก็เลยมีชื่อนี้อยู่ในหัวมาตลอด 6-7 ปี จนกระทั่งมาถึงปีนี้ก็เลยลองไปหาข้อมูลทางเว็ปไซต์ พออ่านในรายละเอียดเข้าใจแล้วก็เลยสมัครไป ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม เพื่อที่จะไปปฏิบัติในช่วงเดือนตุลา พี่ได้เตรียมการล่วงหน้าประมาณสามเดือน สำหรับการที่นำตนเองเข้าไปสู่การวิปัสสนากรรมฐานในแนวทางท่านอาจารย์โกเอ็นก้า พี่เลือกไปที่กาญจนบุรี  ไป 10 วันบวกกับเดินทางไปกลับก็เป็น  12 วัน เพราะว่าไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก และเป็นที่ที่เงียบสงบดี ในการปฏิบัติเมื่อเดือนตุลา ที่ผ่านมา ก็เป็นการผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วและเกิดประโยชน์มากสำหรับพี่ และก็ได้พบว่าตัวเองโชคดีมากมายหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องของการตั้งใจ พอเวลาที่พี่ตั้งใจไป พี่ก็จะเคลียร์งานทุกอย่าง พอไปถึงสถานที่ปฏิบัติ พี่ก็ไม่มีความกังวลเรื่องงาน อย่างที่สองก็คือบอกครอบครัวไว้เรียบร้อยว่าในช่วงนี้ขอปลีกตัวไป ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ครอบครัวก็อนุโมทนายินดี ทั้งพ่อแม่ สามี ลูก อย่างที่สามคือ ตัวเองไม่มีความทุกข์จากการเจ็บป่วย ไม่มีโรคประจำตัว แม้ว่าในช่วงที่เราจะไปปฏิบัติธรรมนั้น จะมีฝนตกทุกวัน แต่ว่าเราก็ไม่มีอาการป่วยไข้ก็เลยทำให้เรามีความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ที่พร้อม ก็เลยทำให้ 10วัน ในการปฏิบัติเข้ม โดยไม่พูดกับใครมันผ่านไปด้วยดี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เราก็ได้เรียนรู้หลักธรรมะของพระพุทธเจ้าเยอะมาก จากการที่บอกว่าอ่านหนังสือธรรมะมาไม่รู้ตั้งกี่เล่ม ตั้งหลายปี มาเข้าใจในช่วงของกลางคืนช่วงที่เราปฏิบัติอยู่ที่โกเอ้งก้าทุกๆวัน และแนวทางที่ไปทำวิปัสสนากรรมฐานมันก็ไม่ได้ยากเกินมนุษย์จะทำได้ พี่ก็เลยรู้สึกมีความสุขและอิ่มเอมใจในการปฏิบัติ ที่นั้นตลอดเวลา จนกระทั่งกลับมาก็ได้เอามาใช้อีกที่บ้าน พยายามที่จะนั่งสมาธิได้ทุกวัน เมื่อเช้าก็นั่งได้ 15 นาที การนั่งวิปัสสนาสมาธิให้ทำให้ได้ทุกวัน อย่างแรกหลังจากกลับมาจากสถานที่ที่มีความพร้อมเลย คือความขี้เกียจเลย ลุกได้มั้ย ตื่นนอนแล้วลุกขึ้นมานั่งให้ได้ อันนี้คือข้อแรกเลยสำหรับ ผู้ที่ปฏิบัติใหม่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตอนนี้พี่ก็อยู่ในระหว่างการฝึกฝน เพราะ 10 วันที่เราไปอยู่ที่นั้น ทุกอย่างที่เราทำมันอยู่ในตาราง ตื่นตี 4 มานั่งทำเหมือนกับคนอื่นๆแต่พอกลับมาที่บ้านแล้ว ชีวิตมันกลับมาที่เดิม แต่ว่าเราจะจัดการมันได้รึเปล่า ก็พยายามรู้ข้อนี้ และก็พยายามจะทำให้ได้ทุกวันเพราะเราค้นพบว่าในการปฏิบัตินั้นเราได้เรียนรู้เยอะ ได้รู้จักตนเอง ได้รู้เท่าทันกิเลส ของตนเอง และก็เพื่อพัฒนาปัญญาให้ตัวเอง และเมื่อเราแข็งแรงแล้ว ผลบุญหรือสิ่งที่ทำมันก็จะช่วยคนอื่นได้ด้วย และก็เอามาใช้กันการทำงานได้ด้วย ทำให้เราเองได้เข้าใจเรื่องของทุกข์ เราเองก็มีทุกข์ คนอื่นก็มีทุกข์ การทำงานร่วมกันคนอื่นก็ต้องมีการเข้าอกเข้าใจกัน มีปัญญามีความเมตตาให้กับเพื่อนร่วมงาน นี่ก็น่าจะเป็นผลจากการน้อมนำธรรมะมาใช้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;สัมภาษณ์ และ เรียบเรียงโดย ศิริวิภา ศโรภาส&lt;br /&gt;
การปฎิบัติวิปัสสนา กรรมฐาน แนวทาง อาจารย์โกเอ็นก้า &lt;a href=&quot;http://www.thai.dhamma.org/    &quot;&gt;http://www.thai.dhamma.org/  &lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;a href=&quot;http://www.thai.dhamma.org/    &quot;&gt; &lt;br /&gt;
&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Fri, 05 Dec 2008 12:35:48 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">746 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ชีวิตที่เปลี่ยนไป</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/785</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;b&gt;ชีวิตที่เปลี่ยนไป&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/0901-10scoop2.jpg&quot; vspace=&quot;5&quot; width=&quot;164&quot; align=&quot;left&quot; height=&quot;214&quot; hspace=&quot;5&quot; /&gt;วันนี้ได้มีโอกาสมาคุยกับคุณเมตตา ชิว จากมูลนิธิพุทธฉือจี้ประเทศไทย  เป็นคนไต้หวัน แต่มาทำงานช่วยเหลือคนไทยในประเทศไทย มาอยู่เมืองไทยมาได้ 10 กว่าปีแล้ว เมื่อก่อนเป็นคนชอบเที่ยว ชอบแต่งตัว ชอบเที่ยวต่างประเทศไปมาประมาณ 20กว่าประเทศแล้ว  หนึ่งในนั้นก็มีประเทศไทยด้วย ตอนนั้นเป็นช่วงวันสงกรานต์ดี แล้วก็รู้สึกว่าทำไมคนที่ไม่รู้จักกันถึงเล่นน้ำด้วยกันได้ รู้สึกเหมือนกับว่าในวันนั้นทั้งประเทศเป็นครอบครัวเดียวกัน  ทำให้รู้สึกเกิดปีติว่า ประเทศนี้ดีมากเลย คนใจดี และก็รู้สึกว่าคนอบอุ่น แล้วก็เลยเลือกมาอยู่ประเทศไทย &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เริ่มมาทำงานกับมูลนิธิพุทธฉือจี้ประเทศไทย  เมื่อปีที่ไต้หวันแผ่นดินไหว แล้วเห็นในหนังสือพิมพ์ว่าที่นี่ก็มีฉือจี้ ก็เลยเข้ามาช่วย ตอนอยู่ไต้หวันก็เคยบริจาคเงินให้ฉือจี้นะ แต่ไม่ได้เข้ามาช่วยงานอะไร ฉันก็คิดว่าตัวเองเป็นคนดีแล้วนะ แต่พอเห็นคนที่น่าสงสารฉันก็คิดว่าเขาน่าสงสารจังแล้วฉันก็ไม่ได้ทำอะไรก็กลับบ้านไป ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไง และก็ไม่รู้ว่าต้องทำด้วย แต่เรารู้สึกว่าเราเมตตา แต่เมตตามันไม่พอต้องปฏิบัติด้วย และฉือจี้ก็พาฉันไปปฏิบัติช่วยเหลือคนอื่น และตอนที่ไปช่วยเหลือ&lt;br /&gt;
คนอื่น ก็ทำให้ฉันรู้จักพอ รู้จักขอบคุณ แล้วจิตใจจะดีขึ้น  แล้วชาวฉือจี้ก็ต้องทาครีมฉือจี้  ครีมฉือจี้คือ &amp;quot;รอยยิ้ม&amp;quot; ครั้งนึงฉันไปอบรมที่ไต้หวัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt; เขาให้ฉันพกกระจกบานเล็กๆ ติดตัวไว้ พอถึงวันสุดท้าย เขาจะให้หยิบกระจกขึ้นมาแล้วส่องดูหน้าตัวเอง ว่าหน้าสวยไหม แล้วยิ้มยังไงสวยที่สุด เขาบอกว่ารอยยิ้มของเราทำให้เราเปลี่ยนแปลง แล้วยิ้มให้สวยนะต้องเห็นฟัน ทั้งหมด 8 ซี่  ฉันยิ้มมาตั้งแต่เด็กยังต้องมาฝึกยิ้มอีก แล้วฉันก็ยิ้มอย่างนั้น ไม่เป็น ชาวฉือจี้เขาก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นแกล้งยิ้มดูก็ได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลังจากทำงานฉือจี้มาได้ 2-3 ปี มีอยู่ครั้งนึงน้องสาวไปด้วยและก็นอนด้วยกัน ตัวน้องสาวเป็นคนเครียด อยากให้ลูกชายเก่งที่สุด ลูกสาวสวยที่สุด ดีที่สุด พอถึงเวลานอนฉันก็นอนหลับปกติแต่น้องสาวนอนไม่หลับ พอตอนเช้ามาน้องก็มาเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนนี้นอนไม่หลับเลย แต่พี่เป็นอะไร นะนอนยิ้มได้ทั้งคืนเลย แล้วเราก็รู้ว่าอย่างนี้ถูกต้องแล้วเราไม่ต้องแกล้งยิ้มแล้ว เพราะยิ้มไปนานๆก็จะเหมือนจริง เพราะเราช่วยเหลือคนอื่น โดยไม่หวังผล ตอบแทน แล้วความสุขก็จะออกมาจากข้างใน เมื่อก่อนก็เป็นคนชอบยิ้มนะ แต่ชอบยิ้มเวลาที่ลูกค้ามาและเงินเข้ากระเป๋า &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แล้วอยู่ดีๆก็ต้องมายิ้มกับคนอื่น คนไม่รู้จักก็ยิ้มไม่เป็น เลยต้องฝึกยิ้ม แล้วเวลาไปช่วยผู้ยากไร้นะ จะสกปรกแค่ไหนจะเหม็นยังไงก็ทำหน้าเหม็นไม่ได้นะต้องยิ้ม ต้องเซ็ตหน้ายิ้มไว้เลยนะ แล้วเวลาอยู่ที่บ้านนะ เราก็ยิ้มกับคนที่ใกล้ชิดเรามากที่สุด ก็ทำให้ครอบครัวรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที แล้วผู้หญิงของฉือจี้นะ ปากต้องพูดแต่สิ่งที่ดีนะ อันนี้ก็ต้องฝึกพอพูดแต่สิ่งที่ดีนะ ใครๆก็ชอบ จิตใจ ที่มีความรักไปไหนเขาก็รัก ถ้ามัวแต่พูดว่าคนนั้นมองแต่คนอื่นไม่ดี  เราไม่เคยคิดว่าคนอื่นดี คิดแต่ว่าตัวเองดี แต่ตอนนี้ให้มองตัวเองแล้วตรงไหนที่ไม่ดีก็ให้แก้ไข แล้วเวลาคนอื่นก็ให้มองแต่จุดที่เขาดี ให้เรามองโลกอีกมุมนึง &lt;br /&gt;
ปากพูดแต่สิ่งที่ดี ใจคิดแต่สิ่งที่ดี เพราะเวลาคิดอะไรปากก็จะพูดออกมาอย่างนั้น แล้วหน้าตาก็จะแสดงออกมาอย่างนั้น  ใจคิดดี ปากพูดดี แล้วมือทำความดี แล้วขาเดินทางดี นี่คือสิ่งที่อาสาสมัครต้องทำ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตอนนี้ฉันเป็นกรรมการของฉือจี้ และรับผิดชอบโซนบางกะปิ และเป็นหัวหน้ากลุ่ม และทุกวันก็ต้องไปเยี่ยมเยียนผู้ยากไร้ เราจะเอาของไปให้ทุกเดือน และก็ไป เยื่อมเค้า แล้วก็ไปดูว่าเค้าต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง  แล้วก็ไปจัดกิจกรรมสอนเด็กให้รู้จักการพับเสื้อผ้า กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน แล้วกลับบ้าน ไปต้องไปช่วยพ่อแม่ยังไง  และเน้นสอนในเรื่องความกตัญญูและคุณธรรม  เราคิดว่าการที่ทำให้เด็กดีขึ้นมาหนึ่งคน วันหลังก็จะเพิ่มไปเป็นหนึ่งครอบครัว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แล้วสมมุติในหมู่บ้านมีอย่างอยู่หลายครอบครัว ก็จะกลายเป็นหมู่บ้านที่ดี กลายเป็นตัวอย่าง แล้วถ้าทุกหมู่บ้านดีสังคมก็จะดีขึ้น แล้วประเทศก็จะดีขึ้น ถ้าประเทศนี้ดีขึ้น ประเทศอื่นก็จะดีขึ้น ก็กลายเป็นว่าอาสาสมัคร นี่ต้องตั้งปณิธานใหญ่ๆ และอย่าดูถูกตัวเอง ท่านธรรมจารย์ บอกว่า&amp;quot; ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ความตั้งใจทำให้มันสำเร็จได้&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สัมภาษณ์และเรียบเรียง โดย  ศิริวิภา ศโรภาส&lt;br /&gt;
มูลนิธิพุทธฉือจี้ประเทศไทย  &lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.tzuchithailand.org/&quot; title=&quot;http://www.tzuchithailand.org/&quot;&gt;http://www.tzuchithailand.org/&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Mon, 29 Dec 2008 18:26:32 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">785 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เหลือกี่ครุย...ที่ลุยโคลน </title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1035</link>
 <description>&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img height=&quot;171&quot; width=&quot;200&quot; alt=&quot; &quot; src=&quot;http://www.thaivolunteer.or.th/thaivo/images/stories/ReungLaoAsa/2009_2_18_01.jpg&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000066&quot;&gt;ในแต่ละปี มอส.จึงต้องลุ้นว่า จะมีคนหนุ่มสาวที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจส่งใบสมัครมาครบตามจำนวนที่ต้องการ หรือไม่ และเมื่อครบวาระการทำงานแล้ว จะเหลือกี่ครุย....ที่ลุยโคลนต่อไปด้วยกัน&lt;/font&gt; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;ช่วงกุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่นักศึกษาสอบปลายภาค เป็นพิเศษหน่อยสำหรับนักศึกษาปีสุดท้าย ที่ต้องมองหางานทำไปพร้อมกัน ช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงเดียวกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.) เปิดรับสมัครคนหนุ่มสาวที่สนใจงานด้านสังคม เข้ามาทำงานในบทบาทอาสาสมัครเต็มเวลา โดยมีวาระการทำงาน 1 ปีเต็ม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ปีนี้ มอส.เปิดรับอาสาสมัครใน 2 รูปแบบ&amp;nbsp; คือ อาสาสมัครครูอาสาเพื่อการศึกษาทางเลือก และอาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน รุ่นที่ 4&amp;nbsp; อาสาสมัครทั้งสองแบบ ต้องลงไปทำงานในองค์กรที่ทำงานเกี่ยวเนื่องกับเรื่องนั้นๆ เช่น ครูอาสา จะลงไปทำงานกับองค์กรที่มีเนื้องานเกี่ยวเนื่องกับเรื่องหลักสูตรท้องถิ่น หลักสูตรการเรียนรู้ทางเลือก ซึ่งจะต้องทำร่วมกับโรงเรียนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และโรงเรียนการศึกษาทางเลือก เพื่อรวมกันพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนในท้องถิ่นนั้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะที่อาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ก็คล้ายคลึงกัน คือ อาสาสมัครจะได้เรียนรู้ปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธ์ฯ ซึ่งองค์กรที่ขอรับอาสาสมัคร จะเป็นองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน หรือสำนักงานทนายความที่ทำคดี หรือเป็นที่ปรึกษาคดีเรื่องการละเมิดสิทธิ์ฯ ทั้งหลาย &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กลุ่มเป้าหมายหลักของทั้งสองแบบคือ คนหนุ่มสาวที่สนใจงานด้านพัฒนาสังคม ซึ่งนับวันยิ่งมีปัญหาอุปสรรคหลายด้าน คอยบั่นทอนความมุ่งมั่นตั้งใจของคนหนุ่มสาวให้เหือดแห้งลงไปทุกที ที่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ได้คิดถึงคนอื่น หรือว่าพวกเขาไม่มีความคิดความฝันถึงสังคมอุดมคติแล้ว แต่เพราะภาระของพวกเขามีมากขึ้นกว่าอดีตหลายเท่านัก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สมัยก่อนเมื่อเรียนจบหากไม่ใช่ลูกท่านหลานเธอ อย่างแย่ที่สุดก็เริ่มต้นจากศูนย์ สถานการณ์สังคมการเมืองก็ยังเอื้อให้คนหนุ่มสาวคิดฝันถึงสังคมอุคมคติ ชี้วัดได้จากจำนวนคนหนุ่มสาวที่มาสมัครเป็นอาสาสมัครมีจำนวนมากจนรับไม่ไหว บางคนอยากให้เพื่อนได้เป็นอาสาสมัครด้วย ยินดีที่จะแบ่งค่าตอบแทนอันน้อยนิดให้เพื่อน เพื่อจะได้มาทำงานเพื่อสังคมด้วยกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ปัจจุบันพวกเขาเริ่มต้นจากติดลบ เพราะเกือบทั้งหมดเป็นหนี้กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) ซึ่งคนที่มีสิทธิกู้ และคนที่ กยศ. อยากให้กู้ จะเป็นคนที่เลือกคณะหรือวิชาเรียนที่ตลาดแรงงานต้องการ ซึ่งงานทางด้านสังคม เราๆ ท่านๆ ก็รู้กันอยู่ว่าตลาดแรงงานไม่ปลื้ม ค่าตอบแทนที่ได้รับก็เพียงพอต่อการดำรงชีพเท่านั้น ขณะที่ค่าตอบแทนน้อยนิดเหล่านี้ ต้องแบ่งจ่ายคืนกองทุนฯ, ส่งให้ทางบ้าน รวมถึงค่าใช้จ่ายประจำวัน เรื่องเงินเก็บจึงไม่ต้องพูดถึง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในอีกด้านภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา การใช้กลไกตลาดเสรีนั้น โอกาสที่คนจะเข้ามาทำงานในภาคสังคมเต็มเวลา ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้กับตัวเองอย่างมาก ขณะที่ความมุ่งหวังของครอบครัวก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ใหญ่ไม่แพ้กัน การอยู่ในสังคมที่มีค่านิยมที่เงินคือปัจจัยหลัก สิ่งเร้าต่างๆ ความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยเข้ามาหลอกล่ออยู่ตลอดเวลา ข่าวนักศึกษาหารายได้จากอาชีพพิเศษจึงมีให้เห็นเนืองๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในแต่ละปี มอส.จึงต้องลุ้นว่า จะมีคนหนุ่มสาวที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจส่งใบสมัครมาครบตามจำนวนที่ต้องการ หรือไม่ และเมื่อครบวาระการทำงานแล้ว จะเหลือกี่ครุย....ที่ลุยโคลนต่อไปด้วยกัน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;Credit :&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt; &lt;a href=&quot;http://www.thaivolunteer.or.th/thaivo/index.php?option=com_content&amp;amp;task=view&amp;amp;id=120&amp;amp;Itemid=94&quot;&gt;http://www.thaivolunteer.or.th/thaivo/index.php?option=com_content&amp;amp;task=view&amp;amp;id=120&amp;amp;Itemid=94&lt;/a&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1035#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Wed, 04 Mar 2009 14:41:41 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1035 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>จดหมายจากในหลวงถึงพระเทพฯ 6/10/2547</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1110</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;จดหมายจากในหลวงถึงพระเทพฯ 6/10/2547&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีไปถึงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้นำมาเผยแพร่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จดหมายจากในหลวงถึงพระเทพฯ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ลูกพ่อ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในพื้นแผ่นดินนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทุกสิ่งเป็นของคู่กันมาโดยตลอด มีความมืดและความสว่าง ความดีและความชั่ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าให้เลือกในสิ่งที่ตนชอบแล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทุกคนปรารถนาความสว่างปรารถนาความดีด้วยกันทุกคน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ความปรารถนานั้นจักสำเร็จลงได้ จักต้องมีวิธีที่จักดำเนินให้ไปถึงความสว่าง หรือ ความดีนั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทางที่จักต้องไปให้ถึงความดีก็คือรักผู้อื่น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เพราะความรักผู้อื่น สามารถแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าให้โลกมีแต่ความสุขและเกิดสันติภาพ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความรักผู้อื่นจักเกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พ่อขอบอกลูกดังนี้...&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;1. ขอให้ลูกมองผู้อื่นว่า เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าอดีต...ปัจจุบัน...อนาคต&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;2. มองโลกในแง่ดี และจะให้ดียิ่งขึ้น ควรมองโลกจากความเป็นจริง อันจักเป็นทางแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง และเหมาะสม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;3. มีความสันโดษ คือ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;-มีความพอใจเป็นพื้นฐานของจิตใจ พอใจตามมีตามได้ คือได้อย่างไร ก็เอาอย่างนั้น ไม่ยึดติด ขอให้คิดว่ามีก็ดี ไม่มีก็ได้ พอใจตามกำลัง คือมีน้อยก็พอใจตามที่ได้น้อย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;-ไม่เป็นอึ่งอ่างพองลมจะเกิดความเดือดร้อนในภายหลัง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;-พอใจตามสมควร คือทำงานให้มีความพอใจเหมาะสมแก่งาน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;-ให้ดำรงชีพให้เหมาะสมแก่ฐานะของตน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;4. มีความมั่นคงแห่งจิต&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คือให้มองเห็นโทษของความเกียจคร้าน และมองเห็นคุณประโยชน์ของความเพียร และเมื่อเกิดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาให้ภาวนาว่า...มีลาภ มียศ สุขทุกข์ปรากฏ สรรเสริญนินทา เสื่อมลาภ เสื่อมยศ เป็นกฎธรรมดา อย่ามัวโศกานึกว่า &#039;ชั่งมัน&#039;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พ่อ 6/10/2547&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;***ฉันหวังว่า คำสอนพ่อที่ฉันได้ประมวลมานี้ จะเกิดประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน ที่ได้พบเห็น และลูกอันเป็นที่รักของพ่อทุกคน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ฉันรัก พ่อฉันจัง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สิรินธร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จาก วิกิซอร์ซ&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1110#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Sat, 11 Apr 2009 20:27:54 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1110 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ปัญญาจากบันไดเลื่อน</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1111</link>
 <description>&lt;h2&gt;&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;
&lt;div class=&quot;content&quot;&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SdzHGZWx6uI/AAAAAAAABew/KxoOsfVOHGY/s1600-h/yokohama_escalator_sfw.jpg&quot; onblur=&quot;try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5322347772344658658&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SdzHGZWx6uI/AAAAAAAABew/KxoOsfVOHGY/s320/yokohama_escalator_sfw.jpg&quot; style=&quot;margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 240px; height: 320px;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;โดย ประมวล เพ็งจันทร์&lt;br /&gt;
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 11 เมษายน 2552&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความ สุขแท้อาจเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ เช่น ความสุขของเด็กทารกแรกเกิด ซึ่งเป็นความสุขชั่วขณะที่ปรากฏขึ้นเองโดยธรรมชาติ เนื่องจากสภาวะจิตที่ยังไม่ถูกรบกวนหรือเจือปนด้วยกิเลส เป็นจิตที่ผ่องใสและเบิกบานที่เรียกว่า &amp;ldquo;จิตประภัสสร&amp;rdquo; แต่นี่ไม่ใช่ความหมายของ &amp;ldquo;ความสุขแท้ด้วยปัญญา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การแสวงหาความสุขที่แท้เป็นปัญหาของผู้ใหญ่ วัยที่ได้เรียนรู้อะไรมากมายหลายอย่างและมีกิเลสเกาะกุมในจิตใจให้ขุ่นมัว เป็นธรรมดา ผู้ที่ปรารถนาความสุขแท้อาจเริ่มด้วยจิตที่ตั้งมั่นในการขจัดความหม่นหมอง ดังกล่าวให้จางคลายไปจากใจ เพื่อดึงจิตกลับคืนสู่สภาวะเดิมที่เคยเบิกบานแจ่มใส ส่วนจะขจัดได้อย่างไรนั้น ต้องพึ่งพลังทางปัญญาเป็นตัวชี้นำ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัญญา&amp;rdquo; ในความหมายอย่างกว้างๆ คือ จิตที่ได้สัมผัสหรือรับรู้โลก ทั้งโลกภายนอกที่ผ่านเข้ามาและโลกภายในใจที่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ด้วยการรักษาความสมดุลระหว่างโลกภายนอกที่เข้ามากระทบกับโลกภายในที่เกิดการ เปลี่ยนแปลง หากจิตของเราสามารถรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นใดๆ โดยไม่หวั่นวิตก ไม่ตื่นกลัวหรือตระหนก เราสามารถเบิกบานกับสิ่งที่ได้รับรู้ ความสุขแท้ด้วยปัญญาย่อมผุดขึ้นในจิตใจ ตรงข้าม หากสิ่งนั้น เป็นเพียงสิ่งที่เข้ามาตอบสนองความปรารถนาของเรา เช่น ความสะดวกสบายในชีวิต ความสุขที่เกิดขึ้นย่อมเป็นเพียง &amp;ldquo;ความสุขเทียม&amp;rdquo; ที่เราปรุงแต่งขึ้นเองภายในใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความหมายของปัญญาที่ผมให้ความสำคัญ ไม่ใช่นัยยะของปัญญาที่รับรู้โลกภายนอก หากแต่เป็นมิติของปัญญาที่มุ่งพิจารณาโลกภายในใจเรา ซึ่งเป็นภาพเงาสะท้อนของโลกภายนอกอีกที ปัญญาในความหมายนี้เองที่ทำงานกับความสุขแท้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ปัญญาด้านในเกิดขึ้นจากภาพที่จิตของเราไปรับรู้โลกภายนอก แล้วนำภาพที่ได้รับรู้ดังกล่าวกลับมาบันทึกไว้ภายใน ภาพของโลกภายในที่เราบันทึกได้จึงเป็นคนละชุดกับโลกภายนอก ลำดับการสัมผัสรับรู้ของจิตที่ว่านี้เกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการที่ละเอียด และซับซ้อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องการทำงานของจิตเพียงถ่ายเดียว แต่ยังมีกระบวนการที่ใจเราไปปฏิสัมพันธ์อย่างเชื่อมโยงกับโลกภายนอกด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อโลกภายในใจเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกับโลกภายนอก ภาพลักษณ์ของความมืดมิดในใจเราจึงอาจน่าสะพรึงกลัวมากกว่าความมืดในโลกแห่ง ความเป็นจริง ขณะเดียวกัน โลกใบนี้สำหรับเราก็อาจน่าอภิรมย์ยิ่งกว่าความเป็นจริงก็เป็นได้ ทั้งความน่ากลัวและความน่าอภิรมย์ ล้วนเกิดขึ้นดั่งภาพเงาสะท้อนในใจเรา ไม่ใช่โลกแห่งความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ภายนอกจิตใจ เฉกเช่นรอยยิ้มของผู้ร้ายที่เรามักรู้สึกมีเลศนัยแอบแฝงมากกว่ารอยยิ้มของ พ่อค้าที่ส่งยิ้มเพียงเพื่อต้องการเรียกลูกค้าของตนเท่านั้น เพราะฉะนั้น ขณะที่โลกภายนอกมืดและสว่าง ปรากฏและเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิตย์ โลกภายในของเราต่างหากที่ถูกปรุงแต่ง แปรความหมายของความมืดให้เป็นความพรั่นพรึง นี่คือตัวอย่างภาพความทุกข์ที่เราไม่ปรารถนา หนทางสู่ความสุขที่แท้ด้วยปัญญาในทัศนะของผม จึงหมายถึงการจัดการกับปฏิบัติการของสภาวะจิตที่มักเผลอไปตีความ และบันทึกภาพเงาให้เป็นโลกแห่งความทุกข์โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมขอเปรียบเทียบคำอธิบายข้างต้นกับกลไกการทำงานของสายพานบันไดเลื่อน อัตโนมัติในอาคารสำนักงานและห้างสรรพสินค้า กล่าวคือ เมื่อบันไดเลื่อนทำงานปรกติ ตัวเราที่ยืนอยู่บนขั้นบันได พร้อมมือที่วางอยู่บนราวบันได ย่อมเคลื่อนที่ไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง หากบันไดเลื่อนทำงานผิดปรกติ ขั้นบันไดที่เลื่อนขึ้นลงทำงานไม่สอดคล้องกับราวบันได เช่น ขั้นบันไดเลื่อนขึ้น ขณะที่ราวบันไดกลับหยุดนิ่ง หากตัวเราที่กำลังเคลื่อนที่ยังคงจับราวบันไดอย่างยึดมั่น เราย่อมสูญเสียการทรงตัว เสียจังหวะ อาจล้มกลิ้งตกบันไดเลื่อนไม่เป็นท่า แต่ถ้าเราปล่อยมือที่จับราวบันไดนั้นเสีย เป็นอิสระจากราวบันได ตัวเราที่กำลังไหลเลื่อนย่อมเคลื่อนที่ได้ต่อเนื่อง การใช้ปัญญากำกับจิตให้ปล่อยละจากการถือมั่นในสิ่งใดๆ ก็เช่นกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เหตุแห่งทุกข์ จากตัวอย่างข้างต้น จึงมาจากการที่เราไม่ยอมปล่อยราวบันไดเลื่อนโดยคิดปรุงแต่งไปเองว่า สายพานของราวบันไดนั้นยังคงเคลื่อนที่เป็นปรกติ ไม่ปล่อยวางจากการยึดมั่นถือมั่น เพราะถ้าหากเราสามารถฝึกฝนจิตใจให้ปล่อยละได้ ใจเราก็จะเป็นสุขแท้และเป็นอิสระจากความเป็นไปของโลกภายนอก ถึงแม้จิตกับโลกภายนอกจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ขัดแย้งตรงข้าม ใจของเรากลับไม่ไหวเอน คือรับรู้โลกอย่างที่ปรากฏและแปรเปลี่ยนไปอย่างปรกติสุข ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโลกแห่งความเป็นจริงภายนอกแต่ประการใด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากเราสามารถใช้ปัญญารักษาความสมดุลระหว่างจิตกับโลกอย่างเหมาะสม คือการรู้เท่าทันสภาวะจิตและพินิจโลกที่ผ่านเข้ามาอย่างที่เป็น เห็นคุณค่าของความมืดที่ช่วยให้เราได้นอนหลับพักผ่อน ชื่นชมกลางวันที่ช่วยให้เรามีเวลาได้ทำกิจกรรมต่างๆ โดยไม่นำความคิดปรุงแต่งด้วยอวิชชาของตนเข้าไปเพิ่มเติม ความกลัวภายในใจเราก็จะค่อยๆ ถูกขจัดให้หมดไป เมื่อนั้น ใจเราก็จะเริ่มเป็นสุข รับรู้โลกอย่างปล่อยวาง ซึ่งเป็นความสุขง่ายๆ ที่แท้ด้วยปัญญาญาณ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา &lt;/strong&gt;: &lt;a target=&quot;_blank&quot; href=&quot;http://jitwiwat.blogspot.com/2009/04/blog-post_10.html&quot;&gt;http://jitwiwat.blogspot.com/&lt;wbr&gt;&lt;/wbr&gt;2009/04/blog-post_10.html&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1111#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Sat, 11 Apr 2009 20:30:49 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1111 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>งานอาสาของแท้ต้องทำให้มนุษย์พัฒนา</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1532</link>
 <description>&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;งานอาสาของแท้ต้องทำให้มนุษย์พัฒนา&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;
บทสัมภาษณ์ : พระมหาพงษ์นรินทร์ &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://pics.manager.co.th/Images/551000016480804.JPEG&quot; alt=&quot;http://pics.manager.co.th/Images/551000016480804.JPEG&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;strong&gt;เครดิต รูปจาก&lt;/strong&gt; : &lt;a href=&quot;http://manager.co.th&quot;&gt;Manager&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;
เริ่มต้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานอาสาสมัครได้อย่างไร&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประสบการณ์งานอาสาสมัครเกิดขึ้นโดยอาตมาทำโครงการประกวดโครงงานเฉลิมพระเกียรติเยาวชนไทยทำดีถวายในหลวง เราก็มีเงื่อนไขง่ายๆ คือ ให้ใช้แนวทางพระราชดำริ และหลักธรรมทางศาสนาของตัวเองที่เกี่ยวข้อง หรือหลักการศาสนาอื่นก็แล้วแต่ ให้เอาหลักการ กับหลักแนวพระราชดำริ พระราชดำรัสในหลวงมาทำเป็นโครงงาน ทำความดีถวายในหลวง การทำเป็นโครงงานก็คือให้ทำเป็นรูปธรรมทำเป็นระบบนั่นเอง ก็เอาฐานความรู้เดิมเรื่องโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นตัวส่งต่อองค์ความรู้ เขามีฐานความรู้เดิมเรื่องโครงงานวิทยาศาสตร์ แล้วตั้งเป็นประเด็นว่าเรื่องคุณธรรมสามารถตั้งเป็นโครงงานเหมือนโครงงานวิทยาศาสตร์ได้ โดยให้เขาใช้หลักธรรมและแนวพระราชดำริ แล้วเราก็ตั้งประเด็นว่าให้เอาปัญหาเป็นตัวตั้ง ปัญหาในโรงเรียน ปัญหาในชุมชน แล้วเวลาเขาเริ่มแตกปัญหาในชุมชนเขาก็จะเริ่มเห็น มีผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง พิการถูกทอดทิ้ง และเรื่องอื่นๆ ทั้งหมดนี้เหมือนกับให้เขาลุกขึ้นมาทำงานโดยไม่มีผลตอบแทนเป็นงานอาสาสมัครโดยรวม แต่โดยเนื้องานที่เป็นงานอาสาสมัครตรงๆ ก็มีอีกเยอะ เช่น อาสาสมัครในโรงพยาบาล อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุในชุมชน อย่างนี้เริ่มมีเกิดขึ้นเยอะ สเกลที่จะมาทำมันทั่วประเทศคือครอบคลุมทั้ง 185 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เราก็ใช้โครงสร้างของ สปฐ. ซึ่งมีเขตพื้นที่ 185 เขตพื้นที่การศึกษา เราก็ส่งไป มันก็จะทำให้ตัวแปรกระจายครอบคลุมทั่วประเทศ ปี 49 มันก็โครงงานเกิดขึ้นประมาณ 1,200 กว่าโครงงาน ปี 50 ก็ เป็นหมื่นกว่าโครงงาน เป็นโรงเรียนมัธยม แต่พอปี 50 ขยายเป็นโรงเรียนระดับประถมด้วย &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้านับโดยรวมสภาวะของอาสาสมัครคือเขาลุกขึ้นมาทำด้วยความสมัครใจไม่ได้มีเงินเดือนตอบแทน ถ้าอย่างนี้ถือว่างานทั้งหมดเป็นอาสาสมัคร เราไม่ได้ให้เป็นเงินเดือน แต่เรามีทุนให้ ซึ่งทุนจะได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพงาน เขาก็จะมีกระบวนการคัดเลือก เป็นทุนเล็กๆ 5,000 3,000 4,000 การทำงานมันลงแรงเยอะมากกว่าใช้ทุน เพราะเป็นงานลงพื้นที่ โดยสภาพที่เด็กเข้าไปทำเป็นอาสาสมัครอยู่แล้ว แต่โดยเนื้องานจริงๆ ชื่องานมันบอกเลย มันจะมีชัดๆ เช่น งานอาสาสมัครในโรงพยาบาล อาสาสมัครในชุมชน ถ้าอย่างนี้จะแยกประเภทไปอีก ถ้าเจาะเป็นประเภทแบบนี้จะมีที่ทำอยู่ และเราพบว่าจิตอาสา มักจะมีแรงจูงใจจากภายในทำให้ทำต่อเนื่อง ไม่ว่าจะตกรอบก็ยังทำต่อ ไม่ว่าจะปิดไปแล้ว 1 เทอม 1 ปี ก็ยังทำต่อ และเราพบว่า ในปีที่ 2 ปีที่ 3 เด็กพวกนี้ก็ยังเข้ามาสู่โครงการโดยที่เขาบอกเองว่าเขาตกรอบปีที่แล้ว แต่เขายังทำอยู่ เป็นโครงการที่แปลกคือว่า ไม่ยึดติดกับการประกวด เราพยายามส่งต่อให้เขาไปถึงคุณค่าที่แท้จริง ต่อการทำ การประกวดจำเป็นต้องมี เพราะเราพิสูจน์แล้วว่า การทำโครงการโดยไม่ประกวดมันอีลุ่ยฉุยแฉก เฉื่อยแฉะ ไม่มีเดทไลน์ ไม่มีอะไร ไม่ค่อยยึดถือ จะกำหนดกฎเกณฑ์อะไรก็จะไม่ขลัง แต่เมื่อเป็นการประกวดเราต้องการให้เขาเรียนรู้ไปในทิศทางไหนเรากำหนดเกณฑ์ในการประกวด กำหนดเดทไลน์ กำหนดอะไร เขาจะทำตามเราโดยภาพรวมเราจะบริหาร manage โครงการได้ การประกวดจึงมีความจำเป็นแต่เราจะไม่ไปติดในการแข่งขัน เพราะฉะนั้นเรามีนโยบายชัดเจน และเรามีกระบวนการถอดเขาออกจากการแข่งขันได้อย่างสมบูรณ์ซึ่งโครงการอื่นเขาจะไม่มี เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพบคือ เขาจะทำโดยความสมัครใจอย่างมากโดยตัวงานพาเขาดิ่งลงไป ทำให้จิตใจของเขาซาบซึ้ง นี่เป็นภาพโดยรวม&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางโครงการเราสร้างเงื่อนไขให้มันสอดรับกับภาพโครงการที่มันต่อเนื่อง เช่น บางโครงการที่ประกวด พอประกวดเสร็จเขาก็จบ แต่ของเราเทอมหนึ่งเขาประกวดเสร็จระดับเขต เราก็มีต่อระดับภูมิภาค ระดับประเทศ ลากมาถึงเทอมสอง พอเสร็จแล้วปุ๊บเรายังมีเงื่อนไขอีกว่าต้องทำต่ออีกปีหนึ่งสำหรับพวกที่เข้าเกณฑ์สูงๆ เราต้องการให้เป็นตัวอย่างที่ดี บางโครงการทำต่อเนื่องสามปีและมีแนวโน้มว่ามันเป็นปกติของเขาไปแล้ว เกิดกลุ่มก้อนที่มีอุดมการณ์ก็เป็นเรื่องของการระยะยาวต่อไป อย่างอาสาสมัครดูแลสุนัขและแมวที่โดนทอดทิ้ง ตามวัด อันนี้ที่ชลบุรี ทำมาสามปี ครั้งแรกเขาได้โล่พระราชทานสมเด็จพระเทพฯ ต่อมาก็จูงใจต่อว่าถ้าทำต่อเนื่องผลกระทบมันกว้างขวาง แพร่หลาย ก็จะได้รับโล่พระราชทานขั้นสูงสุดจากในหลวง โล่ประโยชน์สุขต่อมหาชน เขาก็ใช้แนวพระราชดำริเรื่องคุณทองแดง กับหลักธรรมเรื่องความเมตตา มาเป็นแกนทำโครงงาน เพราะฉะนั้นหลักธรรมโดนปรับมาเป็นรูปธรรม แนวพระราชดำริที่ไม่มีใครสนใจถูกทำให้เป็นรูปธรรมและแก้ปัญหาได้ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งตัวอย่าง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางโครงการที่เขาดูแลกันเอง เช่น ที่นครพนม เขาก็ไปสำรวจผู้สูงอายุในชุมชนมีใครบ้าง ทั้งที่ถูกทอดทิ้งและไม่ถูกทอดทิ้ง ส่วนใหญ่โดยภาวะของชนบทตอนนี้ลูกหลานย้ายไปทำงานที่อื่น ไม่มีคนดูแล เขาก็จะไปช่วยทำความสะอาดบ้าน ดูแลสุขภาพ วัดความดัน เท่าที่เขาจะทำได้ ไปชวนคุย แล้วก็เขาได้ผลพลอยได้ คือ ได้ภูมิปัญญา และองค์ความรู้จากคนเฒ่าคนแก่ และคนเฒ่าคนแก่ก็รู้สึกว่าลูกหลานมาดูแล และมันก็นำมาซึ่งการดูแลสุขภาพต่างๆ ตรงนี้เป็น model ที่อยากให้เกิดขึ้นทั่วประเทศเพราะว่า งานอาสาสมัครที่เป็นระบบแบบส่วนกลางที่ดูว่าเป็นระบบที่อาจจะไม่มีมิติของชุมชน อาจจะดูแข็งๆ บอกไม่ถูก ถ้ามันเป็นลักษณะที่เราทำให้ดูแลกันเองได้ ไม่ทอดทิ้งกันในระดับครอบครัวและชุมชน ทำให้รู้สึกว่ามีความยั่งยืน ตั้งแต่กระบวนการการสำรวจ จนกระทั่งมาถึงจิตสำนึกที่เกิดขึ้นที่จะเข้าไปทำ หลังจากเข้าไปทำจิตสำนึกเขาจะลงลึกมากขึ้น หยั่งรากลึกในเชิงของความมีน้ำใจ ผ่านไปปีหนึ่งแล้ว ปีนี้เขาก็ขยายผลต่อเนื่องและเขาก็ทำเชิงรุกไปถึงชุมชนให้ปลอดเหล้าปลอดอบายมุขด้วย เราจะเห็นเลยว่ามีวิวัฒนาการพอลงไปถึงชุมชน พอเป็นงานที่ดี มันจะเป็นวงจรของความเจริญ มันจะขยายผลไปในทางที่ดีขึ้น และก็ให้แรงจูงใจว่า ถ้าคุณทำต่อเนื่อง คุณก็จะได้โล่พระราชทานขั้นสูงสุด&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าไล่ไปตามโครงงานระดับประเทศ คลินิกคุณธรรม เป็นอาสาสมัครที่เด็กนักเรียนขึ้นมาเป็นที่ปรึกษาปัญหาให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนตัวเอง อย่างบางคนเครียดมาก เขาก็จะมีกระบวนการที่ลดปัญหาได้ เช่น บางคนเรียนตก เรียนไม่เก่ง ปัญหาเรื่องความรัก เขาก็จะมีกระบวนการอาสาสมัครเชิงที่ปรึกษาให้ใช้หลักธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยเด็กและคุณครูร่วมกันสร้างกระบวนการเรียกว่า คลินิกคุณธรรม &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีอาสาสมัครเชิงสิ่งแวดล้อม ลุกขึ้นมาปลูกป่าชายเลนและก็ทำเรื่องเกี่ยวกับความสะอาดของชุมชน เรื่องของการให้ดำรงตนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จังหวัดตรัง เป็นอาสาสมัครเกี่ยวกับกระบวนการไปอบรม จัดค่ายคุณธรรม โดยเด็กเป็นวิทยากร เมื่อก่อนอาจจะต้องใช้พระเป็นวิทยากรอย่างเดียว แต่นี่คือเด็กเขาพัฒนาตัวเองเป็นวิทยากรที่จะอบรมได้ และอบรมผู้ใหญ่ อบรมหน่วยงานราชการด้วย ในภาคใต้ถือว่าเป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง และเขามีจุดขายที่โดดเด่นคือ เขามีสื่อสมัยใหม่ที่เขาทำเพลงคาราโอเกะธรรมะ ที่เอาเพลงสมัยใหม่มาแปลงเนื้อเป็นจุดขาย อบรมในรูปแบบคอนเสิร์ตก็มี เป็นที่ฮือฮามาก เป็นอาสาสมัครในส่วนของการอบรมธรรมะ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;การทำต่อเนื่องในภายหลังไม่ได้มีทุนสนับสนุนต่อแล้วใช่ไหมคะ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มันมีพัฒนาการที่เขาหาทุนต่อเองได้ เช่น ระดมทุนเอง เรี่ยไรบริจาค หรือว่าไปต่อเชื่อมกับ อบต. เราก็พบว่ามีวิวัฒนาการว่า เด็กเขียนของบจาก อบต. ได้โดยตรง โดยผ่านการเชื่อมโยงจากโรงเรียน เมื่อก่อนนี้ผู้ใหญ่ต้องขอ แต่เขาพบว่าเมื่อเด็กขอเด็กขอได้ง่ายกว่า แล้วมันก็มีความรู้สึกว่าเป็นความภาคภูมิใจว่าลูกหลานของเขาทำเพื่อส่วนรวมและมีความสามารถเข้าสู่ระดับประเทศได้ โครงการของเรามันเป็นอุบายที่ได้ประโยชน์หลายต่อ คือ ทำให้เป็นช่องทางที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจของท้องถิ่น และทำให้เด็กใช้โอกาสความภาคภูมิใจนี้ทำให้ผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน แล้วเราก็เริ่มมีความยั่งยืน และมีเกณฑ์ข้อหนึ่งคือ เราต้องฉลาดในการกำหนดเกณฑ์ เกณฑ์ข้อหนึ่งคือ พึ่งตนเองได้ด้านงบประมาณด้วย นอกจากด้านอื่นๆ คือเรามีเกณฑ์หลายอย่าง เช่น เกณฑ์สร้างการมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด มีเกณฑ์เรื่องของการให้เขาพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด ใช้งบประมาณให้คุ้มค่าที่สุด บอกแล้วว่าพอเราทำโครงการประกวด ข้อดีคือ เรากำหนดทิศทางได้ กำหนดเกณฑ์อะไรไปมันก็จะขลัง กำหนดเดทไลน์เขาก็จะพยายามทำให้ได้ตามเวลา เราเคยทดลองทำแบบไม่ประกวดอุดมการณ์มี สนใจนะ แต่เหมือนกับมีอย่างอื่นด่วนกว่า ก็ต้องทำอย่างอื่นไป ของเราเอาไว้ก่อนยังไม่ด่วน สุดท้ายแล้วพอนานๆ ไปต่างคนต่างลืม ต่างคนต่างเซ็งกันไปมันก็ไม่ได้งานที่ดี และไม่สามารถใช้คำว่าเชิงรุกได้ หมายความว่า ต้องทำอย่างเกาะติดสถานการณ์จนกว่าจะเห็นผล เพราะฉะนั้นการประกวดจึงเป็นรูปแบบที่จำเป็น แต่ว่าเราก็ไม่ยึดติดการประกวดเพราะเราพิสูจน์แล้วว่า ตกรอบแล้วยังทำก็มี เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราคัดเลือกตัวอย่างที่ดี และทำให้เรากำหนดกฎเกณฑ์ทิศทางของงานที่เราต้องการได้ &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่บุรีรัมย์ที่บ้านหนองติ้ว ก็น่าสนใจ เป็นเด็ก ม.ต้นเอง ก็เริ่มต้นจากสังเกตเห็นพ่อแม่ตัวเองในยุคเศรษฐกิจไม่ดี ทำงานหนักขึ้น ปวดเมื่อยร่างกายก็อยากจะเข้าไปนวดให้ พอไปนวดแล้วปรากฏว่าพ่อแม่ปวดมากขึ้นกว่าเดิม เขาก็เลยไปปรึกษาคุณครู คุณครูเขาก็บอกว่ามีภูมิปัญญานวดแผนไทยของหมู่บ้านลองไปหัดดู แล้วก็เกิดไอเดียว่าน่าจะทำเรื่องนี้เป็นโครงงาน เขาก็ทดลองทำจากกลุ่มเล็กๆ ก่อน เช่น สมมติว่า มี 5 ท่า ทดลองกับปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา 20 &amp;ndash; 30 คน ท่านวดไหนพึงพอใจมาก พึงพอใจน้อย ก็พบว่าท่านี้ปวดมากกว่าเดิม เช่น นวดขมับ ก็ไปปรับฝีมือ และเริ่มขยายผลไปหาเพื่อนคนอื่นในโรงเรียนและกลับไปนวดให้พ่อแม่ตัวเอง ก็ทำให้วิถีชีวิตในชุมชน พ่อแม่ทำงานเสร็จก็รีบกลับบ้านไปให้ลูกนวด เกิดความอบอุ่นในครอบครัว เป็นชั่วโมงที่พ่อแม่ลูกมีเวลาคุณภาพอยู่ด้วยกัน ลูกก็เกิดความกตัญญูกตเวที เกิดเวทีสาธารณะตรงที่ว่ามันก็จะมีปู่ย่าตายายบางคนที่ไม่ได้มีลูกหลานอยู่โรงเรียนนี้ เขาจะมีจุดสาธารณะบริการในหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 3 จุด 4 จุด รวบรวมคนแก่ในหมู่บ้านมานั่งรวมกันนวด มันก็เกิดผลพลอยได้คือคนแก่มารวมตัวคุยกัน เด็กๆ ก็ได้นวด ก็ได้ฟังเรื่องราวของผู้สูงอายุ พอถึงช่วงพิเศษเขาก็จะตระเวนในตามบ้านพักคนชราบ้าง และตอนนี้ก็ได้ขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น กลายเป็นว่าจากมือเล็กๆ ของเด็กกลายเป็นงานของชุมชน ทั้งหมู่บ้าน กลายเป็นความภาคภูมิใจทั้งจังหวัด เราใช้โครงการของเราให้เป็นประโยชน์ และเป็นช่องทางให้หน่วยงานท้องถิ่นให้ความสำคัญ ทำให้เกิดเนื้องานที่แท้จริง เกิดจิตอาสาโดยธรรมชาติ ไม่ต้องไปเข้าคอร์สฝึก อย่างนี้มันจะยั่งยืนกว่า ถ้าเข้าคอร์สฝึกก็ฝึกไปตามคอร์ส เหมือนการแต่งตั้งเป็นแล้วนะอาสาสมัคร แต่นี่เป็นโดยธรรมชาติ เป็นรูปแบบที่ยั่งยืนและเหมาะกับสังคมไทย&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการพวกนี้มันน่าสนใจมากว่าถ้าเราเก็บเกี่ยวหลายๆ อย่างออกมา และก็พยายามผลักดันให้ครบวงจรเราจะช่วยดูแลสังคมของเราให้มีฐานที่มั่นคง โดยงานมันบอกเลยว่ามันวิกฤตแล้วแต่มันมีแนวคิดที่จะแก้วิกฤตให้เป็นโอกาสได้ งานนี้เป็นตัวอย่าง แล้วที่เหลือที่เป็นด้านวิกฤตแต่ไม่รู้จักจะแก้อะไรเลย บนภาวะวิกฤตแปลว่ามีพื้นที่ต้องการงานอาสาสมัครเยอะมาก งานอาสาสมัครเกิดขึ้นโดยแทบไม่ต้องสำรวจเลย เขาสำรวจโดยการกลับไปสำรวจชุมชนตัวเอง แล้วเกิดกระบวนการจูงใจให้ลุกขึ้นมาคิดค้นงานอาสาสมัครในรูปแบบที่เหมาะกับชุมชนตัวเอง นี่น่าจะเป็นรูปแบบที่เหมาะที่ดีที่สุด ส่วนกลางมีหน้าที่ยกย่องให้กำลังใจ ทำให้ปรากฏ แต่เราก็พบว่าถ้าส่วนกลางไม่เข้าใจก็จะเกิดการยื้อแย่งงาน เช่น ล่าสุด สสส. อยากจะทำบ้าง สสส. ก็ฟาดเงินมา 35 ล้าน อาตมาทำนี่แค่ระดับ 4 ล้าน 6 ล้านเองนะ แต่ว่างานออกมากว้างขวาง แต่ปีล่าสุดตัดเหลือ 3 ล้านกว่า สสส. อยากจะทำบ้าง เอาเงินมา 35 ล้าน ทำระบบเสียหมด อีลุ่ยฉุยแฉก ปั่นป่วนหมด คือ มีเงินแต่ใช้เงินไม่เป็น นี่ถ้าไงก็ฝากกลับไปบอกด้วยนะว่าคุณใช้เงินภาษีบาปแล้วก็มาทำบาปด้วยเพราะว่าเป็นเงินอาถรรพ์ คือ เขาไม่เข้าใจระบบราชการ จู่ๆ เขาเอาเงินไปให้ ศกศ. 35 ล้าน แล้วก็อยากจะทำใหม่ อาตมาเคยมีข้อแนะนำไปแล้วว่าอย่าไปทำอะไรใหม่ เพราะโรงเรียนเขามีความรู้สึกว่างานเขาเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าไปทำอะไรใหม่ ช่วยกันไปยกย่อง หรือทำให้เกิดพื้นที่จริงขึ้นกับพื้นที่ที่มันเปิดตรงนี้ เพราะโครงการวิทยาศาสตร์เป็นพื้นที่สากลของโรงเรียน ใครจะเข้ามาส่งเสริมตรงไหนก็ได้ แต่ด้วย ego หรือทิฐิขององค์กรที่อยากได้อะไรใหม่ๆ แต่ไม่เข้าใจระบบราชการ ก็ดื้อ ทั้งๆ ที่ผู้ใหญ่ที่ดูแลก็พยายามบอกแล้วว่าช่องทางควรจะเป็นอย่างไร เขาก็ถามมา อาตมาก็บอกไปแล้วว่าช่องทางควรเป็นอย่างไร เพราะมันหมื่นกว่าโครงงานเราดูแลไม่ได้หรอก เรามีงบอยู่แค่นี้ 3 &amp;ndash; 4 ล้าน งบเยอะและใช้เป็นมีประโยชน์นะ แต่งบเยอะแล้วใช้ไม่เป็นนี่มันทำลาย เช่น พอไปเข้าระบบราชการ ราชการที่ไม่ใช่ส่วนที่ทำงานคู่กับที่อาตมาทำอยู่ ก็พยายามสร้างระบบใหม่ ก็เกิดการยื้อแย่งงานกัน โดยหน่วยงานราชการ แต่ยื้อแย่งกันเอาผลงาน แต่งานไม่ยอมทำ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;มีแนวทางในการทำงานสนับสนุนงานดังกล่าวอย่างไรบ้าง&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาตมาลงไปเราลงไปทั้งตัว มีระบบตามประกบติด แล้วราชการทำอย่างไรก็แล้วแต่มันถูกตรวจสอบและถ่วงดุลโดย NGO อย่างเรา แต่ สสส. เล่นฟาดเงินไปเฉยๆ ไปที่หน่วยงานราชการ เขาก็หวานหมูล่ะสิ 35 ล้าน ทุกวันนี้ยังไม่รู้ว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปตรงไหนยังไม่รู้เลย แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นคือ อยากได้อะไรได้หมด คุณอยากได้ตรงนั้นตรงนี้ เขาก็ไปเขียน make ขึ้นมาได้หมด เป็น event เพราะ สสส. ชอบจัด event แล้วก็จบ ส่งเข้ามาได้หมื่นสองหมื่น ในขณะที่บางโครงการได้ห้าพัน สามพัน สี่พัน เสียระบบไหม ต่อไปมันจะเกิดวัฒนธรรมแบบ fake เราอุตส่าห์ฉีกออกมาแล้วนะเรื่องการทำความดี ของเราเป็นเรื่องจริงไม่ fake เหมือนโครงการอื่น โครงการอื่นเขามาเขียนเรียงความ วาดรูป สังเกตดูจะมีพวกนี้เยอะเลย แต่มัน fake หมดเลยนะ ทำอะไรก็ได้หมด อยากได้เรียงความดีก็ได้หมด อยากได้วาดรูปดีก็ได้หมด แล้วสังคมมันดีขึ้นไหม ตอบโจทย์ไหม มันเป็นการตัดขา กลุ่มที่สนใจจริงที่เขาทำแล้วเกิดจิตสำนึกแล้วเขาก็ทำต่อเนื่อง โอกาสที่โรงเรียนใหม่ๆ ที่จะเข้ามามันถูกเตะตัดขาไปเลย ไปทำระบบนั้นดีกว่า ระบบเฟคๆ เห็นไหมว่า มันมีอุปสรรค โดยเฉพาะหน่วยงานทั้งหลายมีพวกที่อยากทำบ้าง แต่ปัญญาไม่ถึง หรือจริงใจไม่พอ เอาตังค์ฟาดลงมาแล้วไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจระบบราชการ ผลสุดท้ายมันเสีย แทนที่จะช่วย มันทำลาย ฝากบอกไปดังๆ ด้วยว่า สสส. ทำลายพื้นที่ทำความดีไปอีกเยอะ และก็ทำให้เกิดภาพปลอมๆ เฟคๆ และตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เสียดาย &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาตมาเดินสาย เปลี่ยนรูปแบบใหม่แทนที่จะประกวดระดับภูมิภาค มีค่ายด้วย ประกวดด้วย อาตมามองว่าประกวดนี่เป็นอันดับสุดท้าย แต่เราจัดค่ายให้เขาเกิดแรงบันดาลใจในการทำความดี ถอดเขาออกจากการประกวดจนไม่ติดยึดเรื่องการแข่งขันเลย เราลงทุนเชิงกระบวนการ สสส.ทำไหม ไม่มีใครทำ เอาเงินฟาดลงไป ของเราประหยัดมากๆ และอาศัยความเป็นพระที่กินอยู่ไม่ได้มากอะไร ยังกลับตัวไม่สาย ถ้าฉลาดไม่ควรเอาเงินไปให้หน่วยราชการเขาตรงๆ พอเข้าราชการปุ๊บ ติดระบบปีงบประมาณอีก แล้วปีงบประมาณก็บีบให้เขาทำของคุณเฟค เพราะปีงบประมาณจะหมดตอนเทอมหนึ่ง กว่าจะทำอะไร กว่าโครงการจะคลอดก็จะหมดเทอมหนึ่งอยู่แล้ว พอคลอดปุ๊บจะหมดปีงบประมาณ นี่เป็นสาเหตุหลักที่ราชการในงานเป็นแบบเฟคๆๆ เพราะติดปีงบประมาณ แต่สิ่งที่อาตมาทำทำให้เราข้ามปีงบประมาณได้โดยเราไม่ต้องสนใจ เราก็ไปช้อนต่อ สปฐ. ทำช่วงเทอมหนึ่ง NGO เป็นรอยต่อจากเทอมหนึ่งไปเทอมสอง จนถึงปิดเทอมใหญ่ มันไม่กระทบ เพราะฉะนั้นงานมันจึงต่อเนื่องได้ เป็นการลดข้อจำกัดไม่ให้เกิดการเฟค สสส. รู้จุดอ่อนตรงนี้ไหม สสส. มี NGO มาทำไหม ถ้าไม่รู้แล้วฉลาดไม่พอ ความจริงก็ต้องยอมรับ ก็ต้องปรึกษาหารือ แต่ปัญหาคือ ปรึกษาไปแล้วก็ไม่เชื่อ จริงๆ แล้วควรปรึกษาก่อน อันนี้เอาเงินไปให้เขาแล้วจึงมาปรึกษา แล้วพอเขาไปเข้าช่องทางที่มันไม่ใช่ ไปเข้าหน่วยงานย่อยอื่นที่เป็นตัวแปรที่ไม่ได้ทำงานจริง มันก็เลยเป็นงานเฟคๆ เราจัดกับพื้นที่มา เรารู้เลยว่าหน่วยงานไหนจะได้งานจริง หน่วยงานไหนได้งานไม่จริง มันเป็นปัญหาค่อนข้างมาก แม้แต่หน่วยงานราชการเองปีนี้ เขาตั้งงบให้สำหรับโครงการนี้ไม่ใช่น้อย เป็น 50 กว่าล้าน ปรากฏว่าไปถึงเขตพื้นที่หน่วยงานอื่นมาขโมยเงินเด็กทำความดีไป เอาไปใช้อย่างอื่น ดูสิอาภัพขนาดไหน และมีหลายหน่วยงานที่กำหนดภารกิจว่าต้องจัดค่ายฝึกอบรมแต่ก็ไม่จัดเฉยๆ อย่างนั้น อ้างว่าเอาเงินไปทำอย่างอื่นหมด นี่เป็นปัญหาพอสมควรว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยที่เราไม่อยากให้มันเกิด เพราะฉะนั้นโครงการตรงกลางที่จะส่งเสริมจะต้องเท่าทัน แล้วก็ต้องมีความมั่นคง ซื่อตรง กับสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำอยู่ อนาคตข้างหน้าอาตมาก็ไม่ทราบ เพราะเราเองแหล่งทุนมาจากศูนย์คุณธรรม ได้ข่าวว่าเขาก็ถูกตัดงบจากรัฐบาลนี้ไปเยอะ จาก150 กว่าล้าน ก็เหลือ 40 ล้าน และถูกบีบให้ที่เคยหนุนคุณธรรมโดยทั่วไป ถูกบีบให้เน้นเรื่องคุณธรรมด้านเศรษฐกิจ ด้านธุรกิจ คิดดูว่ามันเลวร้ายขนาดไหน สปฐ. ก็ถูกตัดงบคุณธรรมเหมือนกัน ถ้า สสส. มีงบเยอะอยากจะสนับสนุน ถ้าไปสนับสนุนแบบเดิมก็อย่างที่ว่า แต่ว่าอาตมาก็มีมารยาทว่า แกอย่าไปหนุนเขา มาหนุนเราก็ไม่ได้ เพราะว่าเราก็จะต้องมีมารยาทที่จะไม่พูดอย่างนั้น &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปีนี้เราเปลี่ยนรูปแบบเป็น 8 ค่าย 8 ภูมิภาค เอาตัวอย่างเยี่ยมๆ ของแต่ละเขตพื้นที่มาอยู่ค่ายรวมกัน ถอดออกจากการแข่งขัน ให้รักกัน เกิดอุดมการณ์ในการทำความดี แล้วเราก็เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เกิดการปะกวดและเราพบว่า มีโครงงานเกี่ยวกับจิตอาสาเกิดขึ้นเยอะมากผิดหูผิดตา เพราะปีก่อนๆ เราปล่อยให้ภูมิภาคเขาประกวดกันเอง เราก็หงุดหงิดใจ อย่างงานที่เป็นสมทบ เขาก็ตกรอบ แต่เราไปเจอทีหลัง จิตอาสาดูแลผู้ป่วยด้วยดนตรีวิถีไทย ซึ่งดีมากๆ เลย เป็นอาสาสมัครในโรงพยาบาล จะขยายตัวนี้เป็น model ระดับประเทศ นี่ฝากไว้เลยนะ โรงพยาบาลระดับอำเภอ และโรงเรียนระดับอำเภอ ระดับจังหวัดมันมีทั่วประเทศ ถ้าจับคู่ matching ให้มันดี มันสามารถเพิ่มพื้นที่อาสาสมัครได้อย่างดีมากๆ และสามารถเกิดได้พึ่บพั่บเลย มันขึ้นอยู่กับว่าจะมีคนเชื่อมโยงทั้งสองฝ่ายมาเจอกันจริงจับแค่ไหน เด็กเขาไปที่โรงพยาบาลและเห็นภาพสะเทือนใจว่า พ่อแม่ปู่ย่าตายายที่ไปเข้าโรงพยาบาล แออัดและเครียดมาก และก็มีคนเป็นลม เป็นแรงสะเทือนใจและเขาก็ปรึกษากัน ปรึกษาคุณครู คุณครูก็เลยแนะนำว่าทำเป็นโครงงาน เขาก็ทำเป็นโครงงานดู ปรึกษากับหมอที่โรงพยาบาล พัฒนาจนครบวงจรแทบจะทุกระบบในโรงพยาบาล เด็กก็เกิดการพลิกเปลี่ยน เด็กที่เคยมีปมด้อย พ่อแม่ครอบครัวไม่ครบ พอมาทำเหมือนได้ซ่อมแซมจิตของตัวเองที่ขาดหาย กลายเป็นว่าพอหัดที่จะให้แล้วได้รับ ได้เติมเต็มในส่วนที่ขาดหาย เป็นที่ปลื้มปิติมากแต่ตกรอบ อาตมาเลยต้องให้เป็นประเภทสมทบเข้ามา อาตมาก็เลยจริงๆ มีโครงการดีๆ แต่กรรมการตาถั่ว เราก็เลยเปลี่ยนเป็นไปจัดตามภูมิภาค และเราก็ไม่จัดเอง เราใช้วิธีให้เขาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประเมินกันเอง ประเมินตนเอง ก็ทำให้เขาเห็นงานที่หลากหลายของคนอื่น เกิดการยอมรับ และกรรมการด้วย เกิดการยอมรับจากองค์ประชุมทั้งหมดที่อยู่ในค่ายผลักให้เป็นผู้ประเมิน เขาก็ได้สวมหัวอกของคนประเมินบ้างจะได้รู้ว่าบางทีไปว่ากรรมการอย่างเดียวก็ไม่ได้ จะรู้ว่ามันยาก ประเมินยาก ยิ่งโครงการเยอะๆ และมันก็เป็นเรื่องนามธรรมด้วยบางอย่าง ก็พบว่าโครงงานดีๆ ประเภทพวกจิตอาสาก็เข้ารอบมาเยอะ ซึ่งถ้าเมื่อก่อนเราปล่อยตามธรรมชาติ โครงงานดีๆ ตกรอบ นี่ก็เป็นเรื่องที่อยากจะให้ขยายผล &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;แนวทางการขยายผลการทำงานจะทำอย่างไร&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อันหนึ่งที่เป็นรูปธรรมคือเราคิดว่า คนที่ทำงานจิตอาสาเขาอยู่ในแวดวงสาธารณสุขด้วยส่วนหนึ่ง และแวดวงการศึกษาอีกส่วนหนึ่ง ถ้าจะจับคู่ matching โรงพยาบาลระดับจังหวัดระดับอำเภอ กับโรงเรียนระดับจังหวัดระดับอำเภอ จับคู่กัน เพราะว่ามันเหมือนกับเขาพิสูจน์ให้เรามั่นใจแล้วว่าเขาทำได้ แค่แต่ละที่หาวิถีที่ลงตัวของตัวเองในการ manage แล้วก็พบแล้วว่าหลายๆ ตัวอย่างเด็กเกเร เด็กแย่ๆ พลิกเปลี่ยนมาเป็นเด็กที่ดีเลย จากพื้นที่ของงานอาสาสมัคร และเด็กที่ดีอยู่แล้วที่เรียนเก่งและเห็นแก่ตัว ก็เปลี่ยนไปเป็นเรียนเก่งและมีน้ำใจ เราอยากได้สังคมอย่างนี้อยู่แล้ว ถ้าตรงนี้สามารถเดินหน้าได้ ทำไมต้องปล่อยตามยถากรรมด้วยล่ะ ทั้งๆ ที่มันสามารถที่จะมีคนเอื้อให้มันเกิดภาพทั่วประเทศ แนวทางที่สองคือ กระตุ้นให้ลงไปสำรวจโดยเฉพาะเรื่องผู้สูงอายุ เราพิสูจน์ซ้ำๆแล้วว่า มันทำให้เกิดพื้นที่อาสาสมัครจากใจ โดนใจ ยิ่งต่างจังหวัดมันมีนามสกุลไม่กี่สกุลหรอกในหมู่บ้านหนึ่ง แล้วมันก็เป็นการเชื่อมระหว่างคนสองวัยได้ดี เพราะวัยตรงกลางไปทำงาน แตกแยก มันก็กลายเป็นว่าเป็นวัยคนแก่ กับวัยเด็ก และวัยเด็กเป็นวัยที่กำลังจะเหลื่อมไปทางอื่น พอเขาได้กลับเป็นแล้วภาวะของการที่รักท้องถิ่นจะกลับคืนมา การยับยั้งชั่งใจ มีผู้ใหญ่คอยตักเตือนก็กลับคืนมาโดยปริยาย เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นจุดที่งดงามและอยากจะให้เกิดขึ้น &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; งานอาสาสมัครถ้าของแท้ต้องทำให้มนุษย์ได้พัฒนา ถ้าของปลอมก็คือเอาแค่เป็นฉากบังหน้า และมีผลประโยชน์แอบแฝงเบื้องหลัง ถ้าเราจัดอุบายดีให้เกิดจากรากฐานของชุมชนก่อน จะเกิดกระบวนการถ่วงดุลและปรับสมดุลกันเอง ผลประโยชน์น้อย แต่ส่วนกลางต้องรับในเรื่องที่มากกว่าชุมชนทำได้ เช่น ภัยพิบัติทั้งจังหวัด ต้องหาหน่วยอื่นไปช่วย และการช่วยบางครั้งต้องมีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างอื่นไปช่วย ระบบการขนส่ง แพคเกจต่างๆ บางครั้งคนอยากจะบริจาคอะไรก็บริจาคและเป็นภาระของคนที่จะนำขอไปให้เขา ซึ่งมันไม่ได้มีการออกแบบเป็นการเฉพาะว่า ถ้าแผ่นดินไหว ถ้าน้ำท่วม อะไรบ้างที่จะทำได้ ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารบ้าง เครื่องอุปโภคบริโภคที่จะเป็นประโยชน์ที่สุด สามารถปรุงได้เลย ดูแลสุขภาพได้ดี น้ำถ้าไม่สะอาดจะมีอะไรที่ทำให้มั่นใจว่าใส่ตัวนี้เข้าไปแล้วฆ่าเชื้อแต่คนไม่เป็นอันตราย คุณมีอะไรบ้าง ตรงนี้ควรจะมี และทำให้แพร่หลาย องค์ความรู้ที่คนจะเข้าถึง คิดว่าตรงนี้ส่วนกลางควรจะต้องขยับทำ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาระบบงานอาสาสมัคร&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาพรวมที่อาตมาคิดใหญ่ไปกว่านี้คือ มันเป็นแรงบันดาลใจที่เราอยากให้งานอาสาสมัครเป็นไฟลท์บังคับอันหนึ่งในกระบวนการพัฒนานักการเมือง อาตมามีบทความเรื่องการเมืองใหม่ การเมืองหัวใจมนุษย์ คือเป็นการเมืองที่มีหัวใจอยู่ที่การพัฒนามนุษย์ เราเห็นเด็กเหล่านี้มาทำงานอาสาสมัคร เราก็พบเลยว่า ถ้าเด็กเหล่านี้เติบโตมาทำงานการเมือง ประเทศไทยจะงดงามมาก แล้วก็ตั้งคำถามย้อนกลับมาว่า แล้วนักการเมืองปัจจุบันล่ะ มันเป็นเรื่องแปลกมาที่โฆษณาชวนเชื่อให้คนรักหัวปักหัวปำ รักข้างหนึ่งและเกลียดข้างหนึ่งให้สุดขั้วทั้งสองฝ่าย มาตั้งคำถามว่าที่หลงรักนี่เพราะอะไร เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวไหม ก็ไม่ เคยเห็นเขาทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคม เพื่อส่วนรวมไหม ก็ไม่เคยเห็น เพราะเมืองไทยยังไม่มีระบบตรงนี้อย่างจริงจัง แต่โฆษณาชวนเชื่อว่าเขารักชาติ รักประชาชน แต่ไม่เคยมีประวัติในการทำอาสาสมัครเพื่อส่วนรวมเลย ถ้าวิเคราะห์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ถามว่าเราเชื่อเขาได้ไหม แต่คนไทยกลับเชื่ออย่างหัวปักหัวปำที่ทะเลาะกันอยู่ทุกวันนี้ เราหลงรักแบบโมหะ แบบความหลง แค่นี้เอง แต่ถ้าต่อไปการลงสมัคร ส.ส. ผู้ว่า กทม. ถ้าระบบอาสาสมัครแข็งปั๊ก คุณจะสมัครเป็น ส.ส. แล้วคุณอ้างว่าคุณทำงานเพื่อประเทศชาติ คุณเคยมีประวัติงานอาสาสมัครเพื่อส่วนรวมกี่ชั่วโมง กี่เดือน กี่ปี ขั้นไหน ถึงจุดหนึ่งจะพัฒนาระบบ อย่างฉือจี้ของเขาเป็นระบบเลย กี่ชั่วโมง กี่เดือน กี่ปี เป็นกี่ขั้น จนถึงระดับเป็นพี่เลี้ยงเลย ถ้ามีตรงนี้จะถูกสกรีนเลย ไม่ใช่แค่ว่าเป็นนามสกุลใคร ลูกใคร เมียใคร และสวมเสื้อพรรคนั้นปั๊บ คนไทยที่ถูกโฆษณาชวนเชื่อแบบหลงๆ ก็พร้อมที่จะหลงรักหัวปักหัวปำ แล้วก็เลือก และเทิดทูนว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ และก็เกลียดฝ่ายตรงข้ามว่ามันชั่วๆ มันโมหะทั้งสิ้น บ้านเมืองก็เลยไม่พัฒนา&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะฉะนั้นงานอาสาสมัครที่สุดแล้วเราต้องการการพัฒนาอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐานที่สามารถวัดได้เป็นวิทยาศาสตร์ และควรเป็นเกณฑ์ข้อหนึ่งสำหรับการสมัครนักการเมือง หลังจากเลือกตั้งมาแล้วก็ต้องมีเกณฑ์ข้อหนึ่งว่าคุณต้องทำงานอาสาสมัครด้วยแรงของตัวเองกี่ชั่วโมง กี่เดือน ต่อไตรมาศ หรือครึ่งปี ก็กำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ เป็น process ในการพัฒนานักการเมือง อาตมาตั้งคำถามว่า เราปล่อยให้นักการเมืองที่เป็นชนชั้นปกครองที่สำคัญที่สุดของประเทศมันด้อยพัฒนามากที่สุด ห่วยที่สุด แย่ที่สุด แย่กว่าสาวโรงงานอีก สาวโรงงานเขาเข้ามาทำงานโรงงานแล้วเขายังมี training อบรม ฝึกฝน พัฒนา บางที่เขาก้าวหน้า เขามีปฏิบัติธรรม มีสวดมนต์ ด้วย ถามว่านักการเมืองหลังจากเข้ามาทำหน้าที่นี้แล้ว มีกระบวนการ training อบรม พัฒนาอะไรหรือไม่ คนกลุ่มเดียวของโลกที่ไม่ต้องพัฒนาอะไรอีก ไม่ต้อง training อะไรอีก แค่นี้เองเขาคิดกันไม่ออก ว่าทำไมนักการเมืองมันถึงแย่ ถึงเลว ก็ในเมื่อเราคาดหวัง output อย่างไร process เราไม่มี ต้องการนักการเมืองดี เสียสละเพื่อส่วนร่วม แต่ process ไม่มีให้เขาทำเพื่อส่วนรวมหรือเป็นคนดี &lt;br /&gt;
อาตมามี 3 มาตรฐาน เรื่องรักชาติ รักส่วนรวม คือ เป็นคนดีมีศีลธรรมในศาสนาของตน ให้เกียรติศาสนาอื่น และมีความรู้ความสามารถ ซึ่ง 3 อย่างนี้จะต้องเป็นระบบ training ที่เป็นหน้าที่ ไม่ใช่สิทธิที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้ ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติวัดผลเป็นวิทยาศาสตร์และต้องทำด้วยแรงกำลังของตนเองไม่ใช่ไปเปิดงานแล้วไป ถ้ามันพัฒนาขึ้นมาได้ต่อไปจะเกิดภาพงดงาม นายกกับผู้นำฝ่ายค้านเถียงกันน่าดูตอนอภิปราย พอหยุดปุ๊บ อ้าว ไอ้สองคนนี้เป็นอาสาสมัครด้วยกัน ไปแบกกระสอบ ฉือจี้นั่นเศรษฐีหมื่นล้านเขาไปแบกกระสอบช่วยคนประสบภัยพิบัติ อาจจะเกิดสึนามิรอบใหม่ ผู้นำฝ่ายค้าน รัฐบาลไปช่วยอาสาสมัครร่วมกัน มันจะเป็นประชาธิปไตยที่งดงามมาก คุณทำหน้าที่คุณเห็นต่างกันได้ แต่เรื่องมนุษยธรรม ไม่มีแบ่ง เราเป็นคนกลุ่มเดียวกัน เราเป็นพี่น้องกัน อาตมาคิดว่าจะขอดันเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ และคิดว่าเครือข่ายจิตอาสาจะผลักดันเรื่องนี้จนเป็นการบรรจุในรัฐธรรมนูญ หรือถ้าไม่บรรจุก็เป็นสัญญาประชาคมที่ทำเป็นแบบอย่าง เขาจะบอกว่าเป็นสิทธิไม่ได้ ต้องเป็นหน้าที่เพราะเขาเป็นแบบอย่างของพลเมืองทั้งประเทศและเมื่อเขาทำตรงนี้ไม่ได้เป็นกฎหมาย แต่ถ้าเราทำเป็นตัวอย่าง เช่น ผู้ว่าวันเสาร์อาทิตย์เป็นอาสาสมัครกันทั้งครอบครัวเลยจะเกิดอะไรขึ้น นิสัยราชการไทย ผมว่าราชการเขาก็จะทำตามหมด เพราะฉะนั้นพื้นที่อาสาสมัครจะเกิดขึ้นได้ทันที และเราก็พบว่า ใครอาจจะบอกว่าสร้างภาพ ก็แล้วแต่ แต่เราอยากได้ภาพที่สวย มันจะส่งสัญญาณบอกให้กับคนข้างล่างลุกขึ้นมาทำ และเราพบว่างานอาสาสมัครเปลี่ยนคนได้ อย่างน้อยที่สุดก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าระดับเชิงยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ ถ้าผลักดันได้จนกลายเป็นวาระแห่งชาติ จนเป็นหน้าที่ในการพัฒนานักการเมือง คือ เรื่องงานอาสาสมัครเป็น process พัฒนานักการเมือง หรือกลายเป็นเกณฑ์ในการคัดกรองคนที่จะเข้ามาเป็น ส.ส. ก็ตาม แต่เรื่องเกณฑ์คงมีการต่อสู้กันน่าดู เพราะเขาคงไม่อยากจะกันลูกหลานของตัวเองที่ไม่เคยทำอะไรเพื่อส่วนรวม เพราะฉะนั้นงานอาสาสมัครมันจะลดละความเห็นแก่ตัว แล้วมันสร้างจิตสำนึกความรักส่วนรวม รักชาติ ของเราไม่มีเลย ลูกเสือก็ผูกเงื่อน รด. เรียนแล้วก็เกลียดทหาร ไม่รักชาติ ประวัติศาสตร์ก็ไม่ค่อยจะมีเรียนแล้ว ก็เป็นปัญหาหมด แล้วจะเอาส่วนไหนมาทำให้เกิดอาสาสมัครลดละความเห็นแก่ตัว มันไม่มี งานอาสาสมัครจึงต้องเข้มแข็งขึ้นมาให้ได้ เพื่ออย่างน้อยที่สุดจะไปสอดแทรกเข้าไปในวิถีชีวิตช่วงหนึ่ง ที่อาตมาทำก็เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่อย่างน้อยกฎหมายบังคับอยู่แล้วว่าทุกช่วงชั้นต้องทำโครงงาน แต่ว่าถ้าเขาเลือกทำโครงงานขอให้เขาทำโครงงานคุณธรรม จะได้เป็นพื้นที่ในการทำงานอาสาสมัครของเด็ก จะได้เสี้ยวเวลาหนึ่งของช่วงชีวิตที่เติบโตเป็นเด็ก เยาวชน เป็นพลเมือง หรือถ้านักการเมืองขึ้นมาสุดท้ายจะกลายเป็นวาระแห่งชาติ จะปีหนึ่งหรือครึ่งปีก็แล้วแต่ซึ่งที่ผ่านมาก็มีมติ ครม. ให้ 5 วันเป็นอาสาสมัครได้โดยไม่ต้องเป็นวันลา แต่คนก็ไม่รู้ เพราะว่าไม่มีการทำให้เป็นแบบอย่าง เพราะฉะนั้นนักการเมืองหรือชนชั้นปกครองต้องเป็นแบบอย่าง และเราต้องทำเรื่องนี้ให้เข้มแข็งขึ้นมาเป็นมาตรฐานได้ นักการเมืองเข้ามาแล้วเว้นวรรคเขาไว้ ไม่ต้องไปแตะต้องเขา ตลกไหม แต่กลุ่มที่ด้อยพัฒนาที่สุดกลับมาอยู่ในจุดที่สูงที่สุด ปกครองคนทั้งประเทศ คิดอย่างไรก็ตลก คิดอย่างไรก็ไม่ฉลาด แต่ก็ไม่มีใครคิดได้&lt;br /&gt;
บทบาทของทางศาสนา พระหรือวัดอาจจะเป็นศูนย์กลางในการกระตุ้นเรื่องจิตอาสาได้ เช่น งานอย่างที่อาตมาทำ พระในพื้นที่ก็สามารถลุกขึ้นมาทำย่อยลงไปแล้วเราก็สร้างตัวแปร เช่น ให้พระเป็นที่ปรึกษาโครงงาน และวัดเป็นพื้นที่ของความดีอยู่แล้ว อย่างกระบวนการแผนที่ความดีที่ทำสำทับเข้ามาคือเวลามีใครทำอะไรเพื่อส่วนรวมเขาไปสำรวจมาและยกย่อง เราก็ขอให้จัดที่วัด ถ้ามีงานบุญงานกุศลจากต่างที่ให้มาจัดที่วัด และถือโอกาสทำนิทรรศการแผนที่ความดี และยกย่องไป ทำให้เกิดความปิติ อีกอย่างพอเราจัดที่วัด ทำให้ความรู้สึกว่าคำว่าบุญ กุศล เป็นแหล่งรวมความดี ถ้าวัดลุกขึ้นมาทำกระบวนการเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และวัดเป็นศูนย์กลางของการทำความดีของชุมชนได้ ไม่ใช่วัดต้องมารณรงค์ปลอดเหล้า นอกจากจะเสียศูนย์กลางของความดีแล้วยังเสี่ยงด้วย ต้องพลิกกลับมาทำเชิงรุกและกอบกู้ความรู้สึกของการทำความดีคืนกลับมาได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1532#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Thu, 30 Jul 2009 22:31:18 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1532 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>บูมเมอแรงแห่งชีวิต</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1685</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นิตยสารสารคดี : ฉบับที่ 294 :: กรกฎาคม ๕๒ ปีที่ ๒๕&lt;br /&gt;
คอลัมน์รับอรุณ : บูมเมอแรงแห่งชีวิต&lt;br /&gt;
พระไพศาล วิสาโล&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
เมื่อเราเหวี่ยงบูมเมอแรงออกไป สักพักมันก็จะย้อนกลับมาหาเรา ใช่หรือไม่ว่าการกระทำของเราก็เช่นกัน เราทำอะไรกับสิ่งใดไว้ สิ่งนั้นย่อมส่งผลกลับมาที่เรา แม้จะไม่รวดเร็วหรือชัดเจนเหมือนบูมเมอแรงก็ตาม เมื่อเราจัดดอกไม้ให้งดงาม ดอกไม้นั้นก็กลับมาจัดใจเราให้งดงามตามไปด้วย เวลาเราจัดวางสิ่งของให้เป็นระเบียบ ดูแลบ้านให้สะอาด ใจเราก็พลอยเป็นระเบียบและสะอาดไปด้วย แต่ถ้าเราทิ้งของระเกะระกะ ปล่อยให้บ้านรกสกปรก บ้านนั้นก็ปรุงแต่งใจเราให้รกรุงรังไปด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สิ่งของที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น มิได้เป็นฝ่ายถูกกระทำอย่างเดียว หากยังกระทำต่อเราด้วย คนที่ให้คุณค่าสูงส่งแก่เพชรนิลจินดา ย่อมรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าหรือสถานะสูงส่งขึ้นยามได้สวมสร้อยเพชร แต่บางครั้งก็ถึงกับนอนไม่หลับหากมีเพชรเม็ดงามอยู่ใต้เตียง ต้นไม้ในสวน ทีแรกเราเป็นฝ่ายดูแลรักษามัน แต่เมื่อเติบใหญ่ มันกลับดูแลรักษาเรา เช่น ให้ร่มเงา ให้อาหาร เป็นสวัสดิการในยามแก่ หรือปกป้องร่างของเราในยามสิ้นลม ดังชาวต้งในประเทศจีนซึ่งมีหน้าที่ดูแลต้นไม้ประจำตัว(ที่ปลูกตั้งแต่แรก เกิด)ไปจนตลอดชีวิต และเมื่อสิ้นลมต้นไม้ต้นนั้นจะถูกโค่นเพื่อทำเป็นโลงบรรจุร่างของเขา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ของชิ้นใดก็ตามหากเรายึดว่าเป็น &amp;ldquo;ของเรา&amp;rdquo;เมื่อใด มันก็จะมีอิทธิพลต่อเราทันที จนเรากลายเป็น &amp;ldquo;ของมัน&amp;rdquo;ไปเลยก็มี เช่น ยอมตายเพื่อรักษามันเอาไว้ ถ้ามันเกิดมีอันเป็นไป เสียหาย เสื่อมทรุด หรือสูญไป เราก็อาจล้มทรุดไปด้วย หรือถึงกับหมดสติไปเลยก็ได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มิใช่แต่สิ่งที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้เท่านั้น แม้แต่สิ่งที่เป็นนามธรรมก็เช่นกัน ทีแรกเราปรุงแต่งมัน ต่อมามันกลับเป็นฝ่ายปรุงแต่งเรา จนถึงขั้นเป็นนายเรา ความคิดทั้งหลายที่เราก่อรูปขึ้นมาในหัว มันสามารถทำให้เรากินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะใจถูกมันสั่งให้คิด ๆ ๆ ต่อไปไม่ยอมหยุดบางครั้งมันก็ชักนำหรือบงการให้เราทะเลาะเบาะแว้งกับใครก็ ได้หากเขาไม่เห็นด้วยกับความคิดนั้น แม้คนนั้นจะเป็นพ่อแม่ ลูกหลานหรือคนรักก็ตาม ถ้ายึดมั่นถือมั่นกับความคิดใดมาก ๆ มันจะทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางไม่ให้เราเห็นหรือยอมรับความจริงที่สวนทางกับ ความคิดนั้น มันจะสั่งให้เราบอกปัดความจริงนั้นและจมอยู่ในความคิดนั้นต่อไป แต่ถ้าปรุงแต่งและหลงจมอยู่กับความคิดว่าฉันเป็นคนไร้ค่าเมื่อใด ความคิดนั้นก็สามารถบัญชาให้เราทำร้ายตัวเองได้เมื่อนั้น ใช่หรือไม่ว่าทุกวันนี้เรากำลังกลายเป็นทาสของความคิดที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ทั้งนั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สิ่งของฉันใด คนก็ฉันนั้น ไม่ว่าเราจะเกี่ยวข้องกับใคร คนนั้นย่อมมีอิทธิพลต่อเราเสมอไม่มากก็น้อย แม้แต่ผู้นำที่มีอำนาจก็หนีความจริงไม่พ้นว่า ลูกน้องไม่ได้อยู่ในอิทธิพลของเขาแต่ฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อเขาด้วย อย่างน้อยเขามีอำนาจได้ก็เพราะการยอมรับของลูกน้อง ถ้าลูกน้องไม่ยอมรับหรือไม่ให้ความร่วมมือเขาก็ทำอะไรไม่ได้ หรือถึงกับต้องลงจากอำนาจไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มองให้ลึกลงไป สิ่งของหรือผู้คนจะมีผลกระทบต่อเราอย่างไร ขึ้นอยู่กับการกระทำหรือวิธีการที่เราเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น คนที่กระทำกับผู้อื่นด้วยความรักหรือความเคารพ ย่อมได้รับความรักหรือความเคารพกลับคืนมา อาสาสมัครหลายคนที่ไปช่วยดูแลเด็กเล็กในสถานสงเคราะห์ พบว่าตนเองมีความสุขอย่างยิ่ง ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจไปให้ความสุขแก่เด็ก แต่กลับได้รับความสุขจากเด็กคืนมาอย่างไม่คาดฝัน บางคนรู้สึกว่าชีวิตของตนมีคุณค่ามากขึ้น เพราะความรักที่ได้กลับคืนมาจากเด็ก ชายหนุ่มบางคนถึงกับยอมรับว่า &amp;ldquo;ชีวิตผมสมบูรณ์ขึ้นเพราะเด็ก ๗ ขวบ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ให้ความรักก็ย่อมได้รับความรัก ให้ความสุขก็ย่อมได้รับความสุข แต่ถ้าคิดจะเอาความรักหรือตักตวงความสุข กลับไม่ได้ หรือได้ความเกลียดชังและความทุกข์มาแทน ทั้งนี้เพราะเมื่อเริ่มจากความเห็นแก่ได้ ก็ย่อมกระทำหรือแสดงออกด้วยความเห็นแก่ตัว อีกฝ่ายจึงตอบโต้ด้วยความเห็นแก่ตัวกลับมา ถ้าหวังตักตวงความสุขจากเขา เขาก็คิดตักตวงความสุขจากเราเช่นกัน ยิ่งแสดงออกด้วยความโกรธเกลียดแล้ว ก็แน่นอนเลยว่าย่อมได้รับความโกรธเกลียดกลับมา จะพูดว่าความโกรธเกลียดที่เหวี่ยงใส่เขา ย้อนกลับมาหาเราก็คงไม่ผิดนัก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทำ อย่างไรย่อมได้ผลอย่างนั้น แต่ผลที่ย้อนกลับมาหาเรานั้นไม่จำเป็นต้องเกิดจากใครคนใดคนหนึ่งก็ได้ หากเกิดจากการกระทำของเราเอง คนที่ชอบใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น ความรุนแรงนั้นเองจะย้อนกลับมาปรุงแต่งจิตใจของเขาให้เป็นคนก้าวร้าว โหดเหี้ยม หรือหยาบกระด้าง หรือทำให้จิตใจมีความดำมืดมากขึ้น จนสามารถทำสิ่งเลวร้ายได้ง่าย ตำรวจที่ชอบใช้วิธีการเหล่านั้นกับโจร ในที่สุดก็จะมีจิตใจใกล้เคียงกับโจรเหล่านั้น แม้แต่คนดีที่พร้อมใช้วิธีการฉ้อฉลสกปรกกับคนชั่ว หากทำเช่นนั้นบ่อย ๆ ก็จะกลายเป็นคนชั่วไปโดยไม่รู้ตัว มีผู้หนึ่งกล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า &amp;ldquo;เมื่อคุณสู้กับอสูร พึงระวัง อย่าให้ตัวเองกลายเป็นอสูรไปด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คนที่ยึดมั่นในความถูกต้องหรือผู้ที่ถือตัวว่าเป็นฝ่ายธรรมะ มักตกอยู่ในกับดักดังกล่าว เพราะเมื่อเห็นคนชั่ว ย่อมอยู่เฉยไม่ได้ ด้วยถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องจัดการกับคนชั่วเหล่านั้น ยิ่งมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนดีก็ยิ่งรู้สึกว่าตนมีความชอบธรรมที่จะจัดการกับคนเหล่านั้นด้วยวิธีใดก็ได้ เพื่อพิทักษ์ความถูกต้องหรือปกป้องธรรมะ เนื่องจากมีความโกรธเกลียดที่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงพร้อมจะใช้วิธีที่ดุดัน ก้าวร้าว และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มต้นจาก ประณามด่าว่า โกหก หลอกลวงใส่ร้าย หลอกลวง ไปจนถึงลงมือฆ่า ดังกรณีบินลาเดนกับพวก หรือกลุ่มคริสตียนหัวรุนแรง การณ์จึงกลายเป็นว่ายิ่งพยายามปกป้องธรรมะมากเท่าไร ก็ยิ่งทำผิดศีลธรรมมากเท่านั้น ในเมืองไทยแนวโน้มเช่นนี้นับวันจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ครู ที่เจ้าระเบียบหรือเคร่งศีลธรรม หากเอาแต่บ่นว่าหรือดุด่าลูกศิษย์ที่เกเร แม้จะยังไม่ถูกลูกศิษย์แผลงฤทธิ์หรือตอบโต้เอาคืน แต่การดุด่าว่ากล่าวเป็นอาจิณนั้นก็จะย้อนกลับมาหล่อหลอมจิตใจของครูให้เป็น คนหงุดหงิดเจ้าอารมณ์ รวมทั้งทำให้มีบุคลิกเคร่งเครียด หรือถึงกับหน้างอไปโดยไม่รู้ตัว ยิ่งถ้าชอบจับผิดนักเรียนด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีนิสัยระแวง มองคนในแง่ลบ ไม่ใช่กับลูกศิษย์เท่านั้น แต่กับเพื่อนร่วมงานและคนในครอบครัวด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่จริงแม้ยังไม่ได้แสดงออกกับใครเลย เพียงแค่นึกคิดหรือรู้สึกต่อใครบางคนอยู่ในใจ ความรู้สึกนึกคิดนั้นก็ย้อนกลับมาส่งผลต่อเรา เช่น ถ้าโกรธเกลียดใคร แล้วปล่อยให้ความโกรธเกลียดนั้นดำรงอยู่ไปเรื่อย ๆ ความโกรธเกลียดนั้นก็กลับมาบีบคั้นบั่นทอนจิตใจ ทำให้เครียดหนักขึ้น นานเข้าก็กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ ที่ร้ายกว่านั้นก็คือความพยาบาทเจ้าคิดเจ้าแค้นจะถูกปลุกให้กำเริบจนครอบงำใจ ผลก็คือตนพร้อมจะทำสิ่งที่เลวร้ายได้เสมอ ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงผลต่อสุขภาพและวิถีชีวิต เช่น กินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายเจ็บป่วยด้วยสารพัดโรคซึ่งบางครั้งหาสาเหตุทางกายไม่พบ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อเราโกรธเกลียดใครสักคน อยากให้เขามีอันเป็นไป คนแรกที่เดือดร้อนทันทีคือเรา ไม่ใช่ใครที่ไหน ในทางตรงข้ามหากเรามีเมตตาต่อผู้คน อยากให้เขามีความสุข แม้ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย ความสุขก็เกิดขึ้นแล้วกับเราเป็นคนแรก เพราะเมตตานั้นย่อมนำความสงบเย็นมาสู่จิตใจ และทำให้ความทุกข์ของเรากลายเป็นเรื่องเล็กลง ไม่เพียงเท่านั้น หากเราลงมือทำเพื่อช่วยให้เขามีความสุข การกระทำอันกอปรด้วยเมตตานั้นจะช่วยลดความเห็นแก่ตัวในใจเรา ขณะเดียวกันก็ปลุกพลังฝ่ายบวกให้มีกำลังมากขึ้น ได้เห็นศักยภาพและคุณค่าของตัวเอง ยิ่งเห็นเขามีความสุข ความสุขนั้นก็ย้อนกลับมาทำให้เรามีความสุขมากขึ้น รู้สึกว่าชีวิตได้รับการเติมเต็ม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หาก ทำด้วยใจอันเป็นกุศลหรือทำด้วยความรู้สึกที่เป็นบวก แม้จะกระทำกับสิ่งของที่ไร้จิตวิญญาณ ความรู้สึกและการกระทำอันเป็นกุศลนั้นก็ยังส่งผลย้อนกลับมาที่ผู้กระทำอยู่ ดี ชายชราผู้หนึ่งเป็นอาสาสมัครช่วยแยกขยะ และทำให้ขยะนั้นกลับมามีคุณค่าขึ้นใหม่ (เช่น เอาไปรีไซเคิลหรือขายต่อ) หลังจากทำมาได้ไม่กี่เดือน เขาพบว่าเขาได้กลายเป็น &amp;ldquo;ขยะคืนชีพ&amp;rdquo; จากเดิมที่รู้สึกว่าตนไร้ค่า ได้แต่อยู่รอวันตาย กลับกลายเป็นคนที่มีชีวิตชีวาและรู้สึกเป็นบวกกับตนเองอีกครั้งหนึ่ง กล่าวอีกนัยหนึ่ง การที่เขาพากเพียรทำให้ขยะในมือกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่มีค่า มันได้ช่วยให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนจาก &amp;ldquo;ขยะ&amp;rdquo;ในความรู้สึกของเขากลายมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าน่าภูมิใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่ ว่าเราจะทำหรือรู้สึกนึกคิดอย่างไร ไม่เคยสูญเปล่า มันไม่เพียงส่งผลต่อผู้อื่นหรือสิ่งภายนอกเท่านั้น หากยังส่งผลย้อนกลับมาที่ตัวเราเองด้วยในลักษณาการที่สอดคล้องกัน ไม่ช้าก็เร็ว นี้คือกฎธรรมชาติที่พุทธศาสนาเรียกว่า&amp;ldquo;กฎแห่งกรรม&amp;rdquo; เมื่อเราโกรธเกลียดหรือทำร้ายใครสักคน ไม่ต้องรอปีหน้าหรือชาติหน้า มันได้ส่งผลร้ายต่อตัวเราแล้วอย่างน้อยก็ในจิตใจ ในทางตรงข้ามหากเรามีเมตตากรุณาและช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ผลดีก็เกิดขึ้นแล้วกับเราทันที โดยไม่ต้องรอให้เขามาตอบแทนบุญคุณของเรา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อยากให้ชีวิตอยู่เย็นเป็นสุข ไม่มีอะไรดีกว่าการคิดดี พูดดี และทำดี ความดีที่ทำนั้นไม่ช้าก็เร็วย่อมย้อนกลับมาหาเราในที่สุด &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;Credit : &lt;/strong&gt;&lt;a href=&quot;http://www.visalo.org/article/sarakadee255208.htm&quot;&gt;http://www.visalo.org/&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1685#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Wed, 14 Oct 2009 17:03:57 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1685 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ห้องสมุดในทัศนะของข้าพเจ้า : ป๋วย อึ๊งภากรณ์</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1813</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ห้องสมุดในทัศนะของข้าพเจ้า&lt;br /&gt;
โดย ป๋วย อึ๊งภากรณ์&lt;br /&gt;
ปาฐกถาแสดงในการประชุมสามัญประจำปี ๒๕๑๑ ของสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;
วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๑๑&amp;nbsp; ตีพิมพ์ใน วารสารห้องสมุด ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๑ มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๑๒&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมมีความยินดีที่ได้มีโอกาสมาร่วมในการประชุมในวันนี้ และขอแสดงความชื่นชมในการที่สมาคมนี้ ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นอันมาก มีสมาชิกมากมาย กิจการกว้างขวาง และได้ส่งเอกสารให้ผมได้อ่านอยู่เป็นประจำ (และดูเหมือนจะไม่เคยเรียกให้บำรุง วิสัยนักเศรษฐศาสตร์ ถ้าเขาไม่ทวง จะเอาเงินไปให้เขา เขาอาจจะหาว่าสบประมาท)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วันนี้เขากะเกณฑ์ให้ผมเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน มีอย่างหรือ คนไม่มีความรู้เรื่องบรรณารักษ์ศาสตร์สักนิดเดียว เกณฑ์ให้มาพูดเรื่องห้องสมุดกับบรรดาเซียนทั้งหลาย ผมมีประสบการณ์แต่เฉพาะอ่านหนังสือจากห้องสมุด ยืมแล้วคืนบ้าง ไม่คืนบ้าง อ้างว่าลืม ซื้อหนังสือมาให้คนอื่นยืม แล้วเขาคืนบ้าง ไม่คืนบ้าง ก็มี กรรมสนองกรรม ไม่นานนี้คนที่เขากลับจากดูงานห้องสมุดต่างประเทศ มาบอกว่า เดี๋ยวนี้ คติของห้องสมุดสมัยใหม่เขาว่า &amp;quot;หนังสือหายดีกว่าไม่มีใครยืม&amp;quot; คตินี้ค่อนข้างจะเข้าที ทำให้คลายหิริโอตตัปะเรื่องโกงหนังสือได้บ้าง แต่ตามคติสมัยเก่าของผม ก็เข้าใจว่า &amp;quot;มีคนยืมหนังสือไปอ่านมากๆ แล้วไม่หาย เอากลับมาคืนตามกำหนดครบถ้วน เป็นดีที่สุด&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อผมไม่รู้ว่าจะเอามะพร้าวห้าวประเภทไหนมาขายสวน ผมก็ขอความกรุณาว่าผมจะขอเดาเอา และคงจะพูดไม่ยืดยาวนัก เหลือเวลาเอาไว้แลกมะพร้าวกันดีกว่า ขอพูดก่อนสั้นๆ แล้วขอเชิญท่านทั้งหลายอภิปรายและแสดงทัศนะของท่านบ้าง ถ้าเผอิญมีปัญหาที่ท่านประสงค์จะจับตัวผมมาถาม และผมพอตอบได้ ก็เป็นโอกาสของท่านแล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;หนังสือช่วยให้คิด คิดแล้วเป็นมนุษย์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ในทัศนะของผม คนเราขาดห้องสมุดไม่ได้ เพราะหนังสือเป็นอาหารของสมองและจิตใจ ถ้าคนเราไม่อ่านหนังสือ เขาเอาเวลาไปทำอะไรกัน ผู้ชายก็กินเหล้า ผู้หญิงก็เล่นไพ่ ทั้งผู้ชายผู้หญิง อาจจะใช้เวลานินทาคนนั้นคนนี้ ปากไม่อยู่สุข ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สมัยนี้ก็ดูโทรทัศน์กัน ภาพเขาป้อนเข้าตา เสียงเขายัดเข้าหู และถ้าจะจัดรายการโทรทัศน์ให้เป็นที่เร้าใจกันจริงๆ ต้องทำให้ภาพ และเสียงนั้นกระทบประสาทที่ผิวเผิน ลีลาต้องรวดเร็ว อย่าให้ผู้ชมมีเวลาคิด เพียงแต่ให้รู้สึกเพลินๆ หรือเสียวแสยงหรือโกรธ หรือเอาใจช่วยฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ ถ้าให้โอกาสผู้ชมคิดนานๆ ก็จะเป็นเรื่องจืด เช่นนี้เป็นต้น ฉะนั้น ผมสรุปได้ว่า ถ้าคนเราอ่านหนังสือ เรามีเวลาคิดไตร่ตรองเรื่องต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน เพราะทำได้ตามจังหวะและลีลาของตนเอง ถ้าไม่อ่านหนังสือ มักจะไปทำอย่างอื่นที่ทำให้ไม่มีโอกาสคิดกว้างขวาง กินเหล้าสมองเสื่อมจะไปคิดอะไรได้ เล่นไพ่ก็คิดแต่เพียงเจ็บใจมือบน ว่ากักไพ่ ไปงานคอกเทล ก็ต้องทำหน้าทะเล้น พูดกับคนรู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง คิดอยู่แต่ว่าเจ้าหมอที่เข้ามาพูดด้วยนี้ หน้าคลับคล้ายคลับคลา ชื่ออะไรหนอ ดูโทรทัศน์ก็ให้เขาจูงจมูกจูงสมอง ยั่วประสาทตื้นๆ มีที่เทียบได้กับการอ่านหนังสืออยู่อย่างเดียว ในเรื่องยั่วให้คิด เปิดโอกาสให้คิด คือ &amp;quot;การสมาคมสนทนากับคนฉลาด&amp;quot; ที่พระท่านว่าจะทำให้เราฉลาดขึ้น คนเราถ้าไม่คิดแล้ว เกือบไม่แตกต่างกับสัตว์เดรัจฉาน จริงไหมครับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;จากบ้านไปโรงเรียน ไปมหาวิทยาลัย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ในการศึกษาหรือวิจัย ท่านทั้งหลายย่อมตระหนักดีว่า ห้องสมุดสำคัญเพียงใดในมหาวิทยาลัยของไทยเรา ตราบใดที่เรายังใช้ระบบ &amp;quot;สวดยัด&amp;quot; หรือครูพูด นักเรียนฟัง จดบ้าง ไม่จดบ้าง วิชาย่อมเรียวลงทุกที เราต้องให้นักศึกษาของเราเข้าห้องสมุดอ่านตำราต่างๆ จากครูบาอาจารย์ ผู้เขียนวิชาการ จากทุกๆ ประเทศทั่วจักรวาล ให้สมกับที่มหาวิทยาลัยของเราถอดความจากคำอังกฤษ University แปลตามความเห็นของผมว่า เป็นที่ถ่ายความรู้ของจักรวาล ทีนี้นักศึกษาของเรามีนิสัยอ่านตำราจริงหรือเปล่า คำตอบคือยังน้อยนักที่อ่านตำราจริงๆ ตามปรารถนา สาเหตุมีอยู่หลายประการ ผมขอยกขึ้นมา ๓ ประการ คือ หนึ่ง ครูผู้สอนออกข้อสอบไล่แต่เฉพาะในข่ายแห่งคำบรรยายของตน สอง ตำราไทยมีน้อย ตำราฝรั่งมีมาก อ่านภาษาฝรั่งไม่รู้เรื่อง ทั้ง ๒ ประการนี้ เราต้องแก้ไข จะแก้อย่างไร ผมจะขอกวนประสาทท่านผู้ฟัง โปรดคิดเอาเอง เพราะมีวิธีหลายวิธี ซึ่งต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะมากสักหน่อย และเรื่องนี้ผมใคร่จะไม่ขยายความตอนนี้ อยากพูดถึงสาเหตุประการที่สาม ที่ทำให้นักศึกษาไม่อ่านตำรา คือเราไม่เคยเพาะนิสัยมาเรื่องนิสัยการอ่านหนังสือนี้ คงจะโยนกันไปได้เป็นทอดๆ มหาวิทยาลัยก็ติโรงเรียนมัธยม ว่าไม่เพาะนิสัยเด็กให้อ่าน โรงเรียนมัธยมก็โยนกลองไปให้โรงเรียนประถม โรงเรียนอนุบาล และโรงเรียนต่างๆ ก็ปัดสวะไปได้ บอกว่าทางบ้าน ผู้ปกครองของเราไม่เอาใจใส่ในเรื่องนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การโยนความผิดความบกพร่องกันไปเป็นทอดๆ อย่างที่ว่านี้ มีทั้งข้อที่ถูกและข้อที่ผิด ความจริงคือทุกฝ่ายทุกระดับต้องพยายามเพาะนิสัยเด็กของเราให้รักหนังสือ ให้อ่านหนังสือ ความรับผิดชอบของผู้ปกครอง แน่ละ เป็นความรับผิดชอบขั้นพื้นฐาน เพราะเด็กอยู่บ้านก่อน และมากกว่าเข้าโรงเรียน และการฝึกนิสัยต่างๆ ต้องเริ่มตั้งแต่เยาว์วัยจริงๆ จึงจะสำเร็จได้ตามความมุ่งหมาย คำถามที่ใคร่จะถามบิดามารดาทุกคนก็คือ หนึ่ง ได้เคยอ่านหนังสือให้เด็กฟังตั้งแต่อายุ ๔ ขวบขึ้นไปหรือไม่ สอง เมื่อลูกโตได้สัก ๗-๘ ขวบ ได้เคยเล่นกับเด็กไหม ในทำนองที่พ่อแม่อ่านให้ฟัง ๑๐ นาที แล้วลูกอ่านให้พ่อแม่ฟังสัก ๕ นาที สลับกันไป สาม เมื่อลูกโตขึ้นอีกหน่อย ลูกของเราได้เห็นเราอ่านหนังสือเอง ไปยืมหนังสือห้องสมุดมาให้ลูกอ่าน ซื้อหนังสือที่เหมาะเป็นของขวัญให้เด็กในวันเกิด ปีใหม่ ฯลฯ หรือเปล่า ถ้าจะเห็นว่าคำถามเหล่านี้วุ่นไปเปล่าๆ เพราะค่าครองชีพสมัยนี้ นักเศรษฐกิจ นักการเมืองทำเสียป่นปี้ ทั้งพ่อแม่ต้องออกทำงานเลี้ยงชีพ จนไม่มีเวลา ไม่มีสติปัญญาพอที่จะสละให้ลูกได้ ถ้าย้อนมาเช่นนี้ คำตอบก็คือเราไปทำงานเพื่อให้ลูกได้กินอาหารกาย เราเลยลืมอาหารใจของลูก อะไรสำคัญกว่ากัน แล้วก็ที่เอาคนอื่นมาดูแลลูกเรานั้น เราให้ความยุติธรรมแก่ลูกเราพอแล้วหรือ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าไม่เกรงใจ ก็อยากถามว่า ท่านเคยละเลยการป้อนอาหารใจสำหรับบุตรของท่าน หลานของท่าน น้องของท่าน หรือไม่ เคยทำตัวอย่างที่ดีแก่บุตรหลานของท่านหรือเปล่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;หนังสือในชนบท&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ในชนบท ก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า บิดามารดา ผู้ปกครองของนักเรียนมักจะไม่สนใจที่จะสนับสนุนให้บุตรหลาน ของตนเล่าเรียนให้มากนัก พอพ้นอายุเกณฑ์หรือพอพ้นประถมปีที่ ๔ ก็ถอนนักเรียนออกจากโรงเรียนเป็นส่วนมาก ครูบาอาจารย์ก็มีน้อย ที่มีอยู่ก็เอาใจใส่ในนักเรียนมากบ้างน้อยบ้าง ตามบุญตามกรรม ผลก็คือนักเรียนส่วนใหญ่เมื่อออกจากโรงเรียน หนังสือไม่แตกฉาน ที่แตกฉานก็คงมีบ้าง แต่ในไม่ช้าก็ลืม เพราะไม่ได้ฝึกฝนวิชาสืบไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในกรณีเช่นนี้ ผมคิดว่าห้องสมุดเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่ง ที่จะช่วยให้เด็กวัยรุ่นของเรา ทั้งที่รู้หนังสือพอสมควร ให้รักษาความรู้นั้นได้ตลอดไป และที่ยังไม่รู้มาก พอให้รู้มากขึ้น ปัญหามีอยู่ว่า หนังสือชนิดใดที่จะยั่วยุให้เด็กเหล่านี้สนใจอ่านและบรรณารักษ์ควรจะทำอย่างไร ที่จะชวนให้เขารู้สึกดึงดูดให้เข้าห้องสมุด และเมื่อเข้ามาแล้วก็ติดใจอ่านหนังสือ ปัญหาเหล่านี้ท่านทั้งหลายคงจะตอบได้ดีกว่าผม เพราะอาชีพของท่านมีจุดหมายอยู่ที่จะดึงดูดให้คนอ่านหนังสือ มะพร้าวห้าวที่ผมขอเสนอขายท่านทั้งหลายมีเพียงว่า โปรดหาวิธีให้เหมาะ สำหรับดึงดูดใจผู้ที่ท่านต้องการให้อ่านหนังสือ ถ้าเอาคำปราศรัยของนักการเมืองไปล่อใจให้อ่าน หรือถ้าห้องสมุดของท่านมีแต่หนังสือเทศน์ ผมเกรงจะไม่ใช่เครื่องมือที่ดี เรื่องประโลมโลกเป็นอย่างไร เรื่องที่เกี่ยวกับท้องถิ่นของเขาเป็นอย่างไร ใช้ได้ไหม ผมขอเชิญท่านทั้งหลายลองขบคิดพลิกแพลงดู โดยคำนึงว่า หน้าที่ของท่านนี้สำคัญเหลือหลาย เพราะช่วยให้คนเป็นคน คือช่วยให้เขาอ่านได้ แล้วก็คิดได้ เป็นการพัฒนาประเทศชั้นยอด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ศีลธรรมในหนังสือ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดในเมืองหรือในชนบท ห้องสมุดในมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียน ปัญหาเรื่องศีลธรรม จะต้องมาสู่ท่านวันใดวันหนึ่งเป็นแน่ ท่านควรจะเผยแพร่หนังสือประเภทใด และควรระวังหนังสือประเภทใด นี้เป็นปัญหาทางการเมือง การศาสนา และสังคมที่ท่านคงจะประสบไม่วันนี้ ก็วันข้างหน้า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าเป็นหนังสือต่างประเทศ ผมเองเคยแนะนำลูกศิษย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งก็อายุมากพอสมควร ว่าให้อ่านไม่อั้น เพราะจุดหมายมีอยู่ที่จะให้ภาษาต่างประเทศแตกฉาน และควรจะอ่านด้วยความรู้สึกสนุก อย่างที่เราเรียกว่า มีฉันทะ เรื่องตลกโปกฮา เรื่องนักสืบลึกลับ เรื่องความรักหวานฉ่ำ เรื่องวิทยาศาสตร์ ประโลมโลก ใครชอบทางไหน อ่านไปเถิด จะได้อ่านได้มาก แม้แต่เรื่องโป๊ ผมก็รู้สึกว่าไม่น่าห้าม ถ้าเขาอ่านแล้วชอบ ก็ควรให้อ่าน ขออย่างเดียวให้ได้ภาษาดีๆ และเป็นเรื่องที่มีศิลปะ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พูดถึงเรื่องโป๊แล้ว แม้แต่ในวรรณคดีเอกของไทย ก็มีกันดื่น พายุปากอ่าว เรือจะล่มมิล่มแหล่ มีอยู่ทั้งนั้น ในพระลอ พระอภัยมณี อิเหนา ขุนช้างขุนแผน เป็นต้น Lady Chatterley เป็นของใหม่สำหรับฝรั่ง ของไทยเราเกือบจะเป็นของธรรมดา แต่แน่ละ ถ้าเป็นเรื่องเขียนขึ้นมีแต่ลามกอนาจารเป็นที่ตั้ง ก็เป็นหนังสือที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กที่เริ่มจะรู้ความ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เศรษฐกิจของห้องสมุด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
เมื่อห้องสมุดเป็นสิ่งสำคัญยิ่งแล้ว ทำอย่างไรจึงจะหาเงินมาบำรุงห้องสมุดให้สมกับความสำคัญนั้น ท่านทั้งหลายคงจะตำหนิผมแน่ ถ้าผมผ่านประเด็นนี้ไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วิธีหาเงินเพื่อกิจการที่สำคัญนั้น ต้องแล้วแต่กาละและเทศะ ที่มาสำคัญแห่งปัจจัยนั้น คงจะเป็นงบประมาณแผ่นดิน สำหรับท่านทั้งหลายส่วนมาก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมคิดว่าสมาคม คงจะมีวิธีโน้มน้าวใจให้ผู้มีอำนาจทางการเงินของแผ่นดินสนใจ ทำนุบำรุงกิจการห้องสมุดได้ ถ้าพิจารณาหาโอกาสทำการประชาสัมพันธ์ให้มาก ถือว่าเป็นของซื้อของขาย เราอยากให้ท่านสนับสนุนกิจการห้องสมุด ก็ต้องพยายามโฆษณา ให้เป็นกิจจะลักษณะกระมัง เป็นต้นว่า ถ้าเป็นห้องสมุดมหาวิทยาลัย ท่านก็คอยจ้องดูว่า เขาจะร่างหลักสูตรอะไรขึ้นใหม่ ท่านก็ควรสอดแทรกเข้าไปถามว่า แล้วหนังสือตำรามีพอแล้วหรือ เช่นเดียวกับที่สภาการศึกษามักจะสอบถามว่า ครูมีพอแล้วหรือ การวางโครงการขยายการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นระดับประถม มัธยม หรืออุดม ทุกวันนี้เขามักพิจารณากันแต่เฉพาะอาคาร ครู และนักเรียน เจ้าหน้าที่ห้องสมุดจะต้องพร้อมใจกันทุกแห่ง เตือนให้พิจารณาหนังสือตำรา และห้องสมุดด้วย เวลานักการเมืองแถลงนโยบายว่าจะสนับสนุนการศึกษา ให้คนมีวิชาความรู้อย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นโอกาสของพวกเราจะถามว่า แล้วห้องสมุดเล่า โดยเฉพาะห้องสมุดสำหรับผู้ใหญ่ สำหรับประชาชนเล่า ท่านนักการเมืองจะทำอย่างไร อย่าปล่อยให้ท่านทั้งหลายโมเม ดีแต่พูดให้เชื่อ แต่เรื่องห้องสมุดและหนังสือไม่นำพา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมเกิดความคิดขึ้นได้ข้อหนึ่งเกี่ยวกับปัจจุบันนี้ ก็ประเทศไทยเราจะมีการเลือกตั้งใหญ่กันในไม่กี่เดือนข้างหน้า ถ้าพวกเราเห็นด้วยกันอย่างพร้อมเพรียงว่า กิจการห้องสมุดเป็นเรื่องสำคัญชั้นยอด ทำไมเราไม่ร่วมมือร่วมใจกันเตือนสติผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคน โดยระดมกันไปฟังเขาแสดงนโยบายชวนเชื่อให้เลือกตั้ง แล้วถามถึงนโยบายการสนับสนุนห้องสมุด ไม่ว่าจะเป็นชนบทหรือในกรุง ในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัย ในคำถามนั้น ผมคิดว่าพวกเราแต่ละคนใช้สิทธิ์เกริ่นๆ ได้ว่า ถ้าผู้สมัครผู้ใดไม่สนับสนุนกิจการห้องสมุด น่ากลัวจะเลือกเข้ามาเป็นผู้แทนในสภาไม่ลง อย่างนี้เป็นอย่างไรครับ&lt;br /&gt;
ผมรู้สึกว่าที่พูดมานี้ ค่อนข้างจะหมดสติปัญญาแล้ว จึงขอยุติเพียงเท่านี้ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา&lt;/strong&gt; : &lt;a href=&quot;http://www.nidambe11.net/&quot;&gt;http://www.nidambe11.net/&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1813#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Thu, 17 Dec 2009 16:45:03 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1813 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>‘พุทธธรรม’ นำชีวิต</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1823</link>
 <description>&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://www.visalo.org/columnInterview/images/kwanreun.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;lsquo;พุทธธรรม&amp;rsquo; นำชีวิต&lt;br /&gt;
พระไพศาล วิสาโล&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ต้อนรับคอลัมน์ใหม่ ด้วยหนังสือดีในชีวิตของพระไพศาล วิสาโล พระนักคิด นักเขียน และนักอ่านผลงานเขียนของท่านมีมากมายกว่า 90 เล่ม ทั้งในนามพระไพศาล วิสาโล และในนามปากกาอื่น ๆ ซึ่งล้วนแต่มีธรรมะเป็นหลักในการถ่ายทอด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;lsquo;พุทธธรรม&amp;rsquo; ของพระพรหม-คุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) คือหนังสือที่พระไพศาลยกย่อง ถึงขั้นที่ว่าถ้ามีหนังสือเพียงเล่มเดียวที่สามารถติดตัวไปได้ในชีวิต &amp;lsquo;พุทธธรรม&amp;rsquo; คือเล่มที่ท่านเลือก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;ldquo;หนังสือเล่มนี้อาตมาอ่านจบช่วงเข้าพรรษาสมัยที่เป็นฆราวาส เมื่อ พ.ศ. 2525 ตั้งใจว่าอ่านให้ได้วันละ 10 หน้า ก็อ่านได้ทุกวัน พรรษาหนึ่งประมาณ 90 กว่าวัน หนังสือมีความหนาประมาณพันกว่าหน้า อ่านตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายก็พอดี เป็นการฝึกความเพียรและวินัยด้วย บางทีเราเดินทางไปต่างจังหวัดก่อนหน้านั้นวันหนึ่งจะต้องอ่านเพิ่มอีก 10 หน้าเพื่อชดเชยกับวันที่ต้องเดินทาง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากความเพียรในการอ่านแล้ว ช่วงนั้นพระไพศาลซึ่งเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยยังได้รับความเมตตาจากพระราชวรมุนี (พระพรหมคุณาภรณ์) อนุญาตให้เข้าพบเป็นประจำทุกเดือน เพื่อสนทนาธรรมสอบถามข้อสงสัยจากหนังสืออีกด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;ldquo;อ่านหนังสือแล้วไปถามท่านเราก็ได้ความกระจ่างเยอะ ถือเป็นความโชคดีในฐานะนักอ่าน ยิ่งได้คุยกับท่านยิ่งรู้ว่า ท่านเป็นผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศ ถ้าจัดเรตให้ต้องถือว่าเฟิร์สตเรต อัศจรรย์มาก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พุทธธรรมเป็นวรรณกรรมพุทธศาสนา ที่ได้รับการยอมรับว่าแสดงหลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทอย่างซื่อตรงต่อพระไตรปิฎกเป็นอย่างยิ่ง นำเสนอหลักการและสาระสำคัญของพระพุทธศาสนาอย่างครบถ้วน และเป็นระบบอย่างชัดเจน พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2514 ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 ผู้เขียนได้ปรับปรุงและขยายความเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นหนังสือเล่มใหญ่หนาเป็นพันหน้า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;ldquo;อ่านไปก็อดทึ่งคนเขียนไม่ได้ว่าทั้งฉลาดทั้งมีความเพียรสูง ค้นข้อมูลมามากทีเดียวกว่าจะเขียนได้อย่างนี้ คือไม่ใช่แค่สรุปความย่อความเหมือนหนังสือบางเล่ม แต่เป็นการเขียนขึ้นมาใหม่ โดยมีพระไตรปิฎก เป็นพื้นฐาน นำเสนอด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ด้วยวิธีคิดของคนสมัยใหม่ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เราจะไม่เจอแบบนี้ในงานเขียนพระพุทธศาสนา บางทีเคยไปเจอหนังสือเกี่ยวกับสาระพระไตรปิฎก เขียนโดยฆราวาสที่เคยบวชพระมาจะเห็นว่าลีลาสไตล์การเขียนแตกต่างกัน บางทีก็แค่ย่อความมาให้เราดู การย่อความก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ท่านเจ้าคุณทำได้มากกว่านั้น จึงนำมาเสนอใหม่ ด้วยชนิดที่เรียกว่าสามารถจะสื่อสารกับเราด้วยภาษาของเราได้ และพยายามโยงให้เข้าถึงปัญหาสังคมสมัยใหม่โดยใช้มุมมองแบบพุทธ ซึ่งสมควรแล้วที่คนจะพูดว่าเป็นเล่มที่ดีที่สุดในยุครัชกาลที่ 9 และถือว่าเป็นเล่มที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งของรัตนโกสินทร์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาตมายกให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือดีของชีวิต ประการที่หนึ่งเพราะนำเสนอพุทธธรรมอย่างเป็นระบบและรอบด้านที่สุดภายในเล่มเดียว คือมีหลายท่านพูดถึงพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งแต่พูดเป็นบางแง่ อย่างท่านพุทธทาสก็พูดเป็นบางแง่ เช่น ปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา แต่เล่มนี้พูดครบทุกแง่อย่างเป็นระบบ ทุกแง่ทุกมุมอยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้ว ขอให้ค้นให้เป็น อาตมาเคยพูดนะว่าหนังสือเล่มนี้มี 3 มิติ ทั้งลึก กว้าง ไกล ลึกคือทำให้เราเข้าใจความจริงที่ลึกซึ้งของตัวเอง และทำให้เราเห็นกว้าง เห็นโลกและสังคมได้อย่างกว้าง เล่มนี้จะพูดถึงสังคมสมัยใหม่ไว้พอสมควร ทำให้เราได้เห็นมิติด้านไกล นั่นคือได้เห็นว่าการสอนพุทธศาสนานี้ผ่านการตีความมายังไงบ้าง ประการต่อมาคือใช้ภาษาที่งดงามสละสลวย ภาษาท่านงดงามมาก และสามารถสื่อได้ตรงใจผู้เขียน แม้ว่าเนื้อหาจะลึกซึ้ง คือทุกวันนี้แม้ตัวเองจะอ่านงานท่านเจ้าคุณมาเยอะ เวลาจะสื่ออะไรบางอย่าง เรารู้สึกว่าเราจนต่อถ้อยคำ ไม่สามารถจะเขียนให้สุดความคิดได้ แต่หนังสือเล่มนี้ท่านเจ้าคุณสามารถบรรยายให้สุดความคิดได้ อาตมาคิดว่าเป็นแบบอย่างของงานเขียนในทางศาสนาและงานวิชาการได้ คือมีทั้งอรรถและรส อรรถคือเนื้อหา รสคือรสของภาษา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ซึ่งพระไพศาลยอมรับว่าได้รับอิทธิพลจากพระพรหม-คุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) และท่านพุทธทาส ในการใช้ชีวิตและเขียนหนังสือพอสมควร โดยเฉพาะจากหนังสือพุทธธรรมนั้นมีอิทธิพลต่องานเขียนและการค้นคว้าทางพุทธ ศาสนาอย่างมาก&lt;br /&gt;
&amp;ldquo;ถ้ามีเล่มเดียวที่สามารถติดไปได้ในชีวิตก็เล่มนี้แหละ ถึงแม้จะหนักหน่อยก็ตาม อาตมายังรู้สึกเลยนะว่าหนังสือเล่มนี้ทำให้เราภูมิใจที่เป็นคนไทย การที่คุณเป็นคนไทยแล้วได้อ่านหนังสือเล่มนี้ถือว่าโชคดีและคุ้มค่าในการที่ ได้เป็นคนไทยแล้ว บางทีเราก็รู้สึกว่าเป็นฝรั่งโชคดีนะ ได้อ่านหนังสือที่ลึกซึ้ง หนังสือเยอะแยะหลากหลาย แต่พุทธธรรมนี่แหละที่ทำให้เราสามารถเป็นที่อิจฉาของฝรั่งได้ เพราะฝรั่งอ่านเล่มนี้ไม่ได้ แต่คนไทยอ่านได้ ฉะนั้นถ้าในแง่ชาวพุทธและในแง่ความเป็นคนไทย หนังสือเล่มนี้จะทำให้เราภูมิใจและรู้สึกโชคดีที่ได้เป็นคนไทย ที่อ่านภาษาไทยออก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีหนังสือพุทธธรรมในครอบครอง แต่ยังไม่เคยเปิดอ่าน พระไพศาลบอกว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะรสชาติของหนังสือเล่มนี้แตกต่างจากหนังสือทั่ว ๆ ไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;ldquo;อ่านแล้วจะทำให้เกิดความพิศวงและความปีติเมื่อได้พบความจริง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นั่นคือพุทธธรรม &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;อ้างอิง :&amp;nbsp;&lt;/strong&gt; นิตยสารขวัญเรือน VOL.914 December/2 2009&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา :&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;a href=&quot;http://www.visalo.org/&quot;&gt;http://www.visalo.org/&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1823#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Mon, 21 Dec 2009 18:03:00 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1823 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>9000600</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1824</link>
 <description>&lt;p&gt;โดย &lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://pingwab.blogspot.com/&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 28 พฤศจิกายน 2552&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img hspace=&quot;5&quot; align=&quot;left&quot; vspace=&quot;5&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SwysO0iClgI/AAAAAAAABsQ/jQdWvwRLVB8/s1600/numbers_by_Flow_HATE.jpg&quot; /&gt;ในโลกไซเบอร์ อินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงกันด้วยอิเล็กตรอน มีฟังก์ชันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทวิตเตอร์ แชท เอ็ม บล็อก บอร์ด ดิ๊ก วิดีโอแชร์ริง และอื่นๆ ผู้คนกลายเป็นที่รู้จักโด่งดังกันในชั่วข้ามคืน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สาวใหญ่ หน้าตาธรรมดา ซูซาน บอยล์ (Susan Boyle) จากเมืองเล็กๆ ในสกอตแลนด์ กลายเป็นดาราดังจากการประกวดร้องเพลง คลิปในยูทูปของเธอมีคนดาวน์โหลดชมถึงร้อยกว่าล้านครั้งแล้ว เธอมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นนักร้อง และเป็นดั่งตัวแทนของตัวแทนผู้คนทั่วไปที่ตามค้นหาความฝัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นิก วูจิซิซ (Nick Vujicic) เกิดออกมามีอาการผิดปรกติแบบเตตร้าอมีเลีย คือไม่มีแขนและขาทั้งสี่ เคยคิดจะฆ่าตัวตายตั้งแต่อายุสิบขวบ แต่เขาก็พบว่าเขาเองไม่ใช่คนเดียวที่ประสบกับความทุกข์ยากลำบากในชีวิต เขาค้นพบว่าศรัทธาเป็นดั่งบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้เขามีความสุขในการ ใช้ชีวิต มีพลังไม่เพียงแต่จะมีชีวิตต่อ แต่ยังสร้างความเปลี่ยนแปลงในแง่บวกต่อผู้คนไม่ว่าจะเป็นผู้พิการหรือครบสาม สิบสองอีกเป็นจำนวนมาก คลิปการบรรยายอันน่าประทับใจของเขาถูกคนโหลดดูเป็นล้านครั้งเช่นกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่บางครั้งอินเทอร์เน็ตก็ทำให้บางคนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เรียก ร้องอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือเต็มใจของเขาคนนั้นหรือไม่ก็ตาม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ ชายคนหนึ่งเขียนขอความช่วยเหลือจากชุมชนเว็บบอร์ดพันทิป ห้องมาบุญครอง (ที่พูดคุยเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์เสริม และผู้ให้บริการระบบ) โดยตั้งหัวข้อกระทู้ว่าเบอร์โทรศัพท์ของตนถูกขโมยซึ่งๆ หน้าจากผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เรื่องมีอยู่ว่าเบอร์ของเขาเป็นเบอร์สวย หมายเลข 08X9000600 (มูลค่าตลาดน่าจะเกินครึ่งแสน) อยู่สองหมายเลข เติมเงินใช้ได้ถึงปี ๒๕๕๓ แต่จู่ๆ ก็พบว่าเบอร์ของเขาไม่สามารถใช้งานได้ ศูนย์บริการแจ้งว่าเบอร์นี้ไม่มีในระบบ วันถัดมาไปติดต่อที่ศูนย์ใหญ่ก็พบว่าเบอร์ของตนถูกเปิดใช้บริการโดยคนอื่นไป เรียบร้อยแล้ว เจ้าของกระทู้บอกว่า &amp;ldquo;อยากได้เบอร์นี้คืนมากๆ เพราะมันมีความหมายกับผมมากๆ (ดูจากชื่อล็อกอินของผมก็ได้)&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เท่านั้นแหละครับ ปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวเรียกร้องยุคดิจิตอลก็เกิดขึ้นเหมือนไฟลามทุ่ง ผู้คนทั้งทวิต บล็อก เอ็ม แชท ฟอร์เวิร์ดเมล และอื่นๆ มีคนเขียนลงหนังสือพิมพ์ เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง กระทู้ถูกโหวตดันขึ้นให้เป็นกระทู้แนะนำของห้องอย่างรวดเร็ว บางช่วงกระทู้แนะนำของห้องเป็นกระทู้ที่เกี่ยวเนื่องกับกรณี 9000600 เกือบทั้งหมด หากนับรวมความคิดเห็นต่างๆ ก็คงเป็นจำนวนหลายพัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ชายผู้มีล็อกอินว่า &amp;ldquo;#เก้าพันหกร้อย#&amp;rdquo; กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ของคนเล็กคนน้อยกับบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่คนเชื่อ (จากข้อมูลเท่าที่ได้รับมา) ว่าเอาเปรียบผู้บริโภค&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มีการตั้งกระทู้โหวตว่าควรทำอย่างไร ผลออกมาว่าเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าควรฟ้องร้อง ในขณะกลุ่มที่คิดว่าควรรอจนได้เบอร์คืน หรือรับข้อเสนออื่น มีเพียงอย่างละสิบกว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กลางเดือน พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เหตุการณ์มาถึงข้อสรุปที่ว่า ทางคุณ #เก้าพันหกร้อย# ยอมรับข้อเสนอจากบริษัท เนื่องจากหมายเลขเดิมคงไม่สามารถใช้ได้อีก เพราะมีคนโทรเข้ามาเยอะมาก จึงเลือกรับเบอร์ใหม่ ซึ่งแม้จะไม่สวยเท่าเดิม แต่ก็พอใจ &amp;ldquo;ต้องยอมรับว่า ผมไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินการฟ้องร้อง เนื่องด้วยภาระหน้าที่ในชีวิตประจำวัน เวลา และอื่นๆ&amp;rdquo; และลงท้ายว่า &amp;ldquo;สุดท้ายนี้ ผมขออภัยเพื่อนๆ ในบอร์ด ทุกๆ คนครับ หากการตัดสินใจของผมอาจจะไม่ถูกใจของใครหลายๆ คน ผมยอมรับคำตำหนิของทุกความเห็นครับ ผมจึงขออนุญาตจบเรื่องนี้แต่เพียงเท่านี้ครับ ขอขอบคุณทุกๆ ความคิดเห็น ทุกๆ กำลังใจ ทุกๆ คนที่ติดตาม และช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้ผม ขอบคุณทุกๆ คนมากจริงๆ ครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อนิจจา เหตุการณ์ยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ แม้กองเชียร์ส่วนหนึ่งจะรู้สึกยินดีด้วยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในขณะที่คนอีกจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกว่าตนเองถูกหลอกใช้ให้เรียกร้องต่อรอง กับบริษัทเท่านั้น เรียกง่ายๆ ว่า &amp;ldquo;เซ็งเป็ด&amp;rdquo; เกิดกระทู้วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์อีกมาก ด่าทอเจ้าของเบอร์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะความเชื่อว่าเรื่องนี้อาจเป็นกรณีตัวอย่างสร้างบรรทัดฐานแย่ๆ สำหรับการเรียกร้องให้กับผู้บริโภค เพราะแทนที่บริษัทจะทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดว่าถูกต้อง คือคืนเบอร์ให้กับเจ้าของ แต่กลับไปตกลงต่อรองยอมความกันเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่น่าตกใจ คือ ปรากฏการณ์ที่หลายคนบอกว่าหากในอนาคตเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่ยอมไปร่วม เรียกร้องอะไรอีกแล้ว อยู่แบบตัวใครตัวมันดีกว่า หรือถ้าจะทำจริงก็ต้องคิดหลายตลบก่อน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กรณีนี้น่าสนใจ  เพราะคงไม่ได้เป็นกรณีสุดท้ายแน่นอน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มีสิ่งดีงามมากมายเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ครั้งนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คุณ #เก้าพันหกร้อย# ได้รับน้ำใจจากผู้คนจำนวนมาก ช่วยผลักดันให้เกิดทางออกที่เขายอมรับได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;บริษัทมือถือได้รับบทเรียนว่าการขโมยเบอร์ของผู้ใช้กลับไปไม่สามารถทำได้ ง่ายๆ ผลประโยชน์อันใดที่ได้รับไม่คุ้มกับต้นทุนทางสังคมจำนวนมหาศาลที่เสียไปแน่ นอน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กองเชียร์ทั้งหลายก็ได้เห็นถึงพลังของคนเล็กคนน้อยที่ช่วยกันเรียกร้องจนผู้เสียหายได้รับการตอบแทน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;เรา ควรเรียนรู้และหาข้อสรุปที่สร้างสรรค์ของกรณีเช่นนี้ให้ดี อนาคตของเราและสังคมเราจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับจิต (consciousness) ของเรา จิตของเราเป็นอย่างไรขึ้นกับเราใส่เหตุอะไรเข้าไป&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การเรียกร้องความยุติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ดี หากว่าเราทำควบคู่ไปกับการสะท้อนใคร่ครวญภายใน จนเราเข้าใจผู้อื่น เข้าใจตนเอง ลดละอัตตาและเท่าทันความคาดหวังของตนเอง ย่อมเป็นการเรียกร้องที่ยิ่งงดงามมากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไม่มีใครทำให้คุณรู้สึกต่ำต้อย โดยปราศจากความยินยอมพร้อมใจของคุณ&amp;rdquo; (Eleanor Roosevelt) มิใช่หรือ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความรู้สึกแย่ๆ ของเราเป็นสัดส่วนโดยตรงกับช่องว่างระหว่างคาดหวังกับความจริง ความคาดหวังของเราที่อยากจะให้ใครบางคน บริษัทบางแห่ง หรือเหตุการณ์บางอย่าง ได้เป็นไปตามที่เราต้องการ กับความเป็นจริงที่เราพบว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เราอาจเชียร์ให้คุณ #เก้าพันหกร้อย# เป็นตัวแทนหรือผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ (เพราะเป็นการตัดสินใจของเรา) แต่เราคงไม่สามารถบังคับให้เขาเป็นหรือทำดังใจเราต้องการได้ (เพราะเป็นการตัดสินใจของเขา) &lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;ความทุกข์ในใจเราอาจเกิดจากใจยังไม่ยอมรับความแตกต่างในข้อนี้ใช่หรือไม่&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การแบ่งปันและร่วมกันสร้างการเรียนรู้ให้สังคมเช่นนี้มีความสำคัญ หากเราอุปโลกน์ให้ใครเป็นผู้นำ (ไม่ว่าโดยความตั้งใจหรือยินยอมหรือไม่) แล้วเขากลับไม่ทำตามใจเรา เราก็ด่าทอเขา สาดเสีย เทเสีย อนาคตจะมีใครยอมเป็นผู้นำเล่า หากถูกรัฐหรือบริษัทเอารัดเอาเปรียบ เขาอาจจะก้มหน้ายอมรับแล้วเฉยๆ ไป เพียงเพราะเกรงว่าเขาไม่อาจทำตัวได้เทียบเท่ากับความคาดหวังของกองเชียร์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;สังคม ที่หล่อเลี้ยงดูแลกันสร้างได้ด้วยการที่เราทุกคนกลับมาเริ่มที่ตนเอง ไม่ยกภาระการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทั้งจิตสำนึกและการกระทำไปให้ผู้อื่น ไม่ยอมให้ตนเองใช้การกระทำของผู้อื่นที่ไม่ตรงกับใจของเรามาเป็นเหตุผลในการ ที่เราจะไม่ทำในสิ่งที่เราควรทำ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เราสามารถประสบผลสำเร็จอันน่าทึ่งมากมาย หากว่าเราทำโดยไม่คาดหวังผล&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อกลางปีที่แล้ว คุณรสนา โตสิตระกูล มาเล่าเรื่องแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางของเธอให้กลุ่มจิตวิวัฒน์ฟัง (บันทึกการประชุมจิตวิวัฒน์ทั้งหมดสามารถหาอ่านได้ที่ &lt;a href=&quot;http://sph.thaissf.org/&quot;&gt;sph.thaissf.org&lt;/a&gt;) เธอเล่าถึงประสบการณ์การทำงานร่วมสามสิบปีกับโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตน เอง (&amp;ldquo;ต้องเน้นคำว่าเพื่อการพึ่งตนเองนะ&amp;rdquo; เธอว่า) รู้สึกพอจะมีความสำเร็จอยู่บ้าง แต่เมื่อระบบประกันสุขภาพเข้ามา ประชาชนกลับเลิกพึ่งตนเอง หันไปพึ่งหน่วยงานรัฐเหมือนเดิม ทำให้เธอท้อแท้มาก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ภายหลังเธอนึกถึงหนังสือ ตำนานของซิเซฟัส (The Myth of Sisyphus) ของ อัลแบร์ กามู (Albert Camus) ที่พูดถึงซิเซฟัส ตัวละครในตำนานเทพปกรณัมกรีก ผู้ถูกสาปให้ทำงานที่ดูเหมือนจะไม่มีความหมาย คือเข็นก้อนหินขึ้นไปยอดเขา เพียงเพื่อให้มันไหลกลับลงมาอีก &amp;ldquo;วันหนึ่ง ขณะซิเซฟัสเข็นหินขึ้นภูเขา เขาได้พบดอกไม้เล็กๆ ที่บานสะพรั่งอยู่ริมทางแล้วพลันก็มีความสุข มนุษย์อาจจะเป็นอย่างนั้น&amp;rdquo; หรืออย่างในหนังสือของกามูจบลงตรงที่ว่า การต่อสู้โดยตัวมันเองแล้วก็เพียงพอที่จะเติมเต็มหัวใจของมนุษย์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อีกเรื่องหนึ่งที่สังคมไทยควรได้ร่วมรับรู้อย่างยิ่ง ก็คือกรณีการยับยั้งไม่ให้นำการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เข้าตลาดหุ้น หลายคนไม่เห็นด้วยกับเธอที่จะต่อสู้ เธอพูดเล่นๆ ว่า &amp;ldquo;เธอไม่เคยฟัง ภาษิตจีนเหรอว่า &amp;lsquo;ความพยายามอยู่ที่คน ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า&amp;rsquo; เรากำหนดไม่ได้หรอกว่าความสำเร็จจะมาได้อย่างไร แต่หน้าที่ของเราคือพยายามไปก่อน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ประชาชนมีแต่กำไรกับเสมอตัวเท่านั้น ไม่มีอะไรขาดทุน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตอนศาลตัดสินยับยั้ง ผู้คนต่างตื่นเต้นยินดี นักข่าวมาสัมภาษณ์ว่าตอนที่ทำคาดหวังไหมว่าจะชนะ เธอว่าเปล่าเลย ไม่ได้คาดหวังว่าจะมันจะต้องชนะ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นักข่าวถามอีกว่า  &amp;ldquo;ถ้าไม่คิดว่าจะชนะแล้วสู้ทำไม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เธอตอบไปว่า &amp;ldquo;อ้าว ... มีแต่เรื่องที่ชนะเท่านั้นหรือที่คุณจะสู้?&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จริงสินะ  หรือว่าชีวิตนี้มันดีตรงที่มันได้สู้  ได้ลงมือทำ ไม่ใช่แค่ตรงที่มันต้องได้ผลชนะเท่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา&lt;/strong&gt; : &lt;a href=&quot;http://jitwiwat.blogspot.com/&quot;&gt;http://jitwiwat.blogspot.com/&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1824#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Mon, 21 Dec 2009 18:06:25 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1824 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เด็กมิใช่แก้วเปล่า</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1881</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;-1&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color=&quot;#993300&quot;&gt;โพสต์ทูเดย์&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;          ๙ มกราคม ๒๕๕๓&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#009999&quot;&gt;&lt;strong&gt;เด็กมิใช่แก้ว&lt;/strong&gt;&lt;font color=&quot;#666666&quot;&gt;เปล่า&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;
พระไพศาล วิสาโล&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;+2&quot; face=&quot;CordiaUPC&quot;&gt; การศึกษามีความหมายมากกว่าการสอน          หรือการ &amp;ldquo;ใส่&amp;rdquo;อะไรเข้าไปในตัวเด็ก แต่หมายถึงการส่งเสริมให้เกิดการเจริญเติบโตจากภายใน          จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องเชื่อมั่นเสียก่อนว่าเด็กนั้นมี &amp;ldquo;อะไร&amp;rdquo; อยู่ในตัวเขาอยู่แล้ว          ภารกิจของพ่อแม่หรือครูก็คือการทำให้สิ่งนั้นเจริญงอกงาม ขณะเดียวกันก็นำเอาสิ่งนั้นออกมาให้เกิดประโยชน์สร้างสรรค์          สิ่งที่ว่านั้นได้แก่ ปัญญาและคุณธรรม&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;+2&quot; face=&quot;CordiaUPC&quot;&gt; มนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธ์แห่งปัญญาและคุณธรรมอยู่แล้วในใจ          ด้วยเหตุนี้เด็กทุกคนจึงมีความใฝ่รู้และใฝ่ดี หน้าที่ของการศึกษาคือกระตุ้นและส่งเสริมความใฝ่รู้และใฝ่ดีให้เจริญงอกงาม          เหมือนเมล็ดพันธุ์น้อย ๆ ที่ถูกกระตุ้นและส่งเสริมจนเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่          แผ่กิ่งก้านสาขา และหยั่งรากลึก ให้ดอกไม้ที่งดงามและผลไม้ที่หอมหวานแก่สรรพชีวิต          น่าเสียดายที่การศึกษาทุกวันนี้ได้ทำลายความใฝ่รู้และใฝ่ดีในตัวเด็ก ทั้งนี้เพราะผู้ใหญ่พยายามยัดเยียดอะไรต่ออะไรให้เขา          ซึ่งบางครั้งกลายเป็นการควบคุมปิดกั้นมิให้เขาเติบโตจากภายใน &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;+2&quot; face=&quot;CordiaUPC&quot;&gt; นอกจากความใฝ่รู้และความใฝ่ดีแล้ว เด็กยังมีศักยภาพหรือความสามารถที่แฝงเร้นต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น ความสามารถในทางศิลปะ ความสามารถในทางกีฬา โดยที่เด็กเองอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนมี หน้าที่ของครูหรือพ่อแม่คือช่วยดึงเอาความสามารถนั้นออกมา ตรงนี้เป็นเรื่องของศิลปะที่ครูและพ่อแม่ต้องเรียนรู้และต้องอาศัยความอดทน ไปพร้อมกัน บางครั้งเพียงแค่คำชมและการให้กำลังใจก็สามารถกระตุ้นให้ศักยภาพดังกล่าวออก มาได้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;+2&quot; face=&quot;CordiaUPC&quot;&gt; เมื่อปีที่แล้วข้าพเจ้าได้ไปดูงานของมูลนิธิฉือจี้          ในประเทศไต้หวัน มัคคุเทศก์ได้เล่าถึงเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งซึ่งไม่เอาใจใส่ในการเรียนเลย          มีกิจกรรมใด ๆ ในชั้นเรียนก็ไม่เคยให้ความร่วมมือ การบ้านก็ทำอย่างขอไปที          ครูกระตุ้นเท่าไรก็ไม่ได้ผล มีคราวหนึ่งครูให้นักเรียนวาดภาพ นักเรียนคนนี้ก็ทำตัวเหมือนเดิม          คือไม่สนใจ ครูพยายามกระตุ้น แต่นักเรียนก็นิ่งเฉย จนครูขอร้องว่าให้ลองวาดภาพอะไรก็ได้          แค่ตวัดพู่กันเป็นวงกลมก็ยังดี นักเรียนทนครูรบเร้าไม่ไหว จึงตวัดพู่กันเป็นวงกลม          ครูเห็นก็ชมด้วยความตื่นเต้นว่า นักเรียนวาดได้ดีมาก และขอให้วาดอีก นักเรียนเกิดมีกำลังใจขึ้นมาจึงตวัดพู่กันอีกภาพหนึ่ง          แล้วก็อีกภาพหนึ่ง ๆ ๆ ยิ่งทำก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;+2&quot; face=&quot;CordiaUPC&quot;&gt; นับแต่วันนั้นนักเรียนได้ฝึกตวัดพู่กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า          ภาพมีคุณภาพดีขึ้นมากจนได้รับการคัดเลือกให้ออกแสดงในงานนิทรรศการของโรงเรียน          ในวันแสดงนิทรรศการ นักเรียนผู้นี้สังเกตเห็นเด็กคนหนึ่งยืนจ้องภาพวาดของตัว          เจ้าของภาพจึงเดินไปคุยกับเด็กน้อย เด็กน้อยแสดงความชื่นชมภาพนั้น แต่ก็ออกตัวว่าตนเองคงไม่มีปัญญาวาดได้เช่นนั้น          ผู้เป็นเจ้าของภาพได้ยินเช่นนั้นจึงให้กำลังใจเด็กน้อยว่า เธอทำได้แน่นอน          เธอมีความสามารถอยู่แล้ว ขอให้มีความเพียรก็แล้วกัน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;+2&quot; face=&quot;CordiaUPC&quot;&gt;นี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ว่าเราทุกคนมีศักยภาพในการสร้างสรรค์สิ่งประเสริฐ          ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าศักยภาพดังกล่าวจะถูกดึงออกมาได้มากน้อยเพียงใด ความดีและความใฝ่ดีเป็นศักยภาพอย่างหนึ่งของมนุษย์          หัวใจของการศึกษาคือการดึงเอาความดีและความใฝ่ดีให้ออกมาเพื่อสร้างสรรค์คุณประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นให้ได้มากที่สุด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;+2&quot; face=&quot;CordiaUPC&quot;&gt;อยากย้ำว่าคนเรานั้นเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา          ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนแก่ จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะการเรียนรู้เป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์          เห็นได้ชัดจากเด็ก ๆ ซึ่งไม่เพียงตั้งคำถามจากสิ่งรอบตัวอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น          หากยังเรียนรู้จากทุกอย่างที่แลเห็น ได้ยิน และสัมผัส ไม่ว่าเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;+2&quot; face=&quot;CordiaUPC&quot;&gt; พฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิดของเรานั้นล้วนเป็นผลจากการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น อยู่ตลอดเวลา เราจะมีพฤติกรรมและจิตนิสัยไปในทางไหน ขึ้นอยู่ว่าเราเรียนรู้อย่างไร การเรียนรู้ที่ถูกต้องย่อมนำไปสู่ชีวิตที่ดีงาม ในทางตรงข้ามการเรียนรู้ที่ไม่ถูกต้องสามารถนำพาชีวิตไปสู่ความทุกข์ได้ ทุกวันนี้คนเป็นอันมากเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากโทรทัศน์ แต่เป็นการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการบริโภคและนิยมความรุนแรง ในขณะที่เด็กจำนวนไม่น้อยเรียนรู้การเอาแต่ใจตนเองจากพ่อแม่หรือจาก ประสบการณ์ในบ้าน การเรียนรู้ในลักษณะนั้นย่อมไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเลย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;+2&quot; face=&quot;CordiaUPC&quot;&gt; ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุขเกิดจากการเรียนรู้ที่ถูกต้อง          และการเรียนรู้นั้นก็ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ห้องเรียน โลกรอบตัวของเด็กต่างหากคือแหล่งเรียนรู้ที่แท้จริงของเด็ก          ไม่เว้นแม้แต่ศูนย์การค้า สำนักงาน และท้องถนน เด็กนั้นพร้อมจะเรียนรู้อยู่แล้ว          สิ่งที่เด็กต้องการก็คือผู้ชี้แนะหรือกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง          ตรงนี้เองที่พ่อแม่และครูสามารถจะมีบทบาทอย่างสำคัญ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;+2&quot; face=&quot;CordiaUPC&quot;&gt; การสอนด้วยการพูดให้เด็กคล้อยตามหรือท่องจำนั้น          มีความสำคัญน้อยกว่าการกระตุ้นให้เด็กรู้จักคิดอย่างถูกทาง บทบาทของพ่อแม่และครูมิใช่ผู้ให้คำตอบ          แต่เป็นผู้หมั่นตั้งคำถามกับลูกและศิษย์ การถามเขาว่าพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไรหากมีรอยเท้าเปื้อนโคลนเข้ามาในบ้าน          ย่อมให้ผลดีต่อเด็กมากกว่าการบอกเขาอย่างเบ็ดเสร็จว่าการกระทำดังกล่าวไม่ดีอย่างไร          &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;+2&quot; face=&quot;CordiaUPC&quot;&gt; การเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วม          เช่น ได้ฝึกคิด ฝึกทำ นั้นย่อมให้ผลที่ยั่งยืนกว่าการเรียนรู้ที่ให้เด็กเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว          คือรับฟังโดยไม่ต้องคิดหรือปริปากถาม ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะถูกฝึกให้เป็นฝ่ายรับอย่างเดียวมาตั้งแต่เล็ก          เราจึงรับเอาสิ่งไม่ดีหลายอย่างจากโทรทัศน์และสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมาอย่างง่ายดาย          โดยไม่รู้จักย่อย แยกแยะ วิเคราะห์ หรือตั้งคำถามเลย ในทำนองเดียวกันเมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา          เช่น คำวิจารณ์ หรือความพลัดพรากสูญเสีย เราก็ปล่อยใจให้เป็นทุกข์ไปได้ง่าย          ๆ แทนที่จะมองให้เห็นถึงแง่ดีหรือประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;+2&quot; face=&quot;CordiaUPC&quot;&gt;การ เรียนรู้แบบเป็นฝ่ายรับในที่สุดแล้วทำให้ชีวิตของเราถูกกำหนดโดยสิ่งแวดล้อม รอบตัวอย่างเดียว จะสุขหรือทุกข์ก็เพราะสิ่งแวดล้อม ทั้ง ๆ ที่เราสามารถรักษาจิตให้เป็นอิสระจากความผันผวนปรวนแปรของโลกรอบตัวได้หากมี ปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้อย่างถูกต้อง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.visalo.org/article/PosttoDay255301.htm&quot; title=&quot;http://www.visalo.org/article/PosttoDay255301.htm&quot;&gt;http://www.visalo.org/article/PosttoDay255301.htm&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1881#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Tue, 19 Jan 2010 15:09:06 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1881 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>อารยธรรมแห่งการอยู่ร่วม</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1887</link>
 <description>&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาทางปัญญาที่มองเห็นความเชื่อมโยงและการพึ่งพิง อาศัยของข่ายใยชีวิต สำหรับคนในยุคปัจจุบันที่วิถีชีวิตมีความสะดวกสบายผ่านการใช้เงินตราและ เทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็น เรื่องที่ท้าทาย ยิ่งการที่จะตระหนักว่าสังคมมนุษย์ยังคงพึ่งพาอาศัย &amp;ldquo;ธรรมชาติ&amp;rdquo; นั้น ดูจะห่างไกลจากสำนึก ประจำวันไปเสียทุกที เป็นแต่เพียงคำลอยๆ สวยๆ ที่นิยมใช้เพื่อชื่นชม &amp;ldquo;ธรรมชาติ&amp;rdquo; ราวกับเป็นเพียง เครื่องประดับจำเป็นที่จะต้องมีไว้เพื่อความครบถ้วนทางวาทกรรมเท่านั้น ยิ่งคำๆ นี้ดำรงอยู่เพียงในความคิด หรือคำพูด อย่างขาดการสัมผัสตรงเท่าไร &amp;ldquo;ธรรมชาติ&amp;rdquo; ก็เป็นแค่เพียงมายาคติที่ถูกโหยหาและกล่าวถึง แอบอ้างอย่างผิวเผิน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การตระหนักรู้ถึงธรรมชาติของชีวิตที่เชื่อมโยงพึ่งพิง จะเกิดขึ้นเมื่อเราได้สัมผัสตรงกับธรรมชาติ ในช่วงเวลาที่ยาวนานพอ และในภาวะการรับรู้ที่ละเอียดอ่อนมากพอแล้ว คำว่า &amp;ldquo;ธรรมชาติคือครูที่ยิ่งใหญ่&amp;rdquo; จะมีความหมายสำหรับเรามากกว่าหลักปรัชญางามหรู เพราะเราสามารถสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาที่มี ลักษณะเป็นองค์กรจัดการตัวเองของธรรมชาติ เราสามารถรับรู้และให้ความหมายพลังของธรรมชาติได้อย่าง หลากหลาย มีทั้งความธรรมดาเรียบง่ายและยิ่งใหญ่อลังการ มีทั้งความบรรสานกลมกลืนและความแตกต่าง อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วิกฤติของสังคมที่เรากำลังเผชิญอยู่ ท้าทายความสามารถในการ &amp;ldquo;อยู่ร่วม&amp;rdquo; กันท่ามกลางความ แตกต่างหลากหลายทางความคิด คุณค่า และวิธีการอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะมองไปทางไหน เราจะพบ ความแตกแยก ความไม่ลงรอย ความรุนแรงทั้งแบบเปิดเผยและแบบหลบซ่อน ทั้งในองค์กรธุรกิจ องค์กรทาง วิชาการ และองค์กรเพื่อสาธารณประโยชน์ ที่ผู้คนมีความตั้งใจหรือเจตนาที่ดีในการสร้างสรรค์สังคมให้มีสุข เกิดอะไรขึ้นกับสังคมที่ก้าวหน้า มีการศึกษา และเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีที่ชาญฉลาด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผู้เขียนคิดว่า อารยธรรมมนุษย์ที่เดินทางมาสุดขั้วความเจริญทางวัตถุ กำลังเรียนรู้ที่จะเดินทางต่อด้วย การหวนคืนสู่การใช้เทคโนโลยีทางจิต ที่อาจดูเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ไม่มีมูลค่าหรือราคาค่างวดใดๆ แต่กลับอาจ ส่งผลให้เราสามารถ &amp;ldquo;อยู่ร่วมกัน&amp;rdquo; กับตัวเองและผู้อื่นได้อย่างกลมกลืนและอ่อนโยนยิ่งขึ้น การสัมผัสรับรู้ถึง &amp;ldquo;ธรรมชาติของชีวิต&amp;rdquo; จะทำให้เราเห็นว่า ชีวิตไม่ได้อยู่ในอำนาจควบคุมของเรา ธรรมชาติไม่ได้ถูกสร้างโดยมนุษย์ ในทางตรงกันข้าม ธรรมชาติคือแหล่งกำเนิดหรือที่มาของชีวิตทั้งมวลรวมทั้งมนุษย์ นอกจากนี้ ธรรมชาติยังเป็น &amp;ldquo;บ้าน&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;ฐานทรัพยากร&amp;rdquo; ให้กับอารยธรรมแห่งการบริโภคที่มีแต่จะเสื่อมโทรม และร่อยหรอลงทุกทีๆ แม้จะมีความพยายามในการ &amp;ldquo;จัดการ&amp;rdquo; ทรัพยากรเหล่านี้อย่างยั่งยืนเพียงใด ก็ดูจะเล็กน้อยไม่ทันอัตราการล้างผลาญที่กำลังเกิดขึ้น นี่อาจจะถึงจุดที่การจัดการที่สำคัญคือการจัดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่สอด คล้องกับ &amp;ldquo;บ้าน&amp;rdquo; หลังนี้ของเรา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คุรุหรือผู้นำที่สามารถเป็นตัวอย่างแห่งการสำนึกรักและตระหนักรู้ในภาวะพึ่ง พิงอาศัยของระบบชีวิตนี้ อาจไม่ได้อยู่ตามมหาวิทยาลัยหรือชุมชนวิชาการที่มีผลงานน่าเชื่อถือ แต่คือชุมชนที่ยังคงสืบทอดและดำรง วิถีชีวิตของเผ่าพันธุ์เรื่อยมาอย่างถ่อมตัว หนึ่งในนั้นคือชาวปกาเกอญอแห่งบ้านสบลาน ที่อยู่อาศัยกันเพียง ๒๐ ครัวเรือน แต่รับผิดชอบดูแลผืนป่านับหมื่นไร่ในเขตพื้นที่ของอำเภอสะเมิง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำปิง และแม่น้ำเจ้าพระยา หลายปีก่อนหญิงชาวปกาเกอญอคนหนึ่งเคยกล่าว กับผมว่า &amp;ldquo;แม้ว่าเราจะเป็นคนตัวเล็กๆ และดูแลลำห้วยเล็กๆ ที่นี่ แต่เราก็รู้ว่าเรากำลังทำหน้าที่ดูแลแม่น้ำให้กับ คนพื้นราบ คนเชียงใหม่ คนกรุงเทพฯ ไปด้วย เราคือคนตัวเล็กๆ ที่ดูแลคนกรุงเทพฯ และเราภูมิใจที่ได้ทำ อย่างนั้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในช่วงกลางเดือนธันวาคม ๒๕๕๒ ผมได้นำพากลุ่มผู้ฝึกกระบวนกรในโครงการจิตตปัญญาศึกษา ที่เสมสิกขาลัยร่วมกับศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เดินทางไปเรียนรู้กับชุมชนสบลาน ในหัวข้อ นิเวศภาวนา (Ecological Quest) เป็นเวลา ๗ วัน โดยผู้ร่วมเดินทางประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่หลากหลาย มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน และนักการละคร เป็นการเรียนรู้ผ่าน การสัมผัสตรงกับเรื่องราวของการอยู่ร่วมอย่างเป็นชุมชน มิติของความศักดิ์สิทธิ์และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ อย่างอ่อนน้อม ทั้งสองมิตินี้เป็นลักษณะสำคัญของ &amp;ldquo;จิตวิญญาณชนเผ่า&amp;rdquo; ที่อาจจะดูไม่ฮิบหรือล้าหลังไปใน ยุคออนไลน์ แต่ผมกลับเห็นว่าเป็นทางออกทางหนึ่งของสังคม ด้วยความเป็นตัวอย่างของความรู้ที่ได้รับ การผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวิถีชีวิตจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงวาทกรรมที่หวานหูดูดีมีสำนึกทางนิเวศเท่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พวกเราใช้เวลาในการเรียนรู้ชีวิตที่ธรรมชาติและเรียบง่ายธรรมดาที่หมู่บ้าน แล้วจึงเดินทางไป ภาวนาในป่าเพื่อทำความเข้าใจกับชีวิตตัวเอง เป้าหมายชีวิต การคลี่คลายความสัมพันธ์กับผู้คนในอดีต หรืออาจค้นหาแรงบันดาลใจ ความกระจ่างชัดจากธรรมชาติ เพื่อนำกลับมาสู่การดำเนินชีวิตในเมือง อีกครั้งหนึ่ง การที่ได้มีเวลาอยู่กับธรรมชาติเพียงลำพัง ทำให้หลายคนได้เผชิญหน้ากับความกลัว ความโดดเดี่ยว อ้างว้าง ความหิว และความเบื่อหน่าย แต่เมื่อพวกเราผ่านความยากลำบากทั้งทางกาย และใจไปได้ ผลที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นความผูกพันกับชีวิตที่แน่นแฟ้นและกลมกลืนยิ่งขึ้น รอยละอองของฝุ่น และคราบไคลบนผิวหน้าก็ไม่ใช่เป็นสิ่งแปลกปลอมของชีวิตอีกต่อไป พร้อมกับใจที่กลมกลืนน้อมรับชีวิต แวดล้อมอย่างอ่อนโยนและยืดหยุ่น ราวกับได้กลับมารู้สึกอีกครั้งว่าธรรมชาติคือบ้านที่แท้จริงของเรา ดังที่บรรพบุรุษของเราอาจเคยตระหนักเช่นนั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประสบการณ์นี้ช่วยย้ำเตือนให้พวกเราไม่หลงลืมธรรมชาติแห่งความเป็นปกติ และความเป็นเหตุปัจจัยที่เชื่อมโยง อีกทั้งได้สัมผัสความอ่อนโยนและความกรุณาภายในตัวเอง ไม่เพียงแต่เท่านั้น ชาวปกาเกอญอเจ้าบ้าน ทั้งคนหนุ่มและผู้เฒ่าที่เป็นดังครูของพวกเรา ก็ยังได้ระลึกรู้ถึงความสำคัญและคุณค่าของพวกเขาเองที่มีต่อโลกและสังคมอีก ด้วย ผู้เฒ่าคนหนึ่ง &amp;ldquo;พะตีแดง&amp;rdquo; เคยกล่าวกับผมเมื่อหลายปีก่อนว่า &amp;ldquo;อยากให้พวกเรามากันบ่อยๆ พวกเราที่อยู่ที่นี่ จะได้ไม่หลงลืมว่าเราคือใคร และมีความหมายอย่างไร&amp;rdquo; ตอนแรกๆ ผมไม่เข้าใจนักว่าการมาของพวกเรา จะช่วยไม่ให้ชาวบ้าน หลงลืมคุณค่าของตัวเองได้อย่างไร แต่มาตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า การพึ่งพาอาศัยกัน และกันทางจิตใจนั้น ดำรงอยู่ในปฏิสัมพันธ์ บทสนทนาที่เป็นมิตร และการอยู่ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ ช่วยทำให้เรารับรู้คุณค่าและความหมายของการดำรงอยู่ของตัวเองได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ชายหนุ่มปกาเกอญอคนหนึ่งได้กล่าวถ้อยคำจากใจกับพวกเราก่อนกลับว่า &amp;ldquo;ผมดีใจที่มีคนส่วนหนึ่ง เข้าใจปกาเกอญอ &lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;ผมภูมิใจกับความเป็นปกาเกอญอ ถึงแม้จะไม่รวย ความรวยไม่ทําให้คนสบายเสมอไป อาจจะสู้น้ำใจ รอยยิ้มไม่ได้ สิ่งเหล่านี้มีค่ามากกว่าเงิน&lt;/span&gt; อย่างพะตี (พวกผู้เฒ่า) อาจรวยอีกแบบ รวยธรรมชาติ แต่ถ้าในเมืองอาจมองอีกแบบ คิดว่าคนดอยไม่รู้อะไร อยากฝากทุกท่านว่า ชาวบ้านมีวิถีชีวิต จิตวิญญาณแบบนี้ วันใดถ้าผมไม่ได้อยู่ที่นี้ ผมก็ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ ผมจบ (การศึกษากับ) มีด จบมุย (ฆ้อน) จบหน้าแข้ง จบจากบรรพบุรุษ ผมจะทําอย่างนี้ตลอดไป การศึกษาไม่ใช่ไม่จำเป็น จําเป็น ทุกวันนี้มีเทคโนโลยีเข้ามา ซึ่งเทคโนโลยีอาจพัฒนาอะไรบางอย่งผิดอยู่ ผมยังจับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เป็นห่วง อาจกระทบทั้งบ้านเมือง ไปทั้งหมด &lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;อยาก ฝากว่า ชาวบ้นที่นี้จะรักษาผืนป่านี้ จะภูมิใจ แม้ว่าเขาจะว่าว่าเป็นคนดอย คนปกาเกอญอก็จะไม่น้อยใจ จะมีแรงบันดาลใจ ความรู้สึกดีๆ จะไม่ลืม จะจําไว้ตลอดชีวิต ถ้มีโอกาส ก็ชวนให้กลับมาอีก ทุกคนยินดีต้อนรับเสมอ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;โดย &lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;ณัฐฬส วังวิญญู&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 16 มกราคม 2553&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1887#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Tue, 19 Jan 2010 20:32:54 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1887 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เดินสู้ทุกข์ สุขสวนกระแส</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1888</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;เสียงกลองดังเป็นจังหวะขณะที่ผู้คนกว่า ๓๐๐ คนเดินฝ่าแดดร้อนเปรี้ยงไปบนถนนลาดยาง แถวหน้าเป็นพระภิกษุ ตามมาด้วยแม่ชี และฆราวาสซึ่งมีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก อายุลดหลั่นตั้งแต่ ๗๔ ปีไปจนถึง ๖ ขวบ จากหลายจังหวัดทั่วประเทศ ต่างถือธงทิวและป้ายผ้าหลากสี บางข้อความเขียนว่า &amp;ldquo;แผ่นดินล้มป่วย แม่น้ำร้องไห้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อถึงฤดูหนาวของทุกปี คณะธรรมยาตราจะเคลื่อนขบวนไปตามลุ่มน้ำลำปะทาว ซึ่งอยู่บนเทือกเขาภูแลนคา จังหวัดชัยภูมิ โดยแวะพักตามหมู่บ้านต่างๆ ตลอด ๗ คืน ๘ วัน เพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้คนตระหนักถึงอันตรายที่กำลังเกิดกับป่าเขาลำห้วยและ ผืนดิน และช่วยกันแสวงหาทางเลือกใหม่เพื่อให้มนุษย์กับธรรมชาติอยู่ด้วยกันได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขบวนธรรมยาตราไม่ได้เดินเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติภายนอกเท่านั้น หากยังมุ่งฟื้นฟูธรรมชาติภายในใจของผู้เดินด้วย ดังนั้นในขณะที่รณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม ก็เชิญชวนให้ทุกคนเดินด้วยความสงบและอย่างมีสติ เพื่อดูใจของตัวเองไปด้วยขณะที่ถูกแดดแผดเผาหรือร่างกายเหนื่อยอ่อน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวทำต่อเนื่องเป็นปีที่ ๑๐แล้ว ครั้งนี้จึงจัดเป็นพิเศษด้วยการชูประเด็น &amp;ldquo;เดินทวนกระแส&amp;rdquo; คือแทนที่จะเดินล่องมาตามลำน้ำดังปีก่อนๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นเดินทวนกระแสน้ำ โดยเริ่มต้นจากตัวเมืองชัยภูมิและไปสุดที่ภูหลงซึ่งเป็นต้นน้ำลำปะทาว ระยะทางกว่า ๙๐ กิโลเมตร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เดินทวนกระแสน้ำหมายถึงการเดินจากที่ต่ำสู่ที่สูง จากพื้นราบสู่ภูเขา แน่นอนว่าย่อมเหนื่อยกว่าเดินตามน้ำ ธรรมดาของคนเราย่อมชอบความสบายอยู่แล้ว การเดินทวนน้ำจึงเป็นการทวนนิสัยหรือความเคยชินของคนเรา ใช่แต่เท่านั้น ยิ่งขึ้นสูง ยิ่งไกลจากเมือง ความสะดวกสบายก็ยิ่งน้อยลง ทางกันดาร อาหารไม่ถูกปาก ต้องนอนกลางดิน กินกลางทราย ไม่ถูกกับรสนิยมของกิเลสเอาเสียเลย การเดินทวนน้ำจึงเป็นการเดินทวนกิเลสไปด้วยในตัว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับคนที่นั่งรถเป็นชีวิตจิตใจ ธรรมยาตราถือว่าเป็นการเดินเข้าหาทุกข์โดยแท้ เพราะนอกจากทางจะไกล แดดจะร้อนแล้ว เส้นทางบางจุดยังวิบาก มิหนำซ้ำบางคนถอดหมวกไม่พอยังถอดรองเท้าเดินอีก ทำไมถึงต้องทำตัวให้ลำบากอย่างนั้น ตอบอย่างสั้นๆ ก็คือ ถ้าไม่เจอทุกข์ก็ไม่ถึงธรรม ถ้าอยากเห็นธรรมก็ต้องไม่กลัวทุกข์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ปกติเมื่อเราเจอทุกข์เรามักหาทางหนีทุกข์ หรือไม่ก็พยายามขจัดทุกข์นั้นให้หมดไป เช่น ถ้าร้อนก็หลบเข้าร่ม หาไม่ก็เปิดพัดลมหรือติดแอร์ ในยุคที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวก ผู้คนหันมาแก้ทุกข์ด้วยสิ่งเหล่านี้กันอย่างพร่ำเพรื่อ จนขาดมันไม่ได้ กลายเป็นทาสของเทคโนโลยีและเสพติดความสะดวกสบาย ผลก็คือเกิดทัศนคติว่าวัตถุสิ่งเสพเท่านั้นที่จะให้ความสุขแก่เราได้ ดังนั้นจึงลุ่มหลงกับกระแสบริโภคนิยม เงินกลายมาเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดของชีวิต เพราะถ้าไม่มีเงินก็ไม่มีวัตถุสิ่งเสพ ไม่มีวัตถุสิ่งเสพก็ไม่มีความสุข&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การหนีทุกข์หรือขจัดทุกข์ด้วยวัตถุสิ่งเสพจนเป็นนิสัย ทำให้เราละเลยที่จะแก้ทุกข์ที่ใจของเรา เราคิดแต่จะจัดการสิ่งภายนอก จนลืมที่จะจัดการกับใจของเรา ทั้งๆ ที่สุขหรือทุกข์นั้น กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว อยู่ที่ใจของเราเอง ธรรมยาตราเป็นการพาคนเข้าหาทุกข์ก็เพื่อจะได้เรียนรู้วิธีอยู่กับทุกข์ (กาย) ได้โดยไม่ทุกข์ (ใจ)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ธรรมชาติของคนเรานั้นต้องการหนีทุกข์ ดังนั้นเมื่อเจอความทุกข์กับตัว หากไม่สามารถพากายหนีทุกข์ได้ จิตก็จะค้นหาวิธีการอื่นเพื่อจะได้ไม่ทุกข์ไปกับกาย การพยายามสรรหาวิธีการนานาชนิดเพื่อจัดการกับความทุกข์ในใจ ในที่สุดจะช่วยให้เราได้พบธรรม จะเรียกว่าในทุกข์มีธรรมก็ได้ หลังจากที่เดินฝ่าเปลวแดดมาทั้งวัน หลายคนพบว่าการมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการนับก้าวช่วยให้เป็นทุกข์น้อยลง ยิ่งมีสมาธิแน่วแน่ก็ยิ่งเพลินกับการเดิน &amp;ldquo;ปัน&amp;rdquo; เด็กชายวัย ๙ ขวบบอกว่า เหนื่อยน้อยลงเมื่อตาจับจ้องอยู่ที่เท้าของคนข้างหน้า บางคนจดจ่ออยู่กับเสียงกลองจนลืมเมื่อย ขณะที่บางคนท่อง &amp;ldquo;คาถา&amp;rdquo; ในใจขณะก้าวเดินว่า &amp;ldquo;ซ้ายทนได้ ขวาสบายมาก&amp;rdquo; ทำให้ใจฮึดสู้ขึ้นมาแม้เท้าจะพองก็ตาม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;ldquo;กายเหนื่อย ใจไม่เหนื่อย&amp;rdquo; ไม่ใช่เป็นแค่คำปลุกใจ แต่สามารถปฏิบัติได้จริง แต่จะปฏิบัติได้จริงก็ต่อเมื่อมาเจอทุกข์กับตัว ถึงแม้กายจะเหนื่อย แดดจะร้อน แต่ถ้ามีสติเห็นความเหนื่อยกาย หรือเห็นใจที่บ่นโวยวาย ใจก็จะวางความเหนื่อยและความหงุดหงิดลงได้ทันที บ่อยครั้งกายยังไหว แต่ใจต่างหากที่ไม่ไหว เมื่อใดที่เห็นใจร้องงอแงว่า &amp;ldquo;ไม่ไหวๆๆ&amp;rdquo; ความงอแงจะหลบลี้หนีไป ใจจะกลับมาตั้งมั่นขึ้นใหม่ และเดินหน้าต่อไปได้ ใครที่บ่นว่า &amp;ldquo;เมื่อไหร่จะถึงๆๆ&amp;rdquo; ลองมีสติอยู่กับแต่ละก้าวๆ จะพบว่าใจสงบเย็นลงมาก ใจที่อยู่กับปัจจุบันจะทุกข์น้อยกว่าใจที่กังวลอยู่กับจุดหมายปลายทางข้าง หน้า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทุกข์อย่างหนึ่งที่แทบทุกคนต้องเจอ โดยเฉพาะคนที่ถอดรองเท้า นั่นคือความเจ็บปวด โดยเฉพาะเมื่อเดินทางลาดยางที่ร้อนระอุ หรือถนนลูกรังที่เต็มไปด้วยกรวดแหลมคม ธรรมยาตราเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ฝึกการอยู่กับความเจ็บปวดโดยใจไม่ทุกข์ ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ หลายคนใช้วิธีจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่นเพื่อลืมความปวด แต่บางคนก็ใช้สติในการรับรู้หรือเห็นความปวด โดยใจไม่พลัดเข้าไปในความปวด หรือปรุงตัวกูเป็นเจ้าของความปวด กล่าวอีกนัยหนึ่ง &amp;ldquo;เห็นความปวด ไม่ใช่ผู้ปวด&amp;rdquo; แต่ถ้ายังไม่ถนัดที่จะไปรับรู้ความปวด โดยไม่เผลอเป็นผู้ปวดเสียเอง ก็หันมาดูใจที่ดิ้นเร่าหรือถูกโทสะรุมเร้าเพราะความปวด ใจที่สงบลงได้ช่วยให้ความทุกข์บรรเทาลง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์โดยใจไม่ทุกข์ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิต เพราะไม่ว่าเราจะร่ำรวย ฉลาดหลักแหลม มีอำนาจยิ่งใหญ่ หรือพรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยี แต่เราก็ไม่สามารถหนีทุกข์ไปได้ตลอด รวยแค่ไหนก็ต้องเจอการพลัดพรากสูญเสียคนรัก ฉลาดเพียงใดก็ต้องเจ็บป่วย ยิ่งใหญ่เพียงใดสักวันหนึ่งก็ต้องตาย ถ้าเราไม่ยอมเรียนรู้วิธีที่จะอยู่กับความทุกข์เลย ก็เห็นจะต้องเจ็บปวดครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การเดินเข้าหาทุกข์คือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์โดยไม่ทุกข์ จะทำได้หรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับการพยายามทำ แม้สมาธิหรือสติยังไม่เข้มแข็ง แต่ก็ได้ฝึกความอดทนและสร้างภูมิต้านทานความทุกข์ ใช่หรือไม่ว่าคนสมัยนี้มีภูมิต้านทานความทุกข์น้อยมาก แค่เจอความผิดหวังเล็กๆ น้อยๆ ก็ทุกข์ระทมจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ การมีภูมิต้านทานความทุกข์จะช่วยให้ทานทนกับอุปสรรคในชีวิตได้มากขึ้น แต่ภูมิต้านความทุกข์จะเกิดขึ้นกับใจได้อย่างไรถ้าไม่เจอความทุกข์บ่อยๆ เช่นเดียวกับภูมิต้านทานเชื้อโรคจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่างกายเจอเชื้อ โรคอยู่เป็นนิจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตลอด ๗ คืน ๘ วันที่เจอทุกข์ตลอดทาง แทบทุกคนดูเหมือนจะมีภูมิต้านทานความทุกข์มากขึ้น ไม่มีใครที่เปลี่ยนใจถอนตัวก่อนกำหนด มีแต่เปลี่ยนใจเลื่อนวันกลับ เพื่อเดินให้นานขึ้น ยิ่งผ่านความยากลำบากมานานวัน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพียงเพราะได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น หรือเพราะความทุกข์ช่วยหลอมใจให้เป็นหนึ่งเดียวกันเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะหลายคนได้พบว่าตนเองมีสิ่งที่ไม่คิดว่ามี นั่นคือความอดทนและความพากเพียรพยายาม นักเรียนหลายคนยอมรับว่าถอดใจตั้งแต่เดินวันแรกและไม่คิดว่าจะเดินถึงวันสุด ท้ายได้ แต่ในที่สุดก็ทำได้ บ่อยครั้งการค้นพบตัวเองต้องได้มาด้วยความยากลำบาก ใช่หรือไม่ นี้คือ unseen ที่สำคัญกว่า unseen หลายแห่งที่ขบวนธรรมยาตราผ่านพบระหว่างทาง (ทั้งที่ ททท. รู้จักและไม่รู้จัก)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทั้งๆ ที่เดินเข้าหาทุกข์ แต่ความสุขของผู้คนในขบวนธรรมยาตรามีให้เห็นตลอดทาง และยิ่งมากขึ้นเมื่อใกล้ถึงที่หมาย ทั้งๆ ที่ยิ่งห่างไกลจากเมือง ความสะดวกสบายยิ่งน้อยลง แต่ความสุขไม่ได้ลดลงเลย กลับเพิ่มขึ้น นั่นก็เพราะความสุขกับความสะดวกสบายนั้นมิใช่สิ่งเดียวกัน ความสุขสามารถเกิดขึ้นได้ท่ามกลางความยากลำบาก เพราะความสุขนั้นแท้จริงอยู่ที่ใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การเดินทวนกระแสน้ำคือการเดินสู้กับแรงโน้มถ่วง แม้จะเหนื่อยและยากลำบาก แต่ยิ่งเดิน ทัศนียภาพสองข้างทางก็ยิ่งงดงาม ต้นไม้ที่ขึ้นประปรายกลับหนาตามากขึ้น จากแท่งคอนกรีตสีหม่นกลายเป็นป่าใหญ่สีเขียวขจี ขณะเดียวกันน้ำที่ขุ่นคล้ำ ก็เริ่มใส และใสยิ่งขึ้นเมื่อเข้าใกล้ต้นน้ำ มลพิษในอากาศค่อยๆ หายไป มีอากาศบริสุทธิ์สดใสมาแทนที่ นี้คือรางวัลของความเหนื่อยยาก ฉันใดก็ฉันนั้น ยิ่งเดินทวนกระแสกิเลส ก็ยิ่งได้สัมผัสกับความงดงามของมิตรภาพรอบตัว ทั้งจากผู้ร่วมเดินและชาวบ้านสองข้างทาง ขณะเดียวกันใจก็ยิ่งแจ่มใส เบาสบาย ความสุขกลายเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย แค่ได้ดื่มน้ำเปล่าดับกระหาย หรือได้พักใต้ร่มไม้ มีลมเย็นพัดมาเบาๆ ก็สุขแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีอาหารหรูหราราคาแพงหรือสินค้ายี่ห้อดังมาปรนเปรอก็ได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การเดินสู้ทุกข์ทำให้หลายคนตระหนักว่าเราสามารถเป็นสุขได้แม้จะทวนกระแสความ สะดวกสบายหรือกระแสบริโภคนิยม แต่กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว เราจะสุขได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อกล้าสวนกระแสกิเลสเท่านั้น เพราะตราบใดที่ยังตามกระแสกิเลสอยู่ ก็จะไม่รู้จักคำว่าพอเสียทีไม่ว่าจะได้มามากเท่าไรก็ตาม ยิ่งเห็นคนอื่นได้มาก ก็ยิ่งเป็นทุกข์ที่ได้น้อยกว่าเขา แม้ดิ้นรนจนรวยเป็นอันดับหนึ่งของโลก ก็ยังทุกข์เมื่อเห็นคนอื่นไล่มาประชิด จนกว่าจะกล้าขัดขืนกิเลส และหันไปเติมเต็มชีวิตด้วยสิ่งอื่นที่มีคุณค่ามากกว่าทรัพย์สินเงินทอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คนที่ทำตามบัญชาของกิเลส ย่อมนึกถึงแต่ตัวเอง แต่ยิ่งตักตวงความสุขใส่ตัวมากเท่าไร ก็กลับพบว่าในใจเต็มไปด้วยความทุกข์ ทุกข์เพราะรู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่าไร้คุณค่า และทุกข์เพราะอัตตาตัวตนพองโตจนหวั่นไหวต่อทุกอย่างที่มากระทบหรือสะกิดแม้ เพียงเล็กน้อยก็ตาม ไม่ต่างจากลูกโป่งพองโตที่พร้อมจะแตกเมื่อถูกเศษฟางทิ่ม ต่อเมื่อขัดขืนบัญชาของกิเลส อยู่อย่างเรียบง่าย พร้อมแบ่งปันความสุขแก่ผู้อื่น จึงจะเป็นคนที่สุขง่าย ทุกข์ยาก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในทุกข์มีสุข ถ้ารู้จักทุกข์ก็พบสุขได้ไม่ยาก ดังนั้นจึงไม่หวั่นเกรงว่าความสะดวกสบายจะลดลง แม้หุ้นจะตก ทองจะขึ้น ก็ยังสามารถมีความสุขสวนกระแสเศรษฐกิจได้ แม้เศรษฐกิจปีหน้ายังไม่ฟื้นตัว ก็ไม่เดือดเนื้อร้อนใจตราบใดที่ยังกินอิ่มนอนอุ่น เพราะไม่ได้เอาความสุขไปผูกติดกับกระแสเศรษฐกิจที่เน้นเงินตราเป็นสรณะ ในทำนองเดียวกันแม้กระแสการเมืองยังร้อนแรง แต่คนที่รู้จักทวนกระแสกิเลสย่อมสามารถรักษาใจให้สงบเย็นได้ กระนั้นก็มิได้นิ่งดูดายหรือเฉยเมยด้วยความเห็นแก่ตัว หากพร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือเกื้อกูลตามกำลัง โดยมิได้คิดแบ่งฝักแบ่งฝ่าย หรือทำไปตามอำนาจของความโกรธเกลียดและกลัว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;บ้านเมืองแม้ยังเต็มไปด้วยทุกข์ แต่เราก็ไม่ควรกลัวทุกข์ การพร้อมเผชิญทุกข์ด้วยสติ สมาธิ และปัญญา จะช่วยให้เราเข้าถึงสุขได้แม้จะสวนกระแสนานาชนิดก็ตาม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteright&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;โดย &lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;พระไพศาล วิสาโล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 26 ธันวาคม 2552&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1888#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Tue, 19 Jan 2010 20:34:07 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1888 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เปลี่ยนศัตรูเป็นอาจารย์</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1912</link>
 <description>&lt;p&gt;ทุกเช้าหลังจากการออกกำลังกาย อาจารย์จะชวนผู้ปฏิบัติธรรมออกไปเดินจงกรมรอบที่พัก โดยให้มีสติอยู่กับการเดิน คือรู้กายเมื่อเคลื่อนไหว และรู้ใจหากเผลอคิดฟุ้งซ่าน อาจารย์จะให้สัญญาณหยุดเดินเป็นระยะ ๆ ระหว่างที่ยืนนิ่งก็ให้ผู้ปฏิบัติหันมารับรู้ลมหายใจเข้าและออก และรู้ทุกอาการที่เกิดกับใจ ส่วนอะไรที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็สักแต่ว่ารู้เฉย ๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วันที่สองของการเดิน อาจารย์ชวนทุกคนถอดรองเท้า หลายคนรู้รสชาติของความเจ็บปวดเมื่อหินและกรวดน้อยใหญ่ทิ่มฝ่าเท้าเกือบตลอดทาง ยังไม่นับยุงที่รุมกัดทุกครั้งที่เดินผ่านสวน ตลอด ๔๕ นาทีของการเดินจงกรมจึงกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ของผู้ปฏิบัติ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับประสบการณ์ในวันต่อ ๆ มาที่มีฝนตกพรำ ๆ ตั้งแต่เช้ามืด ตามทางจะมีมดนับพัน ๆ เดินขวักไขว่เป็นแถวขวางทางเดินของผู้ปฏิบัติ ไม่ว่าตั้งใจเดินเพียงใด ก็จะมีมดไต่ตอมขึ้นมาตามขาและกัดตามอำเภอใจ บางคนหนักกว่านั้นเพราะมีสัญญาณให้หยุดเดินขณะที่เดินเฉียดรังมดพอดี ดังนั้นเดิน ๆ ไปก็จะได้ยินเสียงคนกระทืบเท้าหลายครั้งติด ๆ กันเพื่อสะบัดมดให้หลุดจากขา หรือมีเสียงปัดมดตามขากางเกงดังถนัดถนี่ ยากที่จะรักษาความสงบสำรวมไปได้ตลอดทาง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่น่าแปลกใจที่หลายคนขยาดการเดินจงกรมตอนเช้า อาจารย์จึงแนะนำให้ผู้ปฏิบัติสังเกตดูกายของตนว่ามีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อมดไต่ยุงตอม และให้ดูใจของตัวเองด้วย ว่ารู้สึกอย่างไร มีความกลัว ตื่นตระหนก โวยวาย ตีโพยตีพายอยู่ข้างในหรือไม่ โดยเฉพาะตอนที่ถูกกัด ใจมีอาการอย่างไร ดูเฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรกับอาการเหล่านั้น อาจารย์ย้ำกับผู้ปฏิบัติว่า จริง ๆ แล้วกายของเราทนมดกัดได้ แต่ที่ทนไม่ได้คือใจต่างหาก และที่เจ็บปวดจนอยู่เฉยไม่ได้นั้น เป็นเพราะใจไม่มีสติ จึงเผลอไปทุกข์กับกาย หรือเอาความทุกข์ของกายมาเป็นความทุกข์ของใจไปด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทุกข์กายนั้นแค่ ๑ ส่วน แต่อีก ๒-๓ ส่วนนั้นเป็นเพราะทุกข์ใจต่างหาก แต่ถ้ามีสติ เห็นอารมณ์ที่ปรุงแต่งใจ อารมณ์นั้นก็จะหลุดไปจากใจ ใจก็จะกลับมาเป็นปกติ ความทุกข์จะเบาบางลง คงมีแต่ความเจ็บปวดที่กายเท่านั้น พูดอีกอย่างคือมีแต่ทุกขเวทนา(ทางกาย) แต่ไม่มีความทุกข์ทรมาน(ทางใจ) อาจารย์ยังแนะอีกว่าหากจะมีสติดูความเจ็บปวดเลยก็ได้ แต่ถ้าสติไม่ฉับไวพอก็จะเผลอพลัดเข้าไปจมอยู่กับความเจ็บปวดได้ง่าย กลายเป็นปวดมากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลังจากเดินจงกรม(วิบาก)ไปได้ ๕ วัน ผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่งได้ทดลองทำตามที่อาจารย์แนะนำ และได้เขียนเล่าประสบการณ์การปฏิบัติของตนไว้อย่างน่าสนใจ ว่า &amp;ldquo;เดินจงกรมตอนเช้า วางใจว่าจะดูความเจ็บ ได้หยุดบนรังมดสมใจ สภาวะเกิดดังนี้-มองเห็นว่ามดทั้งรังไต่ขึ้นมา-จิตกลัว-รู้ว่ากลัว-ความกลัว ดับไป-จิตบอกว่าให้วางใจสบาย ๆ เป็นไงเป็นกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จากนั้นเธอก็มาดูความรู้สึกและอาการของกาย &amp;ldquo;รู้สึกถึงลักษณะความเจ็บ,แสบ,ร้อน,จี๊ด ๆ เหมือนโดนธูปจี้เป็นจุด ๆ บางจุดก็ตื้นลึกไม่เท่ากัน กว้างแคบ,เป็นระลอก รู้สึกกล้ามเนื้อเกร็ง,หัวใจเต้นแรงเร็วขึ้น-กัดฟันเม้มปาก,กะพริบตา,ยืนนิ่ง&amp;rdquo; ระหว่างนั้นเธอกลับมาดูจิต และพบว่า &amp;ldquo;เห็นใจกระสับกระส่าย-รู้-ดับ-นิ่ง สติเกิดความรู้สึกเมตตาสงสารมด เขาคงโกรธ เขาจึงกัดเอา&lt;br /&gt;
ตอนนี้ใจสบายตั้งมั่น เรียกเขาว่าอาจารย์มด จะกัดก็กัดไป จะดูให้ชัด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แล้วเธอก็สรุปตอนท้ายว่า &amp;ldquo;การเห็นความเจ็บ,ลมหายใจ,จิตที่สงบนิ่ง แยกกันเป็นคนละส่วน ๆ เป็นเรื่อง ๆ แปลกดี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผู้ปฏิบัติท่านนี้ได้ประจักษ์ด้วยตนเองว่า แม้กายปวด แต่ใจสบายและสงบนิ่งได้ เมื่อกายทุกข์ ไม่ได้หมายความว่าใจจะต้องทุกข์ตามไปด้วย คนส่วนใหญ่นั้นทันทีที่กายทุกข์ใจก็ทุกข์ไปด้วย อันที่จริงทั้ง ๆ ที่กายยังไม่ทุกข์เลย แต่ใจก็ทุกข์ไปก่อนแล้ว เช่น พอรู้ว่ามดไต่ขา ยังไม่ทันจะถูกกัด ใจก็กระสับกระส่าย ทุรนทุรายไปเสียแล้ว ความทุกข์ใจนี้เองที่ทำให้ความเจ็บปวดเวลาถูกมดกัดเพิ่มเป็นทวีตรีคูณ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลายคนเมื่อรู้ว่าความทุกข์ใจเป็นตัวปัญหา วิธีการที่นิยมทำคือพยายามกดข่มหรือขจัดมันให้หมดไป แต่ยิ่งทำเช่นนั้นมันก็ยิ่งผุดโผล่ ไม่ยอมหายไปง่าย ๆ ตรงข้ามกับผู้ปฏิบัติท่านนี้ ซึ่งไม่ได้ทำอะไรกับอารมณ์ดังกล่าว นอกจากรู้หรือดูมันเฉย ๆ แล้วเธอก็พบว่า &amp;ldquo;จิตกลัว-รู้ว่ากลัว-ความกลัวดับไป.....เห็นใจกระสับกระส่าย-รู้-ดับ-นิ่ง&amp;rdquo; รู้หรือดูในที่นี้หมายถึงมีสติ เมื่อมีสติ การปรุงแต่งก็ดับใจ ใจก็สงบ นิ่ง สบาย แม้ความปวดหรือทุกขเวทนายังอยู่ แต่ก็เป็นส่วนกาย ไม่กระเทือนไปถึงใจได้ เรียกว่าอยู่กับทุกขเวทนาได้โดยไม่ทุกข์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่มีใครอยากเป็นทุกข์ สิ่งที่ทุกคนพยายามทำคือหนีทุกข์ หรือไม่ก็ขจัดทุกข์ให้หมดไปถ้าน้ำท่วม ก็หนีไปอยู่ที่ดอน หรือไม่ก็ปั้นฝายสร้างเขื่อน ถ้าถูกคนกลั่นแกล้ง ก็พยายามอยู่ห่างเขาให้ไกลที่สุด หรือไม่ก็หาทางทำให้เขายุติพฤติกรรมดังกล่าว แต่มีทุกข์หลายอย่างที่เราหนีไม่พ้นและขจัดไม่ได้ (หรือขจัดออกไปไม่ได้ทันที) เช่น ตกงาน ล้มละลาย สูญเสียคนรัก รวมทั้งความ เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย ซึ่งไม่มียารักษาหรือแม้แต่จะบรรเทาความเจ็บปวด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในสภาวะเช่นนี้เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์ให้ได้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยคิดที่จะเรียนรู้เรื่องนี้ เพราะหนีทุกข์มาตลอด หรือไม่ก็คิดแต่จะจัดการกับสิ่งนอกตัว โดยไม่คิดที่จะจัดการกับตัวเองโดยเฉพาะการทำใจ เจ็บปวดก็กินยาระงับปวด แต่ถ้ายาหมดหรือไม่มียาใกล้ตัว ก็เหมือนตกนรก ใครที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ ถ้าตีโพยตีพาย บ่นโวยวายมากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น หากไม่มีวิธีอื่นจะบรรเทาทุกข์ได้ ก็คงไม่มีอะไรดีกว่าการทำใจยอมรับมัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คำถามคือจะทำใจยอมรับมันได้อย่างไร หลายคนนึกไปถึงการอดทน นั่นคือกล้ำกลืนฝืนทนอยู่กับมันให้ได้ บางคนนึกไปถึงการ &amp;ldquo;ก้มหน้ารับกรรม&amp;rdquo; ถือเสียว่าเป็นการใช้หนี้กรรมที่เคยทำไว้แต่ปางก่อน มีชาวพุทธเป็นอันมากที่คิดแบบนี้ เมื่อมีเหตุร้ายใด ๆ เกิดขึ้นกับตัวไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก เช่น เจ็บป่วยเป็นมะเร็ง หรือเงินหาย ก็ถือว่าเป็นการใช้กรรม โดยโยงไปถึง &amp;ldquo;เจ้ากรรมนายเวร&amp;rdquo; ซึ่งนับวันจะมีความหมายครอบจักรวาล คือเป็นสาเหตุของทุกเรื่องที่ไม่พึงประสงค์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เชื่อแน่ว่าตอนที่เจ็บปวดเพราะถูกมดกัดขณะที่เดินจงกรม ผู้ปฏิบัติธรรมหลายคนพยายามทำใจแบบนี้ คือถือว่าเป็นการใช้กรรมที่เคยทำกับมดเหล่านี้ วิธีคิดแบบนี้นอกจากช่วยให้อดทนและยอมรับความเจ็บปวดได้แล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนมุมมองต่อมดเหล่านี้ แทนที่จะเห็นเป็นศัตรูก็เห็นเป็นเจ้ากรรมนายเวรไปเสีย จึงช่วยลดความโกรธเกลียดหรือพยาบาทไปได้มาก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การมองแบบนี้แม้ช่วยให้ความทุกข์ลดลง แต่ก็ยังรู้สึกต้องฝืนทนอยู่ไม่น้อย เฝ้าแต่คอยว่าเมื่อไรมดจะหยุดกัด หรือใช้หนี้เสร็จเสียที แต่ยังมีวิธีที่ดีกว่านั้น แทนที่จะใช้ความอดทน(ขันติ) หรือการใช้เหตุผลโน้มน้าวใจให้ยอมรับความทุกข์ ก็หันมาใช้สติ การมีสติตามรู้กายและใจ (ความคิด อารมณ์ปรุงแต่ง) สามารถยกจิตให้อยู่เหนือทุกขเวทนาได้ คือเห็นว่ามันเป็นสภาวะอย่างหนึ่ง แต่ไม่ยึดติดถือมั่นว่าความเจ็บนั้นเป็นเราเป็นของเรา พูดอีกอย่างหนึ่งคือ เห็นความเจ็บ แต่ไม่มี &amp;ldquo;กูผู้เจ็บ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อใดที่เรามีสติตามรู้กายและใจขณะที่ถูกมดกัด ก็จะเห็นเช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติธรรมที่เขียนเล่าว่า &amp;ldquo; ความเจ็บ,ลมหายใจ,จิตที่สงบนิ่ง แยกกันเป็นคนละส่วน ๆ&amp;rdquo; ดังนั้นใจจึงสบายตั้งมั่น ไม่มีความจำเป็นต้องอดทน หรือคอยว่าเมื่อไรมดจะหยุดกัด &amp;ldquo;จะกัดก็กัดไป จะดูให้ชัด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มดยิ่งกัดนานเท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะจะได้เห็นธรรมปรากฏชัด เห็นทั้งศักยภาพของจิตที่สามารถเป็นอิสระจากทุกขเวทนา รวมทั้งเห็นอานุภาพของสติที่ทำให้จิตเป็นอิสระได้ ถึงตอนนี้มดที่ดุดันน่ากลัวได้กลายเป็น &amp;ldquo;อาจารย์มด&amp;rdquo;ไปแล้ว หาได้เป็นศัตรูหรือเจ้ากรรมนายเวรอีกต่อไปไม่ ความรู้สึกที่ตามมาคือ ขอบคุณและเมตตาสงสารมด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติธรรมท่านนี้ชี้ให้เห็นว่า เราสามารถพบธรรมได้จากความทุกข์ จะเรียกว่าในทุกข์มีธรรมก็ได้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรหวาดกลัวความทุกข์ แต่ควรพร้อมต้อนรับความทุกข์เสมอ การต้อนรับความทุกข์ด้วยสติ นอกจากจะทำให้ใจไม่ทุกข์แล้ว ยังเพิ่มพูนปัญญา นั่นคือเกิด &amp;ldquo;กำไร&amp;rdquo; ซึ่งดีกว่าการอดทน กล้ำกลืนฝืนทน หรือก้มหน้ารับกรรม ซึ่งอย่างมากก็ทำให้แค่เสมอตัว คือไม่ทุกข์ แต่ปัญญาอาจไม่เกิด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เหตุร้ายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราก็เช่นกัน มันสามารถกลายเป็นดี หรือมีคุณแก่เราได้หากเปิดใจพร้อมรับด้วยสติ แม้แต่คนที่ทำไม่ดีกับเรา แทนที่จะเป็นศัตรู หรือเจ้ากรรมนายเวร ก็กลับกลายเป็นอาจารย์ของเราได้ จากความโกรธ เกลียด พยาบาท ก็จะกลายเป็นความเมตตาสงสารและรู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเรา ไม่ควรมองว่าเรากำลังใช้กรรม ที่จริงนั่นคือโอกาสที่เราจะได้สร้างกรรมใหม่ที่ดีกว่าเดิม ขอให้ตั้งสติและรู้จักใช้วิบากกรรมนั้นให้เป็นประโยชน์ อย่าลืมว่าเคราะห์สามารถเปลี่ยนเป็นโชคได้เสมอ เช่นเดียวกับทุกข์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นธรรมให้เราประจักษ์ได้ทุกขณะ&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1912#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Mon, 01 Feb 2010 11:32:53 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1912 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ช่วงวิกฤตนิรันดร์กาล (Critical Period Forever)</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1913</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S1fBylgDsFI/AAAAAAAACgQ/u8TrG-6jR6c/s1600-h/000T.jpg&quot; onblur=&quot;try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5429020950622613586&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S1fBylgDsFI/AAAAAAAACgQ/u8TrG-6jR6c/s320/000T.jpg&quot; style=&quot;margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 187px; height: 266px;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
ผมกำลังสนุกกับการได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง  อาจจะไม่เร้าใจเท่า &lt;span style=&quot;font-style: italic;&quot;&gt;Courage to Teach&lt;/span&gt; ของ พาร์คเกอร์ เจ พาล์มเมอร์ แต่การค้นพบบางเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ที่นำมาบอกเล่าในบทความนี้ เป็นหลักฐานการค้นพบอันยิ่งใหญ่มากทีเดียว หนังสือเล่มนี้ชื่อ &lt;span style=&quot;font-style: italic;&quot;&gt;The Brain That Changes Itself&lt;/span&gt; ซึ่งเขียนโดย นายแพทย์นอร์แมน ดอดจ์ (Norman Doidge) ส่วนนักวิทยาศาสตร์ที่นายแพทย์คนนี้เขียนถึง และผมเอาผลงานวิจัยของเขามาเล่า ณ ที่นี้ คือ ไมเคิล เมอร์ซินีช (Michael Merzenich) ซึ่งในแวดวง Plasticity ของสมอง เขาคนนี้นับว่ามีความสำคัญมาก ถึงมากที่สุดเลยทีเดียว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คงต้องไล่เลียงอธิบายคำศัพท์ด้วยกระมังครับ คือคำว่า plasticity ของสมองนี้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า สมองไม่ได้ยืดหยุ่นเฉพาะในวัยเด็ก แต่ยังคงยืดหยุ่นตลอดไปจนวันตาย มีการเปลี่ยนแปลงเรียลเอสเตท (real estate) ในสมองได้ คำว่า เรียลเอสเตทในสมอง ก็ต้องการคำอธิบายอีกใช่ไหมครับ คือนักวิทยาศาสตร์เดิมเชื่อว่า เนื้อสมองในแต่ละส่วน ทำหน้าที่แต่ละอย่าง ยกตัวอย่างเรื่องการบังคับกล้ามเนื้อ นักวิทยาศาสตร์ก็สามารถระบุได้ว่า สมองส่วนไหนควบคุมกล้ามเนื้อตรงไหน เป็นต้น และเดิมนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว แผนที่เนื้อสมองเหล่านี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่เป็น plasticity หรือไม่มีความยืดหยุ่นในเนื้อที่ของสมอง อันนี้เป็นแนวคิดที่กำลังมาแรงในเรื่องสมอง แนวคิดนี้ (เวลานี้มีหลักฐานและการทดลองยืนยันว่าเป็นจริงแล้ว) บอกว่า แผนที่ในสมองนี้เปลี่ยนได้ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น คนที่ตาบอด หากมีการฝึกประสาทสัมผัสปลายนิ้วที่ใช้อ่านอักษรเบลล์ ความสามารถในการสัมผัสก็จะเข้ามาแทนที่เนื้อสมองที่เคยใช้ในการมองเห็น เป็นต้น &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทีนี้ มันมีเรื่อง critical period หรือช่วงวิกฤต เช่นว่า เด็กวัยเท่านี้เท่านั้นที่จะเรียนภาษาได้ดี โดยที่สมองเปิดรับทุกสำเนียงของภาษา แต่หากเลยวัยนี้ไปแล้ว มันจะไปปิดการทำแผนที่ของสมอง สมองก็จะโละเซลล์สมองที่ไม่ได้ใช้งานออกไป เหลือไว้แต่ที่ได้มีการใช้งานจริงเท่านั้น เรื่องนี้หากอ่านในรายละเอียดสนุกมาก แต่ผมจะเล่าไว้อย่างย่อๆ เท่านั้นนะครับ แล้วมันก็จะปิดช่วงวิกฤต หากเราไปเรียนภาษาที่สองหลังจากนั้น ก็พอเรียนได้ แต่ยากเย็นเข็ญใจหน่อย ไม่ใช่ว่าจะเรียนไม่ได้เลย ที่สำคัญคือเสียงพื้นฐานบางอย่าง จะออกไม่ได้เอาเลย เพราะช่วงวิกฤตมันปิดตัวไปแล้ว &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมอร์ซินีชมีบริษัทของเขาเอง และกำลังค้นคว้าทดลองหายาที่จะเปิดช่วงวิกฤตนี้ ที่ปิดแล้วให้เปิดออกอีกครั้ง แล้วเราจะพบว่า วิชาที่ยาก ๆ ก็อาจเรียนได้ง่ายดาย อย่างไม่น่าเชื่อ แต่พูดเรื่องยา หลายคนก็อาจจะหวาดเสียวใช่ไหม? มันมีผลข้างเคียงหรือเปล่าอะไรอย่างนั้น แต่มีอีกช่องทางหนึ่งครับ คือ ความใส่ใจอย่างไม่ธรรมดา ที่กระบวนกรสำนักของเราจะเรียกว่า สภาวะจิตตื่นโพลง โจ ดีสเปนซ่า จากหนังสือ &lt;span style=&quot;font-style: italic;&quot;&gt;Evolve Your Brain&lt;/span&gt; จะใช้คำว่า Optimum Learning State และความใส่ใจอย่างไม่ธรรมดานี้ มีแผนที่ในสมองด้วย อันนี้เองที่บอกเราว่าหากเราฝึกสมาธิ (อย่างถูกทาง) เราจะไปเพิ่มเรียลเอสเตทของความใส่ใจในสมอง หรือพื้นที่ในแผนที่สมองสำหรับความใส่ใจจะขยายใหญ่ขึ้น เข้มแข็งขึ้นทรงพลังขึ้น ตรงนี้แหละครับ มันไปสามารถเปิดช่วงวิกฤตได้ตลอดกาล แปลว่าอะไร แปลว่า ต่อไปนี้ ชีวิตของเราจะเรียนรู้อะไรก็ได้ง่ายไปหมด ไม่มีอะไรยากเลย ครับ ผมกำลังทดลองวิชานี้ที่โรงเรียนเทศบาลนครขอนแก่นสองโรง โดยดูแลเด็กที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้ ให้กลับมาเรียนรู้ได้ง่าย ๆ ขอให้พวกเราตามกันไปดูนะครับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดย &lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;วิศิษฐ์ วังวิญญู&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 23 มกราคม 2553&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1913#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Mon, 01 Feb 2010 11:33:45 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1913 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>อวตารของเรา</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1914</link>
 <description>&lt;h2&gt;&lt;a href=&quot;http://jitwiwat.blogspot.com/2010/01/blog-post_29.html&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/a&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S2Ajs9Zfn6I/AAAAAAAACgc/X5nOYMC8FQs/s1600-h/000.jpg&quot; onblur=&quot;try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5431380405911527330&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S2Ajs9Zfn6I/AAAAAAAACgc/X5nOYMC8FQs/s320/000.jpg&quot; style=&quot;margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 300px;&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โดย &lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;ชลนภา อนุกูล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 30 มกราคม 2553&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-weight: bold;&quot;&gt;&amp;ldquo;โลกที่เราจากมาไม่มีสีเขียวอีกแล้ว พวกเขาฆ่าแม่ตัวเอง และกำลังทำอย่างนั้นกับที่นี่&amp;rdquo;&lt;/span&gt;  - นี้อาจจะเป็นสาสน์ที่ทรงพลังที่สุดจากภาพยนตร์เรื่องอวตาร ตำนานใหม่ที่มนุษย์สร้างขึ้นบนแผ่นฟิล์มในต้นศตวรรษที่ ๒๑&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อหญิงสาวต้องฆ่าเพื่อช่วยชีวิต เธอก็มิได้ยินดีในการฆ่าแม้แต่น้อย และเมื่อชายหนุ่มผู้เป็นศิษย์แสดงให้เห็นถึงการฆ่าที่ปราศจากความกระหายหรือ ละโมบในชีวิต เธอก็ถึงกับเอ่ยปากว่า &amp;ldquo;เป็นการประหารที่ประณีตหมดจด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้ในการใช้สัตว์เป็นพาหนะ การสร้างความผูกพันด้วยการผูกโยงอวัยวะของกันและกันไว้เพื่อสื่อสารเชื่อม โยงนั้นเป็นมากกว่าการทำตัวเป็นเจ้าชีวิตเหนืออีกชีวิตหนึ่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้จะรู้ว่าต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิต แต่การสื่อสารพูดคุยระหว่างต้นไม้ กระทั่งข้ามเผ่าพันธุ์ชีวิต ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใดสำหรับชาวเนวี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนตัวละครมนุษย์ของเราในภาพยนตร์นั้นก็คงไม่ต่างจากพวกเราเท่าไหร่นัก ที่มองเห็นแต่ว่า ณ ดวงดาวอันไกลโพ้นที่อุตส่าห์กระเสือกกระสนเดินทางไปจนถึงนั้น มีแร่มูลค่ายิ่งกว่าทองรอให้ขุด และถ้ามีชาวบ้านสร้างบ้านนั่งทับเหมืองนั้นอยู่ ก็แค่ไล่ตะเพิดไปให้พ้นก็เป็นพอ ไหนเลยจะเห็นได้ว่า ชาวบ้านนั้นกำลังปกปักรักษานิเวศน์ชีวาลัย อันเป็นหัวใจแห่งสรรพชีวีและชีวาอาตมันของดาวแพนโดราแห่งนั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เราอาจเคยได้ยินเรื่องเล่าของชนเผ่าพื้นเมืองในทวีปอเมริกาอย่างอินเดียนแดง ได้ยินตำนานเล่าขานเกี่ยวกับวิถีชีวิตที่ผสานสอดคล้องกับธรรมชาติ และการศิโรราบสยบยอมต่อมารดาบิดาและบรรพบุรุษอันศักดิ์สิทธิ์ &amp;ndash; ภาพเหล่านั้นดูเหมือนจะปรากฎให้เห็นชัดเจนขึ้นกับตาด้วยเทคโนโลยีชั้นเลิศใน การถ่ายทำภาพยนตร์ดังกล่าว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่เรื่องราวดังกล่าวในภาพยนตร์เป็นแต่เพียงผลผลิตของจินตนาการเพ้อฝันและคอมพิวเตอร์กราฟฟิกอันทรงพลังล่ะหรือ?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แนวคิดที่ว่าชีวาลัยอย่างโลก หรือดาวแพนโดรา เป็นสิ่งมีชีวิตนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ดังที่เจมส์ เลิฟล็อก ได้นำเสนอทฤษฎีกายา ที่ว่าด้วยโลกมีชีวิต ตั้งแต่ช่วงปีค.ศ. ๑๙๖๐ ขณะที่ประจำอยู่ที่องค์การนาซ่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทฤษฎีกายาชี้เสนอว่า โลกเป็นระบบที่จัดการตัวเอง สามารถปรับตัวเพื่อให้เกิดสมดุลผ่านกลไกทางชีวภาพ เหมือนกับสิ่งมีชีวิตหนึ่ง เป็นต้นว่า มีชั้นบรรยากาศห่อหุ้มตัวเองทำให้น้ำบนโลกไม่ระเหยไปจนหมด สะท้อนความร้อนออกไปบางส่วนและเก็บไว้บางส่วน ทำให้มีอุณหภูมิเหมาะสมต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต ไม่เหมือนกับดวงจันทร์ ทั้งที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นระยะทางใกล้เคียงกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่น่าสนใจก็คือ ชั้นบรรยากาศของโลกเกิดขึ้นหลังจากการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิต ยิ่งทำให้ดูเหมือนว่า โลกและชีวิตบนโลกนั้นล้วนต่างพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกันอยู่ในที&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้จะถูกโจมตีจากวงการวิทยาศาสตร์อย่างหนัก เพราะดูเหมือนเป็นการลากเอาวิทยาศาสตร์เข้าไปปนเปื้อนกับความเชื่อทางจิต วิญญาณ แต่อิทธิพลของแนวคิดจากทฤษฎีกายานั้นก็ส่งผลกระทบไปในวงกว้างทีเดียว ดังที่ได้เห็นจากภาพยนตร์เรื่องอวตาร หรือแม้แต่ภาพของต้นไม้พูดได้เดินได้ที่ลุกขึ้นมารื้อเขื่อนในเรื่องลอร์ดออ ฟเดอะริง จิตวิญญาณของแม่โลกในอนิเมชันเรื่องไฟนอลแฟนตาซีของฮอลลีวู้ด และพบได้ทั่วไปจากอนิเมชันจากญี่ปุ่นอย่างเรื่อง อรชุน (Arjuna) หรือ อีวานเกเลียน (Evangelion) เป็นต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนแนวคิดที่ว่าสัตว์และต้นไม้เป็นสิ่งชีวิตที่มีสติปัญญาและสามารถสื่อสาร กันได้ก็เริ่มมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมารองรับกันมากขึ้น ดังเช่นงานของ ศ. อันโธนี เทรวาวัส แห่งมหาวิทยาลัยเอดินเบอร์ก ซึ่งยืนยันว่า พืชมีเจตจำนง ตัดสินใจได้ คำนวณได้ จำได้ ดังที่สามารถยื่นกิ่งก้านสาขาไปในตำแหน่งที่จะได้รับแสงมากที่สุด รู้ถึงวิธีการคำนวณหาจุดสมดุลของแรงโน้มถ่วงและจุดศูนย์ถ่วง พืชบางชนิด เช่น ยาสูบ เมื่อถูกแมลงกัดเจาะก็จะส่งสารเคมีบางอย่างออกมา ทำให้ลำต้นหนาขึ้น และสามารถส่งข่าวไปยังต้นที่อยู่ใกล้เคียงกันได้ด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทฤษฎีว่าด้วยความ &amp;ldquo;ล่มสลาย&amp;rdquo; ของ จาเร็ด ไดมอนด์ นั้นยืนยันอย่างชัดเจนว่า การทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยมือมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการล่มสลายของ อารยธรรมหรือสังคมหนึ่ง เขายังมีข้อสังเกตอันแหลมคมต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาว่า ในหลายพื้นที่ แทบไม่มีความขัดแย้งระหว่างเผ่าฮูตูกับเผ่าทุตซีเลย แต่กลับมีการสวมรอยฆาตกรรม และแรงผลักดันหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องของการแย่งชิงทรัพยากรที่ดิน เนื่องจากประชากรจำนวนมากไม่สามารถเลี้ยงชีพปลูกผักเลี้ยงสัตว์ได้ด้วยผืน ดินที่ครอบครองกันอยู่เพียงน้อยนิด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;และถ้าเราจัดอันดับประเทศยากจนสิบอันดับแรกของโลก กับประเทศที่มีการทำลายสิ่งแวดล้อมสิบอันดับแรกของโลก ดูเหมือนว่ารายชื่อประเทศจะไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่นัก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;และถ้าตระหนักว่า โลกใบนี้มีอายุยืนยาวมากกว่าเซลล์แรกราว ๑ พันล้านปี และอยู่รอดจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่มาแล้วถึง ๕ ครั้ง กระแสความสนใจสิ่งแวดล้อม และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน จึงไม่ใช่อะไรเลยนอกเสียจาก &amp;ldquo;การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์บนดาวโลกอันมีชีวิตเก่าแก่ นี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากมองตำนานในฐานะภาพสะท้อนจิตวิญญาณภายในของปัจเจกที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับ สรรพสิ่งรอบตัว ดังที่ โจเซฟ แคมป์เบลล์ คุรุผู้ยิ่งใหญ่ด้านปกรณัมได้เสนอไว้ ตำนานของมนุษย์ยุคใหม่ที่แสดงตนผ่านภาพยนตร์ร่วมสมัยเหล่านี้ ก็กำลังก่อรูปสร้างรอยปกรณัมร่วมสมัยที่กำลังก่อตัวขึ้นมาบนโลกทัศน์ของการ มองเห็นสายสัมพันธ์เชื่อมโยงของความเป็นญาติระหว่างเราและสรรพชีวิตและแร่ ธาตุอื่นๆ บนโลกนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อวตารของเราในร่างมนุษย์เห็นจะมีหน้าที่ไม่ต่างกับชาวเนวีแห่งดาวแพนโดราใน แง่ที่ว่า เราต้องกลับไปหาจิตวิญญาณของแม่โลก กำซาบซึ้งถึงสายสัมพันธ์แห่งบรรพบุรุษร่วมกัน และส่งต่อจิตวิญญาณดั้งเดิมต่อให้กับคนรุ่นต่อไป&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1914#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Mon, 01 Feb 2010 11:34:11 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1914 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>คำภาวนาในงานจุดเทียนเพื่อสันติ </title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/2038</link>
 <description>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#eeeeee&quot; size=&quot;-1&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;h1 class=&quot;title&quot;&gt;คำภาวนาในงานจุดเทียนเพื่อสันติ&lt;/h1&gt;
&lt;p&gt;พวกเราพร้อมใจกันมา ณ ที่นี้ด้วยสายใยแห่งความรัก                                &lt;br /&gt;
มาด้วยความรู้สึกอาทรต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน&lt;br /&gt;
โดยไม่เลือกฝักฝ่าย&lt;br /&gt;
แม้จะแตกต่างทางความคิดและสถานะ&lt;br /&gt;
ก็ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมโลกที่ล้วนรักสุขเกลียดทุกข์&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#eeeeee&quot; size=&quot;-1&quot;&gt;เราทุกคนในที่นี้มาด้วยสายใยแห่งความรัก&lt;br /&gt;
ที่ปรารถนาให้บ้านเมืองมีความสงบสันติ&lt;br /&gt;
แม้แตกต่างทางความคิดแต่ไม่แตกร้าวในความสัมพันธ์&lt;br /&gt;
ในยามที่จิตใจผู้คนกำลังร้อนรุ่ม&lt;br /&gt;
ความโกรธเกลียดแผ่คลุมบ้านเมือง&lt;br /&gt;
ความแค้นเคืองกำลังคุกรุ่น&lt;br /&gt;
มีแต่ความรักและน้ำใจไมตรีเท่านั้นที่จะเรียกสติผู้คนให้กลับคืนมา&lt;br /&gt;
และนำพาบ้านเมืองสู่ความปกติสุข&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#eeeeee&quot; size=&quot;-1&quot;&gt;เราไม่สามารถดับไฟด้วยไฟฉันใด&lt;br /&gt;
เราย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยความโกรธเกลียดฉันนั้น&lt;br /&gt;
ความรุนแรงย่อมไม่อาจชนะความรุนแรง&lt;br /&gt;
เวรย่อมไม่อาจระงับด้วยการจองเวร&lt;br /&gt;
มีแต่สันติธรรมเท่านั้นที่จะยุติความรุนแรง และนำสันติสุขกลับคืนมา&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#eeeeee&quot; size=&quot;-1&quot;&gt;พวกเราทุกคนในที่นี้มาด้วยสายใยแห่งความรัก&lt;br /&gt;
ที่ตระหนักถึงอานุภาพแห่งเมตตากรุณา&lt;br /&gt;
ในยามที่บ้านเมืองรุ่มร้อน เมตตากรุณาย่อมรักษาใจให้สงบเย็นได้&lt;br /&gt;
ขอให้พวกเราบ่มเพาะความเมตตากรุณา &lt;br /&gt;
มิใช่เพื่อความสงบสันติภายในใจเราเท่านั้น&lt;br /&gt;
แต่เพื่อแผ่ความสงบเย็นให้แก่ผู้คนรอบข้างด้วย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#eeeeee&quot; size=&quot;-1&quot;&gt;หยดน้ำหากรวมกันย่อมกลายเป็นหยาดฝน&lt;br /&gt;
ที่นำความสงบเย็นสู่แผ่นดิน เปลี่ยนผืนดินแตกระแหงให้ชุ่มฉ่ำมีชีวิตชีวา&lt;br /&gt;
ขอให้พวกเราพร้อมใจกันตั้งจิตให้มั่นคงในเมตตากรุณา&lt;br /&gt;
เพื่อแผ่พลังแห่งความสงบเย็นให้กระจายไปทั่ว&lt;br /&gt;
ชโลมจิตใจของผู้คนทั้งหลายให้ชุ่มชื่น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#eeeeee&quot; size=&quot;-1&quot;&gt;ในยามที่บ้านเมืองกำลังมืดมนเพราะถูกปกคลุมด้วยหลง&lt;br /&gt;
เห็นเพื่อนมนุษย์ที่คิดต่างเป็นศัตรูที่ต้องกำจัด&lt;br /&gt;
ในยามที่จิตใจของผู้คนถูกบดบังด้วยความโกรธเกลียด&lt;br /&gt;
ขอให้เราทุกคนเป็นเสมือนเทียนส่องสว่างที่ขับความมืดมนในบ้านเมือง&lt;br /&gt;
และเปิดใจของผู้คนจนเห็นความจริงว่าเราทั้งหลายเป็นพี่น้องกัน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#eeeeee&quot; size=&quot;-1&quot;&gt;ขอให้เราทุกคนน้อมใจเป็นสื่อแห่งธรรม&lt;br /&gt;
ที่เตือนใจผู้คนให้ตระหนักว่ามนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของเรา                                &lt;br /&gt;
ศัตรูของเราคือโลภะ โทสะ และโมหะ &lt;br /&gt;
กิเลส ๓ ตัวต่างหากที่เราต้องกำจัด &lt;br /&gt;
ไม่ใช่ด้วยความรุนแรง แต่ต้องด้วยสติ ปัญญา และเมตตา&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#eeeeee&quot; size=&quot;-1&quot;&gt;ขอให้เราจุดเทียนส่องสว่างขึ้นในใจ&lt;br /&gt;
รักษาไว้ไม่ให้มอดดับ แม้ลมภายนอกจะแรงเพียงใด&lt;br /&gt;
และขอให้จุดเทียนต่อ ๆ กันไปเพื่อกระจายความสว่างให้กว้างไกลออกไป&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#eeeeee&quot; size=&quot;-1&quot;&gt;ขอให้พิธีกรรมในวันนี้จงประสานดวงใจของเราทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียว                                &lt;br /&gt;
รวมกันเป็นพลังแห่งความดี เพื่อให้ความรักเอาชนะความเกลียดชัง                                &lt;br /&gt;
เพื่อให้สติปัญญาเอาชนะความหลงงมงาย &lt;br /&gt;
และเพื่อให้สันติธรรมเอาชนะความรุนแรง &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#eeeeee&quot; size=&quot;-1&quot;&gt; ขอให้ความเป็นมนุษย์ของเราจงอยู่เหนือเส้นแบ่งทางลัทธิอุดมการณ์                                &lt;br /&gt;
หรือความต่างทางศาสนา เชื้อชาติ ภาษา และสีผิว &lt;br /&gt;
ทั้งนี้เพื่อเราจะได้เห็นเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายเป็นพี่น้องกันและมีเมตตาปรารถนาดีต่อกัน                                &lt;br /&gt;
สมดังพุทธดำรัสที่ว่า&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#eeeeee&quot; size=&quot;-1&quot;&gt;ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีสุข&lt;br /&gt;
ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้อยหรือใหญ่&lt;br /&gt;
ที่ได้เห็นหรือไม่ได้เห็น&lt;br /&gt;
ที่อยู่ใกล้หรือไกล&lt;br /&gt;
ขอสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นจงประสบความเกษมเถิด&lt;br /&gt;
ขอสัตว์ทั้งหลายอย่าพึงข่มเหงกัน&lt;br /&gt;
ไม่ก่อทุกข์แก่กันและกัน ด้วยความโกรธ ความคับแค้นใจ&lt;br /&gt;
ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีเมตตาต่อกัน&lt;br /&gt;
ดุจมารดาถนอมรักบุตร จนแม้ชีวิตก็สละเพื่อรักษาบุตรไว้&lt;br /&gt;
บุคคลพึงเจริญเมตตาในใจไม่มีประมาณไม่มีที่สุด&lt;br /&gt;
ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง&lt;br /&gt;
ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู&lt;br /&gt;
เพราะผู้เจริญเมตตาจิตแล้ว&lt;br /&gt;
ย่อมถึงพร้อมด้วยศีล&lt;br /&gt;
ถึงพร้อมด้วยปัญญาญาณ&lt;br /&gt;
และหลุดพ้นจากกามและความเกิดอีก&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/2038#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Tue, 16 Mar 2010 20:59:30 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2038 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ก้าวข้ามวงจรอุบาทว์</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/2091</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;img vspace=&quot;15&quot; hspace=&quot;15&quot; align=&quot;left&quot; src=&quot;http://www.visalo.org/article/images/logoMatichon.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น          ไม่ว่าเราเป็นคู่กรณีหรือผู้สังเกตการณ์  เราไม่ควรให้ความขัดแย้งดังกล่าวบดบังความจริงขั้นพื้นฐาน          นั่นคือทั้งสองฝ่ายล้วนเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเรา  ถึงเขาจะใส่เสื้อเหลืองหรือแดง          เป็นเจ้าหน้าที่หรือผู้ชุมนุม เป็นไทยหรือพม่า เป็นพุทธหรือมุสลิม  อย่าลืมว่าเขาเป็นมนุษย์เหนืออื่นใด          ในทัศนะของชาวพุทธ ทุกคนที่เป็นคู่ขัดแย้งล้วนเป็นเพื่อนร่วมโลก  ที่รักสุขเกลียดทุกข์เช่นเดียวกับเรา          แม้เขาจะความเห็นต่างจากเรา เราควรมีใจกว้าง  พร้อมยอมรับความแตกต่างทางความคิด          ความคิดบางอย่างอาจจะไม่ถูกใจเรา ก็อย่าเพิ่งไปตีขลุมว่า เขาคิดผิด  ขณะเดียวกันก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าความคิดของเราถูกร้อยเปอร์เซนต์          ถ้ายึดมั่นเช่นนั้นใจเราก็จะปิดและไม่ยอมรับความคิดของคนอื่นเลย &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;  จะทำเช่นนั้นได้จำเป็นต้องมีสติ ไม่เช่นนั้นความกลัว          ความโกรธ ความเกลียดจะครองใจเราได้  อันที่จริงความกลัว-โกรธ-เกลียดเป็นสิ่งที่ห้ามได้ยาก          เพราะเรามีแนวโน้มที่จะมีอคติต่อผู้ที่เป็นคู่กรณีของเรา  จนอาจจัดเขาเป็นคนละพวกกับเรา          กระทั่งเห็นเป็นศัตรู  ซึ่งก็จะยิ่งเพิ่มความกลัว-โกรธ-เกลียดให้รุนแรงขึ้น          หรือแม้เราเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ แต่ก็อาจตัดสินเขาไปในทางลบ  ซึ่งทำให้มีอคติมากขึ้น          แต่หากเรามีสติรู้เท่าทันอคติหรือความกลัว-โกรธ-เกลียด  มันก็จะครองใจเราได้ยาก          ทำให้เปิดใจรับฟังเขาได้มากขึ้น  ในทางตรงข้ามถ้าใจเราถูกครอบงำด้วยความกลัว-โกรธ-เกลียดแล้ว          ใจเราจะปิดทันที ไม่สนใจฟังเขา  ใช่แต่เท่านั้นมันยังทำให้เราพลอยทุกข์หรือร้อนรุ่มไปด้วย          ยิ่งถูกกระทบมาก ๆ ก็ยิ่งอดรนทนได้ยาก อาจลุแก่โทสะ ใช้ความรุนแรง  หรือสนับสนุนให้มีการใช้ความรุนแรง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ความรุนแรงไม่ว่าทางกาย วาจา  ทีแรกเราเป็นผู้กำหนดว่าจะแสดงออกมาอย่างไร          แต่เมื่อได้ทำไปแล้ว เรากลับเป็นฝ่ายถูกมันกำหนดหรือถูกมันกระทำแทน  มันไม่เพียงทำให้จิตใจเราหยาบกระด้างและเศร้าหมองเท่านั้น          หากยังผลักให้เราถลำสู่วงจรอุบาทว์ที่ชื่อว่าการจองเวร  วงจรแห่งการจองเวรจะทำให้เราจมปลักอยู่ในความรุนแรงและถอนตัวยากขึ้นเรื่อย          ๆ เพราะเมื่อคนอื่นถูกเราทำร้าย เขาก็จะตอบโต้เราด้วยความรุนแรงพอ ๆ  กันหรือยิ่งกว่า           ซึ่งย่อมทำให้เราเจ็บปวดและอดไม่ได้ที่จะต้องตอบโต้เขาอย่างรุนแรงเช่นกัน           ยิ่งเจ็บปวดและโกรธแค้นมากเท่าไรก็ยิ่งยากจะหลุดจากวงจรอุบาทว์นี้ได้ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt; ใช่แต่เท่านั้น  ยิ่งใช้ความรุนแรงมากเท่าไร          ทางเลือกที่เราจะใช้หนทางอื่นยิ่งมีน้อยลง  มิใช่เพราะไม่มีหนทางที่ดีกว่า           แต่เป็นเพราะความแค้นและความโกรธบงการให้เราใช้ความรุนแรงมากขึ้นเพื่อตอบ โต้          ความแค้นและความโกรธในใจเรานั้นมิได้มาจากไหน  แต่มาจากความรุนแรงที่เรามีส่วนก่อขึ้นด้วย          ยิ่งใช้ความรุนแรงมากเท่าไร  การจะหันไปใช้สันติวิธี(รวมทั้งการเจรจาหรือการให้อภัย)          ก็ยิ่งกลายเป็นทางเลือกที่มีเสน่ห์น้อยลง  เพราะถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอและเสียหน้า           แต่ใช่หรือไม่ว่านั่นเป็นความคิดของผู้ที่หลงติดในตรรกะแห่งความรุนแรง  ยิ่งใช้ความรุนแรงก็ยิ่งหลุดจากตรรกะดังกล่าวได้ยาก          ขณะเดียวกันยิ่งใช้ความรุนแรง  ก็ยิ่งเชิญชวนให้อีกฝ่ายตอบโต้ด้วยความรุนแรง          ซึ่งกระตุ้นให้เราใช้ความรุนแรงมากขึ้น  ผลที่สุดทั้งสองฝ่ายจึงหลุดจากวงจรอุบาทว์นี้ได้ยาก          และดังนั้นจึงบอบช้ำกันทุกฝ่าย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;มองในแง่นี้ความรุนแรงจึงไม่ ต่างจากยาเสพติด          ที่เมื่อลองใช้สักครั้งหนึ่งแล้วก็ยากจะถอนตัวออกมาได้  จำต้องใช้เรื่อยไป          ยาเสพติดนั้นทีแรกให้สุขเวทนาแก่ผู้เสพ  ส่วนความรุนแรงนั้นก็ให้ความสะใจแก่ผู้ใช้          (รวมทั้งความสุขที่เกิดจากสารเคมีบางชนิดที่หลั่งในสมอง  เช่นโดพามีน)  แต่ในเวลาเดียวกันทั้งยาเสพติดและความรุนแรงก็ล้วนบั่นทอนทั้งกายและใจของ ผู้เสพผู้ใช้ทั้งสิ้น          &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;แต่ถ้าความขัดแย้งมิใช่เป็น เรื่องของคนสองคนหรือสองกลุ่ม           หากเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชนจำนวนมากที่มาชุมนุมเรียกร้อง          ผู้ที่จมปลักอยู่ในวงจรนี้จะไม่ใช่แค่คู่กรณีเท่านั้น  แต่ประเทศชาติทั้งประเทศก็จะถูกผลักเข้าไปอยู่ในวงจรแห่งการจองเวรด้วย          และยากที่จะไถ่ถอนออกมาได้  เพราะเพื่อนพ้องครอบครัวของทุกฝ่ายจะถูกดึงเข้าสู่วงจรนี้          และนำไปสู่การตอบโต้  เมื่อต่างฝ่ายต่างตอบโต้และแก้แค้นกันไปมาความพินาศก็จะขยายวงกว้างจนดึงเอา ผู้บริสุทธิ์เข้าไปพบกับความพินาศด้วย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;วิธีเดียวที่จะหลุดจากวงจรแห่ง การจองเวรได้          ก็คือการหยุดจองเวร นี้คือความจริงที่เป็นสากลทุกยุคทุกสมัย  ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า          &amp;ldquo;แต่ไหนแต่ไรมา ในโลกนี้ เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร  แต่ระงับด้วยการไม่จองเวร          นี้เป็นกฎตายตัว&amp;rdquo; การไม่จองเวรไม่ได้หมายถึงการยอมจำนน  แต่หมายถึงการหยุดตอบโต้ด้วยความรุนแรงหรือด้วยความโกรธเกลียด          โดยอาจจะหันหน้ามาเจรจากันหรือมีคนกลางมาช่วยไกล่เกลี่ย  แต่ดังได้กล่าวแล้วว่าเมื่อถลำเข้าสู่วงจรแห่งการจองเวรแล้ว          เป็นการยากมากที่จะใช้วิธีอื่นที่ไม่ใช่ความรุนแรง  เพราะความเคียดแค้นพยาบาทจะผลักดันให้หาทางตอบโต้อย่างสาสม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;เป็นการดีกว่าหากเราใช้สันติ วิธีตั้งแต่แรกเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น          แต่พอพูดถึงสันติวิธี ผู้คนก็มักเข้าใจว่าหมายถึงการอยู่เฉย ๆ  แท้ที่จริงแล้วสันติวิธีหมายถึงการกระทำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง          พฤติกรรมหรือสถานการณ์ ไปในทางสันติ  โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต          ร่างกาย และทรัพย์สิน หรือโดยไม่ใช้ความรุนแรง ทางกายและวาจา  สันติวิธีจึงเป็นทางสายกลางที่อยู่ระหว่างทางสุดโต่งสองทางคือ          การยอมจำนนกับการใช้ความรุนแรง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;สันติวิธีเป็นได้ทั้งการประท้วง โดยสงบ          การไม่คบค้าสมาคม การลาออก การนัดหยุดงาน การไม่ซื้อสินค้า  การดื้อแพ่งหรือขัดขืนอย่างอารยะ          เป็นต้น  มักเข้าใจกันว่าสันติวิธีจะใช้ได้ก็เฉพาะกับคนที่มีสถานะหรืออำนาจใกล้เคียง กัน          หรือกับคู่กรณีที่ใช้สันติวิธีเหมือนกัน  แต่ไม่อาจใช้ได้กับผู้ที่มีอำนาจหรืออาวุธอยู่ในมือ          เพราะอาจถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรงจนต้องยอมแพ้สยบราบคาบ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ความจริงก็คือวิธีการดังกล่าว สามารถนำมาใช้กับผู้มีอำนาจหรือผู้มีอาวุธในมือ          ไม่ว่ารัฐบาล เจ้าอาณานิคม นายทุน หรือเจ้าพ่อ  โดยประสบผลสำเร็จได้ด้วย  ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นได้มิใช่เพราะฝ่ายผู้มีอำนาจไม่ยอมใช้อาวุธหรือ เป็นสุภาพชน           ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์นับครั้งไม่ถ้วนที่ผู้มีอำนาจใช้ความ รุนแรงกับคู่กรณีที่ไร้อาวุธ          จนถึงกับเลือดตกยางออกหรือสูญเสียชีวิต  แต่นั่นมิได้หมายถึงความพ่ายแพ้ของสันติวิธี           บ่อยครั้งการกระทำเช่นนั้นกลับนำความพ่ายแพ้มาสู่ผู้ที่ใช้ความรุนแรงเอง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;เมื่อผู้มีอำนาจลงมือทำร้าย ประชาชนที่มีเพียงแค่สองมือเปล่า          เขาย่อมสูญเสียการยอมรับนับถือจากคนทั่วไปที่เห็นเหตุการณ์  หากผู้ที่ใช้ความรุนแรงนั้นเป็นรัฐบาล          และผู้ถูกทำร้ายไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้  รัฐบาลย่อมสูญเสียความชอบธรรมในสายตาของประชาชนทั่วไป          จนฐานะง่อนแง่นหรืออาจอยู่ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ  ดังเกิดกับรัฐบาลในประเทศรัสเซีย          (พ.ศ.๒๔๔๘) อินเดีย&lt;br /&gt;
( พ.ศ.๒๔๗๓) เวียดนาม (พ.ศ.๒๕๐๖) หรือแม้แต่กรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖  ก็อาจนับรวมอยู่ในตัวอย่างกลุ่มนี้ได้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ผู้รู้เรียกกระบวนการที่นำไปสู่ ความพ่ายแพ้ของผู้ใช้ความรุนแรงว่า          &amp;ldquo;ยิวยิตสูทางการเมือง&amp;rdquo;  คือการทำให้อำนาจของคู่กรณีที่ทำร้ายผู้ใช้สันติวิธี          ย้อนกลับไปเป็นภัยแก่ตัวเขาเอง ดังการเล่นยิวยิตสู  ซึ่งมีวิธีการทำให้คู่ต่อสู้พ่ายแพ้           โดยอาศัยพละกำลังของคู่ต่อสู้ที่ถั่งโถมเข้ามานั้นย้อนกลับไปทำให้เขาเสีย หลักล้มลง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ยิวยิตสูทางการเมืองจะมีพลัง บั่นทอนอำนาจของผู้ใช้ความรุนแรงมากน้อยเพียงใด          ขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายยึดมั่นในสันติวิธีเพียงใด  หากฝ่ายหลังมีวินัยมั่นคงและอดทน          ไม่ยอมตอบโต้ด้วยความรุนแรง แม้จะถูกทำร้ายเพียงใด  ความรุนแรงนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายผู้ใช้อาวุธนั้นเอง          ดังคานธีได้กล่าวไว้ว่า  &amp;ldquo;อำนาจของทรราชจะวกกลับมาที่ตัวเขาเองเมื่อไม่พบกับการตอบโต้          เช่นเดียวกับเมื่อสะบัดแขนฟาดกับอากาศอย่างรุนแรง  ผลก็คือกระดูกเคลื่อนและปวดร้าว&amp;rdquo;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;เป็นเพราะผู้มีอำนาจหลายคนรู้ดี ว่าการใช้ความรุนแรงกับประชาชนมือเปล่า          จะส่งผลเสียย้อนกลับมาที่ตัวเอง จึงพยายามจัดการด้วยความไม่รุนแรง  หรือไม่ก็หาทางยั่วยุให้อีกฝ่ายใช้ความรุนแรง          ถ้าฝ่ายหลังไม่รู้จักอดกลั้นหรือไม่เข้าใจพลังของสันติวิธี  หันไปใช้ความรุนแรงเมื่อใด          เช่น ขว้างปาก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่ เผาทำลายทรัพย์สิน  หรือใช้อาวุธทำร้ายคนของรัฐ           ก็จะเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถใช้ความรุนแรงกับผู้ต่อต้านได้อย่างเต็มที่          โดยได้รับความเห็นใจจากประชาชนทั่วไปด้วยซ้ำ  (แต่ถ้ารัฐบาลใช้ความรุนแรงเกินขอบเขต          ก็อาจถูกประณามและอยู่ไม่ได้เช่นกัน ดังกรณีพฤษภาเลือด ๒๕๓๕)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ความรุนแรงไม่ได้ทำร้ายผู้ ถูกกระทำเท่านั้น          แต่ยังส่งผลร้ายกลับมายังผู้ที่ใช้ความรุนแรงด้วย  แม้ความรุนแรงอาจจะนำชัยชนะมาได้อย่างรวดเร็ว          แต่ก็เป็นชัยชนะชั่วคราว มันแก้ปัญหาได้ในระยะสั้น  แต่จะก่อให้เกิดปัญหาที่ถาวรหรือยั่งยืนตามมา          &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;สันติวิธีให้ผลช้าก็จริง  แต่เป็นผลที่ยั่งยืน          อย่างไรก็ตามเราจะมั่นคงในสันติวิธีได้ก็ต่อเมื่อมีสติ  ไม่ปล่อยให้ความกลัว-โกรธ-เกลียดครอบงำใจ          ในยามที่บรรยากาศกำลังร้อนแรง จึงควรที่เราจะดำรงสติให้มั่น  หาไม่แล้วเราแต่ละคนก็คงไม่ต่างกับระเบิดที่ยังไม่ได้ถอดสลัก          สามารถที่จะเป็นอาวุธร้ายแรงทำลายซึ่งกันและกัน  และเผาผลาญบ้านเมืองให้พินาศได้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteright&quot;&gt;&lt;font size=&quot;-1&quot; color=&quot;#cc0000&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;-1&quot;&gt;มติชนรายวัน&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;-1&quot;&gt;          วันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;
&lt;font size=&quot;-1&quot;&gt;พระไพศาล วิสาโล &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/2091#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Wed, 21 Apr 2010 13:13:34 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2091 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ทำสังคมไทยให้เป็นมิตรกับความดี</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/2093</link>
 <description>&lt;p class=&quot;rteright&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;&lt;font&gt;&lt;img vspace=&quot;15&quot; hspace=&quot;15&quot; align=&quot;left&quot; src=&quot;http://www.visalo.org/article/images/999S.jpg&quot; style=&quot;width: 160px; height: 200px;&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;ทำสังคมไทยให้เป็นมิตรกับความดี&lt;br /&gt;
พระไพศาล วิสาโล&lt;br /&gt;
&lt;/font&gt;&lt;font color=&quot;#666666&quot;&gt;บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ หนังสือเรื่อง&lt;br /&gt;
&amp;quot;สร้างเมืองไทยให้น่าอยู่ใน ๙๙๙ วัน&amp;quot; &lt;br /&gt;
(สนพ.ขอคิดด้วยคน ของดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง)&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;font size=&quot;+2&quot; face=&quot;CordiaUPC&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;  คนไทยในอดีตได้ชื่อว่ามีมาตรฐานทางศีลธรรมค่อนข้างสูง          เป็นที่ประทับใจของชาวต่างชาติมาก  ดังสังฆราชปาลเลกัวซ์ได้พูดถึงชาวสยามในสมัยรัชกาลที่          ๓ ว่า  &amp;ldquo;ชาวประชาชาตินี้มีที่น่าสังเกตตรงอัธยาศัยอันอ่อนโยนและมีมนุษยธรรม          ในพระนครซึ่งมีพลเมืองค่อนข้างคับคั่ง  ไม่ค่อยปรากฏว่ามีการทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง          ส่วนฆาตกรรมนั้นเห็นกันว่าเป็นกรณีพิเศษมากทีเดียว  บางทีตลอดทั้งปีไม่มีการฆ่ากันตายเลย....ไม่เพียงแต่ต่อมนุษย์ด้วยกันเท่า นั้นที่คนไทยมีมนุษยธรรม          ยังเผื่อแผ่ไปถึงสัตว์เดียรัจฉานอีกด้วย&amp;rdquo; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt; ในสมัยรัชกาลที่ ๗ เมื่อคาร์ล  ซิมเมอร์แมน          มาสำรวจสภาพเศรษฐกิจไทย เขาอดไม่ได้ที่จะชื่นชมว่า  &amp;ldquo;พลเมืองของประเทศสยามมีนิสัยใจคอดี          และไม่มีความโลภในการสะสมโภคทรัพย์ไว้เป็นมาตรฐานแห่งการครองชีวิต  การละทิ้งเด็ก          การขายเด็ก การสมรสในวัยเยาว์ และความประพฤติชั่วร้ายต่าง ๆ  ซึ่งอนารยชนชอบประพฤติกัน          ไม่ปรากฏในหมู่คนไทยเลย&amp;rdquo;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;  คำบรรยายดังกล่าวเกือบจะเรียกได้ว่าตรงข้ามกับสภาพในปัจจุบัน          ทุกวันนี้ประเทศไทยมีอาชญากรรมในอัตราที่สูงมาก  มีคนถูกฆ่าตายวันละเกือบ          ๒๐ คนหรือตายเกือบทุกชั่วโมง มีผู้หญิงถูกกระทำชำเราไม่ต่ำกว่า ๑๔  คนต่อวัน          ในขณะที่เด็กถูกละเมิดทางเพศทุก ๒ ชั่วโมง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;  ความรุนแรงยังระบาดไปยังครอบครัวและโรงเรียน          ขณะที่ตามท้องถนนมีเด็กถูกทิ้งปีละกว่า ๖,๐๐๐ คน  ไม่นับการทำแท้งปีละ ๓ แสนราย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;  ในด้านการลักขโมยก็เป็นที่รู้กันดีว่ากำลังแพร่ระบาดไปทั่ว          เมื่อ ๓  ปีที่แล้วบริษัทประกันภัยระดับโลกแห่งหนึ่ง(AVIVA)ได้ทำการสำรวจความเห็นของ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษจำนวน          ๖๐,๐๐๐ คนเกี่ยวกับอันตรายในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก  ปรากฏว่าเมืองไทยติดอันดับหนึ่งในเรื่องการลักขโมย          และติดอันดับสองในด้านการชิงทรัพย์โดยใช้ความรุนแรง &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ในด้านการคดโกงหรือคอร์รัปชั่น  ประเทศไทยก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก          เพราะแพร่หลายไปทุกวงการและทุกระดับ  เมื่อต้นปีนี้บริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ          (เพิร์ค) เปิดเผยผลสำรวจความเห็นของนักธุรกิจต่างชาติ  พบว่าประเทศไทยมีคอร์รัปชั่นมากที่สุดเป็นอันดับ          ๒ ในเอเชีย รองจากฟิลิปปินส์&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ทั้งหมดนี้ชี้ว่าศีลธรรมของคน ไทยตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย          สาเหตุมิใช่เป็นเพราะเราสอนศีลธรรมกันน้อยลง  หรือเป็นเพราะคนไทยเหินห่างจากวัด          ไม่ฟังเทศน์วันพระ หรือรู้จักวันวาเลนไทน์มากกว่าวันมาฆบูชา  (คนญี่ปุ่นเข้าวัดน้อยกว่าคนไทยมากแถมไม่รู้จักศีล          ๕ แต่มีการละเมิดศีล ๕ น้อยกว่าคนไทยมาก)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;การเรียกร้องให้เพิ่มชั่วโมง ศีลธรรมในโรงเรียนให้มากขึ้น          รวมทั้งเรียกร้องให้พ่อแม่พาลูกหลานเข้าวัดมากขึ้น  และนิมนต์พระมาเทศน์ตามหน่วยงานต่าง          ๆ รวมทั้งในสภาให้มากขึ้น  ล้วนมีพื้นฐานมาจากการมองปัญหาจริยธรรมในระดับบุคคลทั้งสิ้น           คือมองว่าจริยธรรมเสื่อมเพราะผู้คนไม่รักดีหรือเพราะไม่รู้ผิดรู้ชอบ  แต่สิ่งขาดหายไปก็คือการมองปัญหาจริยธรรมในระดับสังคม           คือตระหนักว่าปัจจัยทางสังคมเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้จริยธรรมของ ผู้คนเสื่อมโทรมลง          การมองข้ามปัจจัยดังกล่าวทำให้การแก้ปัญหาจริยธรรมมักหนีไม่พ้นการ  &amp;ldquo;สอน&amp;rdquo;          หรือ &amp;ldquo;เทศน์&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;รณรงค์&amp;rdquo;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;  คนไทยมีศีลธรรมตกต่ำไม่ใช่เพียงเพราะว่าไม่รู้จับบาปบุญคุณโทษ          หรือไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีเท่านั้น  แต่ยังเป็นเพราะสังคมไทยทุกวันนี้เป็นปฏิปักษ์กับความดี          กล่าวคือไม่ส่งเสริมคนดี (แต่นิยมคนมีเงินหรือมีชื่อเสียงมากกว่า)  กระตุ้นและบีบคั้นให้ผู้คนเห็นแก่ตัว          เต็มไปด้วยสิ่งยั่วยุให้หลงใหลในอบายมุข  หวังลาภลอยคอยโชคและนิยมทางลัด(ซึ่งรวมถึงการคอร์รัปชั่น)          และที่สำคัญคือบั่นทอนสถาบันทางศีลธรรมจนอ่อนแรง  ทำให้ไม่สามารถเสริมสร้างศีลธรรมให้แก่ผู้คนได้ดังแต่ก่อน          &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;  ปัจจัยทางสังคมที่เป็นสาเหตุแห่งความเสื่อมทางจริยธรรมในปัจจุบัน          ได้แก่&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;  ๑.การครอบงำของวัตถุนิยมและอำนาจนิยม&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;การขยายตัวของระบบทุนนิยมอย่าง แทบไม่มีขีดจำกัด           ได้ทำให้เงินเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คนจนกลายเป็นเป้าหมายของชีวิต  ความร่ำรวยกลายเป็นความปรารถนาสูงสุดของผู้คน          ใช่แต่เท่านั้นเงินยังกลายเป็นตัววัดคุณค่าของทุกสิ่ง  กลายเป็นสื่อกลางความสัมพันธ์ในทุกมิติ           กล่าวคือความรักของพ่อแม่หรือของคู่รักต้องแสดงออกด้วยการให้เงินหรือวัตถุ          ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนอาจารย์กับนักศึกษา หมอกับคนไข้  ก็ต้องอาศัยเงินเป็นตัวเชื่อม          หาใช่น้ำใจดังแต่ก่อนไม่  นอกจากนั้นการยกย่องเงินเป็นใหญ่ยังทำให้เกิดธุรกิจด้านอบายมุขมากมาย          รวมทั้งสื่อมวลชนที่ส่งเสริมค่านิยมผิด ๆ ที่สวนทางกับศีลธรรม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;สังคมไทยยังเป็นสังคมที่นิยมใช้ อำนาจในการแก้ปัญหา           รัฐบาลและระบบราชการเป็นแบบอย่างของการใช้อำนาจมากกว่าคุณธรรมหรือความรู้          ทำให้เกิดวัฒนธรรมแบบอำนาจนิยมในทุกระดับและทุกสถาบัน  รวมทั้งครอบครัว โรงเรียนและวัด          ยิ่งใช้อำนาจมากเท่าไร จริยธรรมก็ถูกละเลยมากเท่านั้น  จนเกิดค่านิยมแสวงหาอำนาจโดยไม่สนใจว่าถูกต้องชอบธรรมหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;๒.ความล้มเหลวของสถาบัน ทางศีลธรรม&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;สถาบันทางศีลธรรมอันได้แก่ครอบ ครัว ชุมชน          วัด และโรงเรียน  เคยมีบทบาทอย่างมากในการกล่อมเกลาสำนึกทางศีลธรรมแก่ผู้คน           สถาบันดังกล่าวจะอยู่ได้ต้องอาศัยสายสัมพันธ์ระหว่างบุคคลโดยมีความรัก  ความเสียสละ          ความเคารพเป็นตัวเชื่อม แต่เมื่อเงินเข้ามามีบทบาทต่อผู้คนอย่างมาก  สัมพันธภาพที่เคยแน่นแฟ้นก็แปรเปลี่ยนไป          &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;การทำมาหากินตามวิถีเศรษฐกิจ อย่างใหม่โดยเฉพาะในเมือง          ทำให้พ่อแม่ห่างเหินจากลูก  ผลก็คือครอบครัวลดบทบาทในการให้การศึกษาแก่เด็ก          ปล่อยให้โรงเรียนและสื่อมวลชนเข้ามามีบทบาทแทน  ความอ่อนแอของสถาบันครอบครัวเห็นได้จากสถิติการหย่าร้าง          ปัจจุบันในประเทศไทย๑ ใน ๔ ของพ่อแม่แยกทางกัน  ทำให้เด็กถูกทอดทิ้งหรือขาดความอบอุ่นมากขึ้น          &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ส่วนชุมชนก็ลดบทบาทที่แต่เดิม เคยเป็นตัวควบคุมและเสริมสร้างจริยธรรมของผู้คน           เนื่องจากเศรษฐกิจและวิถีชีวิตแบบใหม่ทำให้ผู้คนอยู่กันแบบตัวใครตัวมันมาก ขึ้น          ประกอบกับผู้คนหันไปพึ่งหน่วยงานของรัฐมากขึ้น เช่น โรงเรียน  โรงพยาบาลทำให้ความจำเป็นที่จะต้องพึ่งชุมชนดังแต่ก่อนลดน้อยลง          ในทำนองเดียวกัน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ความเหินห่างระหว่างฆราวาสกับ พระ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วัดมีบทบาทน้อยลง          แต่ก็ยังไม่ทำให้วัดอ่อนแอมากเท่ากับอิทธิพลของเงิน  ซึ่งทำให้พระสงฆ์ย่อหย่อนในวัตรปฏิบัติและไม่สามารถเป็นแบบอย่างในทาง ศีลธรรมได้          ในขณะที่วัดกลายเป็นแห่งไสยพาณิชย์และตลาดค้าบุญไป&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;๓.การเมืองที่ไม่โปร่ง ใส&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ระบบการเมืองที่มีช่องโหว่ สามารถก่อให้เกิดปัญหาจริยธรรมหลายประการ          เช่น การเมืองที่ไม่โปร่งใสเปิดโอกาสให้มีการคอรัปชั่น  หรือเปิดช่องให้ผู้มีอิทธิพลใช้เงินสร้างฐานอำนาจจนเข้ามาเป็นรัฐบาลได้          ย่อมทำให้มีการใช้อำนาจมืดเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว เช่น  การตัดไม้ทำลายป่า          การให้สัมปทานแก่พวกพ้อง  การอนุมัติโครงการที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนหรือค่าคอมมิชชั่น          แก่ตน ไปจนกระทั่งการลอบสังหารคนที่ขัดผลประโยชน์ของตน  ขณะเดียวกันระบบการเมืองที่รวบอำนาจเข้าส่วนกลางหรือระบบเผด็จการก็ทำให้การ ตรวจสอบถ่วงดุลทั้งจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านหรือจากสังคมเป็นไปได้ยาก           การใช้อำนาจในทางฉ้อฉลเพื่อประโยชน์ส่วนตัวทั้งโดยผู้มีอำนาจและพวก พ้องบริวารจึงเกิดขึ้นได้ง่าย          กลายเป็นค่านิยมที่ผู้คนเลียนแบบกันทั่วทั้งประเทศ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;๔.ระเบียบสังคมที่ให้ รางวัล ส่งเสริม          หรือบีบคั้นให้คนเห็นแก่ตัว&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;  นอกจากระบบเศรษฐกิจที่ทำให้คนเห็นแก่ตัวแล้ว          ยังมีระบบต่างๆ ในสังคมที่ทำให้ผู้คนแก่งแย่งกันมากขึ้นเช่น  ระบบจราจรที่ไม่เคร่งครัดกฎเกณฑ์          ระบบราชการที่ไม่เอื้อให้คนทำดี  แต่เปิดช่องให้มีการทุจริตอย่างง่ายดาย หรือระบบยุติธรรม          ซึ่งไม่โปร่งใสและอยู่ใต้อำนาจเงิน  ทำให้คนมีเงินไม่สนใจที่จะทำตามกฎหมายเพราะเชื่อว่าสามารถใช้เงิน          &amp;ldquo;อุด&amp;rdquo; ได้ ระบบที่บกพร่องเหล่านี้  (ซึ่งรวมไปถึงระบบความสัมพันธ์ในสังคม)          ไม่เพียงแต่จะบีบคั้นให้คนเห็นแก่ตัวเท่านั้น หากยังให้  &amp;ldquo;รางวัล&amp;rdquo;แก่คนที่ทำเช่นนั้นด้วย          เช่น คนที่ไร้น้ำใจ ไม่หยุดให้แก่คนข้ามทางม้าลาย  สามารถไปถึงที่หมายก่อนใครๆ          คนที่แซงคิว สามารถได้ตั๋วรถหรือตั๋วหนังก่อนใครๆ คนที่ทุจริต  ซื้อตำแหน่ง          สามารถเลื่อนชั้นก่อนใครๆ  ใครที่ซื้อของหนีภาษีได้ก็เป็นที่ยกย่องว่าเก่ง          คนที่ขายยาบ้าค้าผู้หญิง  นอกจากจะไม่ถูกตำรวจจับเพราะมีเส้นสายหรือให้สินบนเจ้าหน้าที่แล้ว          ยังร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว  ระบบเหล่านี้มีแต่ทำให้คนเห็นแก่ตัวและเอาเปรียบกันมากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ทำสังคมไทยให้เป็นมิตร กับความดี&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;  การเสริมสร้างศีลธรรมในสังคมไทย นอกจากการเทศนาและเผยแผ่ธรรมแล้ว           จะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างปัจจัยทางสังคม(และเศรษฐกิจการเมือง)ให้ เกื้อกูลต่อศีลธรรมมากขึ้น          กล่าวคือส่งเสริมคนดี กระตุ้นให้ผู้คนอยากทำความดี  หรือดึงพลังฝ่ายบวกของผู้คนออกมา          เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยมีมาตรการต่าง ๆ ดังนี้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;๑.  เสริมสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;  ควรมีมาตรการสนับสนุนให้พ่อแม่มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น          รวมทั้งส่งเสริมให้พ่อแม่มีความสามารถในการฝึกฝนกล่อมเกลาลูก  ให้รู้จักคิด          ใฝ่รู้ และมีจิตสำนึกที่ดีงามความเข้มแข็งของครอบครัวด้วย  นอกจากนั้นควรสนับสนุนให้มีการจัดตั้งเครือข่ายครอบครัวเพื่อช่วยเหลือกัน          ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์  และแม้แต่การช่วยดูแลลูกให้แก่กันและกันในบางโอกาส          เครือข่ายดังกล่าวอาจเกิดขึ้นตามละแวกบ้านหรือพื้นที่ใกล้เคียงกัน  หรือเกิดขึ้นในหมู่พ่อแม่ที่มีความคิดเห็นคล้ายกัน          พื้นที่สาธารณะหรือกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ของครอบครัว เช่น  พิพิธภัณฑ์เด็ก          ช่องรายการโทรทัศน์สำหรับครอบครัว ควรมีให้มากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;๒.ฟื้นฟูชุมชนให้เข้ม แข็ง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt; แม้ชุมชนจะอ่อนแอลงไปมากแล้ว  ไม่เว้นแม้แต่ชนบท          แต่ก็ยังมีศักยภาพที่จะฟื้นฟูส่งเสริมศีลธรรมของผู้คนภายในชุมชนได้  มีหลายชุมชนที่เมื่อมีการหันหน้ามาร่วมมือกัน          ปรากฏว่าสามารถลดปัญหาภายในชุมชนลงไปได้มาก เช่น อบายมุข  ไม่ว่าการพนันหรือการกินเหล้าลดลง          วัยรุ่นลดการมั่วสุม และทะเลาะกันน้อยลง  ครอบครัวประพฤติดีต่อกันมากขึ้น          ใช้ความรุนแรงน้อยลง นอกจากนั้นสภาพความเป็นอยู่ในชุมชนก็ดีขึ้น  เนื่องจากมีการร่วมมือดูแลรักษาสภาพแวดล้อมและทรัพยากรสาธารณะ          มีการพัฒนาชุมชนร่วมกัน &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;แน่นอนว่าชุมชนเหล่านี้มาร่วม มือกันได้          มิใช่เพราะมีพระหรือข้าราชการมาเทศน์มาสอนให้สามัคคีกัน  แต่เกิดจากการมีส่วนร่วมในกระบวนการกลุ่ม          ซึ่งมีหลายลักษณะ เช่น การทำโครงการสัจจะสะสมทรัพย์  การทำแผนแม่บทชุมชน การอนุรักษ์ป่าชุมชน          การได้ทำงานร่วมกันและเห็นผลสำเร็จที่มิอาจทำได้ด้วยตัวคนเดียว  ทำให้ชาวบ้านเห็นคุณค่าของการร่วมมือกัน          และเกิดความไว้วางใจกันมากขึ้น  กระบวนการกลุ่มบางครั้งก็มาในลักษณะของการจัดเวทีชุมชน          โดยมีแกนนำชาวบ้านเป็นผู้ดำเนินการ  ทำให้มีการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกัน          &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;๓.ฟื้นฟูบทบาทของวัดและ คณะสงฆ์&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ปัจจุบันระบบต่าง ๆ ของคณะสงฆ์  ไม่เอื้อให้เกิดพระภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ          ระบบการปกครองของคณะสงฆ์ นอกจากจะล้มเหลวในการส่งเสริมพระดีแล้ว  ยังทำให้พระสงฆ์พากันสนใจลาภยศสรรเสริญกันมากขึ้น          การรวมศูนย์อำนาจคณะสงฆ์ มาอยู่ในมือของมหาเถรสมาคม  นอกจากจะทำให้การปกครองเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพแล้ว          ยังส่งเสริมให้เกิดการวิ่งเต้น ระบบเส้นสาย และการแบ่งพรรคแบ่งพวก  อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน          ขณะเดียวกันระบบการศึกษาของคณะสงฆ์  ก็ไม่สามารถทำให้พระภิกษุสงฆ์มีความรู้ทั้งทางธรรมและทางโลกดีพอ           ที่จะสื่อธรรมให้ผู้คนเกิดความซาบซึ้งแจ่มชัดจนเห็นภัยของบริโภคนิยมหรือ อำนาจนิยม          และหันมาดำเนินชีวิตตามวิถีพุทธ  ยิ่งการศึกษาเพื่อฝึกฝนตนให้มีความสุขภายในพึงพอใจกับชีวิตที่เรียบง่าย          และสามารถแก้ทุกข์ให้แก่ตนเองได้  อีกทั้งมีเมตตากรุณาปรารถนาที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลมนุษย์ผู้ทุกข์ยาก          อย่างรู้เท่าทันสังคมสมัยใหม่ด้วยแล้ว แทบจะไม่มีเอาเลย  ผลก็คือคณะสงฆ์ปัจจุบันไร้ซึ่งพลังทางปัญญา          ศีลธรรม และศาสนธรรม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;การจะส่งเสริมให้คณะสงฆ์เปี่ยม ด้วยพลังทางปัญญา          ศีลธรรม และศาสนธรรม  นั้นจะต้องมีการปฏิรูปการปกครองและการศึกษาของคณะสงฆ์อย่างจริงจัง           อย่างน้อยก็ควรมีการกระจายอำนาจเพื่อให้การปกครองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ          ใช้อำนาจน้อยลง แต่ใช้ปัญญาและคุณธรรมมากขึ้น  เพื่อส่งเสริมพระดีอย่างจริงจัง          มีการศึกษาทางธรรมและทางโลกอย่างสมสมัย  ชนิดที่ช่วยให้พระสงฆ์รู้จักคิด มิใช่ถนัดท่องจำ          สามารถสื่อและประยุกต์ธรรมได้อย่างมีพลัง  ทั้งโดยการประพฤติเป็นแบบอย่าง          การสอน และการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้  ไม่ว่าโดยผ่านการฟัง การคิด          หรือการปฏิบัติ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;นอกจากนั้นควรมีการฟื้นฟูความ สัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนให้แน่นแฟ้นขึ้น          เพื่อพลังทางศีลธรรมของวัดจะสามารถถ่ายทอดไปยังชุมชน  และส่งอิทธิพลต่อผู้คนได้มากขึ้น           ความสัมพันธ์ดังกล่าวสามารถฟื้นฟูขึ้นได้ด้วยการส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามี ส่วนร่วมในกิจการของวัดมากขึ้น          ตามคติแต่โบราณที่ถือว่าวัดเป็นของชุมชน เช่น  มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการศึกษาและสนับสนุนวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์สามเณร          รวมทั้งร่วมในการปฏิบัติธรรมที่วัดจัดขึ้น  ในอีกด้านหนึ่งพระสงฆ์ก็เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการของชุมชนมากขึ้น          เช่น ร่วมแก้ปัญหาอบายมุข ปัญหาวัยรุ่น การอนุรักษ์สภาพแวดล้อม  ส่งเสริมการออมทรัพย์เพื่อแก้ปัญหาหนี้สิน          &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;๔.ปฏิรูปการศึกษา&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;โรงเรียนในปัจจุบันไม่เพียง ประสบความล้มเหลวในการปลูกฝังสำนึกทางศีลธรรมเท่านั้น          แม้แต่การเสริมสร้างความรู้แก่นักเรียนก็ยังล้มเหลว  เห็นได้จากผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา          ปรากฏว่าร้อยละ ๙๐ ของนักเรียนสอบได้ไม่ถึง ๕๐  คะแนนหรือครึ่งหนึ่งของแทบทุกวิชา          สำหรับนักเรียนชั้นที่ต่ำลงมาก็มีปัญหาไม่ต่างจากกัน  แม้แต่การอ่านออกเขียนได้ก็เป็นปัญหา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ปัญหาของโรงเรียนจึงไม่ได้อยู่ เพียงแค่สอนวิชาศีลธรรมหรือพุทธศาสนาน้อยเกินไป           แต่อยู่ที่กระบวนการสอนและการส่งเสริมการเรียนรู้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง  บรรยากาศภายในโรงเรียนนั้นกล่าวได้ว่าไม่ส่งเสริมให้เกิดการใฝ่รู้เลย          ดังเห็นได้ว่านักเรียนร้อยละ ๕๗ เคยยอมรับว่าตนหนีเรียน  นอกจากนั้นยังพบว่าคนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือน้อยมาก          คือเฉลี่ยวันละ ๓ นาที(นับรวมผู้ที่ไม่อ่านหนังสือด้วย) &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่การส่ง เสริมให้เกิดบรรยากาศและกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง          ซึ่งหากทำได้ดี ก็จะส่งเสริมสติปัญญาและศีลธรรมไปได้ควบคู่กัน  เพราะสำนึกและพฤติกรรมทางศีลธรรมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการเรียนวิชาศีลธรรม เท่านั้น          ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเกิดจากการมีวิธีคิดที่ถูกต้อง มีเหตุผล  และมีแบบอย่างที่ดี           ปัจจัยเหล่านี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความสำคัญต่อการเรียนรู้ในทางวิชาการด้วย เช่นกัน           แต่วิธีคิดที่ถูกต้องและมีเหตุผลนั้นจะเกิดขึ้นได้ครูต้องส่งเสริมให้เกิด กระบวนการเรียนรู้และความใฝ่รู้          โดยครูเป็นแบบอย่างไปด้วยในเวลาเดียวกัน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ด้วยเหตุนี้การปฏิรูปกระบวนการ เรียนรู้ในโรงเรียนจึงมีความสำคัญมาก           ทั้งนี้จะต้องทำควบคู่กับการปฏิรูปการผลิตครูเพื่อให้สามารถจัดกระบวนการ เรียนรู้ที่เหมาะกับนักเรียน          นั่นหมายความว่าครูต้องรู้จักคิด ใจกว้าง ใช้อำนาจกับเด็กน้อยลง  และพร้อมจะเรียนรู้ไปกับนักเรียน          ที่สำคัญคือมีเวลาให้แก่เด็กมากขึ้น  การปฏิรูปดังกล่าวจะทำให้การสร้างเสริมศีลธรรมและสติปัญญาของเด็กเป็นไป อย่างสอดคล้องกัน           โดยไม่เกิดปัญหาว่าการเพิ่มวิชาศีลธรรมจะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้วิชาอื่น          ๆ ของเด็กแต่อย่างใด&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;นอกจากนั้นควรส่งเสริมให้ โรงเรียนที่มีกระบวนการเรียนรู้ในลักษณะข้างต้นมาเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย           เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และกระบวนการ  และเพื่อส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนในโรงเรียนต่าง          ๆ อย่างกว้างขวาง โดยโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับศีลธรรมของนักเรียน  อาทิ          โรงเรียนวิถีพุทธ ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในเครือข่ายดังกล่าวด้วย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;๕.เสริมสร้างองค์กร ประชาสังคม&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;องค์กรประชาสังคม คือ  องค์กรที่ประชาชนอาสาสมัครมาร่วมกันทำสาธารณประโยชน์          หรือการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน  กิจกรรมที่ทำอาจเป็นการส่งเสริมสุขภาพ          อนุรักษ์วัฒนธรรม ดูแลสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมกีฬา พัฒนาการศึกษา หรือ  ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก          เช่น เด็กกำพร้า คนยากจน ผู้ติดเชื้อเอดส์ หญิงที่ถูกทำร้าย  เป็นต้น องค์กรดังกล่าวสามารถเป็นชุมชนทางศีลธรรมได้          เพราะนอกจากจะร่วมกันทำสิ่งดีมีประโยชน์แล้ว  ยังส่งเสริมซึ่งกันและกันให้มีความเสียสละ          เห็นแก่ส่วนรวม อันเป็นการทวนกระแสสังคมที่ส่งเสริมความเห็นแก่ตัว  นอกจากนั้นความเป็นมิตรที่เกิดขึ้นระหว่างกัน          ยังสามารถช่วยกำกับสนับสนุนให้แต่ละคนมีพฤติกรรมที่ดีงาม  งดเว้นสิ่งที่เป็นโทษ          มีการแนะนำตักเตือนกันในสิ่งที่เป็นประโยชน์  รวมทั้งช่วยเหลือกันในยามที่ชีวิตประสบปัญหา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;องค์กรประชาสังคม มีหลายลักษณะ  อาจเป็นกลุ่มเล็ก          ๆ ที่มีสมาชิกไม่ถึงสิบคน  ไปจนถึงองค์กรประเภทเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกนับพันนับหมื่น          อาจเป็นองค์กรที่ผู้คนมาร่วมกิจกรรมกันเป็นครั้งคราว  หรือทำงานอย่างเป็นกิจจะลักษณะจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต           ยิ่งไปกว่านั้นองค์กรประเภทนี้ยังสามารถพัฒนาจนเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงครอบ ครัว          ชุมชน วัด โรงเรียน รวมทั้งสื่อมวลชน  ให้กลายเป็นขบวนการหรือชุมชนทางศีลธรรมขนาดใหญ่ที่สามารถมีอิทธิพลต่อสังคม บริโภคนิยมและอำนาจนิยมได้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;๖.ปฏิรูปสื่อเพื่อมวลชน&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ปัจจุบันมีธุรกิจจำนวนมากได้ ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากเพื่อใช้สื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นการบริโภค          อาทิ ธุรกิจเหล้า บุหรี่  การควบคุมมิให้ธุรกิจเหล่านี้ใช้สื่ออย่างเสรี เช่น          งดโฆษณา หรือจำกัดเวลาโฆษณาทางโทรทัศน์  ปรากฏว่าสามารถลดพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและศีลธรรมได้ไม่น้อย          จึงควรที่จะมีการขยายมาตรการดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงธุรกิจอื่น ๆ  ที่ก่อผลเสียต่อศีลธรรมของสังคมส่วนรวม           โดยมีองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทำหน้าที่เฝ้าระวังเนื้อหาในสื่อที่เป็น อันตรายต่อศีลธรรม          ไม่ว่าทางโทรทัศน์ วิทยุ เว็บไซต์ หรือโทรศัพท์มือถือ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ในอีกด้านหนึ่งควรมีการพัฒนา สื่อที่ส่งเสริมศีลธรรม          ที่สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ เช่น  การจัดตั้งสถานีโทรทัศน์หรือช่องรายการสำหรับครอบครัว          ที่ทุกครอบครัวสามารถเข้าถึงได้ง่าย  (ปัจจุบันมีรายการสาระสำหรับนักเรียน          หรือ E-TV ซึ่งเผยแพร่เฉพาะโรงเรียนทั่วประเทศเท่านั้น)  ทั้งนี้โดยอาจอาศัยงบประมาณจากสัดส่วนรายได้หรือค่าสัมปทานที่ได้จากสถานี โทรทัศน์กระแสหลักทั้งหลาย)          มาตรการดังกล่าวจะได้ผลต้องมีการพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิตสื่อ  โดยมีการตั้งศูนย์อบรมผู้เกี่ยวข้องกับการผลิตสื่อในทุกกระบวนการ          และเปิดโอกาสให้คนจากชุมชนได้เข้ามามีส่วนเรียนรู้  เพื่อนำไปผลิตสื่อให้กับท้องถิ่นของตน           นั่นหมายความว่าจะต้องมีการส่งเสริมวิทยุหรือโทรทัศน์ชุมชนอย่างจริงจัง  ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ          โดยอาจอาศัยงบประมาณจากองค์กรท้องถิ่น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ที่มองข้ามไม่ได้อีกประการหนึ่ง   คือการทำให้สถานีวิทยุโทรทัศน์กระแสหลักในปัจจุบันมีเนื้อหาที่ส่งเสริม ศีลธรรมและสติปัญญามากขึ้น          มิใช่มุ่งแต่ความบันเทิงและส่งเสริมบริโภคนิยมเป็นหลัก  ดังนั้นจึงควรผลักดันให้          คณะกรรมการกิจการสื่อสารมวลชนแห่งชาติ (กสช.)  มีมาตรการส่งเสริมเนื้อหาดังกล่าวอย่างจริงจัง          เช่น มีการกำหนดสัดส่วนเนื้อหาดังกล่าวอย่างชัดเจน  ทั้งนี้โดยถือว่าคลื่นวิทยุโทรทัศน์เป็นสมบัติของชาติ          จึงจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;๗.ลดอิทธิพลของบริโภค นิยมและอำนาจนิยม&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;  เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าอำนาจเงินในปัจจุบันมีอิทธิพลอย่างมากต่อสื่อ          สถาบันศาสนา ครอบครัว สถาบันการศึกษา  ในทางส่งเสริมบริโภคนิยมและวัตถุนิยม           แต่ที่กำลังเป็นปัญหาเพิ่มเข้ามาอย่างน่าเป็นห่วงคืออิทธิพลในทางการเมือง          ทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องธุรกิจ  ที่เต็มไปด้วยการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว          และการทุจริตคอรัปชั่น  จนการเมืองกลายเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมมากขึ้นทุกที          และกลายเป็นแบบอย่างในทางเลวร้ายต่อผู้คนในสังคม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;  เราจำเป็นต้องทัดทานการขยายตัวของทุนนิยมและอำนาจเงิน          ด้วยการคัดค้านนโยบายเปิดเสรีทางเศรษฐกิจอย่างไร้ขีดจำกัด  โดยเฉพาะการเปิดเสรีทางการค้า          การลงทุน และการเงินที่คำนึงแต่ผลประโยชน์ที่เป็นเม็ดเงิน  แต่ส่งผลเสียต่อชีวิตความเป็นอยู่และศีลธรรมของผู้คนทั่วทั้งสังคม          &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ควรมีการควบคุมป้องกันมิให้ อำนาจเงินเข้าไปมีอิทธิพลในการเมืองมากเกินไป          เพราะนอกจากจะทำให้นักการเมืองกระทำการทุจริตหรือ  &amp;ldquo;ถูกซื้อ&amp;rdquo;ด้วยเงินได้ง่ายแล้ว          ยังจะทำให้ฝ่ายการเมืองเป็นเครื่องมือของระบบทุนนิยม เช่น  ผลักดันกฎหมายและนโยบายที่กระตุ้นบริโภคนิยมและบั่นทอนสังคมและศีลธรรมของ ผู้คนมากขึ้น          ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการเมืองอย่างต่อเนื่อง เช่น  ทำให้ระบบการเมืองมีความโปร่งใสมากขึ้น          ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ง่าย  รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการถอดถอนนักการเมืองที่(มีพฤติกรรมอันควรเชื่อได้ว่า )คอร์รัปชั่น          ให้สะดวกและมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;  อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่าปัญหาพื้นฐานคืออิทธิพลของทุนนิยมที่แพร่ซึมเข้า ไปในระบบและสถาบันต่าง          ๆ ของสังคม  จนทำให้ความโลภหรือความเห็นแก่ตัวกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบและสถาบันทางการ ศึกษา          สื่อมวลชน เศรษฐกิจ ทำให้เกิดโลกทัศน์ ค่านิยม วิถีชีวิต  และความสัมพันธ์ที่ถือเอาเงินหรือวัตถุเป็นเป้าหมายชีวิต          ใฝ่เสพใฝ่บริโภค และมุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวให้มากที่สุด  การจะลดทอนอิทธิพลของทุนนิยมและบริโภคนิยม          จึงนอกจากจะต้องคัดค้านทัดทานนโยบายทางการศึกษา สื่อมวลชน เศรษฐกิจ  การพัฒนาที่ส่งเสริมวัตถุนิยมและบริโภคนิยมแล้ว          ยังจำเป็นต้องสร้างทางเลือกในเชิงระบบหรือสถาบันขึ้นมาด้วย  ที่ส่งเสริมโลกทัศน์          ค่านิยม วิถีชีวิต และความสัมพันธ์ในทางเอื้อเฟื้อเกื้อกูล  เห็นคุณค่าของชีวิต          และตระหนักถึงความสุขที่ไม่อิงวัตถุ ใฝ่ทำใฝ่สร้างสรรค์  ทั้งเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน          โดยนอกจากจะทำขึ้นมาเป็นตัวอย่างแล้ว  ยังมีการผลักดันให้เกิดนโยบายหรือกลไก          (เช่น กฎหมาย องค์กรอิสระ สถาบัน)  ที่ส่งเสริมระบบหรือสถาบันทางเลือกดังกล่าวให้เข้มแข็งและแพร่หลายได้          เช่น นโยบายและกลไกที่ส่งเสริมการศึกษาทางเลือกแบบต่าง ๆ อาทิ  โฮมสคูล เครือข่ายการศึกษานอกระบบ          จิตปัญญาศึกษา หรือนโยบายและกลไกที่ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง  เงินตราชุมชน           หรือนโยบายและกลไกที่ส่งเสริมสื่อมวลชนสำหรับครอบครัวและองค์กรประชาสังคม          เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt; สำหรับอำนาจนิยมนั้น  ควรลดทอนมิให้ขยายตัวด้วยการส่งเสริมให้รัฐกระจายอำนาจออกจากส่วนกลางให้มาก ขึ้น          มิใช่สู่องค์กรปกครองท้องถิ่นเท่านั้น  ที่สำคัญคือกระจายอำนาจให้องค์กรชุมชนมีบทบาทในการจัดการดูแลกิจการที่มีผล กระทบต่อชุมชนโดยตรง          เช่น มีอำนาจในการจัดการป่าชุมชน แม่น้ำลำคลองในท้องถิ่น เป็นต้น &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ขณะเดียวกันการใช้อำนาจของรัฐจะ ต้องได้รับการกำกับตรวจสอบและถ่วงดุลอย่างจริงจัง          การกำกับตรวจสอบและถ่วงดุลนั้น  นอกจากจะทำโดยผ่านสถาบันนิติบัญญัติและตุลาการ          ตลอดจนองค์กรอิสระที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพแล้ว  ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนและสื่อมวลชนได้มีบทบาทด้วย          ทั้งโดยตรงและโดยผ่านสถาบันนิติบัญญัติ ตุลาการและองค์กรอิสระ  มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้รัฐคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมโดยใช้ความรู้และ คุณธรรมเป็นหลัก          มีความละเอียดรอบคอบในการดำเนินงาน  แทนที่จะใช้อำนาจตามอำเภอใจดังแต่ก่อน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;  สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือการปฏิรูประบบราชการ          เพื่อลดอำนาจนิยมภายในระบบให้น้อยลง  และเป็นระบบที่อาศัยความรู้และคุณธรรมมากขึ้น           โดยมีการปรึกษาหารือและส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากข้าราชการในทุกระดับให้มาก ขึ้น          เปิดโอกาสให้มีการสื่อสารจากล่างขึ้นบน  แทนที่จะเป็นการสั่งการจากบนลงล่างอย่างเดียว          ในทำนองเดียวกัน เมื่อออกไปสัมพันธ์กับประชาชน  ควรมีการร่วมมือและปรึกษาหารือกับประชาชนมากขึ้น           มิใช่สั่งการให้ประชาชนทำตามในทุกเรื่องเพราะถือว่าข้าราชการเป็นใหญ่เหนือ ประชาชน          การลดอำนาจนิยมดังกล่าวจะต้องทำในหน่วยราชการทุกระดับ  รวมทั้งในระดับโรงเรียน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt; กล่าวในภาพรวมแล้ว  นอกจากการลดอิทธิพลของอำนาจเงินและอำนาจนิยมในเชิงระบบแล้ว           จำเป็นจะต้องมีระบบหรือโครงสร้างที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ  ลดการเอารัดเอาเปรียบกัน          และก่อให้เกิดสุขภาวะอย่างเป็นองค์รวม ทั้งในทางกาย ความสัมพันธ์  จิต และ          ปัญญา โครงสร้างอันสันติดังกล่าว  ย่อมเป็นโครงสร้างที่ส่งเสริมศีลธรรมในตัวเอง          โครงสร้างดังกล่าว ประกอบด้วย &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt; ระบบเศรษฐกิจ  ที่ส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้อย่างยุติธรรม          ไม่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มมากขึ้น  มีสวัสดิการช่วยเหลือคนยากจน          รวมทั้งปกป้องผู้ยากไร้จากการเอาเปรียบของผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ  ผู้คนมีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะหรือของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน          มีปัจจัยในการผลิตและดำรงชีพขั้นพื้นฐาน  สามารถเลือกหรือรักษาวิถีการดำรงชีพที่ตนปรารถนาได้          เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ระบบการเมือง  ที่ไม่ผูกขาดอำนาจไว้ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง           แต่กระจายอำนาจให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่ระดับ ชุมชนไปถึงระดับชาติ          รวมถึงการดูแลจัดการทรัพยากรท้องถิ่น  มีกลไกที่สามารถป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ อย่างมีประสิทธิภาพ          ให้หลักประกันทางสิทธิเสรีภาพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน  มีกลไกการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี          เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ระบบการศึกษา  ที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และฝึกฝนตนในทุกมิติ          ไม่หลงติดอยู่กับระบบบริโภคนิยมหรือถูกครอบงำด้วยลัทธินิยมใด ๆ  อย่างไร้วิจารณญาณ          ผู้คนสามารถพัฒนาและใช้ศักยภาพทั้ง ๔ มิติ (คือ กาย ความสัมพันธ์  จิต และปัญญา)ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น          นอกจากสามารถแก้ปัญหาของตนได้แล้ว  ยังสามารถช่วยเหลือส่วนรวมด้วยวิถีทางที่สันติ          เป็นระบบที่เปิดกว้างและมีความหลากหลาย ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย  อีกทั้งยังมีเสรีภาพในการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตหรือสภาพแวด ล้อมของตน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ระบบสื่อมวลชน  ที่ส่งเสริมให้เกิดการบริโภคที่ถูกต้องและมีทัศนคติที่เกื้อกูลต่อการพัฒนา สุขภาวะทั้ง          ๔ มิติ ไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจทุนหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด ๆ  ประชาชนสามารถเข้าถึงหรือเป็นเจ้าของได้          เป็นสื่อกลางที่ส่งเสริมให้ผู้คนเกิดความเข้าใจกัน  ยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม          รวมทั้งเคารพในความแตกต่างทางความคิดและอัตลักษณ์&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ส่งท้าย&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;มักพูดกันว่าประชาชนจะมีคุณธรรม  บ้านเมืองจะเจริญได้ก็ต่อเมื่อได้ผู้นำที่มีคุณธรรม          ดังนั้นเราจึงมักได้ยินเสียงร่ำร้องเรียกหาคนดีมาเป็นผู้นำประเทศ  โดยเชื่อว่าถ้าได้ผู้นำที่เป็นคนดีแล้ว          บ้านเมืองก็จะดีไปเอง  ความคิดเช่นนี้นอกจากจะมองว่าความดีเป็นเรื่องของตัวบุคคลล้วน          ๆ แล้ว ยังมองว่าปัจจัยทางสังคมตลอดจนระบบเศรษฐกิจการเมืองการศึกษา  เป็นกลาง          อยู่ที่ว่าใครจะใช้ในทางดีหรือร้าย  แต่ในความเป็นจริงศีลธรรมของตัวบุคคลย่อมตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม ไม่มากก็น้อย          อีกทั้งปัจจัยทางสังคมก็มิได้มีความเป็นกลางทางศีลธรรม  บ้างก็เป็นปฏิปักษ์กับความดี          บ้างก็เป็นมิตรกับความดี ผู้นำแม้จะเป็นคนดีเพียงใด  หากอยู่ภายใต้ระบบการเมืองที่ไม่โปร่งใสหรือรวมศูนย์เบ็ดเสร็จ          ก็อาจกลายเป็นผู้นำที่ลุแก่อำนาจ  หากไม่ทุจริตเองก็ต้องยอมให้คนอื่นทุจริต          หาไม่ตัวเองก็ต้องหลุดจากอำนาจในเวลาไม่นาน  ใช่แต่เท่านั้นแม้ยังรักษาความดีไว้ได้แต่ก็ยากที่จะผลักดันให้ประชาชนมี ศีลธรรมมากขึ้น          เพราะระบบหรือกลไกต่าง ๆ คอยขัดขวาง &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;ด้วยเหตุนี้ในการเสริมสร้างทาง ศีลธรรมของผู้คนจึงต้องให้ความสำคัญกับอิทธิพลของสังคมแวดล้อมด้วย          หากเห็นว่าสังคมเป็นปฏิปักษ์กับความดี  ก็จำต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลงปรับปรุงสังคมให้กลับมาเป็นมิตรกับความดี          เราไม่ควรฝากความหวังไว้กับผู้นำที่เป็นคนดี  การโยนความรับผิดชอบให้แก่คนอื่นย่อมมิใช่วิสัยของคนดี          คนดีจะต้องกล้าแบกรับภาระด้วยตนเอง โดยไม่กลัวว่าจะเปลืองตัว  ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะคนดีในเมืองไทยคิดถึงแต่ตัวเองมากเกินไป          สังคมไทยจึงตกต่ำทางศีลธรรมจนถึงขนาดนี้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/2093#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Wed, 21 Apr 2010 13:18:04 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2093 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>คืนความเป็นมนุษย์ให้แก่กันและกัน</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/2096</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;font&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;img vspace=&quot;15&quot; hspace=&quot;15&quot; align=&quot;right&quot; src=&quot;http://www.visalo.org/images/HD7S.jpg&quot; style=&quot;width: 80px; height: 104px;&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;คนไทยควรทำอย่างไรใน สถานการณ์ขณะนี้&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ตอนนี้อาตมาคิดว่าทุกฝ่ายทั้งรัฐบาลและนปช.จะต้องพยายามตั้งสติให้ได้  และพยายามอยู่ในความสงบ          ไม่ใช้มาตรการเชิงรุก  และหันมาทบทวนดูว่าได้เกิดความสูญเสียอะไรบ้าง ทั้งกับฝ่ายของตัว          ทั้งกับส่วนรวมและประเทศชาติ &lt;/font&gt;       &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;  อยากให้ใช้เวลานี้ในการตั้งหลักกันใหม่          ปรับขบวนกันให้ดี เพราะทุกฝ่ายต่างยืนยันว่าตัวเองใช้สันติวิธี  ยึดมั่นในสันติวิธี          อดทนอดกลั้น แต่เมื่อวานนี้มันเป็นตรงกันข้าม  อาตมามองว่าทุกฝ่ายอาจมีเจตนาดี          แต่พอเกิดการปะทะกันแล้ว คุมสถานการณ์ไม่อยู่  ก็เลยใช้ความรุนแรงกัน อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีก          ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดการใช้ความรุนแรง เพราะหากเกิดความเสียหาย  มันไม่ได้เสียหายกับคู่กรณีเท่านั้น          มันเสียหายกับผู้บริสุทธิ์แลประเทศชาติด้วย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;อยากให้พวกเราแผ่เมตตาแก่ผู้สูญ เสีย ไม่ว่านปช.หรือผู้บริสุทธิ์          พวกเขาทุกคนมีครอบครัว มีคนรัก เขาก็ก็รักชาติเหมือนเรา  ฉะนั้นการที่เขาสูญเสียชีวิต          จึงนับว่าเป็นความสูญเสียของคนไทยด้วยกัน  ว่าที่จริงแล้วเหตุการณ์เมื่อวานนี้ทุกคนเป็นฝ่ายสูญเสียหมด          ไม่มีใครเป็นผู้ชนะ เป็นผู้พ่ายแพ้กันหมด รวมทั้งรัฐบาลและนปช.  นอกจากสูญเสียเพื่อนพ้องแล้ว          วันนี้ไม่มีฝ่ายใดที่พูดได้อีกว่าตนยึดมั่นในสันติวิธี &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;แทนที่วันนี้เราจะพยายามแก้แค้น กัน หรือหาทางตอบโต้กันเพี่อแก้แค้นให้กับพี่น้องของเรา          ไม่ว่ารัฐบาลหรือนปช. อาตมาขอเรียกร้องให้กลับมาตั้งสติกันใหม่  ยังไม่สายเกินไปที่เราจะหยุดยั้งความรุนแรง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;ขอให้ตระหนักว่าความรุนแรงนั้น มาจากใจที่โกรธเกลียดมีอคติต่อกัน          ถ้าเรายังปล่อยให้ความโกรธเกลียดครอบงำจิตใจ  เราก็หลีกไม่ได้ที่จะทำร้ายกัน          แม้จะไม่มีอาวุธใด ๆ เลย ก็ทำร้ายกันด้วยวาจา  ซึ่งก็นำไปสู่การทำร้ายกันในที่สุด&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;อาตมาอยากให้วันนี้เป็นวันที่ ทุกฝ่ายไว้อาลัยกับผู้สูญเสีย          แผ่เมตตาให้แก่ทุกฝ่าย แผ่เมตตาให้ตัวเองด้วย  เพราะพวกเราได้มีส่วนร่วมให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นไม่ว่าทางตรงและทางอ้อม          รวมทั้งแผ่เมตตาให้ตนเองในฐานะที่เราเป็นผู้สูญเสีย  จากนั้นขอให้ไตร่ตรองว่าทำอย่างไรเราจึงจะมีสติ          สามารถเอาชนะความโกรธเกลียดในใจ  รวมทั้งก้าวข้ามความรุนแรงที่กำลังก่อตัวอยู่ตอนนี้          แม้เป็นเรื่องยาก แต่ก็เป็นสิ่งที่เราควรทำ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;อาตมาคิดว่านี้เป็นสิ่งเฉพาะ หน้าที่เราควรทำในวันนี้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;เมื่อมีความรุนแรง เกิดขึ้นอย่างนี้          สันติวิธีจะมีโอกาสเป็นจริงได้อย่างไร&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;สันติวิธีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อ เมื่อผู้คนตระหนักว่าความรุนแรงไม่ใช่ทางออก          เหตุการณ์เมื่อวานนี้ชี้ว่าเมื่อความรุนแรงเกิดขึ้น  ไม่ว่าใครเริ่มต้นก่อนก็ตามมันมีโอกาสที่เกิดความสูญเสียได้ง่าย          ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดใช้ความรุนแรงก่อนก็ตาม  ถ้าอีกฝ่ายตั้งอยู่ในความสงบ          มั่นคงในสันติวิธี ความสูญเสียก็จะน้อย ทั้งฝ่ายของผู้ถูกกระทำ  และกับบ้านเมืองส่วนรวม          ขณะเดียวกันก็จะทำให้ผู้ใช้ความรุนแรงแพ้ภัยตนเอง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;อาตมคิดว่าพวกเราต้องเอา เหตุการณ์เมื่อวานเป็นบทเรียน          ที่จริงเหตุการณ์สงกรานต์เลือดเมื่อปีที่แล้วก็ชี้ชัดอยู่แล้วว่า  ผู้ที่ใช้ความรุนแรงก่อนหรือใช้ความรุนแรงที่เข้มข้นกว่า          ก็จะต้องพ่ายแพ้ไป ที่จริงเมื่อปีที่แล้วนปช.ก็ได้บทเรียนข้อนี้  ปีนี้จึงประกาศตัวว่ายึดมั่นในสันติวิธี          ซึ่งก็ได้รับความสำเร็จพอสมควร เพราะ ๒๐  กว่าวันที่ผ่านมาไม่มีเหตุการณ์รุนแรง          แต่เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นก็เป็นไปได้ว่า  ยังไม่สันติวิธีกันเพียงพอ  หรือยังไม่มีการร่วมไม้ร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกฝ่าย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;สันติวิธีจะได้ผลก็ต่อเมื่อผู้ คนเห็นโทษของความรุนแรงว่า          ไม่ใช่คำตอบ ไม่ใช่ทางลัดไปสู่ความสงบ  อันนี้เป็นบทเรียนสำหรับคนในเมืองที่รียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการเด็ดขาดกับ ผู้ชุมนุมเพื่อบ้านเมืองจะสงบโดยเร็ว          อาตมาอยากจะย้ำว่าไม่มีทางลัดสู่ความสงบ มันต้องใช้เวลา &lt;br /&gt;
ถ้าต้องการใช้ความสงบโดยเร็ว  ผลที่ได้จะกลับตรงข้ามคือความสงบยิ่งหลุดลอยจากมือเราไป          เกิดความวุ่นวายมากขึ้น แต่ถ้าเราอดทนอดกลั้น  ความสงบอาจจะมาเร็วกว่านี้ก็ได้          &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;อันนี้เป็นบทเรียนว่าทุก ฝ่ายอยากปิดเกมเร็ว          ๆ ฝ่ายประชาชนจำนวนไม่น้อยก็กดดันคุณอภิสิทธิ์ให้ใช้มาตรการรุนแรง  ฝ่ายผู้ชุมนุมก็อยากให้แกนนำรีบเผด็จศึกเร็ว          ๆ แล้วมันก็ลงเอยแบบนี้แหละ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;อาตมาอยากให้ทุกฝ่าย  รวมทั้งคนที่ไม่อยู่ฝ่ายใดด้วย          พึงตระหนักว่าทางลัดสู่ความสงบไม่มี สันติวิธีต้องใช้เวลา  แต่มันก็เป็นหลักประกันแห่งความสงบที่แท้จริง          แต่เราต้องอดทน ยอมรอคอยเวลา &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;เหตุการณ์ที่ผ่านมา สะท้อนอย่างไรเกี่ยวกับสันติวิธี&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;  มันชี้ให้เห็นว่าพลังสันติวิธีในเมืองไทยยังอ่อน          นักสันติวิธีก็ยังมีไม่มาก บางทีก็เหมือนหยดน้ำเล็ก ๆ สู้ไฟไม่ได้  ถ้าเราอยากให้บ้านเมืองมีสันติติภาพ          ก็ต้องช่วยกันทำงานด้านนี้มากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;ได้ทราบว่าเครือ ข่ายสันติวิธีส่งอาสาสมัครสันติวิธีไปอยู่ในผู้ชุมนุม          อยากทราบว่าได้ค้นพบอะไรบ้าง&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;สิ่งที่พวกเราค้นพบก็คือ ทั้ง ๒  ฝ่าย          คือทหารตำรวจและผู้ชุมนุม เขาก็มีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน  เขามีความกลัวมีความรัก          คิดถึงบ้านเหมือนกัน เมื่อวานทหารหลายคนโทรศัพท์ถึงคนรัก  ที่บ้านคงเห็นห่วงเป็นใยกัน          ขณะเดียวกันเสื้อแดงหลายคนก็มีความหวั่นวิตก  หลายคนคิดถึงแม่คิดถึงลูก ก็พยายามออกมาปกป้อง          พยายามมาเป็นเพื่อน ทุกฝ่ายต่างมีคนรัก มีคนห่วงใย มีความรัก  มีความกลัว          ไม่แตกต่างกันเลย สิ่งที่สันติอาสา ฯ  พบก็คือเบื้องหลังของเสื้อทุกสีก็คือความเป็นมนุษย์ที่เรามีเหมือนกันหมด          แต่ความเป็นมนุษย์นั้นถูกปิดกั้นเพราะอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน  อุดมการณ์ต่าง          ๆ ปิดกั้นใจของเราทุกคนไม่ให้เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน  ทำให้ทำร้ายกัน          แต่ตอนนี้พอควันเริ่มสงบ  ก็จะพบว่าคนที่ตายไม่ว่าสีไหนก็เหมือนกันหมดคือ          เจ็บป่วย ทุกข์ทรมาน สูญเสียคนรัก นี้คือสิ่งที่สันติ ฯได้พบ  โดยเฉพาะเมื่อวาน          ทำให้เกิดคำถามว่า คนที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน ทำไมถึงเป็นศัตรูกัน  ก็เพราะเราไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน          เราต่างติดฉลากให้แก่กันและกัน  พยายามโจมตีซึ่งกันและกันว่าเลวว่าไม่ดี  สิ่งเหล่านี้ปิดกั้นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน          ทำให้ทำร้ายกัน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;อาตมาคิดว่าเราต้องมองให้พ้นสี หรืออุดมการณ์          เพื่อเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันให้ได้ ทั้ง  ๆที่เราพูดภาษาเดียวกัน          นับถือศาสนาเดียวกัน ผิวสีเดียวกัน  แต่เราไม่เห็นความเหมือนเหล่านี้  เห็นแต่ความต่างของเสื้อและความต่างทางอุดมการณ์          แล้วเราก็ทำร้ายกันเพราะเหตุนี้  อาตมาคิดว่าการต่อสู้ทางการเมืองไม่จำเป็นต้องจบลงกันด้วยการทำร้ายกันหรือ เห็นซึ่งกันและกันเป็นตัวเลวร้าย          แต่ว่าเราควรเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน  นี้คือสิ่งที่สันติอาสา ฯ พยายามเสนอต่อผู้คนคือเตือนว่า          หยุดก่อน อย่าทำร้ายกัน เขาเป็นมนุษย์เหมือนกับเรา  สีเหลืองกับสีแดงก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน          ทหารกับนปช.ก็เป็นพี่น้องของเรานะ  แต่ว่าคนเรามักไม่ยอมมองเห็นความจริงข้อนี้          ติดแค่สี แค่เสื้อที่ใส่เท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;อาตมาอยากเรียกร้องวิงวอนให้ผู้ คนมองทะลุสีเสื้อ          ให้เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน สันติอาสา ฯ มีคนไม่มาก  แล้วทำงานมาเกือบเดือนแล้ว          จึงล้า  อาจไม่มีความสามารถที่จะนำความเป็นมนุษย์กลับคืนสู่ผู้คนได้มากมาย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;เมื่อวานนี้เราพูดถึงการขอคืน พื้นที่          การแย่งชิงพื้นที่  แต่อาตมาคิดว่าสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือการคืนความเป็นมนุษย์ให้แก่กันและกัน           ที่เราพยายามทำมาตลอดเชิญชวนให้พวกเราคืนความเป็นมนุษย์ให้แก่กันและกัน  แก่คนทุกสี          สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างก็เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย&lt;br /&gt;
แต่อยากย้ำว่าสิ่งสำคัญตอนนี้ไม่ใช่ขอคืนพื้นที่  แต่เป็นการคืนความเป็นมนุษย์ให้แก่กันและกัน          คืนความเป็นมนุษย์ให้แก่คนสีเหลือ  คืนความเป็นมนุษย์ให้แก่คนเสื้อแดง คืนความเป็นมนุษย์ให้แก่ทหารตำรวจ          แล้วเราถึงจะอยู่ด้วยกันได้ย่างสันติ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Arial;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;อยากขอให้ท่านฝาก เป็นประเด็นสุดท้าย&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;ยังไม่สายที่เราจะมาตั้งหลักกัน ใหม่ ความสูญเสียเมื่อวานนี้แม้จะมาก          แต่ก็ยังมีโอกาสสูญเสียมากกว่านี้อีก แต่หากเราตั้งสติ  เก็บเกี่ยวบทเรียน          ทบทวนตัวเอง อย่าไปเพ่งโทษผู้อื่นหรือคิดแต่จะแกแค้น  เราก็จะมีทางหันหน้าเข้าหากัน          และทิ้งความสูญเสียไว้เบื้องหลัง หรือไม่มีความสูญเสียมากไปกว่านี้  อาตมาคิดว่าวันนี้คือจุดเริ่มต้นที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้          อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไป วันนี้เป็นเวลาที่ไม่นานเลย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteright&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;font color=&quot;#660000&quot;&gt;คืนความเป็นมนุษย์ให้แก่ กันและกัน&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
(ปรับปรุงจากการสัมภาษณ์ของพระไพศาล วิสาโล &lt;br /&gt;
ณ สถานีวิทยุ ๑๐๑ MHz เช้าวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๓)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/2096#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Wed, 21 Apr 2010 13:32:07 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2096 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>วางได้จึงไปดี </title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/2289</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;img align=&quot;right&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://www.visalo.org/article/images/cover_secret46.jpg&quot; /&gt;ทุกวันยายจะตื่นมาตั้งแต่ตีสี่ หลังจากสวดมนต์และทำกิจส่วนตัวเสร็จ ก็จะออกมาเตรียมอาหารใส่บาตรโดยมีลูกสาวช่วยอีกแรง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วันหนึ่งหลานสาว ซึ่งต้องออกไปทำงานก่อนฟ้าสาง สังเกตว่าตีห้าครึ่งแล้ว ยายไม่ออกมาเตรียมอาหารเหมือนเคย มีแต่แม่ทำงานอยู่ในครัวคนเดียว จึงมาเคาะประตูห้องยาย พร้อมกับถามว่า &amp;ldquo;ยายจ๋า ไม่ใส่บาตรเหรอ?&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ยายตอบด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า &amp;ldquo;วันนี้ไม่ใส่หรอก เดี๋ยวยายจะนั่งสมาธิต่อสักหน่อย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลานสาวถามต่อว่า &amp;ldquo;งั้นหนูไปทำงานนะ ยายจะเอาอะไรไหม?&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ยายตอบว่า &amp;ldquo;ไปเหอะ ยายไม่เอาอะไรอีกแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จนสายยายก็ยังไม่ออกมาจากห้อง ลูกสาวรู้สึกผิดสังเกต จึงทั้งเรียกทั้งเคาะประตูห้องอยู่นาน แต่ไม่มีเสียงตอบรับ จึงไปเรียกคนมาช่วยงัดประตูห้องเข้าไป ภาพที่ปรากฏก็คือ ยายนุ่งขาวห่มขาว หลังพิงฝาอยู่ในท่านั่งสมาธิ ดวงตาปิด มีรอยยิ้มน้อย ๆ คล้าย ๆ คนนั่งหลับ แต่พอมีคนมาแตะตัว ร่างของยายก็เอียงกระเท่เร่ลงมา ถึงตอนนั้นทุกคนจึงรู้ว่ายายหมดลมแล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ยายจากไปอย่างสงบและดูเหมือนจะรู้ตัวล่วงหน้าด้วยว่าจะจากไปในเช้าวันนั้น จึงนุ่งขาวห่มขาวและเลือกที่จะทำจิตให้สงบ แทนที่จะออกไปใส่บาตรเหมือนเคย ธรรมดาคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย ย่อมอยากให้คนรักหรือลูกหลานอยู่ใกล้ ๆ เพื่อเป็นกำลังใจ แต่ยายกลับปรารถนาที่จะอยู่ลำพัง ใช้เวลาที่เหลืออยู่กับการสวดมนต์ รำลึกถึงพระรัตนตรัย และนั่งสมาธิ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คนที่จะทำเช่นนี้ได้ย่อมไม่อาลัยในชีวิตและไม่กลัวความตาย ทั้งนี้เพราะเชื่อมั่นว่าได้ทำความดีมาโดยตลอด และได้ใช้ชีวิตอย่างมีประโยชน์คุ้มค่าสมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ จึงแน่ใจว่ามีสุคติเป็นเบื้องหน้า ขณะเดียวกันก็มั่นใจว่าหน้าที่ที่สมควรทำก็ทำเสร็จสิ้นแล้ว จึงหมดห่วงไร้กังวล ดังนั้นจึงพร้อมที่จะจากไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่จำเป็นต้องสั่งเสียหรือล่ำลาลูกหลาน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คนทั่วไปนั้นเมื่อใกล้จะตายมักทำใจไม่ได้ พยายามดิ้นรนต่อสู้กับพญามัจจุราชเพราะกลัวว่าตายแล้วจะไปอบาย เนื่องจากไม่สนใจสร้างบุญกุศล หรือทำบาปเป็นอาจิณ หาไม่ก็นึกเสียใจที่ยังไม่ได้ทำอะไรอีกมากมายที่สมควรทำ ความห่วงกังวลและความรู้สึกผิดติดค้างใจจึงรบกวนจิตใจทำให้กระสับกระส่าย ใช่แต่เท่านั้น เป็นเพราะยึดติดหวงแหนสิ่งต่าง ๆ อย่างเหนียวแน่นมาทั้งชีวิต เมื่อรู้แน่ว่าจะต้องพลัดพรากสิ่งเหล่านั้นไปหมด จึงไม่สามารถยอมรับความตายได้ แต่ยิ่งดิ้นรนต่อสู้ความตายมากเท่าไร ก็ยิ่งทุรนทุรายมากเท่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากการทำความดี ละเว้นความชั่วแล้ว เราจะตายอย่างสงบได้ก็ต่อเมื่อรู้จักปล่อยวางด้วย ไม่ว่าทรัพย์สมบัติ อำนาจ ชื่อเสียงเกียรติยศ ตลอดจนลูกหลาน ไม่เว้นแม้กระทั่งร่างกายที่ยึดว่าเป็นตัวตน แต่ถ้าจะรอปล่อยวางเมื่อใกล้ตายก็นับว่าเป็นความประมาทอย่างยิ่ง จึงควรฝึกปล่อยวางตั้งแต่ยังสุขสบายดีอยู่ ด้วยการให้ทานซึ่งเป็นการสละสิ่งที่ง่ายที่สุดคือเงินทองของนอกตัว ตามมาด้วยการรักษาศีล อันเป็นการฝึกลดละความเห็นแก่ตัว โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่น และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อหมกมุ่นในกามสุข&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่เท่านั้นยังไม่พอ จำเป็นต้องบำเพ็ญภาวนาคือฝึกฝนจิตใจ นอกจากเพื่อสละความรู้สึกนึกคิดที่เป็นอกุศลหรือทำให้จิตใจรุ่มร้อนเศร้า หมองแล้ว ที่สำคัญก็คือเพื่อให้มีปัญญาเห็นความจริงว่าสิ่งทั้งปวงนั้นไม่จีรัง ยั่งยืน (อนิจจัง) เจือไปด้วยทุกข์ ไม่เคยทำให้เกิดความพอใจได้อย่างแท้จริง (ทุกขัง)และไม่สามารถยึดมั่นเป็นตัวเราของเราได้อย่างแท้จริง (อนัตตา) ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์ดังกล่าวจะทำให้จิตใจสามารถปล่อยวางสิ่งทั้งหลายได้ ไม่ตกเป็นทาสของมัน รวมทั้งชื่อเสียงเกียรติยศ บริษัทบริวาร ลูกหลานคนรัก และความสำเร็จทั้งปวง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ปล่อยวางในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งไม่ไยดี หรือไม่รับผิดชอบ หากหมายถึงการมีจิตใจเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านั้น แม้ยังเกี่ยวข้องอยู่แต่ก็ไม่สยบมัวเมาในสิ่งเหล่านั้น รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและส่วนรวมตามควรแก่กรณี แต่เมื่อถึงเวลาพลัดพรากจากกัน ก็ไม่หวงแหนติดยึดหรือเศร้าโศกเสียใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้ปุถุชนคนทั่วไปยากที่จะมีปัญญาถึงขั้นปล่อยวาง สิ่งทั้งปวงได้อย่างแท้จริง แต่การดำเนินชีวิตโดยหมั่นให้ทาน รักษาศีล และบำเพ็ญภาวนาอยู่เสมอ ย่อมช่วยให้จิตใจปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้มากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือความสุขเพิ่มขึ้นทั้ง ๆ ที่ทรัพย์สมบัติอาจจะลดลง เป็นความสุขจากจิตที่สงบเย็นและจากความสัมพันธ์ที่ร่มรื่นกับผู้อื่น ช่วยให้ชีวิตโปร่งโล่งเบาสบายอย่างแท้จริง และเมื่อถึงคราวละจากโลกนี้ไปก็สามารถจากไปได้อย่างสงบ เพราะไม่หวงแหนอะไรและไม่คิดจะเอาอะไรอีกแล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เช้าวันที่ยายจะจากไป ประโยคสุดท้ายที่ยายตอบหลานก็คือ &amp;ldquo;....ยายไม่เอาอะไรอีกแล้ว&amp;rdquo; ข้อความนี้มีนัยยะลึกซึ้งมากเพราะเป็นคำพูดที่ออกมาจากใจของผู้ที่ปล่อยวาง ทุกอย่าง จึงพร้อมที่จะตายอย่างสงบ ใช่หรือไม่ว่า ต่อเมื่อเราสามารถพูดประโยคนี้ได้จากก้นบึ้งของหัวใจ จึงจะพร้อมรับความตายได้ด้วยใจสงบ&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;em&gt;พระไพศาล          วิสาโล&lt;br /&gt;
&lt;/em&gt;&lt;/u&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา: &lt;a href=&quot;http://www.visalo.org/article/secret255305.htm&quot; title=&quot;http://www.visalo.org/article/secret255305.htm&quot;&gt;http://www.visalo.org/article/secret255305.htm&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/2289#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Wed, 30 Jun 2010 10:55:02 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2289 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/2290</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;img vspace=&quot;10&quot; hspace=&quot;10&quot; border=&quot;2&quot; align=&quot;left&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://www.visalo.org/article/images/peacewalk01.jpg&quot; /&gt;&lt;strong&gt;สัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ณ อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา&lt;br /&gt;
วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓&lt;br /&gt;
พระไพศาล วิสาโล&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;-------------------------------------------------&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาตมาขอขอบคุณทุกท่านที่ได้มา ร่วมทำกิจกรรมตั้งแต่เช้า คือการเดินธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเป็นการสู่ขวัญแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งสองฝ่ายในช่วง ที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงที่เพิ่งผ่านพ้นไป ขณะเดียวกันก็เป็นการเชิญชวนเมตตาธรรมและการุณยธรรมให้มาสถิตในใจของคนไทย ทุกคนที่ได้รับรู้เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพราะด้วยเมตตาธรรมและการุณยธรรมเท่านั้นที่จะสามารถนำพาสันติสุขกลับคืนสู่ บ้านเมืองของเราได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนออกเดิน เมื่อเช้าว่า เส้นทางที่เราเดินคือถนนราชประสงค์จนถึงถนนราชดำเนินนั้นเต็มไปด้วยรอยเลือด และคราบน้ำตาของผู้คนทุกฝ่าย แม้ว่าจะได้มีการความสะอาดท้องถนนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มีการฉีดน้ำลบคราบเลือดและน้ำตาไปจากท้องถนน แต่ว่ารอยเลือดและคราบน้ำตาก็ยังติดอยู่ในจิตใจของผู้คนเป็นจำนวนมากทุกฝ่าย ซึ่งทำให้เกิดความเจ็บปวดและโกรธแค้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;รอยเลือดและคราบน้ำตานั้นไม่ สามารถลบได้ด้วยความแค้นและความโกรธเกลียด แต่จะลบเลือนไปจากใจของผู้คนได้ก็ด้วยเมตตาธรรมและการุณยธรรม ด้วยความปรารถนาดีต่อทุกชีวิตโดยตระหนักว่าความรุนแรงนั้นไม่สามารถนำชัยชนะ มาให้แก่ผู้ใดได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วันนี้เราได้เดินท่ามกลางอากาศ ที่ร้อนและเส้นทางที่ไกล แต่ก็เชื่อว่าทุกท่านเดินด้วยความปีติ ที่ได้มีส่วนช่วยแผ่ความปรารถนาดีให้แก่ผู้ประสบความสูญเสีย ไม่ว่าเป็นฝ่ายใดก็ตาม วันนี้เราเดินด้วยความสงบ ไม่ได้เปล่งเสียงใด ๆ ออกมา แต่ว่าการกระทำของเรานั้นเองคือเสียงแห่งความหวัง เสียงแห่งความรัก เสียงแห่งเมตตาปรารถนาดี ซึ่งแม้ว่าตอนนี้จะยังแผ่วเบาอยู่ เพราะว่าเสียงที่ดังกว่าคือเสียงแห่งความโกรธเกลียด เสียงแห่งความพยาบาท เสียงแห่งการทะเลาะวิวาทแตกแยกกัน แต่เชื่อแน่ว่าพวกเราที่มาร่วมเดินกันวันนี้ จะมีกำลังใจในการเปล่งเสียงแห่งความรักความเมตตา เสียงแห่งการให้อภัย เสียงแห่งความสมานฉันท์ต่อไป ซึ่งสักวันหนึ่งจะกลบเสียงแห่งความโกรธเกลียด อาฆาตพยาบาทได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อใดก็ตามที่เสียงแห่งความ รัก ความเมตตา การุณยธรรม หรือพูดรวม ๆ ว่าเสียงแห่งธรรมสามารถกลบเสียงแห่งความรุนแรง ความโกรธเกรี้ยวได้ ก็แน่ใจได้ว่าสันติสุขจะกลับคืนมา ไม่ใช่แค่สู่บ้านเมืองของเราเท่านั้น แต่จะกลับคืนสู่จิตใจของคนไทยทุกคนด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วันนี้พวกเรามาเดินโดยพร้อม เพรียงกัน ไม่มีสี ไม่มีพวก หรือถ้าพูดให้ถูกก็คือ ไม่ถือสี ไม่ถือพวก คือจะมีสีก็ได้ เป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าไม่ยึดติดในสีเหล่านั้น ไม่เอาสีเหล่านั้นมาเป็นเส้นแบ่งกีดกันหรือรังเกียจกัน ในทำนองเดียวกันใครจะนับถือศาสนาต่างกันก็ได้ จะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม จะเป็นนิกายใดก็ตาม แต่ว่าเราไม่ติดยึดในความแตกต่างนั้น เพราะถึงที่สุดแล้วเราก็เป็นคนไทยเหมือนกัน เป็นเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เช้านี้เราได้เดินมาจนถึงที่นี่ เรียกว่าได้สู่ขวัญให้แก่ผู้ที่สูญเสียหรือได้รับผลกระทบจากความรุนแรงแล้ว ถึงตอนนี้เราจะมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่จากไป เป็นธรรมเนียมของชาวพุทธ เมื่อมีผู้จากไป เราก็แสดงความปรารถนาดีด้วยการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้โดยการถวายสังฆทาน ขอให้เราร่วมใจบำเพ็ญกุศลนี้ด้วยจิตปรารถนาดี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คณะสงฆ์ขออนุโมทนาทุกท่านที่ได้ พร้อมเพรียงบำเพ็ญกุศลในวันนี้ ขอให้พวกเราอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไม่ว่าเป็นคนกลุ่มใดก็ตาม ขอให้ท่านเหล่านั้นได้รับวิปากสมบัติในสัมปรายภพ ให้ได้อยู่ในภพภูมิอันควรแก่คติวิสัย และขอให้ได้กลับมาพบพระธรรมในโลกนี้อีกครั้ง เพื่อบำเพ็ญตนให้เข้าถึงจุดหมายสูงสุดของความเป็นมนุษย์คือการพ้นทุกข์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะเดียวกันก็ขอให้อำนวยพรให้ ทุกท่านในที่นี้มีความสุขทั้งกายและใจ ให้มีความมั่นคงในพระธรรม มีศรัทธามั่นในพระรัตนตรัยและในคุณงามความดี มีความเชื่อมั่นศรัทธาว่าความรักจะเอาชนะความเกลียดชังได้ ความไม่โกรธจะเอาชนะความโกรธได้ ความดีจะเอาชนะความชั่วได้ ขอให้ศรัทธามั่นคงดังกล่าวบันดาลให้เรามีจิตใจที่เปี่ยมด้วยความหวัง มีกำลังใจที่จะทำความดียิ่งขึ้น อีกทั้งบำเพ็ญตนเพื่อให้เข้าถึงจุดหมายสูงสุดของชีวิต อันได้แก่นิพพาน หรือความสิ้นทุกข์เช่นเดียวกัน ขอให้ทุกท่านได้รับอานิสงส์แห่งกุศลกรรมดังกล่าวนี้โดยทั่วกันเทอญ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา: &lt;a href=&quot;http://www.visalo.org/article/peacewalk.htm&quot; title=&quot;http://www.visalo.org/article/peacewalk.htm&quot;&gt;http://www.visalo.org/article/peacewalk.htm&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/2290#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Wed, 30 Jun 2010 10:56:00 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2290 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เราต่างเป็นผลของกันและกัน</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/2291</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;img align=&quot;right&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://www.visalo.org/article/images/201005.jpg&quot; /&gt;มิใช่แต่โรคเท่านั้นที่ติดต่อกันได้ อารมณ์ความรู้สึกก็ยังสามารถถ่ายทอดถึงกันได้ เมื่อเราอยู่ใกล้คนเศร้า เราก็พลอยรู้สึกเศร้าไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้พูดคุยกันเลย เมื่อเขาร่ำไห้ เราก็พลอยน้ำตารื้นไปด้วย ในทำนองเดียวกันหากอยู่ในห้องเดียวกับคนเครียด เราก็จะรู้สึกเครียดตามไปด้วย นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่าเป็นเพราะอิทธิพลของ mirror neuron หรือเซลล์สมองที่ทำงานคล้ายกระจกเงา กล่าวคือมันกระตุ้นให้เราเกิดความรู้สึกหรือมีกิริยาท่าทางคล้ายผู้ที่เรา สังเกต (ดูบทความเรื่อง &amp;ldquo;เสียงร้องที่มิอาจเพิกเฉย&amp;rdquo; ในสารคดี เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตใจบาง ครั้งก็เป็นปฏิกิริยาตอบโต้(หรือตอบสนอง)การกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น หากใครบางคนต่อว่าเราด้วยความโกรธ เราก็จะรู้สึกโกรธขึ้นมา ในทางตรงข้ามหากมีคนยิ้มให้เรา หรือดีใจที่เห็นเรา เราก็ยิ้มรับด้วยความดีใจเช่นกัน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความรู้สึกของคนเราสามารถกระตุ้นหรือดึงความรู้สึกอย่างเดียวกันให้เกิดขึ้น ในใจของอีกฝ่ายหนึ่งได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความรู้สึกที่ถ่ายทอดหรือส่งผลถึงกันน่าจะเป็น สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเรามีพฤติกรรมคล้ายกันหรือเลียนแบบกันโดยไม่รู้ตัว น่าแปลกก็ตรงที่การเลียนแบบดังกล่าวเกิดขึ้นแม้กระทั่งกับคนที่เราไม่ชอบ หรือรู้สึกเป็นลบกับเขา ลูกที่เกลียดพ่อเพราะชอบทุบตีแม่ แต่เมื่อมีภรรยาก็ชอบใช้ความรุนแรงกับเธอ และความรุนแรงนั้นก็ส่งต่อไปให้ลูก ลูกรับความรุนแรงของพ่อไปเต็มที่ทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบความรุนแรงของพ่อที่ทำต่อแม่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปูเป้&amp;rdquo;เป็นคนหนึ่งที่ถูกสามีทำร้ายเป็นประจำ วันหนึ่งเธอตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าเพื่อหนีเขาไป แม่สามีเห็นจึงเข้ามาห้าม และเล่าว่า &amp;ldquo;เอก&amp;rdquo;ลูกของเธอนั้นเป็นคนมีปม เมื่อเขายังเล็กเห็นพ่อตบตีแม่เป็นประจำ ภาพดังกล่าวฝังลึกในใจเขา และทำให้เขากลายเป็นเช่นนั้นเมื่อโตขึ้น เธออยากให้ปูเป้เข้าใจเขา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พอได้ฟังเช่นนั้น เธอก็หวนนึกถึงลูก เพราะลูกเธอมีอาการไม่ต่างจากสามีในวัยเด็ก เวลาเธอถูกสามีซ้อม ลูกทั้งสองคนจะหวีดร้องด้วยความหวาดกลัว พอเข้านอนก็จะละเมอร้องไห้แทบทุกครั้ง ยิ่งกว่านั้นระยะหลังลูกคนโตของเธอเริ่มแสดงอาการก้าวร้าว ชกต่อยกับเพื่อนที่โรงเรียน เห็นได้ชัดเลยว่าความรุนแรงของปู่ถ่ายทอดมายังพ่อ และบัดนี้กำลังฟูมฟักในตัวลูก เธอไม่เพียงเข้าใจพฤติกรรมของลูกเท่านั้น แต่ยังเข้าใจสามีดีขึ้นว่า แท้ที่จริงเขาก็เป็น &amp;ldquo;เหยื่อ&amp;rdquo;ที่น่าเห็นใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การซึมซับรับความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้สังเกตการณ์อย่างลูกของปู เป้(หรือลูกหลานของเราที่ติดโทรทัศน์หรือวีดีโอเกมรุนแรง)เท่านั้น หากยังเกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำโดยตรง คนที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรง มักเป็นผู้ที่ใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น ลูกที่ถูกพ่อตบตี แม้จะเกลียดพ่อ แต่กลับเลียนแบบพ่อ ด้วยการทำร้ายผู้อื่นเป็นอาจิณ ในทำนองเดียวกันคนที่ถูกกระทำมิดีมิร้าย เมื่อโตขึ้นกลับทำเช่นนั้นกับผู้อื่น เมื่อ๒-๓ปีก่อน มีคนไทยผู้หนึ่งถูกจับกุมที่สหรัฐอเมริกาเนื่องจากล่วงละเมิดทางเพศกับเด็ก หลายราย รวมทั้งถูกตั้งข้อหาว่าฆ่าเด็กคนหนึ่งด้วย เมื่อสอบประวัติก็พบว่าตอนเด็กเขาเคยถูกพี่ชายกระทำชำเราอยู่เป็นประจำ ภูมิหลังทำนองนี้มักจะพบในอาชญากรจำนวนมากที่กระทำผิดเป็นอาจิณหรือมี พฤติกรรมโหดเหี้ยมทารุณ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เราไม่ชอบที่มีคนใช้ความรุนแรงกับเรา แต่เหตุใดเราจึงกลับชอบใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น เราเกลียดคนที่ทุบตีเรา แต่เหตุใดเราจึงทำตัวเลียนแบบเขา คำอธิบายในเรื่องนี้คงเป็นอะไรที่มากไปกว่าความต้องการแก้แค้นหรือสนองความ สะใจ มองให้ลึกลงไปใช่หรือไม่ว่าเมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้น ความโกรธเกลียดของผู้กระทำ ได้กระตุ้นเร้าความโกรธเกลียดของผู้ถูกกระทำให้ขยายตัวและลุกลามจนท่วมท้น จิตใจของเขา ยิ่งเจ็บปวดจากการกระทำดังกล่าวมากเท่าไร ความรู้สึกดังกล่าวก็ยิ่งรุนแรงและฝังลึกมากขึ้น หากเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือครุ่นคิดถึงมันไม่หยุดหย่อน (แม้จะพยายามกดข่มมันเอาไว้) ความโกรธเกลียดก็ยิ่งอัดแน่นกลายเป็นเปลือกหนาทึบที่ครอบงำจิต ทำให้จิตดำมืด ไม่เปิดโอกาสให้คุณสมบัติฝ่ายดี เช่น เมตตากรุณา ความเห็นอกเห็นใจเจริญงอกงามได้เลย สภาพจิตเช่นนี้มีแต่ผลักดันให้เกิดความรุนแรงเพื่อความสะใจของตนเอง โดยไม่อนาทรต่อความทุกข์ของผู้อื่น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความรุนแรงนั้นเป็นผลของความโกรธเกลียด ดังนั้นยิ่งโกรธเกลียดผู้ที่ทำร้ายเรา ก็มีแนวโน้มที่เราจะทำร้ายผู้อื่น (หากไม่สามารถตอบโต้คนที่ทำร้ายเราได้) ถึงจะไม่ใช่อาชญากรที่ทำร้ายกันจนเลือดตกยางออก แต่เราอาจทำร้ายกันด้วยคำพูดก็ได้ เช่น คนที่เกลียดเจ้านาย ย่อมอดไม่ได้ที่จะเล่นงานลูกน้อง ส่วนลูกน้องก็หันไประบายใส่ภรรยา ภรรยาก็หันไปดุด่าลูก ส่วนลูกก็ไปทำร้ายหมา หมาก็ไปไล่กัดแมว ส่วนแมวก็หาทางระบายกับอะไรสักอย่างจนได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การถ่ายทอดความรู้สึกหรือพฤติกรรมต่อไปเป็นทอด ๆ ไม่ได้จำกัดเฉพาะความโกรธเกลียดหรือความรุนแรงเท่านั้น ความรู้สึกประเภทอื่น ๆ ก็สามารถติดต่อกันได้ด้วย ไม่เว้นแม้แต่ความรู้สึกเหงา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการวิจัยพบว่าเมื่อใครสักคนรู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยวอ้างว้าง คนอื่นที่อยู่ในแวดวงของเขา(หรือที่เรียกว่า &amp;ldquo;เครือข่ายทางสังคม&amp;rdquo;)ก็จะเริ่มรู้สึกอย่างเดียวกัน ผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกพบว่า ความเหงานี้สามารถกระจายไปได้ ๓ ต่อ กล่าวคือผู้ที่อยู่ใกล้คนเหงาจะมีโอกาสเหงามากกว่าคนทั่วไปร้อยละ ๕๐ ส่วนผู้ที่รู้จักกับคนที่ใกล้ชิดคนเหงา โอกาสที่จะเหงามีถึงร้อยละ ๒๕ (ปรากฏการณ์ดังกล่าวมักเห็นได้ชัดในหมู่เพื่อนมากกว่าคนในครอบครัว และชัดเจนในหมู่ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คำอธิบายในเรื่องนี้ก็คือ ความรู้สึกเหงามักทำให้คนเราใส่ใจผู้อื่นน้อยลง ไม่ค่อยอยากโอภาปราศรัยด้วย ดังนั้นเมื่อคนหนึ่ง (ก.)รู้สึกเหงา เขามักจะมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ (ข.) ในทางลบ จึงทำให้เพื่อน ๆถอยห่าง ไม่อยากเข้าใกล้ ทำให้เขารู้สึกเหงายิ่งขึ้น ข้อนี้เห็นได้ไม่ยาก แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ เพื่อน ๆ (ข.)เมื่อได้รับปฏิสัมพันธ์ทางลบจากก.แล้ว ก็เกิดความรู้สึกทางลบตามมา ทำให้แสดงออกกับเพื่อน ๆ ของตน(ค.)ในทางลบ เพื่อน ๆ จึงถอยห่างจากข. ทำให้ข.รู้สึกเหงาตามก.ไปด้วย ในทำนองเดียวกัน ค.มีแนวโน้มที่จะทำอย่างเดียวกันกับเพื่อน ๆ ของตน ทำให้ฝ่ายหลังตีตัวออกห่าง ทำให้ค.รู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คำอธิบายดังกล่าวตอกย้ำว่า ปฏิสัมพันธ์ในทางลบของคน ๆ หนึ่งสามารถดึงเอาความรู้สึกในทางลบของอีกคนหนึ่งออกมา และทำให้มีพฤติกรรมในทางลบต่อบุคคลที่สาม จะเรียกว่า &amp;ldquo;ลบ&amp;rdquo;ดึงดูด &amp;ldquo;ลบ&amp;rdquo; ก็คงไม่ผิด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;น่าสนใจก็ตรงที่ระยะหลังมีการค้นพบหลายอย่างที่ ชี้ไปในทางเดียวกันว่าพฤติกรรมของผู้คนนั้นติดต่อหรือถ่ายทอดกันได้ ไม่ใช่แค่ระหว่างคนที่เห็นหน้ากันเท่านั้น แต่สามารถไปไกลกว่านั้น เมื่อ ๓ ปีก่อนมีการวิจัยพบว่า คนเรามีโอกาสอ้วนได้ถึงร้อยละ ๓๗-๕๗ หากมีคู่ครอง พี่น้อง หรือเพื่อนเป็นคนอ้วน และหากเป็นเพื่อนที่ใกล้ชิด โอกาสที่จะอ้วนตามเพื่อนก็จะเพิ่มเป็น ร้อยละ ๗๑ ทีเดียว เขายังพบว่าแม้เป็นเพื่อนที่อยู่ห่างไกลหลายร้อยกิโลเมตรก็อาจมีอิทธิพลต่อ พฤติกรรมการกินของเราได้ไม่น้อยกว่าเพื่อนที่อยู่ใกล้กัน อิทธิพลดังกล่าวคงไม่ใช่การชวนไปกินอาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน แต่เป็นอิทธิพลต่อความคิดของเราเกี่ยวกับความอ้วนและพฤติกรรมการบริโภค เช่น มองว่าหนัก ๘๐ กิโลฯ ก็ไม่ถือว่าอ้วน หรือเห็นว่าการกินแฮมเบอร์เกอร์ทุกวันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ล่าสุดปีนี้ก็มีการพบว่าการเลิกบุหรี่นั้นสามารถ ติดต่อกันได้ การศึกษาของคณะแพทย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดร่วมกับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แห่งซานดิเอโก โดยอาศัยข้อมูลของคน ๕,๐๐๐ คนที่เก็บสะสมมานาน ๓๒ ปีพบว่า เมื่อคนหนึ่งเลิกบุหรี่ คนที่อยู่ใกล้ชิดเขามากที่สุด เช่น เพื่อนและครอบครัว มีแนวโน้มจะเลิกบุหรี่ร้อยละ ๓๖ ขณะเดียวกันเมื่อคนกลุ่มหลังเลิกบุหรี่ ก็จะส่งผลให้คนในแวดวงหรือเครือข่ายของเขาเลิกบุหรี่ตามไปด้วย ผู้วิจัยพบว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นหลายทอด และเกิดขึ้นในเวลาไล่ ๆ กัน &amp;ldquo;เหมือนฝูงนกเปลี่ยนทิศทาง&amp;rdquo; เขาจึงสรุปว่า การเลิกบุหรี่นั้นเป็นพฤติกรรมที่ติดต่อถึงกันได้ มันมิใช่เป็นแค่พฤติกรรมส่วนตัว แต่เป็น &amp;ldquo;กระบวนการของทั้งกลุ่ม&amp;rdquo; (เขายังพบว่าคนที่ยังสูบบุหรี่อยู่จะค่อย ๆ เขยิบออกห่างจนอยู่วงนอกของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตัวอย่างข้างต้นชี้ว่า มิใช่แต่พฤติกรรมที่ไม่ดีเท่านั้น พฤติกรรมดี ๆ ก็สามารถติดต่อถึงกันได้ด้วย เหตุปัจจัยแห่งการเปลี่ยนแปลงอาจมีหลายอย่างเช่น มีความเห็นสอดคล้องกัน เลียนแบบกัน หรือต้องการการยอมรับ แต่มีปัจจัยหนึ่งซึ่งสำคัญมากนั่นก็คือ พฤติกรรมที่ดีของคน ๆ หนึ่งนั้นสามารถดึงเอาคุณสมบัติด้านดีของอีกคนหนึ่งออกมา เช่น ความพากเพียรพยายาม ความตั้งใจมั่น ตลอดจนความเมตตากรุณาและความใฝ่ดี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อใครคนหนึ่งแสดงความเอื้ออารีต่อเรา เราก็อยากมีน้ำใจไมตรีกับเขา เมื่อใครชื่นชมเรา เราก็อยากทำความดีมากขึ้น เมื่อใครเอ่ยปากขอโทษเรา ความโกรธในใจเราก็ลดลง และรู้สึกเป็นมิตรกับเขามากขึ้น ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราช่วยเหลือคนที่เคยกลั่นแกล้งเรา น้ำใจของเราย่อมดึงความเป็นมิตรออกมาจากใจเขา จนอาจเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;ldquo;ลบ&amp;rdquo;ย่อมดึงดูด &amp;ldquo;ลบ&amp;rdquo; ฉันใด &amp;ldquo;บวก&amp;rdquo; ย่อมดึงดูด &amp;ldquo;บวก&amp;rdquo;ฉันนั้น เมื่อเรากราดเกรี้ยวกับใคร เขาย่อมกราดเกรี้ยวกับเราไม่แพ้กัน แต่เมื่อเราหันมาเป็นมิตร เขาก็จะเป็นมิตรกับเราทันที&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มีชายคนหนึ่งเล่าว่าขณะที่กำลังขับรถบนทางด่วน เขาไม่สังเกตว่ามีรถอีกคันหนึ่งพยายามแซง ในที่สุดรถคันนั้นก็แซงจนได้พร้อมกับบีบแตรด่าว่าเขา เขาโมโหมากจึงแล่นตามหมายจะเอาคืน ขณะที่รถกำลังจะแซง เขาก็ลดกระจก แล้วเตรียมตะโกนด่า เขามองหน้าคนขับอีกคันหนึ่ง จู่ ๆ เขาก็เอ่ยคำว่า &amp;ldquo;ผมขอโทษ&amp;rdquo; คนขับรถคันนั้นซึ่งตั้งท่าจะด่าสวนเช่นกัน รู้สึกอึ้งทันที แล้วเขาก็เอ่ยปากว่า &amp;ldquo;ผมขอโทษ&amp;rdquo;เช่นกัน หลังจากนั้น ต่างฝ่ายต่างก็บอกให้อีกฝ่ายนำไปก่อน แต่ก็ไม่มีใครยอมแซงไปก่อน คะยั้นคะยอกันอยู่พักหนึ่ง จึงแล่นจากกันไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จากคนที่แย่งทางกันกลายเป็นคนที่ให้ทางกัน ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายหนึ่งปฏิบัติดีกับอีกฝ่าย ทำให้ฝ่ายหลังเปลี่ยนจากอริกลายมาเป็นมิตร พูดอีกอย่างหนึ่งคือความดีของคนหนึ่งสามารถดึงความดีของอีกคนหนึ่งขึ้นมาแม้ ว่าก่อนหน้านี้จะโกรธเกลียดกันก็ตาม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มิใช่แต่ความโกรธเกลียดและความรุนแรงเท่านั้น ความรักความเมตตาและความเป็นมิตรก็สามารถถ่ายทอดหรือติดต่อกันได้ด้วย ความรักและความอ่อนโยนของคน ๆ หนึ่งสามารถกระตุ้นความรักและความอ่อนโยนของอีกคนหนึ่งให้เจริญงอกงามจน สามารถเอาชนะความโกรธเกลียดแข็งกระด้างหรือความรุนแรงในใจเขาได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลังจากที่ปูเป้เข้าใจภูมิหลังของเอกแล้วว่าเหตุ ใดเขาจึงรุนแรงก้าวร้าวกับภรรยา เธอก็เปลี่ยนใจไม่หนีเขาไป เธอพยายามคุมสติเวลาเขาระบายอารมณ์ใส่เธอ แทนที่จะเถียงหรือแสดงอาการไม่พอใจดังแต่ก่อน เธอนิ่งเฉย บางครั้งก็ให้แม่ของเอกมานั่งด้วยเพื่อปลอบเขาให้เย็นลง ความนิ่งของเธอทำให้เขาสงบได้มากขึ้น ขณะเดียวกันเธอก็พยายามทำดีกับเขา อ่อนโยนและมีน้ำใจกับเขา ในที่สุดความก้าวร้าวของเอกก็ลดลง เขาดื่มเหล้าน้อยลง ไม่กลับบ้านดึกแต่ก่อน มีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น กลายเป็นพ่อที่ดีของลูก สามีที่ดีของภรรยา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เอกนั้นไม่ได้มีแต่ความก้าวร้าวในจิตใจอย่างเดียว เขายังมีความอ่อนโยน ความเมตตากรุณา และความใฝ่ดี สิ่งที่ปูเป้ทำมิใช่อะไรอื่น หากได้แก่การรดน้ำหล่อเลี้ยงคุณสมบัติฝ่ายดีในใจของเอกให้งอกงามจนสามารถเอา ชนะความก้าวร้าวในใจได้ จะเรียกว่าความอ่อนโยนของปูเป้ถ่ายทอดไปยังเอกก็ไม่ผิด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เราแต่ละคนต่างเป็นทั้งเหตุและผลของกันและกัน อยากให้คนใกล้ชิดเป็นอย่างไร เราควรเป็นอย่างนั้นด้วย อยากให้ใครทำดีกับเราอย่างไร ก็ควรทำดีกับเขาอย่างนั้นด้วย ขอเพียงแต่ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ความดีที่ทำย่อมเผล็ดผลอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา: &lt;a href=&quot;http://www.visalo.org/article/sarakadee255305.htm&quot; title=&quot;http://www.visalo.org/article/sarakadee255305.htm&quot;&gt;http://www.visalo.org/article/sarakadee255305.htm&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/2291#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Wed, 30 Jun 2010 10:56:59 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2291 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ปัญญาและกรุณาจะ พาสังคมไทยให้คืนดี</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/2292</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;img vspace=&quot;10&quot; hspace=&quot;10&quot; border=&quot;5&quot; align=&quot;left&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://www.visalo.org/article/images/yeawya.jpg&quot; /&gt;วันนี้บ้านเมืองเรายังอยู่ภายใต้ บรรยากาศแห่งความหม่นหมอง จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีการคืนดีกัน เพราะถ้าเราไม่สามารถคืนดีกันได้ ความเจ็บปวด ความแตกร้าว และความสูญเสียก็จะเกิดขึ้นไม่จบ แต่การคืนดีจะเกิดขึ้นได้อย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเราจะต้องทำให้ความดีกลับคืนสู่จิตใจของทุกฝ่าย ถ้าหากว่าความดียังไม่สามารถกลับคืนสู่จิตใจของทุกฝ่ายได้ การคืนดีย่อมเป็นไปได้ยาก จะมีก็แต่การกลบเกลื่อนปัญหาชั่วคราว รอวันที่ความร้าวฉานและการเบียดเบียนกันจะเกิดขึ้นอีก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เราจะต้องช่วยกันทำให้ความดี กลับคืนสู่จิตใจของผู้คน แต่ตอนนี้ความดียังกลับคืนสู่ใจของผู้คนได้น้อยมาก อะไรทำให้ความดีกลับคืนสู่จิตใจของผู้คนน้อยมาก ก็เพราะว่าในจิตใจของผู้คนนั้นยังอัดแน่นอยู่ด้วยความโกรธเกลียด ตราบใดที่ยังมีความโกรธเกลียดอัดแน่นอยู่ในหัวใจ ก็ยากที่จะความดีจะกลับคืนสู่จิตใจของผู้คน และทำให้การคืนดีกันเป็นไปได้ยาก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทำไมเราถึงโกรธเกลียดกัน ก็เพราะว่าเราต่างเห็นซึ่งกันและกันเป็นศัตรู ที่เห็นเป็นศัตรูเพราะเราไม่สามารถมองทะลุฉลาก สีเสื้อ หรือป้าย ที่ต่างประทับให้แก่กันและกันได้ สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นความเป็นมนุษย์ของ กันและกัน จะเห็นก็แต่ความเป็นปีศาจ ความเป็นยักษ์มารซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยอำนาจของอคติ เมื่อเราเห็นแต่ละฝ่ายเป็นปีศาจเป็นยักษ์เป็นมาร ความโกรธเกลียดก็เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สิ่งสำคัญที่สุดคือเราจะต้องมอง ทะลุฉลากหรือป้ายที่ติดให้กันและกัน ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปลดป้ายที่ให้แก่กันและกัน ดึงฉลากเหล่านั้นออกมา เพื่อที่เราจะได้เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันมากขึ้น อาตมาเชื่อว่าถ้าเราเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน เราจะโกรธเกลียดกันน้อยลง เพราะเมื่อเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน เราก็จะตระหนักว่าเราทุกคนต่างก็เป็นเพื่อนร่วมโลก เมื่อเห็นเช่นนี้ความโกรธเกลียดก็จะลดลง ความดีจะมีโอกาสงอกงามขึ้นในใจ ตราบใดที่ความโกรธเกลียดครองใจ ก็ยากที่ความดีงามจะเกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ดังนั้นสิ่งที่สังคมไทยต้องการ อย่างยิ่งในเวลานี้ ก็คือการที่เราสามารถเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันให้ได้ และเมื่อเราเห็นซึ่งกันและกันเป็นมนุษย์แล้ว เราจะเห็นใจกัน ความรักความเมตตาจะงอกงามขึ้นในใจ เมื่อเรามีความรักความเมตตาในจิตใจแล้ว เราก็จะสามารถหยิบยื่นความรัก ความเมตตาให้แก่ผู้อื่นได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความรักความเมตตานั้นมีอานุภาพ มาก ถ้าหากเรามอบความรักความเมตตา หรือมีไมตรีจิตให้แก่ผู้ใด ไมตรีจิตนั้นแหละจะสามารถขับไล่ความโกรธความเกลียดไปจากจิตใจของเขาได้ เมื่อเราโกรธใครสักคน แต่คนนั้นกลับดีกับเรา ยิ้มให้เรา เอื้อเฟื้อเกื้อกูลเรา เราจะยังโกรธเขาได้อยู่หรือ ความโกรธนั้นไม่สามารถจะทนทานไมตรีที่ผู้อื่นได้หยิบยื่นให้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วันนี้สิ่งที่สังคมไทยต้องการ อย่างมากก็คือการยื่นไมตรีให้แก่กันและกัน แต่เราจะยื่นไมตรีให้แก่คนอื่นไม่ได้เลยถ้าหากเราไม่มีเมตตากรุณาอยู่ในใจ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เราจะมีเมตตากรุณาได้อย่างไร ถ้าเรามองเห็นผู้อื่นเป็นศัตรู หรือมองเห็นเขาเป็นยักษ์เป็นมาร ดังนั้นจำเป็นมากที่เราจะต้องลดอคติต่อกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากความโกรธความเกลียดแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นไม่ให้มีการคืนดีกัน ก็คือ ความรู้สึกเจ็บปวด ถ้าหากเราไม่ได้ทำอะไรกับความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับเพื่อนคนไทยด้วย กัน การคืนดีก็เกิดขึ้นไม่ได้ ตรงนี้แหละที่เมตตากรุณามีบทบาทสำคัญ เพราะเมตตากรุณาจะช่วยเปิดใจให้เราเห็นความทุกข์และความเจ็บปวดของเพื่อน มนุษย์ การเห็นความทุกข์และเข้าใจความเจ็บปวดของผู้อื่น จะสามารถเยียวยาและสมานบาดแผลในใจของเขาได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สาเหตที่ทำให้เราไม่สามารถรับ รู้ความเจ็บปวดของผู้อื่นได้ก็คือการที่เราจมอยู่กับความเจ็บปวดของเราเอง เมื่อเราจมอยู่กับความเจ็บปวดของเรา เราจะรู้สึกว่าเราเป็นผู้ถูกกระทำแต่ฝ่ายเดียว เราจะไม่มีทางเข้าใจความทุกข์ของผู้อื่น ขณะนี้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย ทุกฝ่ายล้วนเป็นผู้สูญเสีย ไม่ใช่แค่เราเท่านั้นที่เป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียว ผู้อื่นก็ถูกกระทำด้วย หากเราเปิดใจมองเห็นความทุกข์ของผู้อื่น มองเห็นว่าผู้อื่นก็ถูกกระทำด้วยเหมือนกัน มองเห็นว่าคนอื่นก็เจ็บปวด สูญเสียทรัพย์ สูญเสียคนรัก สูญเสียอวัยวะ สูญเสียอนาคต เราจะมีความเห็นใจกันมากขึ้น เราจะรู้สึกว่าทุกคนเป็นเพื่อนทุกข์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความรู้สึกว่าทุกคนเป็นเพื่อน ทุกข์จะทำให้เราเข้ามาใกล้กันมากขึ้น ช่องว่างระหว่างกันจะน้อยลงความเห็นใจจะมีเพิ่มขึ้น เมื่อเรารู้สึกว่า เราต่างร่วมชะตากรรมเดียวกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อเยียวยาความเจ็บปวดก็จะเกิดขึ้น ตรงนี้เองที่จะทำให้เมตตากรุณาเบ่งบานขึ้น เพราะเมตตากรุณาหมายถึงความรักความปรารถนาดีที่จะให้ผู้อื่นมีความสุขและพ้น จากความทุกข์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อประมวลกันแล้วก็กล่าวได้ ว่าการคืนดีจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยเมตตากรุณา และเมตตากรุณานั้นจะต้องมีพื้นฐานจากปัญญาคือการมองเห็นความจริงอย่าง ปราศจากอคติ ดังได้กล่าวแล้วว่าถ้าเรามีอคติต่อกัน มองซึ่งกันและกันว่าเป็นปีศาจเป็นมารหรือเป็นยักษ์ ไม่สามารถเห็นความเป็นมนุษย์ของเขา ย่อมเป็นการยากที่เราจะยื่นไมตรีให้กับใครก็ตาม เมตตากรุณาที่มีปัญญาเป็นเครื่องกำกับเป็นสิ่งสำคัญมากในเมืองไทย เพราะว่าหากปรารถนาให้มีการเยียวยา ประสานช่องว่างของผู้คนในสังคม สร้างสะพานเพื่อให้เกิดการคืนดีกัน ถึงที่สุดแล้วเราต้องทำมากกว่าการประสานอารมณ์ ประสานความรู้สึก แต่ต้องรวมไปถึงการประสานช่องว่างในสังคมด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะนี้ช่องว่างในสังคมถ่างกว้าง มาก ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยหลายปีที่ผ่านมาเป็นผลสืบเนื่องมาจาก เงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความไม่เป็นธรรมในสังคมเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งในหมู่ผู้คน ซึ่งนำไปสู่การเผชิญหน้าและต่อสู้ทางการเมือง ทำให้เกิดความแตกแยกที่ร้าวลึก เราจะมองไม่เห็นความจริงเหล่านี้ถ้าเราไม่ใช้ปัญญาพิจารณาตามหลักอริยสัจสี่ เพื่อสาวหาถึงสมุทัยคือรากเหง้าของความทุกข์หรือความแตกร้าวของสังคม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าเราไม่สามารถทำให้สังคมไทยมี ความเป็นธรรมมากขึ้น ไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความรู้สึกเจ็บปวดก็จะลุกลามและเรื้อรัง การเยียวยาที่เกิดจากการยื่นไมตรีให้ก็จะเป็นแค่การเยียวยาที่ให้ผลชั่วคราว การเยียวยาที่จะให้ผลยั่งยืน และนำไปสู่การคืนดีอย่างยั่งยืน ต้องรวมไปถึงการทำให้สังคมมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากขึ้น พูดอีกอย่างก็คือ นอกจากจะทำให้ความดีกลับคืนสู่จิตใจของผู้คนแล้ว เราต้องทำให้ความดีกลับคืนสู่บ้านเมืองของเราด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความดีในจิตใจนั้นเกิดขึ้นได้ เมื่อมีการยื่นไมตรีให้แก่กันและกัน มีการปฏิบัติต่อกันด้วยเมตตาและกรุณา โดยปราศจากอคติ โดยปัญญาที่เห็นถึงความเป็นมนุษย์ของกันและกัน หรือเข้าใจความทุกข์ของกันและกัน แต่เท่านั้นยังไม่พอ เราต้องเปลี่ยนไมตรีจิตหรือเมตตากรุณาในจิตใจให้เป็นพลังทางสังคม เพื่อให้สังคมของเรามีความเป็นธรรมมากขึ้น เป็นสังคมที่เป็นมิตรกับความดี อาตมาไม่มีเวลาอธิบายว่าสังคมไทยตอนนี้เป็นปฏิปักษ์กับความดีอย่างไรบ้าง มันทำให้ความดีไม่สามารถแพร่ซึมสู่จิตใจของผู้คนอย่างไรบ้าง แต่อยากจะพูดสั้นๆ ว่าเราต้องช่วยกันทำให้สังคมไทยเป็นมิตรกับความดี หรือช่วยทำให้ความดีกลับคืนมาสู่สังคม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าเราสามารถทำให้ความดีกลับคืน สู่จิตใจของผู้คน และทำให้ความดีกลับคืนสู่สังคม กลับคืนสู่เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา วัฒนธรรม รวมทั้งสื่อมวลชนด้วย ความปรองดองในสังคมไทย การคืนดีของคนไทยก็จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน เมื่อ ๓๐ ปีก่อนเราเกือบจะเกิดสงครามกลางเมือง เพราะมีการต่อสู้กันระหว่างรัฐบาลกับคอมมิวนิสต์ แต่ก็มีการคืนดีเกิดขึ้นในที่สุด คำสั่ง ๖๖/๒๓ เป็นกุญแจที่ทำให้เกิดการคืนดีในบ้านเมือง ทำให้ผู้ที่เข้าป่าวางอาวุธแล้วกลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย นั้นเป็นความสำเร็จที่สังคมไทยเคยทำได้มาก่อน ทำให้สงครามกลางเมืองไม่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เราเคยคืนดีมาได้ครั้งหนึ่งแล้ว ระหว่างซ้ายกับขวา แต่เมื่อ ๓๐ ปีผ่านไปก็เกิดความร้าวฉานกันอีกในบ้านเมือง แต่คราวนี้ไม่ใช่ระหว่างซ้ายกับขวา แต่เป็นระหว่างเหลืองกับแดง หรือแดงกับไม่แดงก็แล้วแต่จะเรียก ทำไมเป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเรายังไม่สามารถทำให้ความดีกลับคืนมาสู่สังคม หรือทำให้สังคมเป็นมิตรกับความดีอย่างแท้จริง ดังนั้นในที่สุดคนไทยจึงเกิดความรู้สึกเหินห่างหมางเมินกัน เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เกิดช่องว่างระหว่างชนบทกับในเมือง ทำให้เกิดความเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ในที่สุดความดีที่ควรมีให้แก่กันและกันก็ถูกกลบทับด้วยความรู้สึกเป็นศัตรู กัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตอนนี้มีความจำเป็นมากที่เราจะ ต้องร่วมกันปลุกเร้าความดี ปลุกเร้าเมตตากรุณาในใจเราให้มีพลังเหนือความโกรธเกลียด ปลุกเร้าปัญญาให้มีพลังเหนืออวิชชาที่มองเห็นผู้คนเป็นยักษ์เป็นมารกันให้ ได้ ด้วยการปลุกกรุณาและปัญญาให้เกิดขึ้นในใจเท่านั้นที่เราจะสามารถทำให้เกิด การคืนดีขึ้นในหมู่ผู้คน และถ้าจะทำให้การคืนดีนั้นเป็นไปอย่างยั่งยืนก็ต้องนำพลังแห่งกรุณาและปัญญา มาขับเคลื่อนให้สังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่บริสุทธิ์ยุติธรรมมาก ขึ้น ให้สังคมไทยเป็นมิตรกับความดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ด้วยการทำเช่นนี้การคืนดีจะเกิด ขึ้นได้อย่างยั่งยืน ความดีจะกลับคืนสู่สังคมไทย สู่จิตใจของผู้คน และนำสันติสุขกลับคืนสู่แผ่นดินของเราในที่สุด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา: &lt;a href=&quot;http://www.visalo.org/article/peace530611.htm&quot; title=&quot;http://www.visalo.org/article/peace530611.htm&quot;&gt;http://www.visalo.org/article/peace530611.htm&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteright&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;พระไพศาล วิสาโล&lt;br /&gt;
ปาฐกถาเปิดงาน &amp;quot;เยียวยาด้วยรัก&amp;quot;&lt;br /&gt;
วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๓&lt;br /&gt;
ตึก ส.ก. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์&lt;br /&gt;
จัดโดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/2292#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Wed, 30 Jun 2010 10:58:11 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2292 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>รู้สติ วิถีแห่งความสุขในสังคมที่คิดต่าง ตามแนวทางของพระไพศาล วิสาโล</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/2293</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;img vspace=&quot;10&quot; hspace=&quot;10&quot; border=&quot;5&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://www.visalo.org/columnInterview/images/psYingThai.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เราไม่อยากเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นไม่ว่าคุณจะอยู่ฝ่ายใดก็ตาม &amp;ldquo;ความคิดต่าง&amp;rdquo; คือมูลเหตุแห่งความขัดแย้ง บ้านหลังใหญ่ของ &amp;lsquo;พ่อ&amp;rsquo; รังอุ่นที่สู้อุตส่าห์อาบเหงื่อต่างน้ำสร้างมาด้วยความยากลำบาก เริ่มคลอนแคลน ทำให้บรรยากาศความเป็นอยู่ภายใน &amp;ldquo;บ้าน&amp;rdquo; สับสนอลหม่าน ส่อแววถึงความไม่ปกติ ชายคาแห่งความอบอุ่นดูจะไม่เพียงพอที่จะยื่นล้ำนำพาความสันติปรองดองไปสู่ ลูกๆ ซึ่งบัดนี้เลือกข้าง เพราะถูกอำนาจแห่งความเกลียดชังเข้าครอบงำ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;ldquo; ความสุข&amp;rdquo; จึงค่อยๆ ถอยห่างออกไปจากสังคมไทย ความวิตกกังวล หวาดกลัว ความโกรธ กัดกร่อนคำว่า &amp;ldquo; สันติวิธี&amp;rdquo; จนแทบไม่เหลือรูปรอย ถึงวันนี้ไม่ว่าสถานการณ์จะลุกลามบานปลายไปเพียงใดก็ตาม ข้อธรรมของ พระไพศาล วิสาโล แห่งวัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งท่านจะบรรยายให้ฟังต่อไปนี้ก็น่าที่จะรั้งสติของพุทธศาสนิกชนผู้รักสงบ ให้รู้สึกสร่างโศกและผ่อนคลายลงได้บ้าง การรุ่มร้อนไปตามกระแสไม่เกิดประโยชน์รังแต่จะสร้างความทุกข์ ซึ่งถือว่าเป็นศัตรูตัวร้ายที่คอยประหัตประหารตัวเราเองให้ย่อยยับลง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- ใน สถานการณ์บ้านเมืองเช่นปัจจุบันคนเราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุขคะ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตามหลักพระพุทธศาสนาคนเราจะมี ความสุขได้อยู่ที่ &amp;rdquo; ใจ &amp;ldquo; อากาศ สิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งสุขภาพก็มีส่วน แต่ไม่ใช่เรื่องหลัก เพราะว่าคนที่เจ็บป่วยเขาก็มีความสุขได้ อาตมาเองรู้จักผู้ที่เจ็บป่วยหลายคน บางคนบอกว่าโชคดีที่เป็นมะเร็ง เพราะมะเร็งทำให้เขาเห็นคุณค่าของชีวิต รู้จักและเข้าถึงธรรมะ ถ้าไม่ป่วยเขาก็ยังคงใช้ชีวิตแบบปล่อยปละละเลย ขาดการเรียนรู้ อยู่อย่างประมาท&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มีนักศึกษาคนหนึ่งเป็นลิวคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) หลังจากที่ป่วยด้วยโรคนี้แกบอกว่าโรคมะเร็งได้นำพาสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตของแกมากมาย เพราะทำให้ได้รู้จักกับพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง&lt;br /&gt;
ได้เห็นความรักที่บริสุทธิ์แท้จริงจากพ่อแม่ ทำให้มีเวลาอ่านหนังสือ และมีเวลาหยุดคิด แกบอกว่า&lt;br /&gt;
หากไม่มีโรคมะเร็งเข้ามาในชีวิตนั้น ผมจะเป็นเพียงแค่เด็กผู้ชายอายุ ๒๑ ปีที่ใช้ชีวิตที่หอพัก ตื่นเวลาบ่ายสามโมง รอเวลากินเหล้ากับเพื่อน หลับ และตื่นขึ้นมาใหม่ ใช้ชีวิตอย่างไม่นึกถึงคนอื่น ไม่มองคนรอบข้าง ใช้ชีวิตอย่างประมาท และไม่รู้จักระวัง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาตมาเคยพาอาสาสมัครไปเยี่ยมผู้ ป่วยระยะสุดท้าย มีคนหนึ่งได้พบเด็กหญิงอายุ ๑๔ เป็นมะเร็งสมอง หน้าตาแกสดใสมาก แต่ศีรษะไม่มีผมแล้วเพราะถูกฉายแสง คุยไปคุยมาแกก็บอกว่าโชคดีนะที่ไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็งในมดลูก มีญาติคนหนึ่งป่วยด้วยโรคนี้ เจ็บปวดทรมานอย่างมาก แกว่าแกโชคดีที่เป็นแค่มะเร็งสมอง แกไม่มีท่าทางทุกข์ร้อนเลย เห็นไหมว่าทุกสิ่งทุกอย่างจึงอยู่ที่มุมมอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มีอีกตัวอย่างหนึ่ง ผู้หญิงคนนี้ป่วยเป็นธาลัสซีเมียตั้งแต่เกิด หมอวินิจฉัยว่าน่าจะมีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 20 ปี แต่ตอนที่ให้สัมภาษณ์อายุเกือบ 30 ปีแล้ว ผู้ป่วยคนนี้ให้แง่คิดที่ดีว่า ถึงแม้ว่าเลือดเธอจะจาง แต่เธอก็ยังมีตาเอาไว้มองสิ่งสวยงาม ยังมีจมูกไว้ดมกลิ่นหอม ยังมีปากไว้กินอาหารอร่อยๆได้ แล้วยังมีร่างกายที่ทำอะไรได้อีกหลายอย่าง แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่เธอจะมีความสุข&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความสุข&amp;rdquo; จึงเป็นเรื่องของใจและมุมมอง ตราบใดที่เรายังมองไม่เป็น ก็จะไม่เห็นความสุข อาตมาอยากจะบอกว่าความสุขนั้นอยู่กับเราตลอดเวลา แต่เรามองไม่เห็นเพราะชอบมองและจดจ่อกับสิ่งที่เรายังไม่มี หรือสิ่งที่เราเคยมีแต่เสียไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- พระอาจารย์คะนอกจากไม่มองไม่เห็นความสุขแล้วคนเรายังทุกข์กับเรื่องใดบ้าง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คนเรามักจะมีความทุกข์อยู่กับ 2 เรื่อง 1) ทุกข์เพราะอยากได้สิ่งที่ไม่มี 2)ทุกข์เพราะอาลัยในสิ่งที่เคยมีแล้วเสียไป แต่ถ้าเราหันมาใส่ใจกับสิ่งที่เรามี เราก็จะพบว่าความสุขนั้นอยู่กับเราแล้ว อย่างผู้หญิงคนที่เป็นธาลัสซีเมีย เธอมองเห็นว่าตัวเองยังมีสิ่งดี ๆ อยู่ในตัวมากมาย มีอวัยวะครบพอที่จะรับรสแห่งความสุขได้อย่างครบถ้วน เธอจึงมีความสุข ไม่มัวเป็นทุกข์กับโรคภัยไข้เจ็บ ขณะเดียวกันเธอก็ไม่มัวสนใจความสุขที่เธอไม่มี เมื่อไหร่ก็ตามที่เราหันมาชื่นชมและเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีเราก็จะมีความ สุข แต่ถ้าเราไปสนใจสิ่งที่เรายังไม่มี เราจะทุกข์ทันที&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คนที่ยังมีพ่อมีแม่ ยังมีลูกหลาน ยังมีสุขภาพดี ยังไปไหนมาไหนได้ คุณเคยรู้สึกไหมว่านี้แหละคือความสุขอย่างหนึ่ง คุณเคยรู้สึกไหมว่าตัวเองมีโชคที่ยังมีมือและเท้าเหมือนคนอื่นเขา ผู้คนไม่ค่อยตระหนักว่าการที่เรามีมือสองมือ มีเท้าสองเท้า เป็นความสุข แต่เราจะเริ่มรู้สึกก็ต่อเมื่อเราเสียมือเสียขาไป ถึงตอนนั้นเราจึงตระหนักว่าสองสิ่งนี้มีค่า และตอนที่เรามีสองสิ่งนี้เราก็มีความสุขแล้ว เราไม่เคยรู้สึกว่าการที่เราเดินไปไหนมาไหนได้นั้นเป็นความสุขอย่างหนึ่ง แต่พอเดินไม่ได้จะรู้เลยว่าตอนที่เราเดินเหินได้นั้นเป็นความสุขมาก ๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตอนที่เรายังมีพ่อแม่อยู่กับเรา เราไม่เคยตระหนักเลยว่าเรามีความสุข ต่อเมื่อสูญเสียท่านไปจึงหวนระลึกได้ว่าตอนที่ท่านยังอยู่กับเรานั้นเป็น ช่วงเวลาที่เรามีความสุขมาก ถึงตอนนี้เราจะอิจฉาคนที่ยังมีบุพการีอยู่ครบ อาตมาถึงได้บอกว่าความสุขมีอยู่กับเราแล้วเพียงแต่ว่าเรามองไม่เห็นเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าเรามัวใส่ใจกับสิ่งที่เรายัง ไม่มี จะไม่มีประโยชน์เลยเพราะมันเป็นเรื่องของอนาคต ถ้าเรามัวเสียใจกับสิ่งที่เราเคยมีแต่เสียไป สูญไป อันนั้นเรียกว่ายังหมกมุ่นอยู่กับอดีตซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์เช่น กัน เพราะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แต่ถ้าเราหันมาใส่ใจปัจจุบัน ชื่นชมปัจจุบัน เห็นคุณค่าของสิ่งทีเรามี เช่น สุขภาพ ร่างกายที่เป็นปกติ เราจะมีความสุข&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พูดอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าหากเราต้องสูญเสียอวัยวะบางส่วนไปเราจะทุกข์ มันไม่แน่เสมอไป ทั้งนี้เพราะว่าเราก็ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่จะให้ความสุขกับเราได้ แม้ว่าเราจะไม่มีแขนไม่มีขาก็ตาม มีชายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อ โอโตทาเกะ แกเขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อว่า &amp;ldquo; ไม่ครบ 5 &amp;ldquo; ไม่ครบ 5 ในที่นี้คือ ไม่มีแขน ไม่ขา เมื่อเกิดมามีแต่ตัวกับหัว หนังสือเล่มนี้ขายดีมากในประเทศญี่ปุ่น มีคนแปลเป็นภาษาไทยแล้ว มีตอนหนึ่งเขาเขียนว่า &amp;ldquo; ถึงแม้ว่าผมจะเกิดมาพิการ แต่ผมก็มีความสุขและสนุกทุกวัน&amp;rdquo; เขาสามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตนเอง กินข้าว แต่งตัว เขียนหนังสือ และสามารถเล่นบาสเกตบอลได้ด้วย เพราะทั้งหลายทั้งมวลมันอยู่ที่ใจ แต่เป็นเพราะเราไม่เปิดใจยอมรับมากกว่า เราจึงเป็นทุกข์ นี่คือสิ่งที่อาตมาอยากจะเน้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้เราจะอยู่ท่ามกลางอากาศร้อน เราก็ยังมีความสุขได้ มีคนหนึ่งเขาเล่าว่า วันหนึ่งอากาศร้อนมาก เขาจึงนั่งพักผ่อนในห้องแอร์ ขนาดอยู่ในห้องแอร์ก็ยังรู้สึกอ้าว ตอนบ่าย เขาได้ยินเสียงบุรุษไปรษณีย์ตะโกนเรียกที่หน้าบ้าน เขารู้สึกหงุดหงิดมากเพราะไม่อยากออกไปรับจดหมาย เนื่องจากอากาศข้างนอกร้อนมาก แต่บุรุษไปรษณีย์ก็ยังคงรออยู่ที่หน้าบ้าน ไม่ได้รอเฉย ๆ แต่ร้องเพลงไปเรื่อยๆ เพราะเขารู้ว่าในบ้านมีคนอยู่ ในที่สุดเจ้าของบ้านก็ต้องออกมารับจดหมายด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ บุรุษไปรษณีย์ยื่นจดหมายให้อย่างอารมณ์ดี เจ้าของบ้านถามไปว่าอากาศร้อนอย่างนี้ยังมีอารมณ์ร้องเพลงอีกหรือ? บุรุษไปรษณีย์ตอบว่าอย่างไร เขาตอบว่า ถ้าโลกร้อน แต่ใจเราเย็น มันก็เย็นครับ ร้องเพลงเป็นความสุขของผมอย่างหนึ่ง ส่งไปร้องไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เห็นไหม อากาศร้อนก็จริงแต่ถ้าใจเราเย็น เราก็รู้สึกเย็น อากาศแม้รุ่มร้อนแต่ใจเย็น ก็เป็นสุขได้ การเมืองแม้มันจะรุ่มร้อน แต่ใจก็มีความสุขได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- พระอาจารย์มีแนวทางที่จะช่วยให้คนเราเปิดรับความสุข มองให้เห็นถึงความสุขบ้างมั้ยคะ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในเมื่อเห็นแล้วว่าเราทุกข์ เพราะความคิด ดังนั้นเมื่อใดที่เผลอคิดไปในทางที่จะทำให้ทุกข์ ก็ต้องรู้ทันความคิด คนเราจะรู้ทันความคิดได้ก็ต้องมี&amp;rdquo;สติ&amp;rdquo; สติ ในที่นี้หมายถึงการไม่ลืมตัว คนเราทุกข์เพราะลืมตัว เคยสังเกตไหมว่าเวลาที่เราคิดถึงคนที่เราไม่ชอบ คนที่ทำให้เราโกรธ เราทุกข์ใช่ไห เคยถามตัวเองไหมว่าทำไมเราชอบคิดถึงเขา ทั้ง ๆ ที่คิดแล้วก็ทุกข์ นั่นก็เพราะเราลืมตัว ไม่มีสติ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลายคนเล่าว่าเวลาดูข่าวทีวี อ่านหนังสือพิมพ์แล้วเครียด แต่ก็ยังอยากดู ไม่ยอมเลิก อาตมามีญาติคนหนึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เมื่อปีที่แล้วก็มีการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่หน้าทำเนียบรัฐบาล พี่สาวชอบเสื้อเหลือง แต่น้องสาวชอบเสื้อแดง ฝ่ายพี่สาวพอไปเห็นน้องสาวดูข่าวการชุมนุมของคนเสื้อแดง พี่สาวก็พูดกับน้องด้วยความไม่พอใจว่า &amp;ldquo; ดูไปทำไมไอ้พวกเสื้อแดง&amp;rdquo; ความที่ไม่อยากมีเรื่องน้องสาวก็เลยปิดทีวี แล้วก็เดินออกนอกห้องไป 1 ชั่วโมงผ่านไปน้องสาวเดินกลับมาที่ห้องเดิม พบว่าพี่สาวนั่งดูข่าวคนเสื้อแดงแทน ไม่ได้ดูเฉย ๆ ดูไปด่าไปด้วย เห็นได้ชัดเลยว่าพี่สาวไม่มีความสุขที่ดูข่าว แต่ทำไมไม่เลิกดู พี่สาวไม่อยากให้น้องสาวดู แต่กลับดูเอง ก็เพราะว่าเวลาเราเกลียดโกรธหรือไม่ชอบอะไรก็ตาม ใจเราจะปักอยู่กับสิ่งนั้น จะทำอะไรก็ตาม จะกิน จะนอนก็อดคิดถึงสิ่งนั้นไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่คิดแล้วก็ทุกข์ แต่ก็ยังคิด นี่เพราะไม่มีสติ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาตมาเพิ่งกลับจากภูฏาน ที่นั่นมีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งซึ่งคนนิยมมาก เป็นเรื่องของนักบวชรูปหนึ่งซึ่งชอบทำอะไรแปลกๆ แม้กระทั่งวิธีการสอนก็ไม่เหมือนใคร ท่านชอบออกธุดงค์ วันหนึ่งในค้างแรมในถ้ำ ท่านรู้ว่าแถวนั้นมีแก๊งโจร ที่ชอบปล้นสะดมผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา แล้วท่านก็รู้ด้วยว่าประเดี๋ยวคงจะถูกโจรปล้นทรัพย์ ท่านจึงออกอุบายสั่งสอนโจร ด้วยการเอาเงินเทออกจากถุงหนัง แล้วก็ถ่ายอุจจาระลงไปในถุงนั้นก่อนที่จะวางไว้ข้างตัว ตกดึกโจรก็มาปล้นทรัพย์ของท่าน พอเห็นถุงเงินโจรก็เปิดถุงแล้วเอามือล้วงเข้าไป พอมือแตะถูกอุจจาระ ก็ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า &amp;ldquo;โอ้ย ขี้&amp;rdquo; ว่าแล้วก็สะบัดมืออย่างแรงเพื่อให้อุจจาระหลุด มือเลยสะบัดถูกก้อนหินที่พื้นถ้ำ รู้สึกปวดเป็นกำลัง จึงเอานิ้วใส่ปากเพื่อจะดูดให้คลายปวด ผลก็คือดูดอุจจาระของท่านเข้าไปเต็มที่ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราลืมตัวเราก็ทำได้ทุกอย่างแม้ กระทั่งดูดอุจจาระของผู้อื่น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คนเรานั้นลืมตัวได้เพราะหลาย สาเหตุ เช่น ลืมตัวเพราะโกรธ ลืมตัวเพราะตกใจ การลืมตัวเป็นสาเหตุของการทำร้ายตัวเองอย่างหนึ่ง หรือแม้กระทั่งทำสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยแก่ตัวเองได้ อาตมาจึงเน้นย้ำว่าถ้าไม่อยากลืมตัวต้องมีสติ ถ้าเราป่วยเป็นมะเร็งแล้วมัวแต่คิดว่า ตายแล้วฉันคงมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน ฉันจะทำอย่างไรดีกับชีวิตที่เหลือ ถ้าล้มหมอนนอนเสื่อฉันจะทำอย่างไรดี ใครจะดูแลฉัน จะเอาเงินจากไหน แล้วลูกล่ะ เขาจะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีฉัน เรามัวกังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ยิ่งคิดก็จะยิ่งทุกข์ ในเมื่อเรายังทำอะไรได้เหมือนคนปกติ ยังฟังเพลงไพเราะได้ ยังทำงานได้ สนทนากับลูกหลานได้ ยังมีครอบครัวที่อบอุ่น ทำไมเราจึงไม่ใช้ชีวิตให้มีความสุขกับคนเหล่านั้น กังวลทำไมกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึง พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องวางแผนชีวิต วางแผนชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ แต่อย่าลืมที่จะมีความสุขกับปัจจุบันด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันนี้เพราะเราไม่มีสติ เราจึงจมอยู่กับความคิด จมอยู่กับอารมณ์ เพราะฉะนั้นสติจึงสำคัญมาก เมื่อรู้ว่าใจกำลังทุกข์ ก็ควรตั้งหลักหันมาอยู่กับปัจจุบัน ใครจะนินทาว่าร้ายอย่างไรก็ช่าง พอฟังข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมประท้วง รู้สึกเครียดขึ้นมา ขณะที่เรากินข้าวเราอาจจะเผลอไปคิดเรื่องนั้น ทันทีที่รู้เราก็วางความคิดนั้นลง หันมากินข้าวต่อ หรือทำงานของเราไป สักพักก็ไปคิดถึงข่าวนั้นอีก พอเรารู้ทันเราก็วางความคิดนั้น จิตใจก็สบายโปร่งโล่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทุกวันนี้ที่เราทุกข์อยู่กับ เหตุการณ์บ้านเมืองเพราะเราไม่ยอมปล่อยไม่ยอมวาง หารู้ไม่ว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้มันเป็นพิษต่อจิตใจของเรา เราต้องรู้จักระบายถ่ายเทออกไป ร่างกายเรามีกลไกในการช่วยกำจัดของเสียหรือสารพิษออกไป จิตใจเราก็เช่นกัน มีวิธีกำจัดสิ่งที่เป็นพิษต่อจิตใจ นั่นคือ &amp;ldquo;สติ&amp;rdquo; สติช่วยให้เราระบายอารมณ์ที่เป็นพิษออกไปจากใจ ช่วยให้เราเบาสบาย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเก็บอารมณ์โกรธก็เท่ากับเราเก็บของเสียเน่าบูดไว้ในจิต ใจ อะไรก็ตามที่เก็บสะสมนาน ๆ ก็เป็นของเสียได้ แม้กระทั่งอาหารที่เรากินเข้าไปซึ่งเป็นของดีทั้งนั้น แต่ถ้ากินแล้วไม่ถ่ายแค่สองสามวัน มันก็จะกลายเป็นของเสีย แต่ความโกรธ ความเกลียด ความกังวล มันมีผลเสียต่อจิตใจตั้งแต่วินาทีแรกที่เกิดขึ้นแล้ว เรามักจะได้ยินคนโบราณสอนว่า ถ้าโกรธก็อย่าให้โกรธข้ามคืน ความเครียดก็เช่นกัน ถ้าอ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์ แล้วเกิดความเครียด ทันทีที่รู้ตัวว่าเครียด ก็ให้วางมันเสีย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- สำหรับคนทำงานล่ะคะ ซึ่งมักจะเครียดกับงานอยู่เสมอๆ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่เราเครียด ขาดความสุขในการทำงานเพราะเราชอบมองข้ามชอต คือชอบไปมองที่อนาคต จึงเกิดความวิตกกังวลว่างานชิ้นนี้เมื่อไหร่จะเสร็จสักที กว่าจะเสร็จก็ต้องเหนื่อยอีกนาน เสร็จแล้วจะถูกด่าหรือเปล่าก็ไม่รู้ ฯลฯ คิดแบบนี้ก็ต้องเครียดแน่นอน จะไม่ดีกว่าหรือหากเราเอาใจมาจดจ่ออยู่กับงานที่กำลังทำอยู่ งานชิ้นนั้นจะใช้เวลากี่วัน กี่เดือน กี่ปี ก็แล้วแต่ เวลาเราทำงานเราควรจะอยู่กับสิ่งเฉพาะหน้า รู้จักซอยงานใหญ่ให้เป็นชิ้นย่อย ๆ งานนั้นอาจจะต้องใช้เวลา 1 ปีกว่าจะเสร็จ เราก็ควรย่อยลงให้เป็นเดือน เป็นวัน เป็นชั่วโมง เป็นนาที แล้วเราก็ใส่ใจอยู่กับแต่ละนาที ๆ อย่าเพิ่งสนใจวันพรุ่งนี้หรือเดือนหน้า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มีนักปีนเขาคนหนึ่งซึ่งโชกโชน มาก เวลาจะปีนเขา ทุกครั้งที่มองยอดเขา เขาจะรู้สึกท้อมาก เพราะ มันทั้งสูงทั้งชัน เขาแก้ปัญหานี้ด้วยการจับจ้องอยู่ที่พื้นใต้ฝ่าเท้า แล้วก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว ในที่สุดก็จะถึงยอดเขาเอง เขากำลังบอกว่าอย่ามองไปข้างหน้า ให้สนใจกับสิ่งที่กำลังอยู่เฉพาะหน้า นี้คือเคล็ดลับในการทำงานอย่างมีความสุข&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เวลาเรากินพิซซ่า มันชิ้นใหญ่ใช่ไหม พนักงานเสิร์ฟยังต้องซอยออกเป็นชิ้นเล็กๆไม่ว่าพิซซ่าถาดนั้นจะอร่อยแค่ไหน เราก็กินได้แค่ทีละคำ งานก็เช่นกันมันจะยากแค่ไหนเราก็ต้องซอยให้เป็นชิ้นเล็กลงเช่นเดียวกับพิซ ซ่า แล้วทำทีละขณะ ๆ เหมือนกับกินพิซซ่าทีละคำ เส้นทางไม่ว่าจะยาวไกลแค่ไหนเราก็ต้องเดินทีละก้าว จะเดินทีละหลายก้าวไม่ได้ แต่ถ้าไม่เดินก็ไม่ถึง อาตมาจึงมักจะพูดว่าจุดหมายอยู่ที่ปลายเท้า เมื่อไหร่ที่ปลายเท้าคุณขยับจุดหมายก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นี่คือ ความหมายของคำว่า&amp;rdquo;สติ&amp;rdquo; ซึ่งก็คือการอยู่กับปัจจุบัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การดำเนินชีวิตของเราก็เช่นกัน ถ้าเราอยู่กับปัจจุบัน เราไม่กังวลกับอนาคต ไม่เสียใจกับอดีต เราก็จะมีความสุขได้ เพราะความสุขนั้นอยู่กับเราทุกขณะเพียงแต่ว่าเรามองเห็นหรือไม่เท่านั้นเอง มีนักธุรกิจคนหนึ่งถูกโกงเงินไป 60 ล้าน สองสามวันแรกก็เสียใจ แต่เมื่อตั้งสติก็คิดได้ว่าในเมื่อฉันยังมีข้าวอร่อย ๆ กิน ยังมีบ้านพักอย่างสุขสบาย แล้วจะทุกข์ไปทำไม เธอไม่มัวเสียใจกับสิ่งที่หายไป แต่หันมาชื่นชมกับสิ่งดี ๆ ที่ยังมีอยู่ ก็เลยไม่ทุกข์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาตมาจึงย้ำว่าคนเราทุกข์เพราะ มัวอาลัยในสิ่งที่เสียไป แต่ลืมที่จะชื่นชมสิ่งที่มีอยู่ เงินหายไปแค่ 100 บาทเรากลับเป็นทุกข์ ทั้งๆ ที่มีเงินในกระเป๋าหรือในธนาคารตั้งมากมาย มากกว่าเงินที่หายไปหลายร้อยเท่า สิ่งที่หายไปเป็นแค่ส่วนเสี้ยวเดียวของสิ่งที่เรามี แต่ทำไมเราจึงไปทุกข์ ก็เพราะไปจมจ่อมอยู่กับส่วนเสี้ยวที่หายไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- &amp;ldquo;สติ&amp;rdquo; ฝึกฝนได้ด้วยวิธีใดคะ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;ldquo;สติ&amp;rdquo; ฝึกได้ในชีวิตประจำวัน วิธีการง่าย ๆ คือ ตัวอยู่ไหนใจอยู่นั่น อาบน้ำ กินข้าว ล้างจาน ใจก็อยู่กับสิ่งที่เราทำ แต่ส่วนใหญ่เวลาที่กินข้าวเรามักจะใจลอย ควรพาใจกลับมาอยู่กับการกินข้าว ต่อไปก็รู้กายเคลื่อนไหวรู้ใจที่คิด เช่น เวลาเดินก็ให้รู้สึกตัวว่ากำลังเดิน เราจะรู้สึกตัวได้เมื่อใจเราอยู่กับอิริยาบถนั้น ๆ สาเหตุที่เราขาดสติเพราะตัวอยู่ตรงนี้แต่ใจลอยไปไหนก็ไม่รู้ ตัวอยู่ไหนใจอยู่นั้นเป็นวิธีการฝึกสติที่ไม่ยาก ครั้งแรกๆ อาจจะมีหลุดบ้าง แต่ขอให้ทำไปเรื่อยๆ ทุกวัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ต่อไปเราต้องรู้เท่าทันเรื่อง อารมณ์ เมื่อไหร่โกรธ เมื่อไหร่เสียใจ เราต้องรู้ รู้เฉยๆไม่ต้องไปกด ข่ม หรือห้าม เพียงแค่รู้ก็ช่วยได้มากแล้ว แม้กระทั่งเวลาที่เราเกิดความเครียด กังวล เช่น อ่านข่าวแล้วรู้สึกเครียด ก็ให้รู้ว่ากำลังเครียด วิธีที่อาตมาแนะนำนี้ใช้ได้แม้แต่กับเด็ก มีลูกของเพื่อนอาตมาอายุประมาณ 3-4 ขวบ วันหนึ่งโกรธย่ามากที่เอาดอกไม้ที่แกจัดมารวมกันแทนที่จะแยกเป็นสี ๆ บังเอิญแม่มาเห็นเข้า ก็ถามลูกว่า หนูรู้สึกอย่างไร ไม่พอใจคุณย่าใช่มั้ย เด็กน้อยตอบว่าใช่ แม่ถามต่อว่า หนูโกรธแค่ไหน แค่นี้หรือโกรธเท่าฟ้า เด็กตอบว่าโกรธคุณย่าเท่าฟ้าเลย ฟังดูน่าตกใจ แต่ทันทีที่เด็กรู้ว่าตัวเองโกรธเท่าฟ้า ความรู้สึกโกรธก็จะลดลง สักพักก็กลับไปคุยเล่นกับย่าได้ ขอให้สังเกตว่า แม่ไม่ได้บอกว่าลูกอย่าโกรธคุณย่าเลย แต่แม่ช่วยให้ลูกได้เห็นถึงความโกรธของตัว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มีอีกเรื่องหนึ่งที่อาตมาอยาก เล่าให้ฟัง มีเด็กคนหนึ่งอายุ 12 เดินไปขอเงินจากแม่ บอกว่าจะไปซื้อไมโครโฟนไฟฟ้าซึ่งวางขายอยู่ในโรงเรียน แม่ถามว่าเท่าไหร่? 400 บาทค่ะแม่ ลูกสาวตอบ แม่บอกว่ามันแพงไปนะลูก แต่ลูกก็พยายามรบเร้าเพราะอยากได้มาก แม่ก็ไม่ห้าม ปกติแล้วแม่มักจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างคือ ห้ามไม่ให้ลูกซื้อ หรือให้เงินลูกเพื่อตัดความรำคาญ แต่แม่คนนี้ไม่ทำทั้งสองอย่าง เธอพูดกับลูกว่า ถ้าลูกอยากได้แม่ก็จะให้เงินลูกไปซื้อ แต่มีเงื่อนไข ๒ ข้อคือ ลูกต้องถูกหักเงินค่าขนมวันละครึ่งหนึ่งจนกว่าจะครบ ๔๐๐ บาทแล้วค่อยเอาเงินนั้นไปซื้อ อีกข้อคือทุกเย็นก่อนกลับบ้านให้ลูกเดินไปที่ร้านเพื่อดูของชิ้นนั้น แล้วก็ดูใจของตัวเองไปด้วยว่าความอยากยังเท่าเดิมหรือลดลงไปแล้ว ทำไปสัก 3-4 วัน ลูกก็เดินมาบอกแม่ว่าหนูไม่อยากได้แล้ว แม่จึงถามว่าทำไม ลูกก็ตอบว่าเบื่อ แล้วก็เสียดายเงิน 400 บาทนั้นด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เด็กหญิงคนนั้นตอนแรกที่เห็นของ เล่นเกิดความอยากได้ แต่เมื่อมองเห็นความอยากของตัวเองทุกวัน ความอยากก็ค่อยๆจางหายไป สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กคนนี้คือเกิดสติหรือความรู้ตัว วิธีนี้ใช้สอนได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่มักจะไม่สอนลูกด้วยวิธีนี้ ถ้าไม่ต้านความอยากของลูกก็ตามใจลูก แต่สิ่งที่แม่คนนี้ทำก็คือช่วยให้ลูกได้สติ เกิดการรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาตมาจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่ สำคัญมากในปัจจุบัน เพราะว่าตอนนี้ผู้คนกำลังอยู่ในอารมณ์เครียด โกรธ เกลียด เนื่องจากเรากำลังปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือสติ เช่นเดียวกับการชุมนุมที่ผ่านมา เมื่อเราโกรธเกลียดใครเราก็อยากให้เขาถูกลงโทษหรือมีอันเป็นไป จริงๆ แล้วอาตมาอยากให้มองมากกว่านี้ คือว่า คนเรานั้นโกรธเกลียดกัน เพราะเราเห็นว่าเขาแตกต่างจากเรา ไม่เหมือนกับเรา เป็นคนละพวกกับเรา ใส่เสื้อคนละสีกับเรา เราจึงไม่พอใจเขา ใหม่ๆ ก็ยังไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ แต่นานเข้าก็จะมองว่าอีกฝ่ายหนึ่งนั้นผิด และในที่สุดก็เห็นเป็นศัตรู ความรู้สึกเหล่านี้เริ่มต้นจากการที่เห็นเขาไม่เหมือนกับเราก่อน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาตมาอยากจะบอกว่าอย่าไปมองที่ ความแตกต่างเพียงอย่างเดียว ให้มองที่ความเหมือนบ้าง คนบางคนเขาเหมือนกับเราถึง 95 อย่าง แตกต่างกันแค่เพียง 5 อย่าง เราก็ไปด่วนสรุปแล้วว่าเขาอยู่ตรงข้ามกับเรา ที่สำคัญคนนั้นอาจจะเป็นภรรยาเรา เป็นสามีเรา เป็นลูกของเรา เป็นเพื่อนเรา เพราะเรามัวแต่จดจ่อกับสิ่งที่แตกต่างมากกว่าสิ่งที่เหมือนกัน ทั้งๆ ที่ความเหมือนนั้นมีมากกว่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คนที่เป็นเสื้อแดงวันนี้เมื่อ 2-3 ปีก่อนก็อาจจะเคยเป็นเสื้อเหลือง เมื่อ 30 ปีก่อนทหารกับคอมมิวนิสต์รบกันจะเป็นจะตาย แล้ววันนี้กลายมาเป็นมิตรกัน อยู่พรรคการเมืองเดียวกัน เล่นกอล์ฟด้วยกัน ร้องเพลงคาราโอเกะด้วยกัน ขึ้นเวทีเดียวกันด่าฝ่ายตรงข้าม เสธ.แดงกับหมอเหวงเมื่อ 30 ปีก่อนก็เคยอยู่คนละขั้ว อาจจะจับปืนไล่ล่ากันในป่าด้วยซ้ำ คุณสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หนึ่งในแกนนำเสื้อเหลืองกับพลตรีจำลอง ศรีเมือง ก็เคยอยู่คนละฝ่ายมาก่อน แต่วันนี้ก็มาร่วมเป็นร่วมตายกันบนเวทีพันธมิตร สรุปแล้วที่เราทะเลาะกันทุกวันนี้เราไม่คิดหรือว่าอีก 10 ปีข้างหน้าเราอาจจะกลับมาเป็นเพื่อนกัน แล้วเราจะมาเป็นศัตรูเข่นฆ่ากันทำไม อาตมาจึงอยากให้มองกว้าง มองไกลด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- แต่ในอารมณ์นี้คนไม่สามารถทำใจยอมรับที่จะมองกว้าง มองไกล ได้อีกต่อไป&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นั่นเป็นเพราะเราขาดสติ ตราบเท่าที่เรามีสติเราจะมองอะไรได้รอบด้านมากขึ้น ไม่มีใครบอกได้ นอกจากต้องบอกตัวเอง ที่เราพูดกันวันนี้ก็เพื่อที่จะมีใครสักคนมีสติขึ้นมา อย่างน้อยก็เพื่อความสุขของตัวเอง ไม่ว่าเราจะโกรธ จะเกลียดใครก็ตาม คนเหล่านั้นเขาก็ไม่ใช่ศัตรูของเรามากเท่ากับที่เราเป็นศัตรูของตัวเอง พระพุทธเจ้าตรัสว่า &amp;ldquo; โจรกับโจรทำร้ายกัน ก็ไม่ร้ายเท่ากับจิตที่วางไว้ผิด&amp;rdquo; พูดง่ายๆ ก็คือไม่มีอะไรที่ทำร้ายเราได้เท่ากับจิตของตัวเอง เพราะเมื่อเวลาที่เราโกรธเราเกลียดเราก็จะนอนไม่หลับ อาจจะถึงขั้นเส้นโลหิตในสมองแตกได้ คนอื่นอย่างมากก็ทำร้ายร่างกายเรา แต่จิตใจเราไม่มีใครสามารถทำร้ายได้นอกจากตัวเราเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในสมัยพุทธกาลมี พระสงฆ์รูปหนึ่งชื่อ ปุณณะ มาทูลลาพระพุทธเจ้าเพื่อไปยังเมือง สุนาปรันตะ พระพุทธเจ้าทรงท้วงว่าเมืองนี้มีแต่คนดุนะ ถ้าไปแล้วเขาด่าทอท่าน ท่านจะคิดอย่างไร? ท่านปุณณะก็ตอบว่าเขาด่าว่าก็ดีกว่าเขาทุบตี พระองค์จึงถามต่อว่า แล้วถ้าเขาทุบตีล่ะ? เขาตุบตีก็ดีกว่าเขาเอาก้อนหินมาขว้าง แล้วถ้าเขาเอาก้อนหินมาขว้างล่ะท่านจะคิดอย่างไร? พระปุณณะตอบว่าก็ยังดีกว่าเขาเอาไม้มาฟาด แล้วถ้าเขาเอาไม้มาฟาดท่านล่ะ? พระปุณณะตอบว่า ก็ยังดีกว่าเขาเอาของแหลมมาทิ่มแทง พระพุทธเจ้าก็ถามต่อว่าแล้วถ้าเขาเอาของแหลมมาแทงล่ะท่านจะคิดอย่างไร? พระปุณณะตอบว่า ก็ยังดีกว่าเขาฆ่าให้ตาย พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามคำถามสุดท้ายว่า แล้วถ้าเขาฆ่าท่านให้ตายล่ะ? ท่านปุณณะก็ตอบว่าคนบางคนอยากตายก็ต้องไปหาอาวุธมาฆ่าตัวเอง หรือไปจ้างคนอื่นมาฆ่าตัวเองให้ตาย แต่ถ้าเป็นอย่างที่พระองค์ว่าก็ดีเหมือนกัน คือตายโดยไม่ต้องเหนื่อย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พระปุณณะท่านมองในแง่บวกว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวท่านนั้นดีเสมอ อย่างน้อยก็ดีที่มันไม่แย่ไปกว่านี้ เพราะฉะนั้นถ้าเปรียบเทียบบ้านเมืองเราตอนนี้ก็ดีกว่าเขมร ดีกว่ารวันดาที่เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัน คิดอย่างนี้จะทำให้เราเกิดกำลังใจ มีความหวัง แต่ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ที่เราทุกข์อยู่กับเหตุการณ์บ้านเมืองอยู่ทุกวันนี้ เราพากันกล่าวโทษรัฐบาล เสื้อแดง เสื้อเหลือง ยังไม่ถูก เราต้องโทษใจของเราเองที่ไม่รู้จักวาง ไม่รู้จักมองให้เป็น ก็เลยทุกข์ไม่เลิกเสียที&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- เหตุการณ์ที่จบลงไปใครเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิดคะ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขอพูด ๒ เรื่อง เรื่องแรกคือ ไม่มีทางลัดสู่ความสงบสุข ไม่มีทางลัดสู่ประชาธิปไตย ความสงบสุข ความปกติสุขของบ้านเมืองก็ไม่มีทางลัดอีกเช่นกัน เมื่อปี 2549 เกิดการประท้วงขับไล่รัฐบาลทักษิณ บ้านเมืองวุ่นวาย แล้วก็เกิดรัฐประหารซึ่งใคร ๆ ก็คิดว่าเป็นทางลัดที่จะคืนความสงบสุขให้แก่บ้านเมือง แต่แล้วก็ไม่ใช่ กลับวุ่นวายหนักขึ้นกว่าเดิม เพราะเริ่มมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาต่อต้านรัฐประหาร ตอนนี้หลายคนก็ยังคิดว่าถ้าใช้ความรุนแรงเหตุการณ์ต่างๆ ก็จะสงบสุขเสียที เพราะเราชอบทางลัด วัฒนธรรมของคนไทยคือมักชอบอะไรที่เป็นทางลัด เช่น ทำอย่างไรเราจะรวยโดยที่ไม่เหนื่อย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนไทยหันมามีวัฒนธรรมการนิยมทางลัดคะ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มันเกิดจากทัศนคติแบบบริโภคนิยม ที่ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยเงิน เด็กนักเรียนอยากได้เกรดดีก็ซื้อของให้ครู หรือไม่ซื้อข้อสอบ ที่ผ่านมาเราใช้เงินเป็นบัตรผ่าน หรือไม่ก็หันไปพึ่งไสยศาสตร์ การพนัน คอรัปชั่น และพึ่งพาวัตถุมงคล เช่น เมื่อไม่นานมานี้จตุคามรามเทพจึงโด่งดังมาก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะคนเชื่อว่ามันคือทางลัดสู่ความร่ำรวย เราไม่ค่อยพึ่งพาความเพียรของตัวเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่ประเทศเกาหลีมีผู้หญิงคนหนึ่งอายุ 60 กว่าปี แกเพียรพยายามสอบใบขับขี่ถึง 950 ครั้งกว่าจะผ่าน ตอนที่อาตมาได้ยินเรื่องของแกครั้งแรก แกได้สอบมาแล้ว 750 ครั้งแต่ยังไม่ผ่าน เพิ่งมาได้เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนี้เอง เบ็ดเสร็จแล้วแกใช้เวลาสอบทั้งหมด 4 ปี คนแบบนี้อาตมาเชื่อว่าไม่มีในเมืองไทย เพราะคนไทยเรามีทางลัดที่จะเป็นเจ้าของใบขับขี่ คือ 1)ใช้เงิน 2) ใช้เส้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าอยากจะสอบบรรจุเป็นนายอำเภอ หรือเป็นตำรวจ คุณไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือหรอก เงินกับเส้นช่วยคุณได้ สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยไม่มีความเพียร เพราะนิยมทางลัดตลอดเวลา ความคิดแบบนี้ทำให้เราไม่รู้จักอดทนที่จะรอ ชอบอะไรที่ให้ผลไว ๆ เช่นอยากได้ความสงบสุข แทนที่จะอดทนรอคอย ก็เรียกร้องความรุนแรง อยากให้ทหารมาปราบผู้ชุมนุมเสียที เพราะคิดว่ามันจะทำให้เกิดความสงบสุขโดยเร็ว แต่เราไม่ตระหนักว่าถ้าทำเช่นนั้นแล้วจะเกิดผลเสียอะไรตามมา อาจได้ความสงบมาชั่วครู่ชั่วยาม แต่ในระยะยาวก็เกิดความวุ่นวายหนักกว่าเดิม เหมือนกับที่รัฐประหารปี ๔๙ ทำให้การชุมนุมยุติ แต่กลับมีความแตกแยกตามมาหนักกว่าเดิมหลังจากนั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประการที่ 2 ของคำถามที่ว่าใครถูกใครผิด ตอนนี้อาตมามีความรู้สึกเหมือนว่า รถสองคันกำลังพุ่งเข้าหากัน ไม่มีใครยอมหลีกทางให้ใคร เพราะต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองวิ่งถูกเลนแล้ว อีกคันต่างหากที่ขับขับผิดเลน ทำไมฉันจะต้องหลีกทางให้ด้วย ที่สุดก็ต้องประสานงากัน ในสถานการณ์บางสถานการณ์จะมามัวเอาผิดเอาถูกไม่ได้ ถ้าจำเป็นก็ต้องหลีกต้องถอยก่อน แล้วค่อยว่ากันใหม่ ถ้าทั้งสองฝ่ายยืนกรานว่าฉันถูก แกผิด ฉะนั้นฉันไม่ถอย แกต่างหากต้องถอย ผลพวงที่เกิดตามมาก็ต้องมีบาดเจ็บล้มตายอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คนที่มีสติมีปัญญาเขาจะไม่ดึง ดันแล่นต่ออย่างแน่นอน แต่จะหลีกทางให้รถอีกคัน ถ้าเป็นอาตมาจะหลบก่อนถึงแม้ว่าจะขับมาถูกเลนก็ตาม พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าความถูกต้องไม่สำคัญ แต่ถ้าเรายึดติดถือมั่นมากไป จนเกิดทิฐิมานะ ก็นำมาซึ่งความพินาศ สามีภรรยาทะเลาะกัน ถ้าต่างฝ่ายต่างยืนกรานว่าฉันถูกเธอผิด เคยเห็นสามีภรรยาคู่ไหนบ้างที่อยู่กันยืดถ้ามัวแต่เอาถูกเอาผิดกันไม่เลิก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เพราะถึงจุดหนึ่งการเอาถูกเอา ผิดมันกลายเป็นเรื่องการยึดติดถือมั่นในอัตตาตัวตน ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า &amp;ldquo;ทิฐิมานะ&amp;rdquo; ทิฐิหมายถึงยึดติดในความเห็นของตัว มานะคือความยึดถือในตัวตนว่าฉันถูกแกผิด ถ้าเรามองถึงผลประโยชน์ร่วมกัน เรามีเมตตากรุณาต่อกัน และเรามีสติ เราก็จะไม่ใช้วิธียืนกรานจนเดินหน้าสู่ความพินาศทั้งสองฝ่าย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มีตัวอย่างหนึ่งดีมาก มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ภรรยาเป็นคนธรรมะธรรมโม ส่วนสามีชอบตกปลา ภรรยาผู้ใจบุญก็พูดจาของร้องสามีไม่ให้ตกปลา ที่สุดสามีก็ยอมรับปากว่าจะไม่ตกปลาอีก วันหนึ่งภรรยามีเหตุให้ต้องออกไปสัมมนาต่างจังหวัด วันแรกที่ภรรยาไม่อยู่บ้าน สามีก็ยังทนต่อเสียงปลาที่กระโดดหุบเหยื่ออยู่ในสระน้ำข้างบ้านได้ แต่พอถึงวันที่สองสามีก็หมดความอดทน คว้าเบ็ดออกไปตกปลา ปรากฏว่าในบ่ายวันนั้นเองภรรยาเดินทางกลับบ้านก่อนกำหนด และพบว่าสามีกำลังนั่งสำราญอยู่กับการตกปลา ภรรยาก็ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงปกติว่า พ่อทำอะไร? สามีก็ตอบด้วยน้ำเสียงเจื่อนๆ ว่า พ่อเอาไส้เดือนมาเล่นน้ำ ภรรยาก็บอกกับสามีว่า พ่อป่านนี้ไส้เดือนมันคงหนาวแล้วเอามันขึ้นบกเถอะนะ สงสารมัน สามีเมื่อเจอไม้นี้เข้าก็ต้องยอมโดยดุษฎี ลองคิดดูถ้าภรรยาพูดกับสามีว่า ทำอย่างนี้ได้ยังไง ตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือว่าจะไม่ตกปลา แล้วทำไมถึงตกปลา ทำไมเธอไม่รักษาคำพูด ถ้าภรรยาพูดอย่างนี้ สามีก็คงโต้เถียง สุดท้ายก็ต้องมีปากเสียงกันอย่างแน่นอน แต่ภรรยาก็ฉลาดพอที่จะพูดโดยไม่เอาถูกเอาผิด หรือไล่ให้สามีจนแต้ม สามีก็เลยยอม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทกับคณะผู้พิพากษา ซึ่งเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเรื่องการทำหน้าที่ พระอาจารย์มีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไรคะ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ท่านอาจารย์พุทธทาสท่านกล่าว เสมอว่า &amp;ldquo;ธรรมะคือหน้าที่&amp;rdquo; ธรรมะมีอยู่ 4 ความหมาย ความหมายหนึ่งคือหน้าที่ คนที่ทำหน้าที่คือคนที่มีธรรมะ อาตมาว่าทุกฝ่ายไม่ทำหน้าที่เพราะขาดธรรมะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดบกพร่อง ปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบันมันไม่ใช่เรื่องของขาวกับดำ ที่พระองค์ท่านตรัสนั้นถูกทุกเรื่องเพราะทุกฝ่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อย่ามองแต่ผู้อื่นให้มองที่ตัวเองด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- นอกจากสติแล้วยังมีธรรมะข้อใดที่คนไทยควรจะมีพึงมีอีกคะ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ควรจะมี&amp;rdquo;ขันติ&amp;rdquo; ด้วย ต้องรู้จักอดทนอดกลั้น ต้องมีเมตตา เพราะเมื่อไหร่ที่เราขาดเมตตา เราจะปล่อยให้ความโกรธ ความเกลียด เข้ามาครอบงำ กรณีนี้สติจะช่วยได้มากเพราะจะทำให้ใจเราเบา ไม่ติด ไม่ยึด ทุกวันนี้เราทุกข์เพราะแบก หลวงพ่อชาท่านพูดว่า &amp;ldquo;ทุกข์มีเพราะยึด ทุกยืดเพราะอยาก ทุกข์มากเพราะพลอย ทุกข์น้อยเพราะหยุด ทุกข์หลุดเพราะปล่อย &amp;ldquo; สติจะช่วยให้เราปล่อยวาง ส่วนเมตตาเป็นน้ำเย็นที่ทำให้เราคลายความโกรธ จิตใจหายรุ่มร้อน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- พระอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรต่อกรณีที่เราเห็นพระสงฆ์เข้าไปร่วมชุมนุม เรียกร้องในเรื่องต่างๆ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วอนาคตของพระพุทธศาสนาจะเป็นเช่นไรคะ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะพระสงฆ์เป็นอันมากไม่มั่นคงในธรรมะ ไม่ตระหนักชัดในบทบาทของตัวว่ามีหน้าที่อะไร พระสงฆ์เราจึงเข้าไปเป็นฝักเป็นฝ่ายทางการเมืองแทนที่จะเป็นผู้นำพาผู้คนสู่ ความสงบเย็น พาผู้คนให้อยู่เหนือการเมืองที่เป็นฝักฝ่าย กลับไปเป็นเครื่องมือของการเมืองแบบนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- ณ ปัจจุบันสถาบันสงฆ์ยังน่าเชื่อถืออยู่อีกหรือไม่คะ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ต้องยอมรับว่าตอนนี้สถาบันสงฆ์ อ่อนแอมาก ถึงแม้ว่าเรายังมีพระอริยสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติงดงามอยู่ไม่น้อยก็ตาม สาเหตุที่ทำให้พระสงฆ์เราอ่อนแอมีอยู่ 2 ประการคือ 1) ระบบการปกครองที่ไม่เอื้อให้พระสงฆ์ให้อยู่ในความถูกต้องได้ เพราะว่าองค์กรปกครองพระสงฆ์เองก็ไม่โปร่งใส มีการใช้เส้นสายวิ่งเต้นเรื่องสมณศักดิ์ อะไรที่เราวิจารณ์นักการเมืองหรือรัฐบาล ก็ล้วนเกิดขึ้นแก่คณะสงฆ์ด้วยเช่นกัน 2) การศึกษาของพระสงฆ์อ่อนแอมานานแล้ว ไม่มีการสร้างให้พระสงฆ์เข้มแข็งในเรื่องจริยธรรม และศาสนธรรม ยังไม่ต้องพูดถึงความเข้าใจในปัญหาทางโลก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามิได้เปลี่ยนแปลง แต่เป็นพระสงฆ์สาวกของพระองค์ท่านที่เปลี่ยนแปลง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พระธรรมวินัยยังคงเดิมแต่พระ สงฆ์เป็นอันมากละเลยที่จะนำมาใช้กับตัวเอง พระสงฆ์จำนวนมากยึดติดในลาภสักการะ อันนี้อาตมาว่ามันสืบเนื่องมาจากการปกครองคณะสงฆ์ และการศึกษาที่อ่อนแอ เราจึงได้เห็นพระสงฆ์ขึ้นไปปราศรัยบนเวทีการเมือง ร่วมชุมนุมประท้วง ถ้าพระเรามีการศึกษาที่ดีถูกต้องตามพุทธธรรม เราจะไม่เห็นวัดต่างๆ มีพุทธพาณิชย์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทุกวันนี้พระสงฆ์เดินตามชาวบ้านมากไป ชาวบ้านอยากได้วัตถุมงคล เพราะหลงในบริโภคนิยม ต้องการสิ่งต่าง ๆ มาสนองกิเลส พระเราก็ไปสนองกิเลสของญาติโยม พระสงฆ์ควรจะเป็นผู้นำไม่ใช่ผู้ตาม สังคมอยากได้อะไรก็ไม่ควรที่จะคล้อยตาม สังคมนิยมรถเบนซ์พระก็อยากมีบ้าง สังคมชื่นชมเงินทอง พระเราก็ชื่นชมและแสวงหาสิ่งเหล่านั้น รวมทั้งส่งเสริมให้ญาติโยมมุ่งหาสิ่งเหล่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คนเราทุกวันนี้บวชด้วยหลาย สาเหตุ เราจึงได้พระสงฆ์ที่แตกต่าง ในสมัยก่อนจำนวนไม่น้อยบวชเพื่อศึกษาพระธรรมจริงๆ แต่ไม่ว่าจะบวชด้วยสาเหตุใดก็ตามนั่นไม่ใช่ปัญหา ถ้าหากว่าเมื่อบวชแล้วได้รับการศึกษาและกล่อมเกลาที่ถูกต้อง จนเกิดสัมมาทิฐิได้ แต่ถ้าขาดสองสิ่งที่กล่าวมาการบวชก็เปล่าประโยชน์หรืออาจทำให้ผู้บวชแย่ลง กว่าเดิมก็เป็นได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แล้วก็ไม่จำเป็นด้วยว่าต้องไป ปฏิบัติธรรมกับพระเกจิอาจารย์ หากคณะสงฆ์เข้มแข็ง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถทำสมาธิภาวนาได้ สถานการณ์ตอนนี้ไม่เพียงพระสงฆ์ที่อ่อนแอ แต่สังคม ชุมชน ก็อ่อนแอทั้งนั้น ญาติโยมก็มีพฤติกรรมบริโภคนิยม คณะสงฆ์ก็ไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด จึงไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีของญาติโยมได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- พระอาจารย์เองบวชด้วยสาเหตุใดคะ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ศรัทธาอาตมามีอยู่แล้ว อยากจะบวชมาตั้งแต่อายุครบ 20 ปี สำหรับอาตมาศรัทธาเป็นแรงดึง แต่ความเครียด ความทุกข์เป็นแรงผลัก คนเราต้องมีทั้งแรงดึงแรงผลักถึงจะบวชได้นาน หลายคนมีศรัทธาก็จริง แต่แรงดึงไม่พอ ต้องอาศัยแรงผลักด้วย 7 ปีที่ทำงานรู้สึกเครียดมาก พักผ่อนน้อย ก็เลยกลายเป็นคนอารมณ์ร้าย อาละวาดกับผู้คนจนเสียศูนย์จึงต้องไปหาทางสงบ ทำสมาธิ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่การออกบวชในปัจจุบันเพื่อสงบใจชั่วครั้งชั่วคราวก็มีนะ บางคนก็บวชเพื่อทดแทนคุณพ่อแม่ หรือบวชเพื่อทำตามประเพณี คนที่บวชเพราะต้องการพ้นทุกข์จึงมีน้อยมาก แต่นั่นไม่สำคัญถ้าหากว่าบวชแล้วมีการศึกษาที่ถูกต้อง จนเกิดความตระหนักว่าชีวิตนั้นเป็นทุกข์และอยากพ้นทุกข์ คนที่ผ่านประสบการณ์แบบนี้ก็มีมาก และน่าจะมีมากขึ้นถ้าคณะสงฆ์เข้มแข็ง และให้การศึกษาที่ช่วยสร้างศรัทธาและปัญญาแก่ผู้บวชไปพร้อม ๆ กัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- พระอาจารย์จึงกล่าวว่า &amp;ldquo; ขอเป็นพระเท่านั้นที่เหลือคือส่วนเกิน&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่อาตมาพูดเช่นนี้ เพราะพระจำนวนมากอยากจะได้สมณศักดิ์ หลายท่านอยากมีคำว่าดอกเตอร์นำหน้า อยากบอกใคร ๆ ว่าตัวเองเป็นดอกเตอร์ แต่สำหรับอาตมาเองแค่เป็น&amp;rdquo;พระ&amp;rdquo;ก็เป็นเกียรติแล้ว ไม่ต้องมีคำอื่นนำหน้า ก็รู้สึกภาคภูมิใจแล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- มาระยะหลังพระอาจารย์มักจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องของความตาย เช่น เรื่องตื่นก่อนตาย&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เพราะความตายเป็นธรรมดาของชีวิต ที่คนมักจะมองข้าม เมื่อเรามองข้ามเราก็เลยประมาทในชีวิต ประมาทในสุขภาพ ถ้าเราระลึกถึงความตายอยู่เสมอเราก็จะไม่ประมาท จะตั้งหน้าตั้งตาทำความดี ทำหน้าที่ ไม่สร้างศัตรู ทุกวันนี้คนเราอยู่แบบลืมตาย ก็เลยเพลิดเพลินไปกับการตักตวงหาความสุข และก็สร้างความทุกข์แก่ผู้อื่น สุดท้ายพอจะตายก็เลยทุกข์ทรมาน ไม่เตรียมตัวรับความตาย เลยตายไม่สงบ ทุรนทุราย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่อาตมาพูดถึงบ่อยคือ &amp;ldquo;เผชิญความตายอย่างสงบ&amp;rdquo; ใช้หัวข้อนี้อบรมนานานหลายปีแล้ว เพราะคนเราเวลาที่พูดถึงความตายมักกลัว ยิ่งความตายมาใกล้ตัวก็ยิ่งตื่นตระหนก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- ในเมื่อคนเรารู้ว่าจะต้องตาย แล้วทำไมคนเราถึงกลัวตายล่ะคะ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เพราะคนเรายังไม่รู้จักความตาย ดีพอ เพราะคนเรายังยึดติดอะไรต่ออะไรมากมาย รวมทั้งหวงแหนตัวตน เรากลัวตายเพระเรากลัวสูญเสีย กลัวพลัดพราก กลัวความเจ็บปวดก่อนตาย กลัวจะไม่ได้รับความสุขหลังความตาย กลัวแม้กระทั่งว่าตายแล้วจะไปไหนก็ไม่รู้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;- ทราบว่าปีนี้พระอาจารย์ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ที่ได้รับรางวัล&amp;rdquo;ศรีบูรพา&amp;rdquo;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาตมารู้สึกงงงวยตอนที่รู้ข่าว เพราะเท่าที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยมอบรางวัลนี้ให้พระภิกษุ ก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน แต่เท่าที่ทราบเขาให้รางวัลนี้แก่ผู้ที่มีงานเขียนต่อเนื่องมานานราว 30 ปี ไม่ได้เจาะจงงานเขียนชิ้นใดชิ้นหนึ่งเหมือนรางวัลซีไรต์ อาตมาเองยังเป็นแค่นักเขียนสมัครเล่น ไม่ได้ตั้งใจเขียนให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ได้คิดว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการเขียน และก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นนักเขียน เพราะในเพศบรรพชิตเราจะเป็นอะไรไม่ได้นอกจาก &amp;ldquo;เป็นพระ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ศัตรูที่แท้จริงไม่ใช่ เสื้อเหลือง-เสื้อแดง หรือรัฐบาล แต่ศัตรูที่แท้จริงคือความโกรธเกลียดภายในใจเรา และถ้าเราไม่รู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ เราก็จะกลายเป็นศัตรูของตัวเอง ความรุนแรงอาจจะแก้ปัญหาได้ชั่วคราวแต่ขณะเดียวกันก็จะสร้างปัญหาใหม่ให้ ปะทุขึ้นได้ตลอดเวลาและแก้ได้ยากขึ้น และก่อปัญหาที่ร้ายแรงกว่าเดิม&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา: &lt;a href=&quot;http://www.visalo.org/columnInterview/yingThai5306.htm&quot; title=&quot;http://www.visalo.org/columnInterview/yingThai5306.htm&quot;&gt;http://www.visalo.org/columnInterview/yingThai5306.htm&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/2293#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Wed, 30 Jun 2010 11:00:57 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2293 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ปล่อยวาง</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/2294</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;img vspace=&quot;5&quot; hspace=&quot;5&quot; align=&quot;right&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://www.visalo.org/article/images/201006.jpg&quot; /&gt;&amp;nbsp;ทันทีที่เด็กน้อยตื่นมาตอนใกล้รุ่ง อย่างแรกที่เขาทำคือพลิกตัวมองก้อนข้าวที่ย่าวางเอาไว้บนพื้นใกล้เตา คอยดูว่าเมื่อไหร่หนูจะมากินเหยื่อ มันคงไม่รู้ว่าย่าได้ทำกับดักเอาไว้ โดยเอาก้อนข้าววางบนไม้กระดาน เหนือก้อนข้าวเป็นหม้อดินเก่า ๆ ที่ถูกค้ำด้วยก้านไม้ยาว ๖ นิ้ว เพียงแค่มันเผลอวิ่งไปกระแทกก้านไม้เท่านั้น หม้อก็จะตกลงมาครอบตัวมันเอาไว้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เด็กน้อยสังเกตว่าพอย่าก่อไฟ หนูก็จะค่อย ๆ ย่องออกมา คงเป็นเพราะเปลวไฟทำให้มันเห็นก้อนข้าว มันจะวนรอบ ๆ กับดัก แล้วก็ตรงไปคาบก้อนข้าว จากนั้นก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;
โดยไม่ชนก้านไม้หรือหม้อดินเลย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วันแล้ววันเล่าที่หนูคาบก้อนข้าวกลับไปได้อย่างมีชัย ผ่านไปแล้วถึงสองอาทิตย์กับดักของย่าก็ยังทำอะไรมันไม่ได้ เด็กน้อยสังเกตว่าหนูตัวอ้วนขึ้นเรื่อย ๆ เขาไม่ค่อยพอใจที่มันลอยนวลอยู่ได้ แต่ย่ากลับไม่รู้สึกหงุดหงิดหรือร้อนใจแต่อย่างใด บางครั้งมันเดินป้วนเปี้ยนใกล้ย่าขณะที่กำลังต้มข้าว ย่าก็ไม่ได้สนใจมันเลย ยังคงพึมพำคำสวดมนต์ต่อไป ย่าสวดมนต์อย่างนี้ตลอดวันตั้งแต่เช้าจนค่ำ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เช่นเดียวกับผู้เฒ่าชาวภูฐาน ย่าได้วางมือจากไร่นา หันมาปฏิบัติธรรมเต็มที่อยู่กับบ้าน บางครั้งก็จาริกไปตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อกลับมาบ้านก็ยังคงสวดมนต์พร้อมกับทำกิจวัตรไปด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เกือบสามอาทิตย์แล้วที่กิจวัตร อย่างหนึ่งของย่าคือวางข้าวก้อนใหม่ทุกคืนเพื่อดักหนู หนูตัวนี้แอบกินอาหารในถุงข้าวมานานนับเดือนแล้ว จึงต้องหาทางจัดการกับมันก่อนที่มันจะสร้างหลักปักฐานเป็นครอบครัวใหญ่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในที่สุดเจ้าหนูอ้วนก็พลาดจนได้ พอคาบก้อนข้าวได้มันก็หันไปมองย่าขณะที่วิ่งกลับรัง จึงไปชนก้านไม้ หม้อดินเลยตกลงมาครอบมันเอาไว้ เด็กน้อยดีใจมากกระโดดตัวลอย ตะโกนลั่นว่า &amp;ldquo;ย่า มันติดกับดักแล้ว หนูอยู่ในหม้อ&amp;rdquo; แต่ย่ายังคงคนข้าวในหม้อต่อไป ไม่มีทีท่าดีใจหรือตื่นเต้นเลย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ย่ายังคงทำงานต่อไป จนได้เวลากินข้าว เด็กน้อยอยากรู้ว่าย่าจะทำอย่างไรกับเจ้าหนูอ้วน แต่ย่าก็ยังคงกินข้าวตามปกติ ครั้นกินข้าวเสร็จ ย่าก็เอาข้าวแห้งใส่กระบอกไม้ไผ่ เด็กน้อยรู้ทันทีว่าย่ากำลังจะเดินทางไกล&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ย่าเอากับดักหนูเทินหัว ค่อย ๆ ไต่สะพานเหนือลำธารน้ำแข็ง ตรงเข้าไปในป่า ถึงชายป่าแล้วย่าก็ยังเดินต่อไป ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ย่าเดินช้า ๆ แต่มั่นคง เป็นเวลานานสองชั่วโมงในที่สุดก็มาถึงป่าลึกที่มีลำห้วยไหลผ่าน ย่าหยุดตรงที่มีลูกโอ๊คร่วงหล่น สัตว์เล็กสัตว์น้อยกระโดดโลดเต้นเก็บกินผลไม้นานาชนิด ย่าบอกเด็กน้อยในเวลาต่อมาว่าตรงนั้นแหละที่ย่าปล่อยหนูให้เป็นอิสระ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ภาพประทับในวัยเด็กข้างต้น คินเลย์ ดอร์จิ ได้ถ่ายทอดอย่างงดงาม ในหนังสือเรื่อง &amp;ldquo;ในดินแดนแห่งความสุข&amp;rdquo; (สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา) เช่นเดียวกับเด็กน้อยคินเลย์ ผู้อ่านคงอดดีใจไม่ได้ที่หนูติดกับดักของย่าเสียทีหลังจากที่เอาใจช่วยมา ตั้งแต่ต้น แต่ก็คงนึกไม่ถึงว่าย่าจะยอมเหนื่อยยากฝ่าความหนาวเดินเข้าป่าถึงสองชั่วโมง เพียงเพื่อปล่อยหนูตัวนั้น ทั้ง ๆ ที่มันก่อปัญหามานานนับเดือน แทนที่ย่าจะโกรธและกำจัดมัน กลับมีเมตตา พามันไปอยู่บ้านใหม่ที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ ย่าคิดถึงความสุขของหนูยิ่งกว่าความสะดวกสบายของตนเสียอีก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เรื่องราวของย่าทำให้เราเห็นอีก มิติหนึ่งของ &amp;ldquo;ความเจริญ&amp;rdquo; นั่นคือความเจริญทางจิตใจที่เปล่งประกายแห่งเมตตากรุณาให้ประจักษ์ แม้มีอำนาจเหนือสัตว์เล็กสัตว์น้อย แต่ก็ปฏิบัติอย่างอ่อนโยนนุ่มนวล ไม่ทำตามอำเภอใจหรือคำนึงแต่ประโยชน์ของตนเป็นหลัก จะว่าไปแล้วความเจริญของมนุษย์อยู่ที่ไหนหากมิใช่การมีเมตตากรุณาต่อผู้ด้อย กว่า อันนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก เทคโนโลยีล้ำยุคและความมั่งคั่งที่เพิ่มพูนอำนาจให้แก่มนุษย์อย่างมหาศาล แต่ถูกใช้ไปเพื่อทำลายล้างเพื่อนมนุษย์และสรรพชีวิต จนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า จะเรียกว่าเป็นเครื่องหมายแห่งความเจริญได้อย่างไร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เรื่องราวของย่ายังสะท้อนให้ เห็นถึง &amp;ldquo;การปฏิบัติธรรม&amp;rdquo;ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับวิถีชีวิต ธรรมที่ว่ามิได้หมายถึงคุณธรรมในการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้อื่นเท่านั้น หากยังรวมถึงธรรมสำหรับการวางใจในเวลาทำงานด้วย ย่าตระหนักดีว่าหนูได้สร้างปัญหาแก่บ้านของย่า จึงลงมือทำกับดักด้วยตัวเอง แต่เมื่อทำเสร็จแล้ว ย่าก็เพียงแค่รอให้หนูมาติดกับดักเท่านั้น ระหว่างนั้นย่าก็ทำงานอื่นของตนไปเรื่อย ๆ ขณะที่หุงข้าวก็ใส่ใจอยู่กับการหุงข้าว ไม่มีทีท่าสนใจหนูที่จด ๆ จ้อง ๆ หรือเดินวนรอบก้อนข้าว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้ผ่านไปนานเกือบสามอาทิตย์ โดยจับหนูไม่ได้เลย ย่าก็ไม่รู้สึกหงุดหงิดกระฟัดกระเฟียด หรือท้อถอย ยังคงเอาก้อนข้าวมาวางทุกคืน และรอคอยอย่างใจเย็นให้หนูติดกับดัก ครั้นหนูเสียท่าในที่สุด ย่าก็ไม่ได้ลิงโลดดีใจ ยังคงทำงานของตนต่อไป ต่อเมื่อกินข้าวเสร็จจึงเอาหนูไปปล่อยในป่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ย่าเป็นตัวอย่างของคนที่ทำ งานอย่างปล่อยวาง ปล่อยวางมิได้หมายถึงวางเฉยไม่ทำอะไร ย่าเห็นว่าเมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้ไข มิใช่แค่ทำใจเท่านั้น ต่อเมื่อทำสิ่งที่ควรทำจนครบถ้วนแล้ว ก็วางมือและวางใจ คือรอคอยให้เกิดผลอย่างที่มุ่งหวัง แต่ตราบใดที่ผลสำเร็จยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่หงุดหงิดร้อนใจหรือเป็นทุกข์ ยังคงทำงานอื่นต่อไป แม้เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ก็ไม่ท้อถอย ยังเพียรทำต่อไปจนประสบผลในที่สุด ครั้นได้รับความสำเร็จ ก็ไม่ลิงโลดดีใจ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือไม่ยินร้ายเมื่อล้มเหลว และไม่ยินดีเมื่อสำเร็จ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พูดอย่างพุทธก็คือ ย่ามิได้ปล่อยวางในเหตุ พยายามสร้างเหตุอย่างเต็มที่ ส่วนผลนั้นย่าปล่อยวาง จะเกิดผลเมื่อไรก็ไม่สนใจ ผลเป็นอย่างไรก็ไม่มีอาการขึ้นลง เพราะทำเต็มที่แล้ว ที่น่าสนใจก็คือ ย่าปล่อยวางในผลตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด เมื่อหนูอยู่ในกำมือของย่า ย่าก็ยังนำหนูไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ หากหนูคือตัวแทนแห่งความสำเร็จ สิ่งที่ย่าทำก็คือการ คืนความสำเร็จให้เป็นของธรรมชาติ พูดอย่างท่านอาจารย์พุทธทาสก็คือ &amp;ldquo;คืนผลงานให้เป็นของความว่าง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลงานหรือความสำเร็จนั้น หากไม่รู้จักปล่อยวาง เราก็จะทำงานด้วยความทุกข์ตั้งแต่ต้นเพราะคอยแต่พะวงว่าเมื่อไรถึงจะเกิดผล หรือประสบความสำเร็จ ยิ่งอยากให้เกิดความสำเร็จไว ๆ ก็ยิ่งเป็นทุกข์เพราะรู้สึกว่าเกิดผลเชื่องช้าไม่ทันใจ ในที่สุดก็ท้อแท้ที่ไม่เกิดผลสำเร็จเสียที ในทางตรงข้ามหากได้รับความสำเร็จ ก็จะยึดติดถือมั่นว่าเป็นความสำเร็จ &amp;ldquo;ของกู&amp;rdquo; คอยหวงแหนกีดกันไม่ให้ใครมาร่วมเป็นเจ้าของความสำเร็จด้วย ในเวลาเดียวกันหากคนอื่นไม่เห็น ไม่ยอมรับหรือไม่ชื่นชมความสำเร็จของตน ความดีใจก็จะกลายเป็นความไม่พอใจทันที ยิ่งมีใครมาวิพากษ์วิจารณ์ผลงาน &amp;ldquo;ของกู&amp;rdquo;ด้วยแล้ว ก็จะรู้สึกว่า &amp;ldquo;ตัวกู&amp;rdquo;ถูกกระทบกระแทกขึ้นมาทันที&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จะไม่ดีกว่าหรือหากทำงานด้วยใจ ปล่อยวาง แม้ล้มเหลวก็ไม่เป็นทุกข์ ครั้นประสบความสำเร็จ ก็ไม่ถูกความสำเร็จ &amp;ldquo;กัดเอา&amp;rdquo; เพราะคืนความสำเร็จให้เป็นของธรรมชาติหรือความว่างไปแล้วตั้งแต่ต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา: &lt;a href=&quot;http://www.visalo.org/article/sarakadee255306.htm&quot; title=&quot;http://www.visalo.org/article/sarakadee255306.htm&quot;&gt;http://www.visalo.org/article/sarakadee255306.htm&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/2294#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Wed, 30 Jun 2010 11:01:45 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2294 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เหนือกายยังมีใจ</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/2432</link>
 <description>&lt;p&gt;กล่าวกันว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น เป็นสุคติของเทวดา เมื่อเทวดาองค์ใดจะจุติ เพื่อนเทวดาจะอวยพรว่า ขอให้ไปเกิดในหมู่มนุษย์ ฟังดูก็รู้สึกดี แต่บางครั้งคุณคงอดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าโลกมนุษย์เป็นสุคติของเทวดา เหตุใดมนุษย์เราจึงต้องมีความรู้สึกเจ็บปวดด้วย ปวดหัวตัวร้อนนั้นยังพอทำเนา แต่เจ็บปวดเวลาแข้งขาหักหรือไฟไหม้น้ำร้อนลวกนั้น บางครั้งรู้สึกเหมือนกับตกนรกเลยทีเดียว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มองให้ดี ๆ ความเจ็บปวดก็มีประโยชน์ มันช่วยป้องกันมิให้เราถลำเข้าไปในอันตราย ถ้าเราไม่รู้สึกปวดเวลาโดนของแหลมแทงนิ้ว เราก็จะปล่อยให้มันทิ่มลึกขึ้น แทนที่จะรีบดึงนิ้วออกมา มีหลายคนที่ไม่รู้สึกเจ็บปวดตั้งแต่เกิด คนเหล่านี้จะมีลักษณะหนึ่งที่เหมือนกันคือ มีแผลเต็มตัว บางคนลิ้นหายไป ๑ ใน ๓ เพราะกัดลิ้นแล้วไม่รู้สึกเจ็บ จึงกัดเข้าไปเต็มที่ ลิ้นมีแผลลึก แผลไม่ทันหายก็กัดซ้ำกัดซากจนลิ้นเน่ากุดในที่สุด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ถึงแม้ความเจ็บปวดจะมีประโยชน์ ข้อเสียก็คือมันทำให้เกิดความทุกข์ทรมานโดยเฉพาะในยามที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง จริงอยู่ยุคนี้วิทยาการก้าวหน้ากว่าแต่ก่อน มียาระงับปวดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ข่าวร้ายก็คือยาที่ดีที่สุดเวลานี้ยังไม่สามารถระงับความเจ็บปวดบางประเภทได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ฟังแล้วอย่าเพิ่งหมดหวัง เพราะถึงแม้เทคโนโลยีทุกวันนี้มีขีดจำกัด แต่ข่าวดีก็คือ ยาระงับปวดที่ดีกว่าเทคโนโลยียังมีอยู่ มันมิได้อยู่ที่ไหนเลย หากอยู่ที่ใจของเรานั้นเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อ ๘ ปีที่แล้วมีการทดลองผ่าตัดคนไข้คนหนึ่งที่เป็นโรคเจ็บข้อ หลังจากหมอให้ยาชาแล้วก็กรีดหัวเข่าของเขา แต่ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น เมื่อแผลสมานแล้ว คนไข้เล่าว่ารู้สึกดีขึ้น ความเจ็บทุเลาไปมาก ยิ่งกว่านั้นก็คือ ข้อเข่าของเขาทำงานดีขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อีกรายหนึ่งประสบอุบัติเหตุ ถูกไฟไหม้ถึงร้อยละ ๗๐ ของร่างกาย เขาร้องครวญคราญด้วยความเจ็บปวด เรียกหายาระงับปวดทุกคืน แต่หลังจากหมอให้มอร์ฟีนไประยะหนึ่ง ก็หยุดให้เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายแก่คนไข้ ผลก็คือคนไข้ทุรนทุรายร้องขอยาระงับปวด พยาบาลทนไม่ไหวจึงกลับไปที่ห้องแล้วฉีดยาให้เขา สักพักคนไข้ก็หลับไป เมื่อมีคนถามเธอว่าทำไมถึงฉีดยาระงับปวดให้คนไข้ในเมื่อหมอสั่งห้าม เธอตอบว่าเธอแค่ฉีดน้ำเกลือให้คนไข้เท่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทั้งสองกรณี คนไข้ไม่ได้รับการรักษาหรือยาระงับปวดเลย แต่กลับรู้สึกดีขึ้น เพราะ ใจเชื่อว่าเขาได้รับการเยียวยาแล้ว เพียงเชื่อเช่นนี้ก็ช่วยลดความเจ็บปวดลงได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จิตใจของคนเรามีพลังในการเยียวยาร่างกายหรือระงับความเจ็บปวดได้ พลังนั้นจะทำงานได้ก็ต้องอาศัยความเชื่อหรือศรัทธา ถ้าเรามีศรัทธาในหมอหรือตัวยา ผลดีต่อร่างกายก็จะเกิดขึ้นทันทีที่หมอลงมือ &amp;ldquo;รักษา&amp;rdquo;หรือเมื่อได้รับยา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ อาสาสมัคร ๘๒ คนได้รับเชิญให้ร่วมทดสอบคุณภาพของยาระงับปวดตัวใหม่ที่ชื่อวาลิโดน ซึ่งให้ผลรวดเร็วกว่ายาที่มีอยู่ ทุกคนจะถูกช็อตด้วยไฟฟ้าที่ข้อมือ จากนั้นก็ให้ระบุว่ารู้สึกเจ็บปวดมากน้อยเพียงใด ทีนี้ก็ให้ทุกคนกินยาวาลิโดน ครึ่งหนึ่งได้รับการบอกเล่าว่ายาตัวนี้เม็ดละ ๒ เหรียญ ๕๐ เซ็นต์ อีกครึ่งหนึ่งได้รับการบอกว่ายาราคา ๑๐ เซ็นต์ เสร็จแล้วก็มีการช็อตด้วยไฟฟ้าอีกครั้ง ร้อยละ ๘๕ของ คนกลุ่มแรกที่ได้ยาราคา ๒ เหรียญ ๕๐ เซ็นต์บอกว่าความเจ็บปวดลดลงมาก ส่วนกลุ่มหลังมีเพียงร้อยละ ๖๑ ที่เจ็บน้อยลง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลังจากการทดลองก็มีการเปิดเผยว่าแท้จริงแล้วยาที่ให้แก่อาสาสมัครทั้งหมดนั้นเป็น &amp;ldquo;ยาปลอม&amp;rdquo; การทดลองดังกล่าวจึงชี้ว่า นอกจากความเชื่อจะมีผลต่อการลดความเจ็บปวดแล้ว ราคาของยาก็มีผลต่อความคาดหวังและประสิทธิภาพด้วย ยายิ่งมีราคาแพง ความคาดหวังหรือความเชื่อถือก็ยิ่งสูง จึงช่วยลดความเจ็บปวดได้มากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ศรัทธาหรือความเชื่อนั้นมีผลต่อการระงับปวด แต่ศรัทธาไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะช่วยเราได้ สมาธิก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บรรเทาปวดได้ดี มีผู้ป่วยมะเร็งหลายคนที่สงบนิ่งได้โดยไม่ใช้ยาเลยแม้ถูกความเจ็บปวดบีบคั้น รุนแรง เนื่องจากมีสมาธิอยู่กับลมหายใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อีกรายหนึ่งที่น่าทึ่งมาก ตอนที่ผ่าตัดเปลี่ยนไตนั้น เธอแพ้ยาแก้ปวดจนอาเจียน แผลระบม หมอไม่รู้จะทำอย่างไร แต่พอเธอได้สติก็ขอพาราเซ็ตตามอลเม็ดเดียว จากนั้นก็ตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับลมหายใจจนหลับไป ระหว่างที่หมอผ่าตัด เธอไม่ส่งเสียงร้องเจ็บเลยแม้แต่ครั้งเดียว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้ธรรมชาติจะให้ความเจ็บปวดมาพร้อมกับร่างกายนี้ แต่นั่นมิใช่เป็นเคราะห์กรรมของมนุษย์ เพราะในเวลาเดียวกันธรรมชาติก็ให้ใจแก่เราเพื่อรับมือกับความเจ็บปวดและเอา ชนะเคราะห์กรรมทั้งหลายด้วย&lt;font size=&quot;-1&quot; color=&quot;#0099cc&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;right&quot;&gt;&lt;font size=&quot;-1&quot; color=&quot;#0099cc&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;img width=&quot;100&quot; height=&quot;41&quot; align=&quot;left&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://www.visalo.org/article/images/logoImage.jpg&quot; /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;-1&quot; color=&quot;#0099cc&quot;&gt;นิตยสาร &lt;/font&gt;&lt;font face=&quot;BrowalliaUPC&quot; size=&quot;+1&quot; color=&quot;#0099cc&quot;&gt;I&lt;strong&gt;M&lt;/strong&gt;AGE&lt;/font&gt;&lt;strong&gt;&lt;font size=&quot;-1&quot; color=&quot;#0099cc&quot;&gt;                &lt;/font&gt; &lt;/strong&gt;&lt;font size=&quot;-1&quot;&gt;กรกฎาคม ๒๕๕๓&lt;/font&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;
เหนือกายยังมีใจ&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.visalo.org/article/Image255307.htm&quot; title=&quot;http://www.visalo.org/article/Image255307.htm&quot;&gt;http://www.visalo.org/article/Image255307.htm&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/2432#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Thu, 19 Aug 2010 13:22:29 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2432 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เมื่อเรากลายเป็น ของมัน</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/2435</link>
 <description>&lt;p&gt;เคยสังเกตไหมว่าเวลาเพื่อนทำกระเป๋าเงินหาย เราสามารถสรรหาเหตุผลมาได้มากมายเพื่อช่วยให้เธอทำใจ (ยังดีที่ไม่เสียมากกว่านี้,ถือว่าใช้กรรมก็แล้วกัน,เงินทองเป็นของนอกกาย ฯลฯ) ในทำนองเดียวกันเวลา เพื่อนอกหัก ถูกแฟนทิ้ง เราก็รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรเพื่อให้เธอปล่อยวาง แต่เวลาเราประสบเหตุอย่างเดียวกัน กลับทำใจไม่ได้ เอาแต่เศร้าซึมจ่อมจมอยู่กับความสูญเสีย คำแนะนำดี ๆ ที่ให้กับเพื่อนกลับเอามาใช้กับตัวเองไม่ได้ บ่อยครั้งก็นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าควรจะทำใจอย่างไร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ใช่หรือไม่ว่าสาเหตุที่เราสามารถแนะนำเพื่อนได้อย่างฉาดฉาน ก็เพราะเงินของเพื่อน ไม่ใช่เงินของฉัน แฟนของเพื่อน ไม่ใช่แฟนของฉัน เราจึงไม่รู้สึกทุกข์ร้อนเท่าใดนัก ปัญญาจึงทำงานได้เต็มที่ แต่เมื่อใดที่เหตุร้ายเกิดกับเงินของฉัน หรือกับแฟนของฉัน อารมณ์จะท่วมท้นใจจนนึกอะไรไม่ออก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่มีอะไรที่จะทรงพลังเท่ากับคำว่า &amp;ldquo;ของฉัน&amp;rdquo; ไม่ว่าความวิบัติจะรุนแรงเพียงใดก็ตาม หากมันไม่เกี่ยวข้องกับ &amp;ldquo;ของฉัน&amp;rdquo; เราก็ไม่ค่อยรู้สึกรู้สาด้วย แต่ทันทีที่มีอะไรมากระทบกับ &amp;ldquo;ของฉัน&amp;rdquo; แม้เล็กน้อยเพียงใด มันกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลายคนดูข่าวแผ่นดินไหวในอิหร่านที่มีคนตายนับแสนคนด้วยความรู้สึกเฉย ๆ แต่จะขุ่นเคืองไปทั้งวันเมื่อพบว่ารถของตนมีรอยขีดข่วนที่ตัวถัง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สาเหตุที่ผู้คนยอมเหนื่อยยากทำงานตัวเป็นเกลียวก็เพื่อรักษาและเพิ่มพูน &amp;ldquo;ของฉัน&amp;rdquo;ให้มากที่สุด ความยึดอยากให้ทุกอย่างเป็น &amp;ldquo;ของฉัน&amp;rdquo;ทำงานอยู่ในส่วนลึกของจิตใจตลอดเวลา แม้เก้าอี้ในโรงหนังที่เพิ่งมานั่งได้ไม่กี่นาที เราก็เรียกว่า &amp;ldquo;เก้าอี้ของฉัน&amp;rdquo;ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่เราเคยสังเกตไหมว่า ทันทีที่ยึดอะไรก็ตามว่าเป็น &amp;ldquo;ของฉัน&amp;rdquo; เรากลายเป็น &amp;ldquo;ของมัน&amp;rdquo;ไปทันที เราจะยอมทุกข์เพื่อมัน ถ้าใครวิจารณ์เสื้อของฉัน ตำหนิรถของฉัน เราจะโกรธและจะแก้ต่างให้มัน บางครั้งถึงกับแก้แค้นแทนมันด้วยซ้ำ ถ้าเงินของฉันถูกขโมย เราจะทุกข์ข้ามวันข้ามคืนทีเดียว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คนจำนวนไม่น้อยยอมตายเพื่อรักษาสร้อยเพชรไว้ไม่ให้ใครกระชากเอาไป บางคนยอมเสี่ยงชีวิตฝ่าเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้บ้านเพราะกลัวอัญมณีจะถูกทำลายวายวอด ฉะนี้แล้วควรจะเรียกว่ามันเป็น &amp;ldquo;ของฉัน&amp;rdquo; หรือฉันต่างหากที่เป็น &amp;ldquo;ของมัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เป็นเพราะหลงคิดว่ามันเป็น &amp;ldquo;ของฉัน&amp;rdquo; ผู้คนทั้งโลกจึงกลายเป็น &amp;ldquo;ของมัน&amp;rdquo;ไปโดยไม่รู้ตัว มีชีวิตอยู่ก็เพื่อมัน ยอมทุกข์ก็เพื่อมัน ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่ามีเวลาอยู่ในโลกนี้จำกัด แต่ก็ใช้เวลาไปอย่างไม่เสียดายก็เพื่อมัน ซ้ำร้ายกว่านั้นหลายคนยอมทำชั่ว อกตัญญูต่อผู้มีพระคุณก็เพื่อมัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ยิ่งยึดมั่นว่าทรัพย์สมบัติเป็นของฉัน เรากลับกลายเป็นทาสของมัน จิตใจนี้อุทิศให้มันสถานเดียว เศรษฐินีเงินกู้คนหนึ่ง เป็นโรคอัลไซเมอร์ในวัยชรา จำลูกหลานไม่ได้แล้ว แต่สิ่งเดียวที่จำได้แม่นก็คือสมุดจดบันทึกทรัพย์สิน ทุกวันจะหยิบสมุดเล่มนี้มาพลิกดูไม่รู้เบื่อ แม้ลูกหลานจะชวนสวดมนต์หรือฟังเทปธรรมะ ผู้เฒ่าก็ไม่สนใจ จิตใจนั้นรับรู้ปักตรึงอยู่กับเงินทองเท่านั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมื่อสิ้นลมผู้เฒ่าจะนึกถึงอะไรและจะไปสุคติได้หรือไม่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่ว่าจะมีเงินทองมากมายเพียงใด เมื่อตายไปก็ไม่มีใครเอาไปได้แม้แต่อย่างเดียว นั่นเป็นข่าวร้ายสำหรับผู้ทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตเพื่อทรัพย์สมบัติ แต่ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ หากหวงแหนติดยึดมันแม้กระทั่งในยามสิ้นลม มันก็สามารถฉุดลงอบายได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าไม่อยากเป็น &amp;ldquo;ของมัน&amp;rdquo; ก็ควรถอนความสำคัญมั่นหมายว่ามันเป็น &amp;ldquo;ของฉัน&amp;rdquo; การให้ทานเป็นวิธีการเบื้องต้นในการฝึกจิตให้ถอนความสำคัญมั่นหมายดังกล่าว ถ้าให้ทานอย่างถูกวิธี ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้รับเท่านั้น หากยังเป็นประโยชน์แก่ผู้ให้ ประโยชน์ประการหลังมิได้หมายถึงความมั่งมีศรีสุขในอนาคตเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นก็คือช่วยลดความยึดติดในทรัพย์ &amp;ldquo;ของฉัน&amp;rdquo; แต่อานิสงส์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราให้โดยไม่ได้หวังอะไรกลับคืนมา หากให้เพื่อมุ่งประโยชน์แก่ผู้รับเป็นสำคัญ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นพระหรือไม่ก็ตาม และเมื่อให้ไปแล้วก็ให้ไปเลย โดยไม่คิดว่าของนั้นยังเป็นของฉันอยู่ ( หรือเฝ้ามองว่าทำไมหลวงพ่อยังไม่ฉันอาหาร &amp;ldquo;ของฉัน&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การให้ทานและเอื้อเฟื้อเจือจานเป็นการสร้างภูมิต้านทานให้แก่จิตใจ ทำให้ไม่ทุกข์เมื่อประสบความสูญเสีย ในทางตรงข้ามคนที่ตระหนี่ แม้จะมีความสุขจากเงินทองที่พอกพูน แต่หารู้ไม่ว่าจิตใจนั้นพร้อมที่จะถูกกระทบกระแทกในยามเสียทรัพย์ แม้จะเป็นเรื่องที่จำเป็นก็ตาม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ชาวอินเดียผู้หนึ่งเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวมาก วันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากภรรยาว่าเธอปวดท้องและปวดศีรษะมากจนต้องเข้าโรง พยาบาล หมอจึงสั่งตรวจเลือดและทำอุลตร้าซาวด์ เพราะเกรงว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ พอรู้เช่นนี้เขาจึงสั่งให้ภรรยารีบหนีออกจากโรงพยาบาลโดยไม่ต้องจ่ายอะไร ทั้งสิ้น แล้วเขาก็โทรศัพท์ไปด่าหมอว่าเห็นแก่เงิน สั่งตรวจเลือดและทำอุลตร้าซาวด์โดยไม่จำเป็น หมอพยายามอธิบายอย่างไรเขาไม่ยอมเข้าใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ต่อมาเขามีเหตุต้องเข้าโรงพยาบาลเดียวกันนั้นเพื่อผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี เขาต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลหลายวันเนื่องจากมีการติดเชื้อ ค่าใช้จ่ายจึงเป็นจำนวนมาก วันสุดท้ายที่เขาอยู่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินได้มาเก็บเงินจากคนไข้ถึงในห้อง ทันที่เขาเห็นตัวเลขค่าใช้จ่าย ก็เกิดอาการช็อคและสิ้นลมคาเตียง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เงินนั้นมีไว้ใช้ แต่เมื่อใดที่เผลอใจกลายเป็นของมันไป มันก็สามารถทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img width=&quot;100&quot; height=&quot;133&quot; align=&quot;left&quot; src=&quot;http://www.visalo.org/article/images/cover_secret50.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;-1&quot; color=&quot;#006600&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;img width=&quot;128&quot; height=&quot;55&quot; src=&quot;http://www.visalo.org/article/images/logosecret.gif&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;font color=&quot;#ff3399&quot;&gt;นิตยสารซีเครท&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;strong&gt;&lt;font size=&quot;-1&quot;&gt;          :&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;font size=&quot;-1&quot;&gt; Vol.2 No.50 26 July 2010&lt;br /&gt;
&lt;/font&gt;&lt;font color=&quot;#003300&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#ff0000&quot;&gt;&lt;strong&gt;Joyful Life          &amp;amp; Peaceful Death &lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;strong&gt;เมื่อเรากลายเป็น &amp;ldquo;ของมัน&amp;rdquo;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#003300&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#ff0000&quot;&gt;&lt;strong&gt; &lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;พระไพศาล          วิสาโล&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.visalo.org/article/secret255307.htm&quot; title=&quot;http://www.visalo.org/article/secret255307.htm&quot;&gt;http://www.visalo.org/article/secret255307.htm&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/2435#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/21">deep insight</category>
 <pubDate>Thu, 19 Aug 2010 13:30:31 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2435 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>
