<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://volunteerspirit.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>สกู๊ปพิเศษ</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15</link>
 <description>The taxonomy view with a depth of 0.</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>อาสาสมัครนักอ่าน</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/92</link>
 <description>&lt;p&gt;
เขียน: jamjit
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;“อาสาสมัครนักอ่าน” &lt;br /&gt;
ปันสุขจากการอ่านส่งถึงผู้รับด้วยตัวเราเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/strong&gt;ขณะที่เรากำลังสนุกสนาน ความคิดโลดแล่นไปกับแฮรี่ พอตเตอร์ พ่อมดน้อยแห่งโรงเรียนฮอกวอร์ต มีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่อยากท่องไปในโลกแห่งจินตนาการเช่นนี้บ้าง  แต่พวกเขาไม่มีโอกาส สำหรับพวกเราที่มีความพร้อมโดยเฉพาะทางร่างกาย การอ่านหนังสือดูจะเป็นเรื่องปกติที่จะทำเมื่อใดก็ได้ แต่กับคนบางกลุ่ม เช่น คนชรา คนตาบอด การจะเข้าถึงสื่อที่เป็นแหล่งข้อมูลอันมหาศาลเช่นหนังสือแล้ว ดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากยิ่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จึงเป็นเรื่องดี หากเราได้แบ่งความสุขที่ได้รับจากหนังสือ ส่งต่อไปยังคนอื่นๆด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โครงการอาสาสมัครนักอ่าน เป็นอีกหนึ่งโครงการที่สำนักงานอุทยานการเรียนรู้หรือTK Park  ร่วมมือกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กจัดขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะบอกกับสังคมว่า การอ่านนั้นนอกจากจะมีความสำคัญต่อตัวผู้อ่านเองแล้ว  ยังก่อประโยชน์ให้ผู้อื่นไปด้วยพร้อม ๆ กัน ถ้าการอ่านนั้นเป็นการอ่านดัง ฟังชัด   เพราะจะทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิต และช่วยให้เกิดความงอกงามทางปัญญาทำให้ฉลาด  ทำให้รู้จักคิดและมีโลกทัศน์ที่กว้างไกล ทั้งผู้อ่านและผู้ฟังด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เป็นความจริงที่ว่า เราจะมีความสุขมากขึ้นไปอีก หากสังคมรอบข้างของเรามีความสุขด้วย เพราะเราต่างเชื่อมโยงกัน พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้ฟังว่า เมื่อเราเห็นระฆังเงินใบน้อย รูปร่างสวยงาม  ถ้ามีแต่ตัวระฆังเงินเท่านั้นจะไม่ก่อประโยชน์อะไร ต่อเมื่อมีคนใช้ไม้มาเคาะ  ระฆังเงินจึงเกิดเสียงดังกังวานนั่นแสดงให้เห็นว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างต้องพึ่งพาอาศัยกัน เช่นกัน  เก้าอี้ที่เรานั่ง เสื้อผ้า รองเท้าที่เราสวมใส่  ผมที่เราตัด  แว่นตาที่เราใส่ น้ำยาสระผม กิ๊บติดผม  และ ที่สำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิต คือ ข้าว เราล้วนไม่ได้ทำเอง ต้องมีช่าง ต้องมีชาวไร่ชาวนา  ต้องมีคนทำให้เราได้นำมาใช้ นำมาบริโภค นั่นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การใช้ชีวิตประจำวันของทุกคนนั้น เราต้องพึ่งพาคนอื่น &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;“การใช้ชีวิตในแต่ละวัน  เราไม่ควรทอดทิ้งคนอื่น  ทุกคนต้องช่วยสังคมเพราะถ้าไม่ช่วยแก้ปัญหาสังคมแล้ว  วันหนึ่งตัวเราเองจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา”&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะที่ คะนิตย์ ผามะณี นิสิตปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่รับบริการอาสาสมัครอ่านหนังสือจากห้องสมุดคนตาบอดมานาน พูดถึงข้อจำกัดของคนตาบอดเช่นเขาว่า สิ่งที่ลำบากที่สุดคือการเข้าถึงสื่อสิ่งพิมพ์ และโดยเฉพาะระดับอุดมศึกษาที่การค้นคว้าตำราสำคัญมาก อาสาสมัครจึงมีส่วนช่วยได้มากทีเดียว “หนังสือที่อาสาสมัครอ่าน โดยมากก็เป็นเรื่องที่เราไม่เคยรู้และไม่สนใจมาก่อน  เพราะปกติคนเราจะแสวงหาความรู้เฉพาะเรื่องที่ตัวเองสนใจ การที่มาอ่านให้ฟังพวกเราฟัง ก็ทำให้เรารู้ด้วย และคนตาบอดได้เข้าถึงความรู้หลากหลาย  ประโยชน์ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนอ่านเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยังส่งต่อไปถึงอีกหลายคน เป็นการพึ่งพาอาศัยกัน”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ขณะเดียวกัน การอ่านออกเสียงให้คนอื่นฟังนั้น การอ่านแค่พอรู้เรื่องคงยังไม่เพียงพอ เพราะต้องอ่านให้ผู้ฟังเข้าใจ และเกิดจินตภาพด้วยพร้อมกัน &lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก หนึ่งในองค์กรร่วมจัดโครงการ อาสาสมัครนักอ่าน จึงจัดอบรมแก่เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการนี้มาฝึกฝนการอ่านออกเสียง ให้ถูกต้องชัดเจน อ่านออกเสียงดังให้ฟังกันได้ทั่วถึง ตลอดจนฝึกฝนให้รู้จักการทอดจังหวะและลมหายใจ เพื่ออ่านให้เป็นเสียงพูดอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะนอกจากจะเป็นการพัฒนาทักษะเพื่อการอ่านออกเสียงแล้ว ยังเป็นกระบวนการฝึกฝนให้เด็กและเยาวชนอ่านอย่างมีศิลปะ คือมีความงดงามที่เกิดจากการใช้เสียงสะท้อนความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำให้ปรากฏขึ้นในความรู้สึก และทำให้ผู้ฟังเกิดจินตภาพได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลังจากอาสาสมัครได้ฝึกฝนการอ่านอย่างถูกต้องแล้ว เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กรรมการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กเผยว่า  เมื่ออ่านได้ อ่านดีแล้ว เราจะพากันไปอาสาอ่านให้คนอื่นๆฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความบกพร้องทางการมองเห็นและการได้ยิน  โดยใน ระหว่างวันที่ 1 – 7 เมษายน 2550  อาสาสมัครนักอ่าน จะออกไปอ่านหนังสือตามสถานที่ต่างๆ เช่น  สถานสงเคราะห์   องค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็ก เด็กและผู้สูงอายุในชุมชนแออัด ผู้ต้องขังในทัณฑสถาน หรือ สถานสงเคราะห์คนชรา &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับนักอ่านมือใหม่ที่อยากฝึกฝนเป็นนักอ่านที่ดีนั้น นักอ่านมืออาชีพหลายคน เช่น รศ. กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์    หรือ สายสวรรค์  ขยันยิ่ง ได้มาแนะนำเคล็ดวิชาแก่น้องๆที่เข้าร่วมโครงการอาสาสมัครนักอ่านมากมาย  คือ  นักอ่านต้องฝึกการออกเสียงให้สามารถพูดได้อย่างชัดถ้อยชัดคำมากขึ้น ฝึกการออกเสียงพูดให้ชัดบ่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น  อะ อิ อุ เอาะ เอะ ต้องเปล่งเสียงให้ออกมาจากข้างในให้ได้  ส่วนเรื่องที่จะอ่านออกเสียง เราต้องศึกษาเนื้อหา เพราะถือเป็นการเตรียมตัวเบื้องต้น   การอ่านควรระวังในเรื่องของการเว้นวรรค และการแบ่งช่วงของการหายใจ   นอกจากนี้ ถ้าไม่มั่นใจในการออกเสียง หรือการตีความในความหมายของคำบางคำต้องค้นหาในพจนานุกรม   ว่าในคำแต่ละคำนั้นอ่านออกเสียงอย่างไร มีความหมายอย่างไร &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สุดท้ายเมื่อฝึกฝนจนได้ที่ เป็นอาสาสมัครนักอ่านแบ่งปันความรู้แก่ผู้อื่นด้วยความสามารถที่เรามี ทีนี้เราก็ได้สัมผัสแล้วว่า อ่านแฮรี พอตเตอร์ให้เพื่อนคนอื่นๆฟังพร้อมกันไปด้วย สนุกกว่าการนั่งอ่านคนเดียวเป็นไหนๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.volunteerspirit.org/read/2007/2/122200785209115111622.jpg&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 17 Dec 2007 19:18:02 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">92 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ละครเวที “อาสา”</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/93</link>
 <description>&lt;p&gt;
เขียน: jamjit
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ละครเวที “อาสา” ตั้งคำถามทำดีท้าทายวัยโจ๋&lt;br /&gt;
เรื่องและภาพ : พรรัตน์ วชิราชัย &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;http://bp1.blogger.com/_fJzu_Dllf-8/RhRwwW7yB4I/AAAAAAAAABk/Aamb8woJhoA/s320/plays.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ห้องประชุมของวิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม แน่นขนัดไปด้วยนักเรียนผู้สวมชุดลูกเสือเนตรนารี จากสว่างพลันมืดสนิท ฉากสีดำตัดกับพื้นขาวโดดเด่น แสงสปอตไลต์สาดมายังผู้พูด &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“ก่อนจะชมละครวันนี้ ผมมีเรื่องอยากจะถามความเห็นคุณหลายข้อ คุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็คงไม่ใช่เรื่องผิด แต่อยากให้ตอบจากความรู้สึก จากใจมากที่สุด”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เอาล่ะ ต่อไปนี้คือคำถามที่เราจะเล่าเรื่อง และถามให้คุณตอบ… (อ่านต่อ)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คุณลุงคนหนึ่งเก็บขยะและปลาเน่าในคลองอย่างไม่รู้จักเหน็ดหน่าย ทุกวี่วัน มันเป็นเรื่องดี แล้วถ้าคุณเห็น คุณเลือกจะช่วย หรือ นิ่งดูดาย? (ในเมื่อเรานิ่งดูดายอยู่เสมอไม่ใช่หรือ)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นายแม้น ชายชาวบ้านคนหนึ่งที่ช่วยงานเศรษฐีอยู่เสมอ วันหนึ่งเมื่อเขาป่วยหนัก ขอความช่วยเหลือจากเศรษฐี เศรษฐีปฏิเสธโดยอ้างว่า “แรง” กับ “เงิน” เทียบกันไม่ได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;และเมื่อวันที่เศรษฐีตกอยู่ในฐานะลำบากบ้าง คุณเป็นนายแม้น คุณจะช่วยเศรษฐีไหม?&lt;br /&gt;
จากบทกวี “การบริจาค” หนังสือ ปรัชญาชีวิต ของ คาลิล ยิบราน เขาเขียนไว้ว่า “เมื่อเธอบริจาคทรัพย์สมบัติของเธอ เธอให้แต่เพียงเล็กน้อย ต่อเมื่อเธออุทิศตนเองซิ นั่นเป็นการให้อย่างแท้จริง”, “บริจาคให้ดุจเดียวกับบุปผชาติอันส่งกลิ่นหอมตลบอยู่ในหุบเขาโน้น”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แล้วคุณเข้าใจว่า “การให้” คืออะไร?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผ่านนิทานชาดก เรื่องของพญาวานรที่เสียสละชีวิตให้กับฝูง และเรื่องของ “ใหญ่” ที่ให้อภัย “เล็ก” บุคคลที่ฆ่าพ่อของเขา คุณคิดว่าการให้ อะไรที่ยากที่สุด ระหว่าง “ให้อภัย” กับ “ให้ชีวิต”?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;งั้นกลับมาถามอะไรง่ายๆ แล้วกัน -- ให้อะไรที่ง่ายที่สุด?&lt;br /&gt;
แล้วถ้าการให้มันง่ายขนาดนั้น… ทำไมคุณไม่เริ่มให้สักที?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นี่คือสิ่งที่ถาม ท้าทายให้ตอบ ในบางคำถาม ห้องทั้งห้องได้คำตอบที่ฮาครืน แต่บางคำถาม ความเงียบกลับเป็นคำตอบที่มีความหมาย เป็นคำถามที่ขุดลึกไปยังอัตตา ความคิด ความเชื่อ ของคนๆ หนึ่ง&lt;br /&gt;
นายวิชาชาญ สัมภักดี นักศึกษาปวช.1 พูดถึงความรู้สึกของตนกับการดูละครเรื่องนี้ว่า “ผมรู้สึกว่าดี ทำให้ผมได้เห็นสองด้านของมนุษย์ของทุกอย่าง อย่างเรื่องของนายแม้น มันมันตรง เลือกจะช่วยหรือไม่ช่วย ผลมันออกต่างกันลิบลับ”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;http://bp3.blogger.com/_fJzu_Dllf-8/RhnGpm7yB5I/AAAAAAAAABs/3rN26m2pyAA/s320/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88.JPG&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
อาจารย์ธนภัทร์ สังข์ทอง หัวหน้างานประชาสัมพันธ์ วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม บอกกับเราว่า “เป็นละครที่ดี สร้างสรรค์สังคม เป็นจุดเริ่มที่ดีให้เด็กได้มองเรื่องนี้ จริงๆ แล้วทางโรงเรียนเองก็ทำเหมือนกัน ประกาศทางวิทยุตลอด อย่าทิ้งขยะนะ อย่าเดินลัดสนามนะ ก็ไม่ทำ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทำได้ อาจจะเป็นเพราะวัยที่ไม่อยู่ในกฎ ผมคิดว่าละครน่าจะกระตุ้นเด็กให้ทำดีอย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะถ้าจะทำก็ทำเลย ไม่ต้องรอผลัดวันประกันพรุ่ง เห็นขยะก็เก็บขยะเลย ขยะของเรา ขยะของเพื่อนก็เหมือนกัน”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;และนี่คือสองเสียงสะท้อนของผู้ชม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับคุณมัลลิกา ตั้งสงบ บ้านสื่อสารการละคร สถาบันอาศรมศิลป์ ผู้รับผิดชอบโครงการ “พัฒนารูปแบบละครเวทีแบบมีส่วนร่วม (Interactive Theatre) เพื่อส่งเสริมการทำความดีผ่านงานจิตอาสาในเยาวชน”&lt;br /&gt;
เธอบอกกับเราว่า ละครเวทีที่ได้ผ่านไปนี่ เป็นเพียงโครงการนำร่องของการหารูปแบบการสื่อสารเรื่อง “การทำความดี” ผ่านงานอาสาสมัครให้กับเด็กรุ่นใหม่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“โจทย์ใหญ่คือจะทำอย่างไรให้สื่อสารกับเด็กรุ่นนี้ได้ เขาฮีต (heat) เขาจริงใจ เขาชอบแบบไหน เขาแสดงออกมาตรงๆ ตอนนี้ สื่อทุกประเภทพยายามแย่งความสนใจจากเขา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“เรา ในฐานะสื่อละครเวทีจะคุยกับเขาอย่างไร วิธีการบอกให้ไปทำดี อย่างแม่บอกลูกไปทำสิ มันก็ทำได้ แต่ก็อือ ทำให้มันเสร็จๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“มันไม่ได้มาจากเขาเอง ละครของเราจึงเป็นละครเวทีแบบมีส่วนร่วม ให้เขาโต้ตอบกับเรา ตั้งคำถาม ตอบ ขอความร่วมมือ มันกระตุ้นให้เขาคิดว่าเขาจะตอบอย่างไร เขาคิดอย่างไร”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เธอเล่าต่อไปว่า กว่าจะมาเป็นละครอาสาเรื่องนี้ ได้ต้องผ่านการฝึกซ้อมเป็นเวลา 2 เดือนกับกลุ่มน้องๆ จากบ้านกาญจนาภิเษก เวทีนำร่องเวทีแรกคือ เวทีบ้านกาญจนาภิเษก เวทีที่สองคือ วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม และเวทีสุดท้ายคือเวทีโรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งแสดงไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นักแสดงหลักของละคร 7 คนมาจากสถานพินิจ บ้านกาญจนาภิเษก มัลลิกาบอกกับเราว่าที่เลือกชวนน้องๆ จากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษกมาเป็นนักแสดงก็เพราะเห็นว่าน้องๆ มีความสามารถ มีความน่าสนใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อีกทั้ง พวกเขายังเป็นกลุ่มเยาวชนบ้านที่เคยผ่านงานอาสาสมัครอย่างอาสาสมัครสึนามิมาแล้ว จึงได้ติดต่อคุณ ทิชา ณ นคร หรือ ป้ามล ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก ประกาศรับสมัครนักแสดงละครอาสา แเด็กทโมน 7 ชีวิตจากบ้านกาญจนาภิเษกจึงได้ร่วมหัวจมท้ายกับละครเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มซ้อม คิดบท เนื้อหา ท่าทางการแสดง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“น้องๆ สนุกมาก อืด ไม่ท้อ เห็นบทพูดยาวๆ แบบนี้ จำได้เร็วกว่าพี่ๆ อีก” มัลลิกาเล่าปนหัวเราะร่วน&lt;br /&gt;
น้องบอล นายธวัช กล่อมกระมล เยาวชนจากบ้านกาญจนาภิเษก บอกเล่าความรู้สึกของการได้เล่นละครเรื่องนี้ว่า “ผมเป็นคนไม่ค่อยพูด ชอบอยู่เงียบๆ อ่านหนังสือ พอมีละครเข้ามา ผมสนใจก็ลองสมัคร ได้เล่น รู้สึกมีความสุข ทำให้คนหัวเราะยิ้มได้ ทำให้เขาได้คิด ผมรู้สึกภูมิใจ รู้สึกดีที่ได้ทำครับ” บอลพูดด้วยรอยยิ้มแห่งความภูมิใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับน้องกอล์ฟ นายโลกณ พูลขิง เขาบอกกับเราว่าการเล่นละครเหมือนกระจกสะท้อนตัวเขาเอง “เดิมผมเป็นคนไม่สนใจใครเท่าไหร่ พอได้มาแสดง ซ้อม ช่วยคิดบท ก็ได้เห็นบางสิ่งที่เราไม่มองมาก่อน ได้ย้อนกลับมาถามตัวเองกับสิ่งที่เราเล่น กับบทที่เราพูด ผมรู้สึกได้ว่าใจเราดีขึ้นมาก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนๆ ก็ดีมาก จากที่บ้านกาญจนาฯ เราเคยเห็นหน้าแต่ไม่เคยคุยกัน ตอนนี้ เป็นเพื่อนที่ช่วยกันและกัน สนิทกัน สนุกครับ”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พวกเขาโฆษณาละครเรื่องนี้ต่อด้วยเสียงแจ่มใสว่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“ละครเรื่องนี้จูนติด เข้าใจง่าย ผมคิดว่าถ้าคนดูซัก 100 คน ได้กลับไปคิดซัก กลับไปทำซัก 5 คน ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วครับ”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่สนใจต้องการติดต่อเชิญ กลุ่มละคร “อาสา” แสดงเพื่อกระตุ้นต่อมความดีติดต่อได้ที่ คุณมัลลิกา ตั้งสงบ : 081-710-3417 &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 17 Dec 2007 19:18:55 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">93 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>บริจาคอวัยวะต่อชะตาชีวิตคน</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/94</link>
 <description>&lt;p&gt;
เขียน: คมชัดลึก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สร้าง&amp;quot;บุญ&amp;quot;รับปีใหม่ไทย บริจาคอวัยวะต่อชะตาชีวิตคน&lt;br /&gt;
เทศกาลปีใหม่ไทยนี้ หลายครอบครัวคงชักชวนกันเข้าวัดทำบุญ ฟังธรรมะ เทศนา เพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ มีสมาธิ และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ รวมไปถึงเจ้ากรรมนายเวร ตามความเชื่อของชาวพุทธ แต่การทำบุญอีกอย่างที่ถือว่าได้บุญกุศลอย่างแรงกล้าเฉกเช่นเดียวกัน นั่นคือการให้ชีวิตใหม่แก่ผู้ที่เดือดร้อน และมีความบกพร่องทางร่างกาย &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เชื่อหรือไม่ ว่าทุกวันนี้มีผู้ป่วยที่อวัยวะล้มเหลว และรอการปลูกถ่ายอวัยวะกว่า 2,000 คน แม้อวัยวะภายนอกจะปกติทุกอย่าง แต่อวัยวะภายในของพวกเขากลับตรงกันข้างโดยสิ้นเชิง อีกทั้งทัศนคติในการบริจาคอวัยวะ หลายคนยังมีความหวาดกลัว &lt;b&gt;ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย&lt;/b&gt; จึงเปิดแถลงข่าว เพื่อแจ้งถึงผลการดำเนินงานและอุปสรรคของการทำงาน ในงาน &amp;quot;ศูนย์บริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยพบสื่อมวลชน&amp;quot; โดย&lt;b&gt; น.พ.วิศิษฎ์ ฐิตวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย&lt;/b&gt; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;น.พ.วิศิษฎ์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย กล่าวว่า &lt;b&gt;ศูนย์รับบริจาคอวัยวะก่อตั้งมานานถึง 13 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สะบักสะบอมที่สุด เนื่องจากผู้บริจาคอวัยวะมีน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้รอรับบริจาค&lt;/b&gt; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อปี 2536 สภากาชาดไทยมีอายุครบ 100 ปีพอดี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ ร.พ.จุฬาลงกรณ์ ได้ทำการปลูกถ่ายหัวใจและตับจากผู้ป่วยสมองตาย นับจากนั้นถือเป็นการเปิดศักราชการปลูกถ่ายอวัยวะ ตับ หัวใจ และไต เพิ่มขึ้น ซึ่งวัตถุประสงค์ของเรา คืออยากจะให้มีการรณรงค์การบริจาคอวัยวะให้เพียงพอกับจำนวนผู้รอรับบริจาค สภากาชาดไทยได้รณรงค์มาโดยตลอด เมื่อปี 2540 เศรษฐกิจไม่ดี ศูนย์ต้องซื้อหัวใจจากต่างประเทศ ซึ่งอวัยวะจากผู้เสียชีวิต เราจะถนอมอวัยวะซึ่งจะเก็บในอุณหภูมิสูงถึง 196 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 5 ปี ตอนนี้มีเหตุการณ์ไม่สงบ ทั้งระเบิด ไฟไหม้ ผมคิดว่าอนาคตอาจจะมีการปลูกถ่ายผิวหนังต่อไป&amp;quot; ผอ.ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย กล่าว &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากจะมองถึงสถิติผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อตั้งแต่ปี 2537-2550 มีผู้ปลูกถ่ายไตสูงสุดถึง 1,308 ึคน รองลงมา ดวงตา 590 คน และลิ้นหัวใจ 329 คน ซึ่งปี 2537-2539 ถือเป็นปีที่มืดมนที่สุดโดยไม่ทราบสาเหตุ อวัยวะสำหรับการปลูกถ่ายหายากมาก แต่ปี 2540 จำนวนผู้รับบริจาคเริ่มเพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อปี 2546 มีผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะมากถึง 345 คน และกลับลดลงอีกครั้ง เนื่องจากความต้องการของคนรับบริจาคมีมากกว่าอวัยวะที่บริจาคนั่นเอง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อปี 2542 มีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะมากถึง 60,216 คน และลดลงมาเรื่อยๆ เมื่อปี 2549 มีจำนวน 35,585 คน และปี 2550 ตอนนี้มีจำนวน 5,085 คน ซึ่งผมก็คาดหวังที่จะให้คนไทยรู้เรื่องการบริจาคอวัยวะมากขึ้น เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยด้วยกัน เพราะตอนนี้ศูนย์ของเราเจออุปสรรคมากมาย ทั้งญาติผู้เสียชีวิตปฏิเสธที่จะบริจาค เพราะไม่เคยรู้เรื่องการปลูกถ่ายอวัยวะมาก่อน ไม่รู้ถึงประโยชน์และวิธีการบริจาคอวัยวะ บางคนไม่เข้าใจคำว่า &#039;สมองตาย&#039; และไม่แน่ใจว่าตายหรือเปล่า กลัวว่าแพทย์จะเอาอวัยวะไปให้ผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;จริงๆ แล้วคำว่า สมองตาย คือถ้าหัวใจหยุดเต้นไป 5 นาที สมองส่วนกลางจะตายลง แต่ก้านสมองเป็นส่วนที่ควบคุมการหายใจจะทนที่สุด หากก้านสมองตาย ทุกส่วนของร่างกายก็ตาย ไม่สามารถฟื้นได้ ซึ่งตรงนี้แพทย์ผู้รักษาเองก็จะต้องบอกกับญาติด้วย ว่าผู้ป่วยมีอาการสมองตายหรือเปล่า บางครั้งแพทย์และพยาบาลก็ไม่ได้ขอรับบริจาคจากญาติของผู้ป่วยด้วยหลายสาเหตุ อย่างกลัวว่าจะรบกวนญาติผู้เสียชีวิต เป็นต้น&amp;quot; น.พ.วิศิษฎ์ กล่าว &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้จะมีการรณรงค์เกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะมากเพียงใด แต่ทัศนคติของการบริจาคอวัยวะยังมีผู้ไม่เข้าใจเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจผิดเกี่ยวกับกระบวนการบริจาคอวัยวะ กลัวว่าจะตัดส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายไป หรือบริจาคแล้วกลัวว่าชาติหน้าอวัยวะจะไม่ครบ และเรื่องศาสนาซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการบริจาคเช่นเดียวกัน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;น.พ.วิศิษฎ์ เล่าถึง&lt;b&gt;กระบวนการดำเนินงานในการรับบริจาคอวัยวะ ว่า 1.โรงพยาบาลที่อยู่ในเครือข่ายรับบริจาคอวัยวะจะแจ้งมายังศูนย์รับบริจาคอวัยวะ 2.แพทย์จะตรวจวินิจฉัยสมองตายตามเกณฑ์แพทยสภา 3.แพทย์พยาบาลจะขอรับบริจาคอวัยวะจากญาติ 4.ดูแลผู้บริจาคอวัยวะ เพื่อถนอมอวัยวะเหล่านั้นให้ผู้ป่วย&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;5.ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ แจ้งข้อมูลของผู้บริจาคอวัยวะแก่โรงพยาบาลที่เป็นทีมผ่าตัดของแต่ละอวัยวะ เพื่อประเมินผู้บริจาคอวัยวะ โดยคนหนึ่งจะบริจาคได้ 4 อย่าง คือ หัวใจ ตับ ไต ปอด 6.โรงพยาบาลที่มีผู้รอรับหัวใจ ปอด ตับ ไต ติดต่อและประเมินผู้รอรับแต่ละคน 7.ทีมผ่าตัดแจ้งความพร้อมในการรับอวัยวะแก่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ เพื่อสรุปผลและเตรียมทีมผ่าตัดนำอวัยวะออก &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;8.กำหนดเวลาทำการผ่าตัดร่วมกับกำหนดการเดินทาง เนื่องจากหัวใจจะสามารถเก็บได้แค่ 4 ชั่วโมง ถือว่าวิกฤติสุด ต้องรีบทำการผ่าตัดด่วน ปอดและตับเก็บได้ 6 ชั่วโมง ไต 12 ชั่วโมง 9.ทำการผ่าตัดนำอวัยวะไปปลูกถ่าย 10.แจ้งผลการปลูกถ่ายอวัยวะมายังศูนย์รับบริจาคอวัยวะ 11.ศูนย์รับบริจาคอวัยวะให้การสนับสนุนและขอบคุณหน่วยงานและบุคคลผู้เกี่ยวข้อง คือญาติผู้บริจาคอวัยวะ โรงพยาบาลที่มีผู้บริจาค โรงพยาบาลที่เป็นทีมผ่าตัด หน่วยงานที่สนับสนุนการเดินทาง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;&amp;quot;น้องทิพย์&amp;quot; ฐานรัตน์ นรินทร์สุขสันติ&lt;/b&gt;วัย 9 ขวบ ป่วยเป็นโรคท่อน้ำดีอุดตัน ส่งผลให้ตับแข็งตั้งแต่เกิด และเป็นผู้ที่ได้รับการบริจาคตับไปเมื่อปี 2541 คุณแม่จินตนา เล่าให้ฟังว่า ทราบว่าน้องทิพย์ป่วยตั้งแต่อายุได้ 4 เดือน ซึ่งคุณหมอที่ทำคลอดไม่ได้ตรวจเช็คอะไร เพราะภายนอกปกติทุกอย่าง แต่มาตรวจเจอเมื่อครั้งที่นำลูกสาวไปฉีดวัคซีน ซึ่งอาการเริ่มแรกของน้องทิพย์คือถ่ายอุจจาระสีซีด ตาเหลืองเพราะของเสียไม่ยอมออกมา และพุงใหญ่ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;น้องทิพย์พิการตับมาตั้งแต่กำเนิด ตอนที่ทราบว่าเขาเป็นโรคนี้ ก็พาเขามารักษาที่โรงพยาบาลเด็ก เพราะเห็นเขาเป็นโรงพยาบาลเด็ก น่าจะเชี่ยวชาญด้านนี้ พอตรวจพบหมอบอกว่าไม่รอด ถ้าเป็นโรคนี้ต้องเปลี่ยนตับอย่างเดียว ตอนนั้นยังไม่ค่อยรู้จักการปลูกถ่ายอวัยวะแพร่หลาย แต่โรงพยาบาลจุฬาฯ ทำได้ ก็เลยลองพาน้องเขามาหาหมอที่นี่ ซึ่งหมอเขาให้ความหวังเรา 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ดีกว่าไปทำที่ต่างประเทศ ต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;น้องทิพย์โชคดีมากที่ใช้เวลาเกือบปี เดือนสิงหาคม 2541 น้องก็ได้เปลี่ยนตับจากผู้บริจาคที่เสียชีวิต ผู้หญิงอายุ 23 ปี เพราะโดนของแข็งตีที่ท้ายทอย และเมื่อตอนที่เขาอายุ 5 ขวบก็ทำการผ่าตัดขยายท่อน้ำดีอีกครั้ง ตอนนี้อาการของน้องดีขึ้นมาก เหมือนเด็กปกติทั่วไป เมื่อก่อนต้องเข้าโรงพยาบาลเดือนละครั้ง แต่ตอนนี้ 3 เดือนครั้งเพื่อตรวจเลือด และตรวจภูมิต้านทาน ซึ่งน้องจะต้องกินยารักษาภูมิคุ้มกันแบบนี้ไปตลอดชีวิต ซึ่งคุณพ่อเขาจะตั้งเวลาในโทรศัพท์มือถือเอาไว้ จะต้องกินให้ตรงเวลาเช้าและเย็น แต่ถ้าเกิดน้องโตขึ้นต้องดูแลตัวเอง ลืมทานยาไม่ได้เด็ดขาด&amp;quot; คุณแม่จินตนา กล่าวอย่างเป็นห่วง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้น้องทิพย์จะผ่าตัดจนอาการดีขึ้นทุกอย่างแล้ว แต่ความเครียดของผู้เป็นแม่ก็ยังมีอยู่เต็มหัวใจ ด้วยเกรงว่าตับใหม่ที่ใส่เข้าไปในร่างกายลูกสาว จะเกิดการปฏิเสธขึ้นมากะทันหัน หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าลูกสาวจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;เคยมีน้องคนหนึ่งที่เขาเปลี่ยนตับแล้วเขาเสียชีวิต แต่เราก็ไม่ได้ถามว่าเขาเสียชีวิตเพราะอะไร ตอนนี้ก็ดูแลเขาให้ดีที่สุด เพราะไม่รู้ว่าตับใหม่จะปฏิเสธน้องเขาเมื่อไร ทุกวันนี้ก็จะบอกให้น้องเขาทำบุญให้มากๆ ยึดมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย เรื่องค่าใช้จ่ายโชคดีที่ตอนนี้แม่ทำงานในองค์กรรัฐวิสาหกิจ ค่ายาก็จะเบิกได้ แต่ก็ได้ถึงแค่อายุ 21 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าจะรับภาระค่าใช้จ่ายยังไง ตอนนี้ก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกัน&amp;quot; แม่น้องทิพย์ กล่าวถึงอนาคต &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ณ วันนี้น้องทิพย์ยังคงมีอาการเหนื่อยเร็วอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วเธอเป็นเด็กที่ร่าเริงเหมือนเด็กปกติทั่วไป การเรียนแม้จะไม่ได้เก่งมาก แต่ก็อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งน้องทิพย์เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนทอรัก ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ใกล้ๆ บ้าน เพื่อครอบครัวจะได้ดูแลเธออย่างใกล้ชิดที่สุด &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วน &lt;b&gt;&amp;quot;แก้ว&amp;quot; พิทยา เขจรฤทธิ์&lt;/b&gt; ผู้รอรับบริจาคหัวใจและปอดมาตั้งแต่อายุ 16 ปี กระทั่งวันนี้เธออายุ 26 ปีแล้ว ผ่านมา 10 ปี ก็ยังไม่มีวี่แวววินาทีแห่งความหวังเข้ามาเคาะประตูบ้านเธอสักครั้ง เนื่องจากเธอมีหัวใจเพียง 2 ห้อง เป็นผลให้ปอดไม่แข็งแรงร่วมด้วย &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;บางทีแก้วก็รู้สึกท้อใจเหมือนกัน ที่เราไม่ได้โอกาสเหมือนคนอื่น แต่แก้วก็เข้าใจว่าหัวใจกับปอดจะให้หาเลือดกรุ๊ปเดียวกันก็หายาก ตอนนี้แก้วต้องกินยาบำรุงหัวใจ ลดความดัน ยาขับปัสสาวะ ยาช่วยการทำงานของปอด ตอนเด็กๆ แม่บอกว่า แก้วเป็นเด็กที่เติบโตช้า เหนื่อยง่าย ดูจังหวะการเต้นของหัวใจติดๆ ขัดๆ ตลอด ตอนอายุ 16 ปี แก้วมารักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ หมอเขาก็วินิจฉัยว่าแก้วหัวใจพิการแต่กำเนิด ต้องรอการปลูกถ่ายอวัยวะอย่างเดียว&amp;quot; แก้ว เล่าอาการของตัวเอง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พร้อมกับบอกว่าอาการของเธอที่หนักสุด คือเหนื่อยจนไม่สามารถลุกขึ้นมาจากเตียงได้ เพราะหัวใจเต้นแรงและเร็วมาก เหมือนคนออกกำลังกายอย่างหนัก อีกทั้งยังเจ็บหัวใจซีกซ้าย โชคดีที่เธอยังไม่เคยเป็นมากถึงขั้นหมดสติไป &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;ถ้าเมื่อไรที่แก้วมีอาการแบบนั้น แก้วต้องตั้งสติบอกตัวเองเสมอว่าไม่เป็นอะไร แก้วต้องไม่เครียดไม่ทำงานหนัก ไม่หักโหม ทุกอย่างจะปกติ ถ้าเมื่อไรที่แก้วเครียด ทำงานหนัก กินอาหารได้น้อย นอนไม่หลับ ร่างกายจะทรุดทันที เคยเป็นมากถึงขั้นนอนห้องไอซียูด้วย ประมาณ 3 เดือนครั้ง เพราะแค่อากาศเปลี่ยนแก้วก็ทรุดแล้ว &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนนี้แก้วได้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ดีใจที่ทำให้แก้วมีความหวังขึ้นมาหน่อย เพราะถ้าฐานะของแก้วคงจะไม่พอกับค่ายา ทุกวันนี้แก้วจะไปตวรจร่างกายที่โรงพยาบาลจุฬาฯ แล้วไปรับยาที่วังสวนจิตรลดา&amp;quot; แก้ว แจกแจง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ณ วันนี้เธอได้ทำงานที่บริษัทวิทยุการบินในส่วนของห้องสมุด เพราะเขามีมูลนิธิคนพิการที่จ้างคนพิการเข้าทำงาน แรกๆ เธอก็น้อยใจ เป็นคนพิการที่ไม่เหมือนคนอื่น เนื่องจากเธอมีแขนขาครบ แต่มีโรคประจำตัว ซึ่งแตกต่างจากเพื่อนพิการคนอื่นๆ ที่แขนขาขาด แต่สามารถทำงานได้เหมือนคนปกติทั่วไป &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;แก้วอยากทำประโยชน์ได้มากกว่านี้ แก้วคิดอยู่เสมอว่าถ้าเลือกเกิดได้ แก้วขอเป็นคนพิการแขนขาดีกว่า ไม่อยากให้พิการหัวใจ ทุกวันนี้แก้วก็เกรงใจบริษัทมาก จ้างให้ทำงาน แต่แก้วต้องลางานบ่อยๆ ผิดกับเพื่อนๆ ที่ได้ทำงานเต็มที่ แต่บริษัทเขาก็เข้าใจ คนพิการไม่เหมือนคนอื่น &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทุกวันนี้แก้วก็มีกำลังใจจากแม่และพี่ของแก้ว จะต้องอยู่เพื่อเขา เพราะเขาต้องอดทนเลี้ยงดูแก้วมานาน แก้วต้องตอบแทนแม่และพี่ เพราะอายุขนาดนี้เราน่าจะตอบแทนพระคุณท่านได้แล้ว แก้วหวังที่จะมีครอบครัวเหมือนคนอื่น ซึ่งโรคนี้เป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตของแก้วมาก ชีวิตของแก้วตอนนี้เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย ถึงจะมีคนมาจีบแล้ว แต่แก้วก็คงไม่อยากให้เขาเอาชีวิตมาเสี่ยงกับแก้ว ทุกวันนี้แก้วก็อธิษฐานขอให้หายเป็นปกติ จะได้ทำในสิ่งที่แก้วอยากทำ&amp;quot; แก้ว กล่าวอย่างมีความหวัง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ได้ทราบถึงเสียงการรอคอยชีวิตใหม่กันแล้ว นี่คงเป็นแรงผลักดันให้หลายๆ คน ร่วมใจกันบริจาคอวัยะมากขึ้น เพราะหากเราไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว อย่างน้อยอวัยวะในร่างกายของเราที่สมบูรณ์ ยังสามารถต่อชีวิตคนอื่นได้ แถมยังเป็นการทำบุญอันยิ่งใหญ่ ถ้าคุณคิดจะบริจาคอวัยวะเนื่องในเทศกาลสงกรานต์นี้ ก็น่าจะเป็นสร้างบุญสร้างกุศลได้ดีและเห็นได้ชัดอีกทางหนึ่งค่ะ... &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา : นสพ.คมชัดลึก&lt;br /&gt;
12 เมษายน 2550
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 17 Dec 2007 19:19:49 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">94 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>วิธีบรรเทาโลกร้อนด้วยจิตอาสา</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/95</link>
 <description>&lt;p&gt;
เขียน: jamjit
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ลดอุณหภูมิโลก ลดการบริโภค&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/strong&gt;ลองสมมติว่าตัวคุณเป็นกบ&lt;br /&gt;
กบที่กำลังลอยอยู่ในหม้อน้ำที่กำลังตั้งไฟ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากน้ำในหม้อนั้นกำลังเดือด คุณก็คงพยายามกระโดดให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อหาทางหนีออกจากหม้อใบนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในทางตรงกันข้าม หากมันเป็นเพียงแค่น้ำอุ่นที่ตั้งไฟอ่อนๆ  คุณคงรู้สึกสบาย อ้า...ช่างน่ารื่นรมย์อะไรเช่นนี้ คุณคิด&lt;br /&gt;
ด้วยความเป็นกบที่อยู่ในหม้อน้ำ และกำลังสบายอกสบายใจกับการนอนแช่ในอ่างน้ำอุ่น ขณะที่เตาไฟกำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ  คุณจึงไม่รู้ตัวกำลังจะตาย จึงไม่พยายามหาทางหนีแม้แต่น้อย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่สุดแล้ว กบน้อยก็นอนหลับในหม้อน้ำแห่งนั้นไปชั่วนิรันดร์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โลกเราก็เปรียบเหมือนกับหม้อน้ำที่กำลังตั้งไฟอยู่อ่อนๆ และกำลังทวีความร้อนขึ้นอย่างช้าๆ แน่นอน เจ้ากบตัวนั้นก็คือคุณนั่นแหละ มนุษย์ที่ไม่รู้ตัวเลยว่า ใกล้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิตแล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;.............&lt;br /&gt;
ถึงเวลานี้ คงไม่มีใครปฏิเสธแล้วว่า ไม่รู้จักปรากฏการณ์สำคัญของโลกที่เรียกว่า ภาวะโลกร้อน (Global warming) &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ปีที่ผ่านมา ภาคเหนือและภาคอีสานต้องเผชิญกับอากาศหนาวจัดกว่าหลายปีที่ผ่านมา &lt;br /&gt;
ขณะที่ภาคกลางประสบกับปัญหาน้ำท่วมหนักอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน&lt;br /&gt;
ส่วนภาคใต้ก็เจอกับพายุที่รุนแรงขึ้น ปัญหาทะเลกัดเซาะชายฝั่งเข้ามาลึกมากขึ้น  &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คงไม่ต้องย้ำกันอีกรอบ ตามที่วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์แห่งนิตยสารคดี บอกว่า ภาวะโลกร้อนได้มาเคาะประตูบ้านของเราแล้ว...&lt;br /&gt;
...&lt;br /&gt;
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ คณะกรรมการนานาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์กว่า ๒,๕๐๐ คน จาก ๑๓๐ ประเทศ ได้พบข้อสรุปอย่างชัดเจนแล้วว่า สาเหตุของปัญหาโลกร้อนนั้น ร้อยละ ๙๐ มาจากการที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากเกินไป จนความร้อนจากพื้นโลกไม่สามารถสะท้อนออกนอกโลกได้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศอย่างรุนแรงไปทั่วโลก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ดังนั้นภารกิจที่เหล่ามนุษยชาติต้องรับผิดชอบร่วมกันก็คือ ลดการเผาผลาญเชื้อเพลิงและปล่อยก๊าซคารบอร์ไดออกไซด์ลงให้มากที่สุด เพื่อต่อเวลาให้กับโลกใบนี้ให้ยาวยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ฟังดู อาจสงสัยว่าเราที่เป็นมนุษย์ตัวเล็กๆคนหนึ่งจะไปทำอะไรได้  แต่ช้าก่อน! คนตัวเล็กๆอย่างพวกเรานี่ล่ะ ที่เขย่าโลกจนสะเทือนมานักต่อนักแล้ว และพวกเขาล้วนแต่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงทีละน้อย และสะสมพลังไว้จนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้  คุณเองก็ทำได้เช่นกัน  &lt;br /&gt;
....&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ชีวิตพลาสติก&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เคยลองนั่งนึกกันเล่นๆไหมว่า วันหนึ่ง เราสร้างขยะกี่ชิ้นให้กับโลกใบนี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาถุงพลาสติกทั้งหลายที่ทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากขึ้น &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เดินเข้าร้านสะดวกซื้อ จ่ายเงินค่าขนมถุง ๑ ห่อ ได้ถุงพลาสติกมา ๑ ใบ  แวะซื้อลูกชิ้นปิ้งสามไม้ ได้ถุงพลาสติกหิ้วแถมมาด้วย อีก ๑ ใบ   ต่อด้วยกาแฟเย็น ๑ แก้ว ที่เดี๋ยวนี้แต่ละร้านก็มีฝาปิดแก้วแสนสวยมาให้ด้วย  &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แค่อาหารมื้อเช้าก่อนไปทำงาน หรือเรียนหนังสือ เราก็ได้ถุงพลาสติกที่ไม่รู้จะเอาไปอะไรต่อถึง ๓ ใบ พร้อมด้วยพลาสติกกลมๆอีกหนึ่งอัน  &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;i&gt;ถ้าอย่างนั้น ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเรา ได้สร้างขยะพลาสติกมากเพียงใด&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
...&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ความจริงเกี่ยวกับพลาสติก&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;a target=&quot;_blank&quot; href=&quot;http://photobucket.com/&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/Thankyouunderwater.jpg&quot; alt=&quot;Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ละวัน ทั่วโลกมีถุงพลาสติกว่า ๑ พันล้านใบได้ถูกแจกจ่ายออกไปราวกับได้เปล่า แต่อย่างที่เรารู้กันดีว่า โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี  ลองมาดูกันว่า เราต้องแลกอะไรบ้างกับความสะดวกสบายจากการใช้ถุงพลาสติกในชีวิตประจำวัน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;- ถุงพลาสติก ๑ ใบ ใช้เวลาย่อยสลาย ๔๕๐ ปี&lt;br /&gt;
- ทุกปีผู้คนจับจ่ายซื้อของทั่วโลกใช้ถุงพลาสติก ๑๐,๐๐๐ ล้านใบต่อปี ซึ่งจะต้อง ใช้เวลา ย่อยสลาย นานกว่า ๑,๐๐๐ ปี&lt;br /&gt;
- ถุงพลาสติก ๑.๖ ล้านใบ นำไปเรียงเป็นเส้นรอบวงโลกได้ ๑ รอบ&lt;br /&gt;
- พลังงานที่นำมาผลิตถุงพลาสติก ๘.๗ ใบ เท่ากับพลังงานที่เป็นน้ำมันให้รถวิ่งได้ ๑ กิโลเมตร&lt;br /&gt;
- ทุก ๑ ตารางไมล์ จะพบถุงพลาสติก ๔๖,๐๐๐ ใบลอยในมหาสมุทร ซึ่งส่งผลให้แต่ละปีมีนกทะเลตาย ๑ ล้านตัว และสัตว์ทะเลอื่นๆจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ตัว และปลาอีกนับไม่ถ้วน&lt;br /&gt;
- แต่ละปีมีเต่าทะเล และสัตว์น้ำจำนวนมาก ตายจากการกินพลาสติก เพราะคิดว่าเป็นอาหาร เช่น แมงกะพรุน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ลดพลาสติก ใครว่ายาก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/strong&gt;เมื่อเราต้องอยู่ท่ามกลางการบริโภคพลาสติกอย่างมากมายในสังคม จึงเป็นข้อสงสัยในใจของใครต่อใครว่า แล้วจะทำอย่างไรล่ะ สิ่งที่ง่ายที่สุดก็คงหนีไม่พ้น  เริ่มต้นที่ตัวเองเป็นอันดับแรกด้วยวิธีง่ายๆแบบนี้&lt;br /&gt;
เริ่มจาก ลองนับดูว่า แต่ละสัปดาห์เราใช้ถุงพลาสติกกี่ใบ และอาจจะตั้งเป้าหมายว่าจะลดลงให้ได้ทุกสัปดาห์ &lt;br /&gt;
ใช้ถุงผ้าเวลาไปช็อปปิ้งแทนถุงพลาสติกที่ร้านค้ามักหยิบยื่นให้  ซึ่งถ้ากลัวลืมนักก็ขอแนะนำให้ติดถุงผ้าไว้ในรถเสียเลย&lt;br /&gt;
เวลาที่ไปซื้อของจำนวนเล็กน้อย สองสามชิ้น คงพอถือได้โดยไม่ต้องใส่ถุงพลาสติก หรือหากไม่มีทางเลือกแล้ว คงต้องตรวจสอบในถุงใบนั้นมีของอยู่ ๘ ชิ้นเป็นอย่างต่ำหรือไม่  เพื่อให้การใช้ถุงพลาสติกแต่ละครั้งของเราคุ้มค่าที่สุด&lt;br /&gt;
ทิ้งขยะลงในถังโดยตรงแทนการใช้ถุงพลาสติกซ้อนในถังขยะ  พอถึงเวลาที่ทำความสะอาด น้ำที่ใช้ล้างถังก็เอามารดน้ำต้นไม้ต่อไปได้อีกทอดด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ภัยไฮเทค&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“โทรศัพท์มือถือเสีย ไม่ต้องซ่อมหรอก ซื้อเครื่องใหม่เลยดีกว่า คุ้มกว่าเยอะ” ด้วยความที่เทคโนโลยีต่างๆพัฒนาไปมาก ราคาของอุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลายจึงราคาต่ำลงกว่าในอดีตบ้าง จากประโยคข้างต้นเชื่อว่าหลายคนคงเคยประสบกับเหตุการณ์ทำนองนี้บ้าง ไม่ว่าจะเป็น จอคอมพิวเตอร์ แบตเตอรีโทรศัพท์มือถือ  คอมพิวเตอร์เก่า ล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าอายุสั้นที่หมุนตามความเจริญก้าวหน้าไม่ทันด้วยกันทั้งนั้น  ดังนั้น เพื่อความสะดวกสบายและการใช้ตัวเงินเป็นตัวชี้วัด เราจึงเลือกที่จะทิ้งคอมพิวเตอร์เครื่องเก่า โทรศัพท์มือถือที่ตกยุค ฯลฯ ไว้ที่ใดสักแห่งในบ้าน  แล้วซื้อเครื่องใหม่ที่ทันสมัยกว่า และคุ้มค่ากว่าแทน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทั้งที่ในความเป็นจริง อาจไม่คุ้มค่าอย่างที่คาด ซ้ำร้ายยังทำร้ายเรา และโลกโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ข่ายใยซ่อนเร้น&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โทรศัพท์มือถือที่เราใช้ กับลิงกอริลล่าในแอฟริกา เกี่ยวข้องกันได้ไง&lt;br /&gt;
อาจฟังดูไม่น่าเชื่อเท่าไหร่ แต่โทรศัพท์มือถือ หรือส่วนประกอบคอมพิวเตอร์บางอย่างทำจากสารชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า โคล์แทน(Coltan) ซึ่งมีอยู่ทั่วโลก แต่มีการลักลอบทำเหมืองแร่ชนิดนี้อย่างผิดกฎหมายในป่าของประเทศคองโก และเป็นการรุกรานที่อยู่ของกอริลล่า นอกจากนี้ คนงานเหมืองแร่ยังฆ่าสัตว์ป่าท้องถิ่น เช่น กอริลล่า ช้าง เพื่อเป็นอาหารอีกด้วย&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;มีอะไรในเครื่องใช้ไฮเทค&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
หากลองถอดเปลือกโทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ ที่ผู้คนใช้งานเกือบตลอดเวลานั้น สิ่งที่เราพบก็ไม่ต่างจากยาพิษดีๆนั่นเอง เนื่องจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ประกอบด้วยสารเคมีที่เป็นพิษและตกค้างยาวนาน รวมทั้งโลหะหนักต่างๆ  เช่น ตะกั่ว สารปรอท แคดเมียม สารที่เป็นอันตรายเหล่านี้ทำให้เกิดมลพิษที่ร้ายแรงทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แม้จะมีการสัมผัสในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็ตาม&lt;br /&gt;
ตัวอย่างเช่น หลอดภาพแบบ CRT ที่ใช้ในจอมอนิเตอร์ซึ่งส่งขายทั่วโลกในปี ๒๕๔๕ กว่า ๑๗.๘ ล้านเครื่อง  ประกอบด้วยตะกั่วประมาณ ๑๐,๐๐๐ตัน  การสัมผัสกับตะกั่วเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียความสามารถด้านสมองของเด็ก และทำลายระบบประสาท ระบบเลือดและระบบสืบพันธุ์ในผู้ใหญ่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;มีแต่เพิ่มไม่มีลด&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มีการสำรวจข้อมูลการบริโภคสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก พบว่า อัตราการใช้งานสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ  &lt;br /&gt;
อายุการใช้งานโดยเฉลี่ยของคอมพิวเตอร์ในประเทศพัฒนาแล้วลดลงจาก ๖ ปีในปี ๒๕๔๐ เป็น ๒ปีในปี ๒๕๔๘&lt;br /&gt;
ในประเทศพัฒนาแล้ว โทรศัพท์มือถือมีวงจรชีวิตสั้นกว่า ๒ ปี &lt;br /&gt;
ในปี ๒๕๔๗ มีการขายคอมพิวเตอร์ ๑๘๓ ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๑.๖ จากในปี ๒๕๔๖และ มีการขายโทรศัพท์มือถือ ๖๗๔ ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๓๐ จากปี ๒๕๔๖&lt;br /&gt;
ภายในปี  ๒๕๕๓ ตลาดซึ่งเติบโตเต็มที่ในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก จะเพิ่มจำนวนคอมพิวเตอร์ใหม่อีก ๑๕๐ ล้านเครื่อง ขณะที่ตลาดที่กำลังเติบโตขึ้นแห่งอื่นจะเพิ่มอีก ๕๖๖ ล้านเครื่อง&lt;br /&gt;
สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เครื่องเก่านั้น ก็ถูกเก็บไว้ให้ฝุ่นเกาะ เพื่อรอการการนำมาใช้ใหม่ ทั้งนี้ ทางกระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (EPA) ของสหรัฐฯ ประมาณการว่า ๓ ใน ๔ ของคอมพิวเตอร์ซึ่งถูกขายไปแล้วในสหรัฐฯ จะถูกกองรวมกันอยู่ในโกดังและที่เก็บต่างๆ เมื่อถึงคราวที่ต้องโยนทิ้ง พวกมันจะถูกนำไปฝังกลบหรือไม่ก็เข้าเตาเผาขยะ และเมื่อเร็วๆ นี้ยังมีการส่งออกมาที่เอเชียด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;เอาไปไหนได้บ้าง&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนในประเทศไทย หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบโดยตรง คือ กรมควบคุมมลพิษ  ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานมาทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเก็บรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ เพื่อส่งไปกำจัดหรือรีไซเคิลอย่างถูกวิธีต่อไป  มาดูกันว่ามีที่ไหนบ้างที่เราสามารถส่งต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ใช้แล้วได้&lt;br /&gt;
หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ - เอาไปไว้ได้ตามจุดต่างๆที่ร่วมโครงการเรียกคืนซากหลอดฟลูออเรสเซนต์  กรมควบคุมมลพิษเช่น  ธนาคารพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ทุกแห่ง  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ มหาราชินี มหาวิทยาลัยมหิดล ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์  เป็นต้น สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่   ส่วนของเสียอันตราย&lt;br /&gt;
สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย  โทรศัพท์ ๐๒ -๒๙๘-๒๔๓๖-๘  http://www.pcd.go.th/info_serv/hazadous.html&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ซากแบตเตอรีโทรศัพท์มือถือ – ส่งที่ ผู้ให้บริการ ผู้ผลิต/ผู้นำเข้าในธุรกิจโทรศัพท์มือถือตามศูนย์ให้บริการต่างๆ  ได้แก่  ฮัทช์ ดีแทค เอไอเอส โนเกีย และโมโตโรล่า ซึ่งบริษัทเหล่านี้ได้ร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษ&lt;br /&gt;
คอมพิวเตอร์-จอมอนิเตอร์-พริ้นเตอร์ แนะนำว่าหากยังใช้งานได้ หรือซ่อมแซมเพียงเล็กน้อย สามารถนำเอาไปบริจาคให้กับเด็กนักเรียนในท้องถิ่นทุรกันดาร หรือ องค์กรการกุศลต่างๆ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด  เช่น มูลนิธิวิสุทธิคุณ โทร ๐๒- ๙๔๑ -๕๕๘๘-๙๐ &lt;a href=&quot;http://www.wsk.or.th&quot; title=&quot;www.wsk.or.th&quot;&gt;www.wsk.or.th&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สำคัญที่สุดคือ พวกเราล้วนแต่มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย การเลือกซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แต่ละชิ้น ไม่เพียงแต่พิจารณาถึงความคุ้มค่าทางการเงิน หรือ มองเพียงว่า “ ฉันมีปัญญาซื้อได้ ใครจะทำไม”เท่านั้น  แต่น่าจะลองมองถึงผลที่ตามมาในระยะยาวไปพร้อมกัน วิธีการง่ายๆ(อีกแล้ว) ก็คือ ถามตัวเองว่าเราจำเป็นต้องใช้สินค้าใหม่ชิ้นนั้นจริงหรือไม่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;บริโภคให้น้อย รักษาให้นาน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/strong&gt;มีคนเปรียบเทียบไว้ว่า การซื้อเสื้อสักตัวหนึ่ง ก็ไม่ต่างจากการเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่เราจะต้องดูแลรับผิดชอบมันไปตลอดชีวิตทันทีที่ตัดสินใจนำมันมาอยู่ด้วยแล้ว  บรรดาเสื้อผ้าน่ารักแสนสวยที่อยู่ในตู้เสื้อผ้าก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นก่อนจะซื้อเสื้อผ้าครั้งใด เราน่าจะวางแผนสักนิดว่า จะซื้อแบบไหน สีใด เพราะนอกจากจะช่วยลดเสื้อผ้าที่ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อแล้ว ยังช่วยประหยัดเวลาอีกด้วย  ขณะเดียวกัน  อาจจะตอบคำถามตัวเองว่า ฉันพร้อมจะใช้ประโยชน์เสื้อตัวนี้อย่างคุ้มค่า และรับผิดชอบมันตลอดอายุการงานของมันหรือไม่  &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากนี้ แทนที่จะซื้อเสื้อผ้าใหม่ ลองเปลี่ยนมาใช้เสื้อผ้ามือสองดูบ้าง เพื่อเป็นการต่อชีวิตของมันให้นานขึ้น คุ้มค่ากับสิ่งที่เราสูญเสียไปในการผลิต ขณะเดียวกันแทนที่จะเอาเสื้อผ้าที่ไม่ชอบใจ ทิ้งไปเฉยๆ ก็เปลี่ยนเป็นส่งต่อให้คนอื่น อาจจะเป็นผู้ขาดแคลนเครื่องนุ่มห่ม หรือรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ แลกเสื้อผ้าใส่ ก็จะได้เสื้อผ้าแบบใหม่ๆโดยไม่ต้องซื้อเพิ่มแต่อย่างใด &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลที่ตามมาก็คือ ปริมาณเสื้อผ้าที่ผลิตลดลง สารเคมีที่ออกสู่อากาศและพื้นดินก็ลดลงด้วย เราจะมีพื้นที่สำหรับอาหารเพิ่มขึ้นเพื่อเลี้ยงดูชาวโลก จากสัดส่วนพื้นที่การผลิตฝ้ายสำหรับเครื่องนุ่งห่มที่ลดลงไปอีกมหาศาล&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เป็นดั่งกันและกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของเราที่มีต่อเพื่อนร่วมโลกไม่ว่าจะเป็น มนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ พื้นดิน อากาศ หรือท้องฟ้า   &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เพราะทุกชีวิตบนโลกนี้ไม่สามารถอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว เราต่างต้องพึ่งพาอาศัยกัน อาหารที่เรากินก็เป็นส่วนประกอบจากท้องฟ้า พื้นดิน แสงแดด ฝน เมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงความเหน็ดเหนื่อยของเกษตรกร และผู้ปรุงอาหารให้เรารับประทาน  เราต่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก การกระทำของชีวิตหนึ่งจึงส่งผลต่อเพื่อนร่วมโลกอีกมากมาย เฉกเช่น ก้อนหินที่ตกลงไปในน้ำที่ก่อให้เกิดคลื่นกระจายออกไปไม่รู้จบ   &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การใช้ถุงพลาสติกแต่ละวัน การเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือให้ไม่ตกยุค การซื้อเสื้อผ้าให้ทันสมัยอยู่เสมอ จึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคนทั้งโลกต่างหากเล่า  อันหมายถึงการให้ความรัก หรือมีจิตอาสาต่อโลกใบนี้นั่นเอง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขอบคุณแหล่งข้อมูล&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;http://cleanup.org.au/au/Campaigns/say-no-to-plastic-bags.html&quot; title=&quot;http://cleanup.org.au/au/Campaigns/say-no-to-plastic-bags.html&quot;&gt;http://cleanup.org.au/au/Campaigns/say-no-to-plastic-bags.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.direct.gov.uk/prod_consum_dg/idcplg?IdcService=SS_GET_PAGE&amp;amp;siteId=en&amp;amp;ssTargetNodeId=14&amp;amp;ssDocName=DG_064424&quot; title=&quot;http://www.direct.gov.uk/prod_consum_dg/idcplg?IdcService=SS_GET_PAGE&amp;amp;siteId=en&amp;amp;ssTargetNodeId=14&amp;amp;ssDocName=DG_064424&quot;&gt;http://www.direct.gov.uk/prod_consum_dg/idcplg?IdcService=SS_GET_PAGE&amp;amp;si...&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.foe.co.uk/index.html&quot; title=&quot;http://www.foe.co.uk/index.html&quot;&gt;http://www.foe.co.uk/index.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.greenchoices.org/index.php/impacts-2&quot; title=&quot;http://www.greenchoices.org/index.php/impacts-2&quot;&gt;http://www.greenchoices.org/index.php/impacts-2&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.greenpeace.org/seasia/th/campaigns/91651&quot; title=&quot;http://www.greenpeace.org/seasia/th/campaigns/91651&quot;&gt;http://www.greenpeace.org/seasia/th/campaigns/91651&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.ibuydifferent.org/whatsthedeal/hidden_connections.asp&quot; title=&quot;http://www.ibuydifferent.org/whatsthedeal/hidden_connections.asp&quot;&gt;http://www.ibuydifferent.org/whatsthedeal/hidden_connections.asp&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.pcd.go.th/info_serv/haz_battery.htm&quot; title=&quot;http://www.pcd.go.th/info_serv/haz_battery.htm&quot;&gt;http://www.pcd.go.th/info_serv/haz_battery.htm&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.reusablebags.com/facts.php?id=2&quot; title=&quot;http://www.reusablebags.com/facts.php?id=2&quot;&gt;http://www.reusablebags.com/facts.php?id=2&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.treehugger.com/files/2006/11/how_to_green_yo_12.php&quot; title=&quot;http://www.treehugger.com/files/2006/11/how_to_green_yo_12.php&quot;&gt;http://www.treehugger.com/files/2006/11/how_to_green_yo_12.php&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 17 Dec 2007 19:21:01 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">95 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ทำบุญด้วย....เลือด</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/96</link>
 <description></description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 17 Dec 2007 19:25:12 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">96 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>Dog Tag Outdoor Club รับปิดทองฐานพระ</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/97</link>
 <description>&lt;p&gt;
เขียน: ตามตะวัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ว่ากันว่า การทำความดีไม่จำเป็นต้องประกาศให้ใครรู้ เพราะแค่เรารู้ เท่านั้นก็น่าจะสุขใจเกินพอแล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สมาชิกกลุ่ม Dog Tag Outdoor Club เองก็คงจะคิดไม่ต่างกัน เพราะฉะนั้นตลอด 10 กว่าปีที่ตั้งใจสร้างโรงเรียนให้เด็กๆ ในถิ่นทุรกันดารมา จึงไม่เคยมีใครรู้เลยว่า พวกเขาคือใคร และทำอะไรให้สังคม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;คุณรู้จักพวกเราได้ยังไง&amp;quot; คำถามที่เจือมากับอาการตกใจเล็กน้อยของ &lt;b&gt;พิสุทธิ์ สุทธิสารรณกร ประธานกลุ่ม Dog Tag Outdoor Club&lt;/b&gt; ทำให้เราถึงกับงง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;คือเราไม่เคยประชาสัมพันธ์ หรือซื้อแอดโฆษณาที่ไหน ผมจึงแปลกใจว่าทำไมคุณมาเจอพวกเราได้&amp;quot; พิสุทธิ์ หรือพี่เต้ย ยิงคำถามต่อ จน &#039;คนถาม&#039; ที่ตอนนี้กลายเป็น &#039;คนถูกถาม&#039; อธิบายความเป็นมายกใหญ่ ว่าแท้จริงแล้วพบในโลกออนไลน์แห่งหนึ่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;อ๋อ สงสัยจะใน &lt;a href=&quot;http://www.thaicabincrew.com&amp;quot;&quot; title=&quot;www.thaicabincrew.com&amp;quot;&quot;&gt;www.thaicabincrew.com&amp;quot;&lt;/a&gt; พี่แกเริ่มเข้าใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่พูดพร่ำทำเพลงหลังจากขอร้องจนได้รับอนุญาตให้สัมภาษณ์แล้ว เราก็กลับมาทำหน้าที่เดิม นั่นก็คือเป็น &#039;คนถาม&#039; อีกครั้ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;จริงๆ ตัวผมเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 รุ่นแรกก็เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันนี่แหละ แต่ผมเข้ามาตอนที่เขาทำไปได้สัก 1-2 ปี คือกลุ่มเราเป็นกลุ่มลูกเรือการบินไทยทั้งหมดที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ตอนนั้นก็เฮฮาตามประสาวัยรุ่น ไปกินไปเที่ยวที่ร้านอาหาร แล้วค่อยๆ ขยับไปต่างจังหวัด ช่วงนั้นจี๊ปเชโรกีกำลังเข้ามา เราก็ไปต่างจังหวัดกันบ่อยขึ้น และค่อยๆ เข้าป่าลึกขึ้นๆ จนกระทั่งเราได้ไปกาญจนบุรี&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พี่เต้ย หยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะพ่นความทรงจำเก่าๆ ออกมา เขาว่า ตอนนั้นเข้าไปที่หมู่บ้านผาตั้ง ทุ่งใหญ่นเรศวร ซื้อหนังสือ สมุด ดินสอ ไปบริจาคเหมือนกับกลุ่มออฟโรดทั่วไป แล้วก็ชักชวนกันไปเที่ยวต่อที่อำเภอสังขละบุรี จนพบว่ามีหมู่บ้านที่ต้องอพยพเพราะการสร้างเขื่อน ปฏิบัติการช่วยเพื่อนในถิ่นทุรกันดารจึงเกิดขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;เขาย้ายมาตั้งอยู่ระหว่างชายแดนไทย-พม่า เป็นเหมือนหมู่บ้านกันชน แล้วเป็นหมู่บ้านที่จนมาก รัฐให้งบมาพัฒนาหมู่บ้านแค่เดือนละ 700 บาท โอ้...พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ทำไมรัฐไม่ดูแลให้ดีกว่านี้ คนไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้ ก็พากันเข้าเมืองมาหางานทำ ผมคิดว่าทั้งหมดน่าจะเริ่มต้นที่การศึกษา ก็เลยคุยกันว่าสร้างโรงเรียนดีกว่า&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ด้วยความลึกรอบ กอปรกับไม่มีถนนหนทาง ทำให้การเข้าถึงเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่พวกเขาไม่เคยท้อ พยายามเข้าไป และสร้างโรงเรียนให้จนเป็นผลสำเร็จ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;พอเราทำโรงเรียนเสร็จ ก็เริ่มทำถนนลูกรังให้ แรกๆ ก็เห็นมีครูมาสอนดี แต่พอ 2 ปีให้หลังเมื่อกลับมาดูอีกครั้ง อ้าว...เกิดอะไรขึ้น กลายเป็นโรงเรียนร้าง แล้วชื่อโรงเรียนลูกเรือการบินไทยก็ถูกปลด เอาป้ายมูลนิธิ...ขึ้นมาแขวนแทน เกิดอะไรขึ้น&amp;quot; ประธานชมรมเล่าต่อ จนได้ข้อสรุปว่า ผู้บังคับบัญชาทหารในพื้นที่เปลี่ยน ทำให้นโยบายโยกตาม พวกเขาจึงไม่ขอทำงานกับทหาร เหตุเพราะผูกพันกับการเมืองมากเกินไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;พอดีเพื่อนผมที่จุฬาฯ บอกว่า ทำไมไม่ทำกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ล่ะ พระองค์ท่านมีโครงการที่รับสานต่อจากสมเด็จย่า เราก็เลยได้มีโอกาสทำ&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กลุ่มลูกเรือการบินไทย ฝ่ายพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ในนาม Dog Tag Outdoor Club จึงใช้เวลาว่างร่วมกันทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคม โดยเน้นการสร้างโรงเรียนให้กับเด็กๆ บนภูเขาที่ด้อยโอกาส อย่างน้อยปีละ 2 แห่ง ตามโครงการศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;กลุ่มเรามีรายได้จากการขายเสื้อและสินค้าที่ลูกเรือทำกันเอง ก็ได้มากบ้าง น้อยบ้าง ปีหนึ่งประมาณ 6-7 แสน ซึ่งทั้งหมดมาจากลูกเรือ แล้วเราก็วางแผนว่าจะสร้างโรงเรียนปีละ 2 แห่ง ตามโครงการฯ ก็ไปทำมาหลายที่แล้ว อย่างอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ก็มีหมู่บ้าน....&amp;quot; เขาร่ายชื่อหมู่บ้านแปลกๆ ยาวเหยียด ก่อนจะถ่อมตนว่า Dog Tag เป็นแค่คนส่งพิซซ่าเท่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;จริงๆ นะ Dog Tag เป็นแค่คนขี่มอเตอร์ไซค์ ดิลิเวอรี่ เป็นแค่คนส่งพิซซ่า เอาพิซซ่าไปส่งเขาแค่นั้น แต่คนทำพิซซ่าตัวจริงคือลูกเรือการบินไทย&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประธานชมรม บอกว่า คนส่วนมากจะไม่ค่อยได้เห็นโรงเรียนที่กลุ่ม Dog Tag สร้าง เพราะหมู่บ้านเหล่านั้นค่อนข้างห่างไกล จะเรียกว่าเป็น &#039;หมู่บ้านเหลือเดน&#039; ก็ยังได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เคยตรัสว่า &#039;ลูกเรือการบินไทย ไม่เคยเกี่ยง หมู่บ้านอยู่ลึกแค่ไหน เป็นหมู่บ้านเหลือเดนคนอื่นยังไงก็เข้าไป ลูกเรือทำแล้วไม่เคยโฆษณา เรานี่ปิดทองที่ฐานพระเลย&#039; พอผมได้ฟังประโยคที่พระองค์ท่านตรัสนั้นแล้ว ผมมีความสุขมากๆ แค่นั้นก็เป็นกำลังใจให้พวกเรามากมายแล้ว&amp;quot; พี่เต้ย กล่าวอย่างตื้นตัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;และการเดินทางไปยังหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกล ก็ทำให้พวกเขาได้ค้นพบสัจธรรมชีวิตหลายข้อ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;&amp;quot;ผมว่า ป่าเมืองไทยมีอะไรให้เห็นมากกว่าแค่จินตนาการ คนไทยภูเขาเขามีชีวิตจิตใจ เขามีความรักชาติบ้านเมือง เผลอๆ มากกว่าคนกรุงเทพฯ อีก อย่างผมเข้าไปเจอพี่คนหนึ่ง รับจ้างดับไฟป่าแค่วันละ 100 กว่าบาท ผมถามว่าพี่ได้อะไรเนี่ย เงินก็น้อย เขาบอกผมประโยคเดียว &#039;ผมไม่รู้หรอกว่าผมได้อะไร แต่ผมรู้ว่าผมได้ทำอะไรให้แผ่นดิน&#039; เชื่อไหม ผมได้ยินแล้วผมเอากลับมาสอนตัวเอง เอากลับมาสอนทุกคนเลย เนี่ยคนเรามันต้องได้อย่างนี้&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พี่เต้ย บอกว่า แม้สมาชิกเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ของ Dog Tag จะเป็นลูกเรือการบินไทย แต่ถ้าใครอยากมีส่วนร่วมก็ไม่ห้าม เพียงมีข้อแม้ว่า...&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;อย่าเรียกร้องอะไรกับเรา อย่ามาขอให้เราลงชื่อบริษัทห้างร้านให้ เคยมีเหมือนกัน บริษัทยักษ์ใหญ่เคยเสนอว่าจะให้งบเราปีละล้าน ขอแค่ออกชื่อ แต่เราไม่ชอบวิธีการแบบนั้น ก็ไม่ดีกว่า&amp;quot; ประธานชมรมฯ ย้ำอุดมการณ์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สุดท้ายถามว่า ได้อะไรจากการทำงานเพื่อสังคมแบบนี้ พี่เต้ย รีบบอก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;&amp;quot;ผมไม่รู้ว่าผมได้อะไร แต่ผมรู้ว่าผมได้ทำอะไรให้แผ่นดิน&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;.............&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;*** Dog Tag คือ ป้ายห้อยคอของทหารที่บอกชื่อ อายุ กรุ๊ปเลือด และข้อมูลส่วนตัว เป็นโลหะมี 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งจะทิ้งไว้ที่ศพ(หากเสียชีวิต) ส่วนอีกชิ้นจะนำกลับหน่วยเพื่อแจ้งผู้บังคับบัญชา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา : นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 14 ก.ค.2550 &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 17 Dec 2007 19:26:24 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">97 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ทำดีโดยไม่มีเงื่อนไขอาสาสมัคร</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/98</link>
 <description>&lt;p&gt;โดย หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;&amp;quot;ทำความดีโดยไม่มีเงื่อนไข ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจ โดยไม่หวังผลตอบแทน&amp;quot; คือ คำขวัญของอาสาสมัครโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า (อส.รพ.)&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
น.พ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ผอ.รพ.พระนั่งเกล้า ยึดเป็นหลักในการทำงานอาสาสมัคร หลังจากที่ น.พ.อุทัย สุภาพ ริเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2540 ขณะนั้นมีผู้ป่วยมาใช้บริการมาก เจ้าหน้าที่ไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การมีบุคคลภายนอกที่ต้องการบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้ที่ทนทุกข์ทรมานตามความสามารถและเวลาที่จะอำนวยได้ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น 20 คน ทั้งนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุหลากหลายอาชีพ ทั้งครู แม่บ้าน แอร์โฮสเตส ช่างไม้ ปฏิบัติหน้าที่งานห้องบัตร หน่วยรังสีวิทยา หน่วยงานพยาธิคลินิก จึงช่วยเติมเต็มในส่วนที่ขาดได้ จาก 20 คนในครั้งแรก เพิ่มขึ้นเป็น 87 คนในปัจจุบัน อายุมากสุด 79 ปี น้อยสุด 26 ปี วุฒิการศึกษาสูงสุดปริญญาตรี ต่ำสุด ป.6 ภูมิลำเนาส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ จ.นนทบุรี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พ.ท.สรศักดิ์ รอดโต ประธาน อส.รพ.ที่อ่านนิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 1 ปีที่ 1 เดือนพฤษภาคม 2522 ทำให้ได้ข้อมูลว่า คนที่เขียนบทความหนังสือหมอชาวบ้านไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ จุดประกายให้เขาอยากเป็นอาสาสมัคร บอกว่าคนที่จะมาเป็น อส.รพ.สิ่งแรกที่ต้องเตรียม คือ ใจ เพราะถ้าใจมีแต่ให้แล้ว จะทำให้การทำงานของ อส.รพ.มีศักยภาพและมีความสุข เช่นเดียวกับ คุณลุงสกล กุลประดิษฐ์ ที่มาเป็น อส.รพ.เพราะเคยมานอนรักษาตัวที่ รพ.พระนั่งเกล้า หลายเดือน เห็นผู้ป่วยที่อยู่โรงพยาบาลนานๆ ผมยาว หน้าตาไม่สดใส จึงตั้งปณิธานว่าถ้าหายป่วยจะมาช่วยตัดผมให้ ตอนนี้ตัดผมผู้ป่วยไปแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทว่า ยังมี อส.รพ.บางคนชอบช่วยเหลือผู้คนโดยไม่หวังผลตอบแทนอยู่แล้ว พอได้รับชักชวนมาก็เต็มใจที่จะทำงานอาสาสมัคร อย่างเช่น คุณลุงไพรัตน์ เทศสวัสดิ์ อายุ 75 ปี อดีตอาจารย์ 3 ระดับ 8 สอนภาษาอังกฤษที่ ร.ร.พาณิชยการธนบุรี ทำงานครบ 8 ปี เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม อาสามานวดรักษาโรค และคลายเครียด โดยก่อนจะมาเป็นอาสาสมัครไปนวดให้ฟรีให้คนที่เล่นกีฬาเป็นประจำ ที่ กสท กระทั่งรองอธิบดีกรมควบคุมโรค &amp;quot;เสรี หงษ์หยก&amp;quot; ชวนมาเป็น อส.รพ.&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;บ้านอยู่ซอยช้าง ถนนรัตนาธิเบศร์ ขับรถมาเอง ทำงานสัปดาห์ละ 2 วัน มาตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง กลับเที่ยง นวดรายละ 20 นาที วันละ 12 คน นวดรักษาอาการคอเคล็ด ปากเบี้ยว ปวดเมื่อย ไหล่ติด ตาหลับไม่ลง นวดติดต่อกัน 2-3 ครั้ง ก็จะหาย ทางโรงพยาบาลมีอาหารว่าง อาหารกลางวัน ให้พร้อมห้องพักผ่อน ที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ตรวจสุขภาพฟรี ทัศนศึกษานอกสถานที่ปีละ 1 ครั้ง และมีงานเลี้ยงสังสรรค์ 3 เดือนครั้ง แค่นี่ก็เพียงแล้ว เพราะที่ทำทั้งหมดนี้ไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทน แค่เพียงอยากเห็นคนพ้นทุกข์ ตั้งใจว่าจะทำงานไปจนกว่าจะทำไม่ไหว&amp;quot; ลุงไพรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อีกคนที่มีปณิธานไม่ต่างกัน คือ เฟื่องฟ้า เชื้อสุข สาวโสดวัย 64 ปี อดีตอาจารย์ 2 ระดับ 7 ร.ร.วัดตำหนักใต้ บ้านอยู่สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี แรกๆ มาสมัครชมรมผู้สูงอายุ เพราะไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ ก่อนขยับมาเป็น อส.รพ.ครบ 4 ปีเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา อยู่แผนกห้องแล็บ มีหน้าที่ช่วยเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่าง ทั้งเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ หาข้อมูลคนไข้ ทำงานจันทร์-พุธ-ศุกร์ 8 โมงเช้าถึงเที่ยง อีก 2 วันทำงานที่คลินิกสุขภาพผู้สูงอายุ ดูแลสมาชิก 1,600 คน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;บ้านอยู่ซอยเฟื่องฟ้า ตรงข้ามกระทรวงพาณิชย์ บางทีฝนตกน้ำท่วมซอยก็ต้องมา เพราะทุกครั้งที่ได้ทำงานช่วยคนเรามีความสุข ถ้าไม่ได้มาทำงานมันกระวนกระวาย บอกไม่ถูก ต้องได้มาทำงานทุกวัน คิดว่า อาสาสมัครทุกคนก็คิดไม่แตกต่าง&amp;quot; อส.รพ.เฟื่องฟ้า กล่าวด้วยรอยยิ้ม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จะว่าไปแล้ว งานอาสาสมัครที่ได้รับการยอมรับว่ามีขุมพลังจิตอาสาอันยิ่งใหญ่อยู่ที่มูลนิธิพุทธฉือจี้ ไต้หวัน ช่วงเวลา 40 ปี มีอาสาสมัครหลายแสนคนทั่วโลก มีจิตใจดี สุภาพอ่อนน้อม ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ให้เกียรติคนอื่น นอบน้อมถ่อมตน ยิ้มแย้มแจ่มใส และเป็นสุขเสมอเมื่อได้บริการ ล่าสุดศูนย์คุณธรรมได้นำผู้บริหารสถาบันการศึกษา 22 แห่ง ไปศึกษาดูงานมาพัฒนางานจิตอาสาในเมืองไทย เนื่องจากงานอาสาสมัครถูกกำหนดเป็นวาระแห่งชาติแล้ว โดยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2550 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ &amp;quot;การให้และการอาสาช่วยเหลือสังคมเป็นวาระแห่งชาติ&amp;quot; เพื่อส่งเสริมและผลักดันความดีที่เป็นรูปธรรมให้เกิดขึ้นเต็มแผ่นดิน ร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สังคม เอกชน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พร้อมทั้งประกาศให้ ปี 2550 &amp;quot;เป็นปีแห่งการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม&amp;quot; เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา พร้อมทั้งอนุญาตให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานอาสาสมัครโดยไม่ถือเป็นวันลา ไม่เกิน 5 วันทำการต่อปี สอดคล้องกับยุทธศาสตร์สังคมอยู่เย็นเป็นสุขด้านสาธารณสุข ที่มีหลักคิดสำคัญว่า &amp;quot;คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน คนไทยอยู่ในสังคมเข้มแข็ง คนไทยเป็นคนมีคุณธรรม&amp;quot; ผู้ที่อายุ 18-70 ปี สนใจเป็น อส.รพ.ติดต่อได้ที่โทร.0-2968-1362, 0-2527-0246 ต่อ 1620, 1644 ในเวลาราชการ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา : นสพ.คมชัดลึก 22 กรกฎาคม 2550&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 17 Dec 2007 19:35:15 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">98 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>อาชีพไหนๆ ก็ช่วยโลกได้</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/99</link>
 <description>&lt;p&gt;
เขียน: ธิติมา
&lt;/p&gt;
&lt;div&gt;
เมื่อพูดถึงการทำงานช่วยเหลือสังคม หลายคนอาจคิดว่าเป็นหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ หรือคนทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนเท่านั้น ขณะที่ภาพของการทำงานเพื่อสังคมส่วนใหญ่ทำให้เรามักนึกถึง การไปเป็นครูอาสาสอนหนังสือเด็กๆ ที่ห่างไกล ออกค่ายสร้างห้องสมุด จนทำให้บางครั้งอดสงสัยไม่ได้ว่า เราต้องละทิ้งความถนัดที่เรามี ความรู้ที่เล่าเรียนมา เพื่อเริ่มต้นใหม่กับสิ่งที่เราไม่คุ้นเคยเลยสักนิด และบางทีก็ทำมันได้ไม่ดีด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ความจริงแล้ว ไม่ว่าเราจะเป็นใครก็ตาม มีส่วนช่วยเหลือสังคมได้ทั้งนั้น เกื้อกูลเพื่อนร่วมโลกของเราได้ โดยใช้สิ่งที่เรามีอยู่ ทักษะหรือความชำนาญของเรามีประโยชน์ต่อโลกใบนี้เสมอ หากเรารู้จักหยิบมาใช้ในทางที่ดี แม้จะไม่ถึงกับทำให้โลกสะเทือน แต่อย่าลืมว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของโลก ล้วนเกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของคนเล็กๆด้วยกันทั้งนั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เราจะพาคุณไปรู้จักกับผู้คนในนานาอาชีพ ที่ล้วนแต่สร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับโลกใบนี้ ในแบบที่พวกเขาถนัด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;คิม -คิม ไทยสุขประเสริฐ- นักข่าวอาสา ประชาไท.คอม&lt;br /&gt;
สื่อสารมวลชนบัณฑิต&lt;/strong&gt; &lt;a href=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/kim.jpg&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/kim.jpg&quot; style=&quot;float: right; margin: 0px 0px 10px 10px; width: 200px&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ประโยชน์ของสิ่งที่ร่ำเรียนมา// ความสามารถที่มี &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เป็นสื่อกลางนำเสนอข้อมูลและการดำเนินชีวิตของคนกลุ่มเล็กๆให้คนอีกกลุ่มหนึ่งได้รับรู้ ความตั้งใจของตัวเอง คือ อยากเป็นตัวเชื่อมโยงความเข้าใจของคนในสังคม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ทำไมถึงมาทำอยากทำเพื่อสังคมเท่าที่เราทำได้&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้เคยทำงานนิตยสารแล้วก็หยุดไป ได้มีเวลาทบทวนตัวเอง และพบว่าชีวิตว่างๆ อาจจะมีความสุข แต่เป็นความสุขของเราเองคนเดียว ไม่ใช่ความสุขของสังคม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เรียนรู้อะไรบ้าง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มันเป็นการเรียนรู้ ทุกสิ่งเป็นสิ่งที่ดี เห็นชีวิต เห็นความลำบาก ที่เป็นประสบการณ์สำหรับเรา ทำให้เราได้เก็บมาคิด ถ้าเราสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา สำหรับพวกเค้า เราก็ถือเป็นความหวังหนึ่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;a href=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/sue.jpg&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/sue.jpg&quot; style=&quot;float: left; margin: 0px 10px 10px 0px; width: 200px&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;ซือ ณพปวัล อนาวิล – ล่ามอาสาออนไลน์ // อาสาประจำพิพิธภัณฑ์&lt;br /&gt;
รัฐศาสตร์บัณฑิต ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ประโยชน์ของสิ่งที่ร่ำเรียนมา// ความสามารถที่มีสิ่งที่เราเรียนมา&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มันมีประโยชน์อะไรบางอย่าง คนที่เรียนส่วนมากก็ใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆได้ดี ส่วนตัวเองเป็นล่ามภาษาอังกฤษ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ทำไมถึงมาทำ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความรู้ที่เรามีบางอย่างก็เป็นประโยชน์กับคนอื่น ไม่รู้สึกว่าลำบากเลย แค่มีคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เนต มีเวลา และก็ไม่อยากแปลแบบส่งๆ เพราะเค้าต้องการความช่วยเหลือจริงๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เรียนรู้อะไรบ้าง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;รู้เรื่องเยอะมาก มีหลายอย่างที่เราไม่รู้จากการช่วยเค้าแปล หรือว่าการเป็นอาสาสมัครของพิพิธภัณฑ์ก็ได้ความรู้ เพราะก่อนที่จะเล่าให้คนอื่นฟัง เราก็ต้องผ่านการอบรม หรืออ่านข้อมูลมาก่อน เคยมีครั้งหนึ่ง มีชาวต่างชาติที่แพ้สารเคมีชนิดหนึ่งธัญพืชกำลังจะมาเมืองไทย เค้าก็อยากให้เราแปลภาษาไทยของศัพท์คำนั้นให้หน่อย เพราะเวลามาเมืองไทยจะได้ยื่นให้ได้เลย กลัวจะแพ้ เราก็ต้องไปหาเรื่องราว หาข้อมูลมาตอบเค้าให้ได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ปู มนทนา ดวงประภา - อาสาสมัครนักกฏหมายสิทธิมนุษยชนปี 2 โครงการนิติธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม (Enlaw)&lt;br /&gt;
นิติศาสตร์บัณฑิต&lt;/strong&gt; &lt;a href=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/poo.jpg&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/poo.jpg&quot; style=&quot;float: right; margin: 0px 0px 10px 10px; width: 200px&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ประโยชน์ของวิชาชีพ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
โจทย์คือ ทำอย่างไรให้กฎหมายเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ การมาทำตรงนี้ทำให้เราเป็นว่าวิชาชีพเรามันช่วยคนอื่นได้จริงๆ เห็นลู่ทางการต่อสู้ทางกฎหมาย ถามว่าตอนนี้รู้สึกว่าทำให้กฎหมายเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ไหมก็ยัง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ทำไมมาทำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยได้เจอสังคมที่ฟุ่มเฟือย แต่เราเป็นเด็กต่างจังหวัด ธรรมดา ยากจน มันเครียดและไม่เข้าใจ การทำกิจกรรมนักศึกษาชดเชยความผิดหวังจากกลุ่มเพื่อนและสังคม ช่วยเราตั้งคำถามกับชีวิตในอนาคต แนวคิดทางสังคม จบแล้วทำอะไรดี ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ ผ่านค่าย ช่วงนั้นได้รู้จักพี่ทอม (สุรชัย ตรงงาม ผู้รับผิดชอบโครงการนิติธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม) พอเรียนจบฝึกงานเสร็จ ก็เลยไปช่วยพี่เขาทำงาน ถทำไมไม่เลือกทำงานได้เงินเราเลือกประสบการณ์ เลือกที่จะเรียนรู้งานด้านกฎหมายและทำงานด้านสังคมไปด้วย เรายอมแลกกับค่าตอบแทน ช่วงที่ยังไม่เข้าโครงการของมอส. พี่ๆ ก็ช่วยกันควักเงินค่าขนมให้เรา เพื่อให้เราอยู่ต่อไป พี่บอกว่า &amp;quot;น้ำหยดเดียวที่เหลือ จะทำยังไงให้ยังอยู่ ไม่ระเหยเป็นไอ&amp;quot; ทำให้เรามีเรี่ยวแรงอยู่ได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เรียนรู้อะไร&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ได้เรียนรู้แนวคิดทางสังคม เรียนเรื่องพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อมต่างๆ เรื่องสิทธิมนุษยชน และเราได้มุมองมองการตีความกฎหมายมหาชน ทุกวันนี้มีความสุขกับการเห็นงานสำเร็จ ตื่นเต้นเมื่อเจอปัญหาและวิธีการแก้ไข เหมือนได้แก้สมการ พบว่ากฎหมายสามารถใช้ได้หลายวิธี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;&lt;a href=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/DSCN0051.jpg&quot;&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/DSCN0051.jpg&quot; style=&quot;float: left; margin: 0px 10px 10px 0px; width: 200px&quot; /&gt;&lt;/a&gt;อ้อ พรพรรรณ สุทธิประภา – อาสาสมัครนักออกแบบ&lt;br /&gt;
สถาปัตยกรรมบัณฑิต สาขาออกแบบอุตสาหกรรม&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ประโยชน์ของวิชาชีพ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ช่วยให้เราเห็นโอกาสที่จะเกิดของใหม่ๆในวัสดุชีวิตประจำวันมากขึ้น เกิดการจัดการในหัว เช่น เป็นกระดาษจะเปลี่ยนอะไรได้บ้าง ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ มองทะลุไปถึงการผลิตว่าเป็นไปได้หรือไม่ เพราะเรียนการผลิตอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังสามารถเป็นผู้กำหนดกระแสของการบริโภคได้ อย่างไรก็ตาม อาจมองได้ว่าวิชาชีพนี้ เป็นตัวเร่งการผลาญทรัพยากรมากขึ้น เพราะ คิดใหม่ ทำใหม่ กระตุ้นการบริโภคตลอดเวลา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าจิตอาสา มันจะคิดทั้งกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้น ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น กรีนดีไซน์ นำเอาทรัพยากร ที่เหลือจากกระบวนการผลิตมาใช้ประโยชน์ต่อ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ทำไมถึงมาทำ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การออกแบบไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ หรือสังคม ก็มีข้อความที่สื่อสารเหมือนกัน แต่ว่าข้อความที่สื่อสารต่างกัน สำหรับการออกแบบในงานภาคสังคมส่วนหนึ่งเรารู้ว่า เราไม่โกหกเค้า ทำงานเอกชน มันจะบอกไม่หมด เน้นสร้างภาพ แต่ข้างหลังไม่รู้อะไร งานอาสาสมัครก็จริงใจมากกว่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เรียนรู้อะไรบ้าง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ทำให้ข้อความที่องค์กรเพื่อสังคมเหล่านี้ต้องการสื่อสารเกิดเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น โครงการเปเปอร์เรนเจอร์ เป็นสิ่งที่ทำให้คิดถึงในหลายๆสาขาที่เรียนมา ทั้งการออกแบบที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การสื่อสารออกสู่สังคม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สี่คนที่เป็นตัวแทนของแต่ละวิชาชีพนี้ เป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของคนที่ทำงานช่วยเหลือสังคมทุกย่างก้าวของชีวิต ไม่ต้องรอเวลาที่เหมาะสม ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองไปทำสิ่งที่ไม่ถนัด หากเริ่มทำจากตอนนี้ เชื่อมั่นได้ว่า ประสิทธิภาพที่คุณมี เปลี่ยนโลกได้เสมอ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เริ่มได้จากที่ไหนบ้าง&lt;/strong&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;ล่ามแปลภาษา &lt;a href=&quot;http://www.freelang.net/&quot;&gt;http://www.freelang.net/&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ทนายอาสา&lt;/strong&gt; &lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;
สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฏหมาย (คลินิกยุติธรรม) ศูนย์เอนกประสงค์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท โทร. 02-350-3650 ต่อ 661- สภาทนายความ ถ.ราชดำเนิน ฝ่ายปรึกษาข้อกฏหมาย 02-281-5170 หรือ 02-629-1808-
&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ เขตห้วยขวาง โทร. 02-691-0437ถึง 9 หรือ &lt;a href=&quot;http://www.thaivolunteer.org/&quot;&gt;http://www.thaivolunteer.org/&lt;/a&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;สัตวแพทย์ช่วยคุมกำเนิดสัตว์&lt;/strong&gt; มูลนิธิเพื่อการรักษาสุนัขจรจัด ถ.สุขุมวิท โทร. 02-746-5370 หรือ &lt;a href=&quot;http://www.ffsd.org/&quot;&gt;http://www.ffsd.org/&lt;/a&gt;
	&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;วิศวกรอาสา ร่วมงานกับคลินิกช่าง ช่วยให้คำปรึกษาประชาชนด้านวิศวกรรมแก่คนทั่วไป ซ.รามคำแหง 39 โทร 02-319-2410-3&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 17 Dec 2007 19:36:12 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">99 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>อาสา...เพ(ร)าะรัก</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/100</link>
 <description>&lt;p&gt;
เขียน: กรุงเทพธุรกิจ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
14 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 10:00:00&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เคยมีสักแวบหนึ่งไหม ที่อยากพาตัวและหัวใจออกไปทำอะไรดีๆ เพื่อสังคม แต่...ไม่รู้จะเริ่มต้นที่ไหน อย่างไร และควรปรึกษาใครดี คิดวนเวียนอยู่อย่างนี้จนความดีที่อยากทำเจือจางไป สุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : แล้วถ้ามีคนกลางคอยช่วยประสานงานให้ จิตสาธารณะที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจจะพองโตขึ้นมาอีกครั้งได้ไหม ถ้าคำตอบคือ &#039;ได้&#039; จะมัวรอช้าอยู่ทำไม ไปทำความรู้จักกับ &#039;คนกลาง&#039; ที่ว่ากันดีกว่า &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กลุ่มอิสระเพาะรัก เป็นศูนย์ประสานงานอาสาสมัครเพื่อสังคม ที่เกิดจากแนวคิดของ เป๋า-ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ กับ เต้-คณิน สารวานิชพิทักษ์ สองเพื่อนซี้นักศึกษาแห่งรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เห็นข้อบกพร่องบางอย่างในการทำกิจกรรม &#039;ค่ายสร้าง&#039; หรือค่ายอาสาพัฒนาชนบท เหมือนกัน แต่จะเป็นเรื่องอะไรนั้น เป๋า ยกมือขออธิบายความก่อนเป็นคนแรก  &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;ผมไม่ได้ไม่ชอบค่ายสร้างนะ แต่ผมว่ามันมีบางอย่างที่เป็นข้อเสีย หนึ่งเลยคือเรื่องวัตถุนิยม เราไปค่ายสร้าง ส่วนมากก็จะไปในพื้นที่ชนบทห่างไกล ไปสร้างอาคารที่มันเป็นปูน ในขณะที่ชาวบ้านเขาอยู่บ้านไม้ เขาอยากได้จริงๆ หรือเปล่า เราเคยถามเขาไหม ผมไม่แน่ใจว่าเขาอยากได้ไหม อันนี้ผมว่ามันเป็นเรื่องของผลกระทบเชิงลบ อีกอย่างนักศึกษา 50-60 คนเข้าไป เอาวัฒนธรรมความเป็นเมืองเข้าไป มันสมควรหรือเปล่า สุดท้ายคือผมว่ามันไม่คุ้ม&amp;quot; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เต้ เสริมต่ออีกนิดในเรื่องของวัฒนธรรมความเป็นเมือง ที่นักศึกษาอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในสายตาของคนชนบทต่างๆ คือความพิเศษสำหรับเขา &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;เรามีโทรศัพท์มือถือ มีกล้องวิดีโอ ชาวบ้านเห็นก็อยากได้ เวลาเราทำอะไร ก็จะให้ลูกอมเป็นรางวัล เด็กก็ชอบลูกอม เริ่มอยากหา อยากมี น้องไม่เคยกินอยากกิน เราก็เลยอยากแก้ตรงนั้น&amp;quot;  &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความพยายามของสองหนุ่มเกิดเป็นแนวคิดในการตั้งกลุ่มอิสระ ที่อยู่นอกเหนือการดูแลของมหาวิทยาลัย แต่ไม่นอกคอก &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;เราเลยมาตั้งกลุ่มอิสระเพาะรัก ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานระหว่างอาสาสมัครกับหน่วยงานเพื่อสังคม เราจะไม่คิดกิจกรรมเอง จะให้องค์กรหรือหน่วยงานเป็นคนคิด เพราะเราถือว่าเขามีความรู้ในเรื่องนั้นๆ มากกว่า แล้วเราจะเป็นฝ่ายติดต่อกับองค์กรภายนอก เช่น มูลนิธิ สถานสงเคราะห์ ถ้าเขาต้องการอาสาสมัคร เราก็จะส่งสมาชิกไป&amp;quot; เป๋า นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 ว่า &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พฤศจิกายน 2548 จึงมีชื่อ กลุ่มอิสระเพาะรัก อยู่ในหมวด &#039;กลุ่มอิสระ&#039; ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;แรกๆ ก็จะมีปัญหาบ้างเรื่องความไม่น่าเชื่อถือ เพราะกลุ่มอิสระจะไม่ขึ้นกับ อมธ.(องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) แต่ตอนนี้ได้รับเสียงตอบรับที่ดี บางคนก็เมลมาบอกว่าอยากได้อาสาสมัคร&amp;quot; เต้ อธิบายเหตุผล &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนชื่อน่ารักๆ ของกลุ่มมาจากชื่อเพลง &#039;เพาะรัก&#039; ของครอบครัวศิลปินแนวเพื่อชีวิต โฮป แฟมิลี่ ที่ เต้ บอกว่า ชอบเหลือเกิน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;จริงๆ ยังไม่ได้ขออนุญาตเขาเลย(หัวเราะ) แต่เขารับรู้แล้วนะ และเราก็ติดต่อกันอยู่&amp;quot; เต้ แก้ต่างแบบขำๆ  &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับกิจกรรมจะมีหลายรูปแบบ ทั้งที่ทำเพื่อเด็ก เพื่อคนพิการ เพื่อเด็กเร่ร่อน ฯลฯ เรียกว่า ใครต้องการอะไร เพาะรักจัดให้ได้ทุกอย่าง เช่น อ่านหนังสือให้คนตาบอด เป็นล่ามภาษาอังกฤษ สอนศิลปะให้เด็กๆ สอนหนังสือให้เด็กๆ ในชุมชนแออัด ออกไอเดียจัดสวน ทาสีมูลนิธิ อาสาพาเด็กเที่ยว ออกแรงช่วยยามเกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ ฯลฯ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่งานที่ทำกันอยู่เป็นประจำ เรียกว่า ซ.โซ่ อาสา เป็นการสอนหนังสือให้กับเด็กๆ ในชุมชนข้างโรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยจะมีอาสาสมัครไปสอนเด็กๆ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 09.00-12.00 น.ใครผ่านไปแถวนั้นจะร่วมทำกิจกรรมด้วยก็ได้ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;คือน้องๆ เขาสภาพครอบครัวไม่พร้อม ถ้ามีใครเข้าไปคุย ไปเล่นด้วย ก็จะเหมือนเป็นการเรียนรู้สังคม เวลาเราไปสอนก็จะสอนวิชาทั่วๆ ไป ภาษาไทย คณิตศาสตร์ อังกฤษ แต่จะสอดแทรกเรื่องจริยธรรม จะเน้นเรื่องของการเป็นคนดี สอนวิชาการ แต่หวังผลทางจริยธรรมมากกว่า&amp;quot; เป๋า ซึ่งปัจจุบันดำรงหน้าที่เลขาธิการกลุ่มฯ ว่า &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตอนนี้กลุ่มอิสระเพาะรักมีอาสาสมัครทั้งที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยและบุคคลทั่วไปแล้วกว่า 200 คน เป๋า บอกว่า คนที่จะมาเป็นสมาชิกกลุ่มอิสระ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักศึกษา มีตัวกับหัวใจมาแค่นั้นก็พอ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;ผมจะใช้วิธีรับสมัครสมาชิก มาลงทะเบียนไว้ หรือคนนอกก็เข้ามาลงทะเบียนในเวบไซต์ พอมีงานผมก็จะโทรตาม ว่างไหม ว่างก็ไป ก็จะมีให้ระบุด้วยว่า สนใจงานประเภทไหน&amp;quot; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถามว่า ทำแบบนี้แล้วได้อะไร เป๋า ชิงตอบอย่างว่องไว &amp;quot;ผมได้ทำ คือผมไม่ได้รักเด็ก หรือไม่ได้มีอุดมการณ์แรงกล้าอะไร แต่ผมอยากทำ แล้วตอนที่ผมออกไปทำงาน ผมก็ได้เห็นสภาพสังคมความเป็นจริงในเชิงลึกมากขึ้น มันเหมือนเราได้พยายามทำอะไรให้คนอื่น&amp;quot; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เช่นเดียวกับ เต้ เพื่อนซี้นักศึกษาปี 3 คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาไทย ว่าที่เลขาธิการกลุ่มฯ คนใหม่ ที่บอกว่า &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;ผมจะรู้สึกว่าโลกกว้างขึ้นทุกครั้ง และเมื่อเราได้ทำ ผลมันไม่ได้เกิดกับเราอย่างเดียว แต่มันเกิดกับชีวิตที่แย่กว่าเราด้วย&amp;quot; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ครั้งหนึ่งเป๋าเคยถามตัวเองว่า สิ่งที่พวกเขาทำดีจริงๆ หรือเปล่า ถ้าดีจริงขอให้มีอาสาสมัครมาครบ 10 คนตามที่ต้องการ...&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทายสิว่า สิ่งที่พวกเขาทำดีจริงๆ ไหม?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 17 Dec 2007 19:37:45 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">100 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ภารกิจจิตอาสาเพื่อผู้ป่วย</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/101</link>
 <description>&lt;p&gt;
เขียนโดย แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;...มาออกกำลังกายด้วยกันเถอะ นั่งก็ได้ไม่ต้องยืนหรอก...ทำเท่าที่ทำได้นะ...อย่าฝืน&amp;quot; น้ำเสียงชักชวนห่วงใยของหญิงสูงวัยที่พูดกับผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่มานั่งรออยู่หน้าห้องตรวจภายในศูนย์สุขภาพเมือง พิษณุโลก รพ.พุทธชินราช &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ชักชวนให้ยกแขน ขยับขา ด้วยท่วงท่าลีลาตามจังหวะและเสียงเพลงที่ไม่ต้องใช้ดนตรีประกอบ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เพราะออกจากปากของเหล่าบรรดาอาสาสมัครจิตอาสาเพื่อดูแลผู้สูงอายุในโรงพยาบาลพุทธชินราช พร้อมกับเสียงเพลง &amp;quot;สวัสดี สวัสดี วันนี้เรามาพบกัน เธอกับฉัน พบกัน สวัสดี......&amp;quot; เริ่มต้นขึ้น ผู้นำการออกกำลังกายยืดเหยียดวัยเลยเกษียณอายุ 4-5 คน ก็ออกท่าทาง ให้ทำตาม สร้างสีสัน บรรยากาศที่ช่วยทำให้ใบหน้าอมทุกข์ของผู้ป่วยและญาติที่มารอรับการรักษานั้นคลายลง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อความสนใจมาจับอยู่ที่กิจกรรมของคนวัยเดียวกัน อารมณ์ร่วมจึงเกิดขึ้น หลายคนขยับเข้ามาร่วมวง การออกกำลังกายยืดเหยียด คือหนึ่งในหลายกิจกรรมที่อาสาสมัครชมรมจิตอาสา ศูนย์สุขภาพเมือง พิษณุโลก คิด ริเริ่มกันเองว่าควรจัดกิจกรรมอะไร วันไหนบ้าง มีทั้งไทเก๊ก ลีลาศ โยคะ รำวง และอื่น ๆ ใช้เวลาปฏิบัติการประมาณ 1 ชั่วโมงเศษในช่วงสายของทุกวัน จันทร์-ศุกร์ โดยมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทำหน้าที่พี่เลี้ยงคอยอำนวยความสะดวกด้านสถานที่และกลุ่มผู้มาใช้บริการเท่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;กิจกรรมเริ่มตอนสาย ๆ ประมาณ 9.30 น. เมื่อผู้มาใช้บริการผ่านขั้นตอนการตรวจอาการเบื้องต้น ระหว่างรอพบแพทย์หรือรอรับยา กลุ่มไม่ใหญ่เพราะคนไข้บางคนขัดเขินไม่กล้าเข้าร่วม แต่คนไข้บางรายที่มาโรงพยาบาลบ่อยจะรู้ว่าแต่ละวันมีกิจกรรมอะไร บางคนจะมานั่งรอ เพื่อออกกำลังกาย บางคนหมอไม่ได้นัดแต่มาเพื่อออกกำลังกายโดยเฉพาะ ส่วนเจ้าหน้าที่เป็นเพียงพี่เลี้ยง คอยอำนวยความสะดวกและดูแลว่าคนไข้ที่เข้าไปต้องไม่เป็นอันตราย” สิริพรรณ ธีระกาญจน์ เจ้าหน้าที่กลุ่มงานเวชศาสตร์ครอบครัว รพ.พุทธชินราช กล่าว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สิริพรรณ เล่าต่อว่า ผู้สูงอายุที่มาทำอย่างนี้ล้วนเป็นคนมีความรู้ ประสบการณ์ และอยากมาช่วยด้วยใจจริง มีความตั้งใจจะช่วยเหลือสังคม โดยไม่หวังผลตอบแทน คุณลุง คุณป้า คุณตา คุณยาย อาสาสมัครเหล่านี้ยังคงสนุกและมีความสุขกับการได้ร่วมกันคิด ร่วมกันสรรสร้างกิจกรรมเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ การเป็นอาสาสมัครเป็นได้ทั้งผู้ให้และผู้รับ เพราะนอกจากจะได้ทำงานช่วยเหลือสังคมแล้วยังได้เพื่อน ได้ความรู้ใหม่ ๆ เป็นการฝึกทั้งกายและใจให้มีความเสียสละ รู้จักให้และแบ่งปัน เป็นน้ำใจที่ไม่หวังอะไรตอบแทน และ...น้ำใจนี่เองคือผลตอบแทนที่มีค่ายิ่งที่ทำให้พวกเขาหัวใจฟูทุกครั้งที่ผู้เข้ามาร่วมกิจกรรมเอ่ยชม &amp;quot;ท่าง่ายดี ไม่ยาก ไม่ต้องออกแรงมาก หายเมื่อยเลย หลังไม่ตึงแล้ว.....” เหล่านี้เป็นต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;การออกกำลังกายใครทำใครได้ ยายลุกนั่งได้ลองขยับแข้งขายืดเหยียดตามไปก็ได้ ลองทำดู ทำด้วยกัน ไม่ต้องฝืนนะ ทำเท่าที่ทำได้ พร้อมกับเสียงนับ 123456789....เอ้าเปลี่ยนท่า&amp;quot; ป้าแสงเดือน เพชรกระจ่าง แม่บ้านคนเก่งวัย 63 ปี อาสาสมัครจิตอาสาฯ ผู้นำการออกกำลังกายยืดเหยียดในวันนี้ บอกกับคุณยายวัยกว่า 70 ปีที่ตอนแรกไม่กล้า ยังขัดเขินเพราะสถานที่คือ “หน้าห้องตรวจ”ในโรงพยาบาล แต่สุดท้ายก็ออกมาร่วมวง เสร็จแล้วก็ทักทายสนิทสนมคุยกันได้สารพัดเรื่อง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ป้าแสงเดือนบอกว่าความภูมิใจของผู้ฝึกสอนหรือคนนำออกกำลังกายคือเวลาที่ทำแล้วผู้ป่วยบางคนบอกว่าชอบเพลง ชอบท่า ทำแล้วหายเมื่อยหายปวด แต่การจะดึงผู้ป่วยหน้าใหม่เข้ามาร่วมทำกิจกรรมก็ต้องอาศัยเทคนิคหลายอย่างซึ่งวิทยากรหรือผู้นำกิจกรรมแต่ละคนก็จะมีวิธีการแตกต่างกันไป วันนี้ป้าแสงเดือนไม่ได้มาคนเดียวแต่มาพร้อมกับเพื่อนจิตอาสาอีกหลายคนทำกันเป็นกลุ่มมาด้วยกันไปด้วยกัน ช่วยกันพูด ช่วยกันร้องจนหน้าห้องตรวจคึกคัก คนไข้บางคนเมื่อหมอตรวจแล้วเสร็จแล้วก็ยังแวะมาร่วมวงก่อนรับยากลับบ้านเมื่อใกล้เที่ยง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;ป้าจี๊ด” อดีตพยาบาลวัย 70 ปีที่ร่วมทำกิจกรรมกับโรงพยาบาลต่อเนื่องมายาวนานก่อนจะมีคำว่า “จิตอาสาในโรงพยาบาล” เสียอีก ป้าจี๊ดบอกว่าการมาทำอย่างนี้ทำให้ตัวเองได้ออกกำลังกายและมีความสุขที่ยังสามารถช่วยคนอื่นได้ บ่อยครั้งติดตามโรงพยาบาลไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และเห็นสภาพผู้สูงอายุที่แย่กว่าเรามากทั้งร่างกายและจิตใจก็ได้ช่วยแนะนำตรงนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เช่นเดียวกับ ป้าสมบัติ ก้อนดี อายุ 51 ปี เจ้าของร้านขายของชำที่อยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาล ซึ่งบอกว่าพอรู้จากชมรมผู้สูงอายุว่ามีการรับสมัครหาจิตอาสาจึงไม่รีรอที่จะสมัคร เพราะอยากทำประโยชน์ให้คนอื่นบ้าง ตัวเองพอมีเวลาว่างและยังแข็งแรงพอที่จะนำคนอื่นได้ ตอนสาย ๆ ป้าก็มาที่โรงพยาบาล มาทำให้ผู้สูงอายุหรือคนไข้ที่มาโรงพยาบาลได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ทำให้เขาสบายใจขึ้น เหมือนเวลาที่ตัวเองมาหาหมอก็มานั่งรอเมื่อไหร่หมอจะเรียก เสร็จแล้วตอนเที่ยงก็กลับบ้าน รู้สึกภูมิใจดี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ยายเชิง เกตุนิล อายุ 70 ปี บอกว่าเป็นภูมิแพ้ต้องมาพบหมอบ่อย ๆ ด้วยอาการจุก ๆ เสียด ๆ ในท้อง เวลานั่งรอพบหมอก็เป็นไปด้วยความไม่สบายใจ คิดมาก พอมีกิจกรรมอย่างนี้ทำให้หายเบื่อ รู้สึกว่าเวลาของเรามีค่า สบายใจมากขึ้น สนุกดี และสังเกตว่าอาการดีขึ้นด้วย ทั้งหมอและพยาบาลที่นี่ก็พูดจาดีและไม่ต้องรอนาน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับที่นี่...กิจกรรมจิตอาสาไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุ แต่ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่สามารถมาทำได้ทั้งนั้น “ถนัดอะไร ทำอย่างนั้น” ในช่วงปิดเทอมจึงเห็นกลุ่มเยาวชน นักเรียนมัธยมมาทำกิจกรรมผ่อนคลายให้กับผู้ป่วยเช่น การเล่นดนตรีให้ฟัง มาช่วยวัดน้ำหนัก ความดัน ส่วนสูง หรือบางคนก็ไปช่วยแยกขนาดสำลี ผ้าก๊อส เป็นต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นพ.นิพัธ กิตติมานนท์ หัวหน้ากลุ่มงานเวชศาสตร์ครอบครัว รพ.พุทธชินราช กล่าวว่า กิจกรรมที่เห็นในโรงพยาบาลเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือ &amp;quot;จิตอาสาในชุมชน” ซึ่งเป็นอาสาสมัครในชุมชนที่ทำหน้าที่คอยดูแลผู้ป่วยโดยเฉพาะโรคเรื้อรังในชุมชนของตน โดย รพ.พุทธชินราชได้จัดการอบรมให้ โดยมีจุดเริ่มมาจากตอนไปตรวจที่อนามัยแล้วพบว่ามีคนไข้เบาหวาน เป็นอัมพฤต อัมพาตเยอะ เมื่อถามความต้องการก็พบว่ามีความต้องการที่จะให้ญาติของเขามาอบรมเพื่อจะได้กลับไปดูแลที่บ้านได้ รพ.พุทธชินราช จึงจัดอบรมการดูแลผู้ป่วยให้กับญาติโดยรุ่นแรกเปิดรับสมัคร 4 ตำบล ตำบลละ 10 คน มาพูดคุยเรื่องอัมพาต เรื่องโรค เรื่องปัญหาทางจิตของผู้ป่วย ญาติ/คนดูแล มาเรียนรู้โรคและความรู้สึกทางใจด้วยกัน ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ พาไปดูของจริงที่วอร์ดว่าพยาบาลเขาดูแลคนไข้อย่างไร เพื่อให้เขาทำได้จริง ปรากฏว่าได้ผลดีมากทุกด้านทั้งตัวคนผู้ป่วย และญาติ โดยเมื่อญาติ / คนดูแลเข้าใจโรค รู้วีธีดูแลที่ถูกต้อง ผู้ป่วยก็ได้รับการดูแลที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันตัวคนดูแลก็ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวจากการได้พบได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับญาติของผู้ป่วยคนอื่น ๆ ก็มีความสุขขึ้นไม่ต้องรู้สึก “จำใจ” ในการดูแลผู้ป่วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ต่อมาจึงมีเสียงเรียกร้องให้โรงพยาบาลจัดอบรมให้อีก เลยเกิดการขยายผลไปในตำบลอื่น ซึ่งคนที่สมัครเข้ามานั้น เกินครึ่งที่ญาติไม่ได้ป่วย ทำให้ได้เห็นว่าเรื่องของ “น้ำใจ” และ “จิตอาสา” นั้นมีอยู่ในสังคมไทย และรอโอกาสที่จะได้แสดงศักยภาพออกมา โรงพยาบาลจึงเปลี่ยนวิธีการ โดยให้เขารวมตัวกันเป็นชมรมจิตอาสาของตำบล มีประธาน มีกรรมการ มีสมาชิก แล้วเชิญสมาชิกของแต่ละตำบลมาอบรม เป็นการให้ชุมชนดูแลจัดการชุมชนเอง โดยตกลงกันว่าจิตอาสาในชุมชนในตำบลทำภารกิจ 3 อย่าง คือ 1) การดูแลผู้สูงอายุที่ขาดคนดูแล และผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤต อัมพาตในชุมชน 2) การค้นหา รักษาและสืบทอด องค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นคลังปัญญาท้องถิ่น 3) เรื่องกายอุปกรณ์ โดยหวังให้กรรมการช่วยกันผลักดันท้องถิ่นให้สามารถสร้างศูนย์ฟื้นฟูขึ้นในชุมชน เพื่อให้คนไข้ที่ต้องทำกายภาพบำบัดไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเวลาเพื่อเข้าไปรับบริการจากโรงพยาบาล แต่สามารถทำกายภาพบำบัดได้ที่บ้านที่ชุมชนของตัวเองเช่นที่อนามัย อีกทั้งกายอุปกรณ์เหล่านี้ก็สามารถทำขึ้นเองได้ในท้องถิ่น โดยไม่จำเป็นต้องเป็นอุปกรณ์การแพทย์ราคาแพง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นพ.นิพัธ กล่าวว่า การมีจิตอาสาไม่ได้แปลว่าเจ้าหน้าที่เหนื่อยน้อยลงแต่บรรยากาศมันดีขึ้น เพราะว่าคนส่วนใหญ่อยู่ในบรรยากาศที่ดีมีความสุข ที่นี่ ....อาสา....ไม่เคยหายไปเลย มีกิจกรรมทำกันอย่างต่อเนื่อง มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มีผลตอบรับที่ดีมาก เมื่อมาทำกิจกรรมในโรงพยาบาลพวกเขาคือทีมเดียวกับบุคลากรทั้งโรงพยาบาล “น้ำใจ” ที่กลับคืนมาเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ให้ต่อยอดได้เรื่อย ๆ สิ่งสำคัญคือการชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ทำเป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือคนในชุมชนเอง ซึ่งไม่รู้ว่าวันหนึ่งจะเป็นตัวเขาหรือเปล่า แต่หากชุมชนคนในชุมชนถูกสร้างให้มีน้ำใจและการให้ เมื่อใดก็ตามเป็นตัวเขาเขาก็จะได้รับการช่วยเหลือจากคนในสังคม สิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ต้องขอบคุณผู้บริหารโรงพยาบาลทั้งอดีตและปัจจุบันที่มองการณ์ไกลและสนับสนุนให้ เกิดขึ้นและขับเคลื่อนต่อไปจากการดูงานจิตอาสาศูนย์สุขภาพเมืองพิษณุโลก รพ.พุทธชินราช ทีมงานสื่อสารสาธารณะ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ได้เห็นความพยายามในการสร้างระบบให้คนที่เข้ามารับการรักษาได้รับการดูแลที่ดีขึ้น ได้รับการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจมากขึ้น ทำให้เห็น “ประตู” โอกาสที่เปิดให้ทุกคนแสดงน้ำใจเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและสร้างเสริมสุขภาพให้กับผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นการทำในโรงพยาบาลหรือแม้แต่ในชุมชนของคุณเองก็ตาม โดยมีเชื้อเพลิง “น้ำใจ” เป็นตัวกระตุ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลตอบแทนสูงสุดของ “อาสาสมัครจิตอาสาในโรงพยาบาล” คือ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และคำชื่นชม ที่ผู้ใช้บริการมีให้แก่จิตอาสา มีความหมายและมีค่ายิ่งสำหรับจิตอาสาทุกคน และนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างดี ๆ ของงานจิตอาสาเพื่อผู้ป่วย.&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศศิธร อบกลิ่น งานสื่อสารสาธารณะ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์โทร.0-22701350 ต่อ 113 แฟกซ์ 0-22701350 ต่อ 108
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 17 Dec 2007 19:39:16 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">101 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ทำบ้านให้เป็นวัด ทำใจให้เป็นสวนโมกข์</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/102</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;จะมาทำงานช่วยสวนโมกข์เหรอ นู้น! กุฏิมีตั้งกี่หลัง ทำไม่ทันหรอก หลวงพี่ว่าไปทำสวนโมกข์ให้อยู่ในใจดีกว่า ในวัดมันก็แค่ในวัด หากพวกโยมไปทำใจให้เป็นสวนโมกข์ได้ โลกจะเย็นขึ้นเยอะเลย&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/strong&gt;คำพูดของหลวงพี่สิงห์ทอง พระสงฆ์แห่งวัดธารน้ำไหลหรือสวนโมกขพลารามยังดังก้องอยู่ในใจฉัน อาสาสมัครตัวเล็กๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมอาสาไปพบธรรม ณ สวนโมกขพลาราม ในช่วงที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลวงพี่ท่านพูดพลางเป็นไกด์กิติมศักดิ์ไปพลาง ด้วยการพาเดินไปสถานที่สำคัญๆในสวนโมกขพลารามเริ่มจาก&lt;b&gt;&amp;quot;ลานหินโค้ง&amp;quot;&lt;/b&gt; ลานเอนกประสงค์ สถานที่สำหรับทำวัตรเช้า-เย็น ฟังธรรม ทำบุญ ฯลฯ ลานแห่งนี้แม้ชื่อจะว่าเป็น&amp;quot;หิน&amp;quot;แต่กลับเป็นลานทรายกว้างครึ่งวงกลมที่มีระดับลดหลั่นลงไป &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลวงพี่สิงห์พูดต่อไปว่า ใครเป็นมิตรกับธรรมชาติได้จะโชคดี เหมือนลานแห่งนี้ที่เป็นลานทรายธรรมดา ไม่ใช่ลานกระเบื้องหรือหินอ่อนสวยๆที่เห็นบ่อยๆ ถ้าเป็นแบบนั้นเวลาไก่ หมาหรือแมวมาอึ มาฉี่ เรานั่งเป็นอย่างไร? เราก็ด่าพวกมันไม่มีดี นั่งฟังธรรมก็ไม่ได้ฟัง มัวแต่หงุดหงิดใจ แต่พอเป็นลานทรายจะอึ ฉี่มันก็กลับไปสู่ธรรมชาติ ฝนตกลงมาน้ำก็ไม่ขัง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ง่าย ประหยัด เป็นธรรมชาติ ปล่อยวาง และไม่ยึดติดในตัวตนเช่นนี้เอง คือ สิ่งที่ฉันเห็นในทุกท่วงท่ากิริยาของสวนโมกข์ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ดังที่ท่านพุทธทาสเคยพูดถึงการสร้างสถานที่แห่งนี้ว่า &lt;b&gt;&amp;quot;โบสถ์สวยงามราคาเป็นล้านฉันจะทำก็ทำได้ แต่จะทำให้คนยึดมั่นและยึดติดจนกลายเป็นกรงขังจิตไปในฝ่ายจะพัฒนาแต่วัตถุ เราจะทำในสิ่งที่เป็นทางแก้ไขกันก็แล้วกัน เราจะให้ความสว่างในความเข้าใจในธรรมะของพระพุทธเจ้าให้ถึงที่สุดแทนแล้วกัน&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่เพียงแค่ลานหินโค้ง แต่เราได้เห็นรายทางชีวิตของท่านพุทธทาสในทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ทำงาน กุฏิ ที่สรงน้ำ จนถึงที่เก็บศพของท่าน ซึ่งแสดงความเป็นครูทางจิตวิญญาณที่แท้ โต๊ะทำงานของท่านเป็นโต๊ะไม้ยาว วางไว้ท่ามกลางดงไม้ ห้องที่ท่านจำวัดเป็นเพียงห้องหับเล็กๆ ที่สรงน้ำก็เป็นเพียงโอ่งหนึ่งใบ ขัน และก๊อกน้ำ ส่วนที่เก็บศพของท่านนะหรือ ก็อยู่ห่างจากกุฏิที่ท่านนอนอาพาธเพียง 2-3 เมตรเท่านั้น แต่ก็หาทำให้ท่านหวั่นใจหรือขวัญเสียกับสิ่งที่เรียกว่าความตายไม่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลวงพี่สิงห์ทองบอกต่อไปว่าท่านพุทธทาสเป็นครูที่ไม่พูดพร่ำสอนมาก แต่จะทำให้เห็นว่าการทำงานด้วยจิตว่างเป็นอย่างไร การอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูงเป็นเช่นไร การกินอาหารจานแมว อาบน้ำในคู นอนกุฏิเล้าหมู ฟังเสียงยุงร้องเพลงนั้นไม่ใช่แค่คำพูดคำเขียนที่ไร้ตัวอย่าง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากนี้เราได้เยือนสระนาฬิเกร์ สระน้ำเล็กๆที่เลื่องชื่อทางธรรม มันเป็นเพียงสระวงกลมล้อมรอบเกาะเล็กๆที่มีมะพร้าวสูงชะลูดขึ้นโด่อยู่ต้นเดียว สระแห่งนี้เป็นสถานที่แสดงธรรมะของตัวมันเองด้วยบทร้องเพลงกล่อมเด็กภาคใต้ที่ว่า &amp;quot;เอ่อน้องเอย มะพร้าวนาฬิเกร์ ต้นเดียวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง กลางทะเลขี้ผึ้ง ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญเอย&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลวงพี่บอกถึงนัยยะเปรียบเทียบของเพลงกล่อมเด็กกับสระแห่งนี้ว่าเปรียบต้นมะพร้าวดั่งพระนิพพานหรือความตื่นรู้ แม้จะถูกล้อมรอบไปด้วยทะเลขี้ผึ้ง(สระน้ำทรงกลม) คือกองทุกข์และกิเลสต่างๆ แม้ฝนจะตก ฟ้าจะร้องอย่างไร ก็ไม่สามารถกัดกร่อนความตื่นรู้นี้ได้เลย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สถานที่แห่งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการบันทึกและเผยแพร่ธรรมะจากตัวอักษร จากบทเพลงกล่อมเด็กที่ง่ายต่อการเลือนหาย กลายเป็นอนุสาวรีย์ทางธรรมที่ถูกสร้างอย่างง่าย แต่ชี้ชวนให้ตรึกตรองอย่างลึก &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;และราวกับทุกๆที่ในสวนโมกข์มีธรรมะ ตั้งแต่ลานหินโค้ง โบสถ์ธรรมชาติ สระนาฬิเกร์ ไปจนถึงต้นไม้ทุกต้นในวัดแห่งนี้...บางทีอาจเป็นเพราะต้นไม้เหล่านี้ล้วนเป็นธรรมะในตัวมันเอง อีกทั้งยังฟังธรรมจากท่านพุทธทาสบ่อยครั้งกว่าพวกเราเสียอีก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผ่านการซึมซับผ่านสถานที่จริงที่ร่มรื่น สงบเย็น บวกกับการทำงานอาสาสมัครที่ได้ทำงานที่มีค่าในสวนโมกข์ ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความรื่นเริง สนุกสนานและความภาคภูมิใจมาให้แก่ผู้ทำ แต่ยังนำมาสู่สติที่เบิกบาน แถมด้วยเกร็ดธรรมะมากมายตามรายทางการทำงาน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คุณเมตตา พานิช หลานชายท่านพุทธทาส พูดกับเราในตอนท้ายกิจกรรมว่า ให้เรากลับไป ทำบ้านให้เป็นวัด ทำใจเป็นสวนโมกข์ ด้วยสิ่งที่ท่านพุทธทาสพร่ำบอกคนรุ่นต่อไปว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คุณเมตตาอธิบายคำนี้ให้เห็นชัดขึ้นว่า มันคือการทำงานอย่างมีสติ ส่วนมากเรามักทำงานเพื่อให้มันเสร็จๆไป บางทีก็ทำหลายอย่างในเวลาเดียว ฟังไปด้วย พูดไปด้วย เขียนไปด้วย เดินไปด้วย มันสับสนอลหม่าน ตัวสตินี้สำคัญช่วยดึงปัญญา ดึงเหตุผล ทำให้ไม่ประมาท ไม่เผลอ หนุ่มๆ สาวๆเดี๋ยวนี้ชอบทำงานแบบเฮฮา ขอสนุกไว้ก่อน แต่การทำไปเล่นไป สุดท้ายแล้วก็เหนื่อย ไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ ไม่ได้ทบทวน แต่ถ้าทำงานอย่างมีสมาธิ มันก็คือการปฏิบัติธรรม และเมื่อทุกๆอิริยาบถของเราคือการปฏิบัติธรรม เราก็จะค้นพบชีวิตใหม่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ได้ยินอย่างนั้นอาสาสมัครก็ยิ้มรับ เริ่มต้นทำงานอย่างมีความสุขอีกครั้ง เป็นการทำงานที่ ไม่มีตัวกูเพราะเราไม่ได้ต้องการตำแหน่งเลื่อนขั้นใดๆ เป็นการทำงานที่ไม่ใช่ของกูเพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งใด สิ่งดีๆที่ทำล้วนของสาธารณะและยังเป็นการทำงานที่มีสติอันนำไปสู่ความไม่เร่งรีบ ความรู้ตัวและความสุขในการทำงาน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความสุขอยู่ที่ความคิด จิตใจ และการกระทำของเรา อาสาสมัครไปพบธรรมอย่างฉันจะลองกลับบ้าน อาสาทำบ้านให้เป็นวัด ทำใจให้เป็นสวนโมกข์&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 17 Dec 2007 19:40:04 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">102 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ปลูกฝังจิตอาสา เด็กน้อยชนเผ่า</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/103</link>
 <description>&lt;p&gt;ปลูกฝังจิตอาสา เด็กน้อยชนเผ่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คอลัมน์ สดจากเยาวชน ข่าวสด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เสียงใสๆ ในบทเพลงแห่งความจงรักภักดี &amp;quot;อัครศิลปิน&amp;quot; ดังขึ้นจากแถวของนักเรียนชายหญิงตัวน้อยกว่า 200 คน กลางแสงแดดอ่อนหน้าเสาธง โรงเรียนบ้านน้ำลัด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ในชุดแต่งกายสีสันสดใสของชุดชนเผ่าอันหลากหลาย ช่วยขับภาพและเสียงที่สวยงาม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;โรงเรียนของเราไม่สวย แต่น่ารัก...ที่สำคัญคือเน้นเรื่องความสะอาด&amp;quot; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาจารย์วิวัฒน์ พิทักษ์สุจรรยา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านน้ำลัด พูดถึงนโยบายโรงเรียนแห่งความสุข พร้อมบอกว่าเด็กคือผ้าขาวที่ครูมีหน้าที่แต่งแต้มสิ่งดีให้เขามีภูมิคุ้มกันชีวิตยามจบออกไปใช้ชีวิตนอกรั้วโรงเรียน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้จะเป็นโรงเรียนเล็กๆ ในเขตเทศบาลที่มีครูเพียง 20 คนแต่กลายเป็นที่พึ่งของเด็กด้อยโอกาส บ้างกำพร้า บางคนอยู่กับญาติ บ้างอยู่สถานสงเคราะห์หรือมูลนิธิต่างๆ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กิจกรรมหนึ่งที่ริเริ่มและปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้เด็กปฏิบัติคือการมี &amp;quot;จิตอาสา&amp;quot; กับงาน &amp;quot;อาสาสมัคร&amp;quot; ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รุ่นพี่รุ่นน้องดูแลจัดการกันเอง โดยมีครูชี้แนะอยู่ห่างๆ และชื่นชมภูมิใจกับผลงานของเด็กๆ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้เด็กๆ ที่นี่จะอ่อนด้อยด้านวิชาการ แต่ที่ครูทุกคนเห็นตรงกันคือแม้เด็กจบป.6 ไปแล้วจะไม่ได้เรียนต่อ แต่ทุกคนก็ทำงานเป็นและมีความคิดสร้างสรรค์ โดยครูจะเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษา การเรียนรู้ทักษะการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ สอดแทรกไปพร้อมกัน กิจกรรมจิตอาสาก็เป็นส่วนหนึ่งเพื่อให้เด็กๆ ดำเนินชีวิตต่อไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทุกเช้าก่อนเข้าเรียน กิจกรรมอาสาถูกจัดแบ่งตามความสนใจของนักเรียน ตั้งแต่น้องเล็กอนุบาลไปจนถึงพี่ใหญ่ชั้นป.6 เช่นเก็บใบไม้และเศษขยะ ช่วยภารโรงทำความสะอาดโรงเรียน ห้องน้ำ โรงอาหาร ภายในโรงเรียนจึงสะอาดตา บางคนไปช่วยแม่ครัวจัดเตรียมอาหาร ล้วนเป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ทำด้วยความสนุกและมีความสุข ทำให้เด็กอยากมาโรงเรียน แม้เด็กบางคนต้องเดินเท้ามาจากบ้านที่อยู่ห่างไกล บางคนไม่เคยมีสตางค์มาโรงเรียน บางคนมีแต่ข้าวเปล่า บางคนใส่เสื้อซ้ำมาทุกวัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในช่วงกลางวัน ที่โรงอาหารหรืออาคารอเนกประสงค์ จะมีกิจกรรมหลายอย่าง รวมทั้งเรื่องของจิตอาสาที่เกิดขึ้นที่นี่ ตั้งแต่พี่ๆ ช่วยดูแลการรับประทานอาหารของน้องๆ เก็บกวาดทำความสะอาดเมื่อแล้วเสร็จ กิจกรรมร้องเพลงที่พี่ๆ คอยควบคุมเครื่องเสียง จัดลำดับให้นักร้องตัวน้อยที่ลงชื่อไว้ในสมุดหมุนเวียนกันขึ้นเวทีคนเก่ง เด็กทุกคนจะได้ร้องเพลงอย่างน้อยคนละ 1 เพลง เพื่อฝึกความกล้าแสดงออก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อใดที่ ครูเปรมศรี ศรีแก้วขัน ประจำชั้นป.1 ครูผู้ฝึกการทำของใช้ในครัวเรือนเพื่อลดค่าใช้จ่าย อาทิ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า ลงมือตระเตรียมส่วนผสม เด็กๆ จะเข้ามาช่วยกัน นอกจากจะช่วยกันทำไว้ใช้ในโรงเรียนแล้ว เด็กๆ ยังนำความรู้ไปถ่ายทอดให้ผู้ปกครองที่บ้านด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หรือในชั่วโมงภาษาไทยวันหนึ่ง เด็กเสนอว่าอยากทำการ์ดอวยพรให้ครูอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นที่กำลังจะกลับประเทศ มือน้อยๆ บรรจงแต่งแต้มออกแบบการ์ดนั้นด้วยงานฝีมือที่หลากหลาย แล้วแต่จินตนาการของแต่ละคน บ้างก็เอาใบไม้มาแปะหรือลอกเอาเส้นใยมาแปะเป็นรูปต่างๆ เป็นงานฝีมือที่แทรกไปด้วยวิชาวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และภาษาไทย เด็กๆ ต่างภูมิใจในผลงานตัวเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาเอาะ เฌอหมื่น สาวน้อยอาข่า ชั้นป.6 เล่าว่าทำกิจกรรมอาสามาตั้งแต่อยู่ชั้นป.1 ช่วยโน่นทำนี่กับเพื่อนๆ จนอยู่ชั้นป.6 ก็คิดว่าถ้าจบไปไม่ได้เรียนต่อก็น่าจะมีทักษะอาชีพหาเลี้ยงตัวได้ จึงอาสาไปช่วยงานแม่ครัวเตรียมอาหาร ทำให้รู้เคล็ดลับการทำอาหารหลายอย่างแล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในห้องครัว อาเอาะมีหน้าที่เป็นลูกมือช่วยแม่ครัว เตรียมส่วนประกอบอาหาร ช่วยล้างผัก หั่นผัก หั่นฟักทอง อาเอาะบอกว่าดีใจที่ได้มีส่วนร่วมทำอาหารมื้อกลางวันสำหรับคุณครู เพื่อนๆ และน้องๆ ในโรงเรียน เมื่ออยู่ที่บ้านอาเอาะมีหน้าที่ทำความสะอาดบ้าน ทำอาหาร ตักน้ำ ล้างจาน อาเอาะบอกว่าตัวเองขยันและกระตือรือร้นในการทำงานมากขึ้น เช่นเดียวกับเพื่อนๆ อีกหลายคนที่มาช่วยงานเช่นกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผอ.โรงเรียนบ้านน้ำลัด กล่าวว่า แม้โรงเรียนจะอยู่ห่างตัวเขตเทศบาลเพียง 1 กิโลเมตร แต่สภาพแตกต่างกันมาก นักเรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 80 เป็นเด็กจากชนเผ่าต่างๆ และเด็กต่างด้าวที่ตามพ่อแม่มาทำงาน ขณะที่เด็กอีกร้อยละ 20 เป็นเด็กพื้นราบจากครอบครัวยากจน ที่นี่จึงมีความแตกต่างทางด้านภาษาจากความหลากหลายของชาติพันธุ์ บางครั้งก็ทำให้เกิดปัญหาขึ้นบ้าง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การแก้ปัญหาพฤติกรรมเด็กทะเลาะกันของโรงเรียนแห่งความสุขแห่งนี้ คุณครูจะจับคู่กรณีมากอดและยิ้มให้กัน เป็นการลงโทษที่ทำให้ทั้งผู้ลงโทษ ผู้ถูกลงโทษและผู้พบเห็นอดยิ้มไปด้วยไม่ได้ ซึ่งพบว่าสามารถแก้ปัญหาเด็กทะเลาะวิวาทกันได้ผลจริง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผอ.วิวัฒน์ กล่าวในตอนท้ายว่า การจะทำให้เด็กมีความสุข ครูต้องมีความสุขด้วย มีปัญหาอะไรเราจะคุยกันเหมือนพี่เหมือนน้อง ครูทุกคนทำงานเป็นทีม แม้จะแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบแต่ทุกคนจะช่วยกันหมด &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;เพราะเราช่วยกันทั้งครูและเด็ก บรรยากาศโรงเรียนแห่งความสุขจึงเกิดขึ้นที่นี่&amp;quot;&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 17 Dec 2007 19:40:50 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">103 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>&#039;ภารกิจจิตอาสา&#039; ดี เด่น แต่ไม่เป็นภัย</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/104</link>
 <description>&lt;p&gt;
เขียน: ไทยโพสต์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
25 พฤศจิกายน 2550    กองบรรณาธิการไทยโพสต์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&#039;อันที่จริงคนเขาอยากให้เราดี แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้ จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน&#039; คำประพันธ์ของหลวงวิจิตรวาทการที่ประพันธ์ไว้เมื่อหลายทศวรรษก่อน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จะว่าไปแล้วก็ยังคงฉายภาพความเป็นจริงในสังคมไทยปัจจุบันอยู่ไม่น้อย เนื่องด้วยคนทำดีมักจะถูกอิจฉาริษยาจากคนกระทำไม่ดีอยู่เนืองนิตย์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การทำความดีจึงกลายเป็นความ &#039;ผิดปกติ&#039; ในสังคมที่ป่วยไข้ไม่น้อย คนจึงเลือก &#039;ปกติ&#039; ด้วยการประพฤติขั้วตรงข้าม ทั้งแย่งชิง ฉกฉวย เอารัดเอาเปรียบทั้งซึ่งหน้าและลับหลัง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กระนั้นก็ไม่ใช่ทุกอณูในสังคมไทยที่ปรากฏการณ์กลืนกินคนดีให้เป็นคนไม่ดีจะเกิดขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ด้วยท่ามกลางสังคมเจ็บป่วยจากการเห็นประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวมนั้น ยังมีกลุ่มคนจำนวนมากพร้อมใจกันขับเคลื่อนความดีด้วย &#039;จิตอาสา&#039; ที่ยิ่งทุ่มเท ยิ่งผลิบานความงดงามทั้งในใจตนเองและคนข้างเคียง ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็สัมผัสและนำไปปฏิบัติตามได้ถ้วนหน้า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;เราอยู่ตรงนี้ เราต้องเสียสละ ค่าตอบแทนอะไรเราก็ไม่มี แต่เราต้องทำให้เขาได้ เราเป็นที่พึ่งให้เขาได้เวลาเขามาปรึกษา ถ้าเราช่วยได้ก็ช่วย ก็รู้สึกดีใจ ภูมิใจที่ชาวบ้านเขาเชื่อเรา เวลาเราพูดอะไรเขาก็เชื่อ เราพูดกันด้วยเหตุและผล เราไม่ใช่ไปบังคับจิตใจชาวบ้าน เราต้องค่อยเป็นค่อยไป เราไม่ฝืนใจเขา เวลาจะให้เขาทำอะไรเราต้องโน้มน้าวจิตใจเขามาก่อน เราต้องเข้าถึงเขาก่อน&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จังหวัดน่าน &#039;โสภิษฐ์ พรมต๊ะ เผยวิธีจูงใจชาวชุมชนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาวะ พลางเน้นว่าความเชื่อถือของชาวบ้านมาจากการที่เธอเป็นคนพูดจริงทำจริง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;ชาวบ้านเขาให้ความเชื่อถือเรา เขาเชื่อเรา เพราะเวลาเราพูด เวลาเราจะทำอะไร เราต้องทำก่อน เราต้องเดินก่อนเขา ทำก่อนเขา ไม่ใช่ว่าพูดๆ แล้วเราไม่ทำ เราต้องทำเป็นตัวอย่างก่อน ทุกอย่างต้องเริ่มจากตัวเราก่อนและครอบครัวเราก่อน&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถึงแม้บางคราคำถามของชาวบ้านเกี่ยวกับสุขภาพจะไม่อาจตอบได้ทันที หากแต่ อสม.ผู้นี้ก็ไม่ปล่อยให้ชาวบ้านค้างคาความสงสัยนาน เพราะเธอจะไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยเพื่อไขคำตอบให้ชาวบ้านโดยเร็ว นอกเหนือจากการนำความรู้ด้านสุขภาพที่ได้รับจากกระบวนการอบรมและออกภาคสนามไปแนะนำแก่ชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การทำงานลักษณะ &#039;วันแมนโชว์&#039; ไม่สามารถทำให้ภารกิจ อสม.ว่าด้วยการให้ภาคประชาชนที่เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเอง ครอบครัว และชุมชนประสบความสำเร็จได้ ยังไม่นับรวมว่าการทำดีจนโดดเด่นจะเป็นภัยแก่ตนเองมากแค่ไหนในสังคมไทยที่ความหวาดระแวงว่าคนอื่นจะได้ดีเกินหน้าเกินตากำลังคุกคามอย่างหนัก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ด้วยตระหนักว่าไม่ควรเก่งคนเดียว โสภิษฐ์จึงพยายามสร้างสายเลือดใหม่ผ่านกระบวนการทำงานเป็นทีม โดยทีม อสม.ของเธอที่แม้จะมีสมาชิก 9 คน แยกกันรับผิดชอบในแต่ละพื้นที่นั้น ท้ายสุดทุกคนก็ยังคงทำงานร่วมกันใกล้ชิด ควบคู่กับเรียนรู้วิทยาการสาธารณสุขใหม่ๆ จากการประสานงานกับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยอยู่ตลอดเวลา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;อยากจะทำจุดนี้ จนกว่าที่ว่าวันไหนเราจะหมดสภาพ หรือไม่สามารถทำงานได้ เราก็อาจจะหยุดตรงนั้นได้ แต่ตอนนี้เราอยากจะขับเคลื่อนและเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราอยากให้คนอื่นทำงานมั่ง แต่เราจะอยู่ข้างหลังเขา ให้คนใหม่เข้ามาทำงาน ไม่ใช่ว่าเราเก่งคนเดียว เราอยากให้ทุกๆ คนเข้ามาทำงานจุดนี้ด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โสภิษฐ์เผยปณิธานที่สอดคล้องกับเป้าประสงค์ของ อสม. ที่ต้องการสร้างเครือข่ายสุขภาพโดยชาวบ้านเพื่อชาวบ้าน นับตั้งแต่แรกดำเนินการในปี 2520 กระทั่งบุคลากร อสม.ทวีจำนวนมากขึ้นจนปัจจุบันมีมากกว่า 8 แสนคน ครอบคลุมหมู่บ้านในชนบทและชุมชนเมือง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การทุ่มเทเรี่ยวแรงแข็งขันในการสร้างเสริมสุขภาพแก่ชาวชุมชนบ้านถืมตอง หมู่ที่ 1 ต.ถืมตอง อ.เมื อง จ.น่าน นานกว่า 13 ปี ไม่เพียงผลิดอกออกผลให้ในปี 2543 เธอได้รับเลือกเป็นประธานหมู่บ้านที่ 1 และอีก 2 ปีต่อมาก็ได้เป็นประธานตำบลจวบจนกระทั่งปัจจุบันเท่านั้น ทว่าการเสียสละกำลังกายและใจยังช่วยให้ชาวชุมชนหันมาดูแลและป้องกันสุขภาพตนเอง ครอบครัว และชุมชนมากขึ้น ซึ่งสำคัญสำหรับเธอมากกว่าด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ดังคำของ &#039;หลุย ปัญญาวัย&#039; ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ที่เล่าว่าแม้ชาวบ้านจะให้ความสนใจในการงานทุกด้าน ทว่ามากสุดคือด้านสาธารณสุขที่ถือเป็นหัวใจหลักของหมู่บ้าน ด้วยมี อสม.อย่างโสภิษฐ์ที่เป็นคนดี มีน้ำใจ และเสียสละช่วยเหลือชาวบ้านด้อยโอกาสในทุกๆ ด้านเป็นแรงกระตุ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การเสียสละ คิดดี ทำดีผ่าน &#039;ภารกิจจิตอาสา&#039; จึงเปรียบประดุจสะพานเชื่อมโยงความสุขแก่ผู้อื่นได้ ไม่ว่าจะต่างวัยวุฒิ คุณวุฒิ และโอกาสในสังคมมากแค่ไหน ยิ่งกว่านั้นยังไม่ใช่ความสุขเฉพาะตัวที่ อสม.จะรับรู้ได้เพียงผู้เดียว ทว่าครอบครัว ชุมชน และสังคมที่พวกเขายื่นมือไปถึงล้วนสัมผัสได้ไม่ต่างกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เหนืออื่นใดยังลบคำปรามาสที่ว่า อสม.ก็แค่เม็ดกรวดทรายกระจายไปในแต่ละหมู่บ้านและชุมชน ไร้พลังขับเคลื่อนสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะขนาดลูกสาวน้อยๆ ของโสภิษฐ์ &#039;สุปรียา พรมต๊ะ&#039; ยังซึมซับรับรู้ได้ว่าเมื่อกรวดทรายเหล่านั้นเสียสละตัวเองหลอมรวมกันเป็นภูผาจะมั่นคงในความดีความงามแค่ไหน ดังถ้อยความในใจของเด็กน้อยที่ลึกซึ้งในการเสียสละเพื่อชุมชนของผู้เป็นแม่ว่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;แม่เป็นผู้มีความสามารถที่ทำให้ครอบครัวของเรามีความสุข เพราะว่าแม่ได้ทำงาน และมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่แม่ทำ ก็ขอให้แม่ทำงานขั้นนี้ให้ดีที่สุด แม่เป็นคนดีค่ะ และก็สอนให้เราเป็นเด็กดี และก็ซื่อสัตย์กับตนเองค่ะ แม่ทำงานหนักค่ะ และก็อยากให้แม่สู้ต่อไปค่ะ&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สืบค้นความดี: น้องมณีรัตน์ ก้องเสียง&lt;br /&gt;
เรียบเรียงความดี: ภาณุ เรือนขวัญ&lt;br /&gt;
มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์&lt;br /&gt;
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 17 Dec 2007 19:41:36 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">104 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ธุรกิจและเอ็นจีโอ</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/105</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ต้นธารและจุดบรรจบ ระหว่างธุรกิจและเอ็นจีโอ&lt;/strong&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เขียน: jamjit
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในสังคมไทยที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย เรามีคนหลายคน คนหลายวัย คนหลายเชื้อชาติ ศาสนา หลากอาชีพ หลากอุดมการณ์ แต่ใช่หรือไม่ที่เราทั้งหมดอยู่บนเรือลำเดียวกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลายคนจึงมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทำให้สังคมที่เราอาศัย สงบสุข เท่าเทียม ยุติธรรม มีสิ่งแวดล้อมที่งดงาม ผู้คนสมานสามัคคี ประชาชนคนธรรมดามีสิทธิ มีเสียง มีที่อยู่ที่กิน มีศักดิ์ศรีในชีวิตในฐานะคนๆ หนึ่ง คนเหล่านั้นทำงานเป็นนักพัฒนาสังคม หรือ เอ็นจีโอ ที่เรารู้จักกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ความตั้งใจเหล่านี้หาได้มีแต่ในนักพัฒนาสังคมเท่านั้น นักเรียน นักศึกษา ช่างไฟฟ้า นักดนตรี สาวออฟฟิศ ไปจนถึงนักธุรกิจ ต่างมีความคิดนี้ หลายคนสละเวลา แรงกาย แรงใจ แรงเงิน เพื่อทำให้สังคมดีงามขึ้น ตามกำลังที่แต่ละคนจะทำได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ภาคธุรกิจ” มีความสนใจหันมาดูแลสังคมมากยิ่งขึ้น เกิดกระแส CSR (Coporate Social Responsibility)หรือ ธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมขึ้น พวกเขาหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม พนักงานในองค์กร ผู้บริโภค เด็กเยาวชนไปจนถึงคนชรา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในสังคมทุนนิยมเช่นทุกวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ถึงความสามารถและพลังของภาคธุรกิจ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่พวกเขามีความสนใจต่อการรับผิดชอบสังคม ด้านกลุ่มภาคประชาสังคมก็ต้องการความสนับสนุน ความสามารถและแรงกำลังให้งานพัฒนาสังคมสามารถขับเคลื่อนไปได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความต้องการตรงกัน แต่อยู่ในวงสังคมที่ต่างกัน ความคิด ความเคยชินแตกต่างกัน เรือลำเดียวกัน เลยไม่เคยพายร่วมกันเลยเสียที&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วันนี้เราจะมาพูดถึงสององค์กรที่ต้องการ “เชื่อมประสาน” ภาคธุรกิจ กับ ภาคประชาสังคมเข้าด้วยกัน ได้แก่ The NETWORK และ โครงการแบ่งปันเพื่อสังคมที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ลองมามองจังหวะก้าวและความเป็นไปของจุดบรรจบของภาคธุรกิจและประชาสังคมดูหน่อยเป็นไร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;The NETWORK “ต้นธารแห่งความร่วมมือ”&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ The NETWORK เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่รวมตัวกันของบริษัทเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อสร้างต้นธารแห่งความร่วมมือระหว่างกันและมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรธุรกิจมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม เกิดการเรียนรู้และทำงานร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจและประชาสังคมที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พี่หนู ปารีณา  ประยุกต์วงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่าย The NETWORK บอกเล่าที่มาขององค์กรว่า The NETWORK เกิดจากการสนับสนุนของ Asian Development Bank (ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเซีย) GSK Biologicals Inc.  และ สถาบันคีนันแห่งเอเชีย ที่เห็นว่าการร่วมมือกันของภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และเป็นประโยชน์จึงต้องการที่จะสร้างต้นธารแห่งการร่วมมือของทั้งสองฝ่าย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;The NETWORK ได้ดำเนินการประสานความร่วมมือในเขตเอเชียแปซิกฟิกตั้งแต่ปี 2548 และ เริ่มสร้างเครือข่ายความร่วมมือในประเทศไทยปีนี้เป็นปีแรก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พี่หนู ได้มีโอกาสเข้ามาเป็นผู้ประสานงานให้กับเครือข่ายนี้ตั้งแต่เริ่มต้น งานของ The NETWORK เปรียบได้กับ “กองเลขา” ที่ทำทุกอย่างให้ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันได้ เริ่มตั้งแต่ ตระเตรียมความรู้ ข้อมูลต่างๆ ไว้ เป็นดั่งห้องสมุดกรณีศึกษา, จัดเวที นัดประชุมให้ได้เจอะได้เจอกัน, ทำจดหมายข่าว ส่งข่าวสาร ความเคลื่อนไหวน่าสนใจ ไปจนถึงชวนพูดคุย สอบถามความเป็นไปของความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เธอบอกว่ามี 1000 องค์กรในเอเชีย และ 600 องค์กรในไทยที่ได้รับข่าวสารข้อมูลอยู่เสมอ และในนั้น 50 องค์กรในไทยเป็นเครือข่ายประสานงาน ในสามปีที่ผ่านมา The NETWORK  ได้จัดเวทีประสานความรู้และความร่วมมือในหลากหลายประเทศ เช่น อินโดนิเซีย ฟิลิปปิน สิงค์โปร์ และล่าสุด 2 ครั้งที่ประเทศไทย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“ในสองปี เราพยายามทำให้ความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายเกิดขึ้น เช่น ค้นหากรณีที่น่าสนใจมาแชร์ เช่น อินโดนิเซีย ฟิลิปปิน สิงคโปร์ เราพบว่าสิ่งที่ทำให้เกิดความร่วมมือเพราะการเห็นปัญหาร่วมกัน เช่นเดียวกันคณะกรรมของ The NETWORK ก็เห็นความสำคัญในประเด็นนี้ จะเกิดมากน้อยแค่ไหน เราค่อยๆ ทำให้มันเกิด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เป้าหมายระยะยาวคือการจับคู่ ภาคประชาสังคม กับ ภาคธุรกิจที่เข้าใจกัน ไม่ใช่แค่เอาแค่เงินให้กันแล้วก็แล้วกันไป แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ยืนยาว ซึ่งมีกระบวนการเยอะ จากคนให้ทุน คนรับทุน กลายเป็นร่วมมือกันทำงาน เขาต้องมีเคมีตรงกันพอควร ถึงจะมาร่วมกันทำได้ เราถือเป็นตัวช่วยตรงนี้”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตามการร่วมมือกันไม่ใช่ง่าย ภาคธุรกิจไม่น้อยกลัวนักเคลื่อนไหวที่คอยจ้องตรวจสอบ ในขณะเดียวกันภาคประชาสังคมไม่น้อยก็กลัวการถูกใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ แล้วพวกเขาจะร่วมมือกันอย่างไร? &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“พี่คิดว่ากระแส CSR มันเป็นโอกาส แปลว่าเขาเริ่มสนใจที่จะรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจคำว่า CSR ก่อน มันคือ การทำธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม การไม่เอาเปรียบพนักงาน การไม่เอาเปรียบลูกค้า ก่อนที่เราจะเลือกร่วมงานกับใครเราก็ต้องมอง Who is he? ในขณะที่ภาคธุรกิจก็มองคุณเหมือนกันว่า Who is he?  นอกจากนี้มุมมองต่อเขาก็สำคัญ ไม่ควรมองภาคธุรกิจแค่ช่องทางหาเงินระดมทุน แต่เป็นโอกาสของการทำงานร่วมกัน การสร้างความเข้าใจ การแลกเปลี่ยนทรัพยากรกัน”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากนี้ The NETWORK ยังสนใจในเรื่อง “จิตอาสาในภาคธุรกิจ” เพราะการจะขับเคลื่อนในภาคธุรกิจมีจิตใจสาธารณะได้นั้น ไม่เพียงแต่จะชักชวนในระดับผู้บริหาร แต่ควรจะไปถึงพนักงานทุกๆ คนในบริษัท&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“มีบริษัทไม่น้อยที่ผู้บริหารเอาเรื่องนี้ แต่พนักงานไม่เอา “จิตอาสา” เป็นการชวนให้ทุกๆ คนในบริษัทได้มีโอกาสสัมผัสการทำงานเพื่อสังคมที่ตรงตัว ตรงหัวใจ มันก่อให้เกิดชุมชนในบริษัท ทำให้คนทำงานรักกัน เข้าใจกัน ทำงานก็ราบรื่นมีความสุข นอกจากนี้พนักงานเขายังมีฐานะของความเป็นประชาชนที่มีจิตสาธารณะ ถ้าบริษัทเขาทำอะไรที่น่าสงสัย เขาก็ทักทวง เพราะเขาเข้าใจแล้วว่า CSR คือการรับผิดชอบต่อสังคม”&lt;br /&gt;
การสร้างต้นธารจิตสาธารณะให้กับองค์กรธุรกิจ และ ความร่วมมือกับองค์กรพัฒนายังอีกยาวไกล พี่หนูบอกกับเราว่ายินดีรับเพื่อนภาคประชาสังคมและธุรกิจไม่จำกัดจำนวน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;แบ่งปันเพื่อสังคมที่ยั่งยืน&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หันมาด้านโครงการน้องใหม่ “แบ่งปันเพื่อสังคมที่ยั่งยืน”ที่ดำเนินการได้ 6 เดือนเต็ม และได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมาบ้าง โครงการนี้ทำหน้าที่ประสานและเชื่อมโยงองค์กรภาคสังคมที่ทำงานโดยไม่หวังผลกำไรกับองค์กรภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันทำงานพัฒนาสังคม ด้วยการแบ่งปันทรัพยากรและความสามารถ โดยมีภารกิจหลัก คือ สรรหาและคัดเลือกองค์กรรภาคสังคมและภาคธุรกิจ ประสานองค์กรทั้งสองฝ่ายเข้าหากัน อีกทั้งติดตามผลและประชาสัมพันธ์ต่อไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เรียกง่ายๆ คือ “จับคู่” ให้ภาคประชาสังคมและธุรกิจได้มาเจอ มาแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โดยโครงการนี้มีเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (SVN) ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมายาวนานเป็นแกนหลัก มูลนิธิอโชก้า และกลุ่มนวัตกรรมเยาวชนเพื่อสังคมร่วมดำเนินการ และได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) &lt;br /&gt;
โดยมี นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานที่ปรึกษาโครงการ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นายสุทธิชัย เอี่ยมเจริญยิ่ง ประธานเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานกรรมการโครงการแบ่งปัน กล่าวถึงที่มาของโครงการว่า &amp;quot;หลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประกาศตัวว่า เราเป็นประเทศผู้ให้ ไม่ได้เป็นประเทศผู้รับอีกต่อไป ทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ องค์กรภาคสังคมจึงไม่สามารถทำงานได้ สิ่งที่ต้องทำคือ คนในชุมชนต้องดูแลกันเอง หน่วยงานธุรกิจที่ผ่านมายังมีบทบาทในฐานะผู้ให้และการเกื้อกูลสังคมยังไม่มากเท่าที่ควร ขณะนี้กระแสความเรียกร้องให้ภาคธุรกิจหันมาสนใจสังคมและสิ่งแวดล้อม ดังขึ้นเรื่อยๆ ในทุกทวีป องค์กรธุรกิจต้องอยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีความรับผิดชอบและมีความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ถึงต้องมีโครงการแบ่งปันขึ้นมาจับคู่ภาคธุรกิจและภาคสังคม ให้มาเจอกัน&amp;quot; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับโครงการนำร่องขณะนี้สามารถจับคู่ระหว่างองค์กรธุรกิจและองค์กรพัฒนาเอกชนได้ 11 คู่ รวมงบประมาณรวม 3 ล้านบาท &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;เราตั้งเป้ามากกว่านั้น แต่เราคิดว่าอัตราความสำเร็จเป็นการเพิ่มแบบทวีคูณ เมื่อโครงการเป็นที่รู้จักมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราคิดว่าปลายปีน่าจะมีถึง 20 คู่ ที่สำคัญภารกิจของเราไม่ใช่จับคู่แล้วจบ แต่เราต้อง การให้ไปถึงวัฒนธรรมการให้และการแบ่งปัน&amp;quot; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;1 องค์กร กับ 1 โครงการ ช่วยเหลือกันเกื้อหนุนให้ธุรกิจและประชาสังคมเดินไปด้วยกันขนาดนี้แล้ว หากสนใจอย่ารีรอคอยท่า สามารถติดต่อได้ที่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;The Network โทรศัพท์ 0-2245-5542 , E-mail &lt;a href=&quot;mailto:info@ngobiz.org&quot;&gt;info@ngobiz.org&lt;/a&gt; ,Website:www.ngobiz.org/thailand &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โครงการแบ่งปันเพื่อสังคมที่ยั่งยืน โทรศัพท์ 0-2712-6081, ,E-mail info@ sharingsociety.orgWebsite: www.sharingsociety.org&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 17 Dec 2007 19:42:45 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">105 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>3 ปีสึนามิ กับ ความเปลี่ยนแปลง(1)</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/233</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;3 ปีสึนามิ กับ ความเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;
ตอน อาสาสมัครสึนามิ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/strong&gt;เมื่อ 3 ปีก่อน หลังวันคริสมาสต์ค่ำคืนแห่งความสุข เช้าวันใหม่เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ข่าวด่วนที่เกิดขึ้น คือ เกิดคลื่นยักษ์ “สึนามิ” ถล่มชายชาดอันดามัน กวาดชีวิต ทรัพย์สิน และความหวังของผู้คนไปสิ้น หลายคนช็อค หลายคนโศกเศร้าสูญเสีย ในขณะที่หลายคนทนมองไม่ได้ ทุ่มใจและกายลงไปช่วยเหลือ ห้วงยามนั้นพื้นที่สึนามิจึงคล้ายละครชีวิตโรงใหญ่ของคนเป็น คนตาย คนนอก คนใน และแรงกระเสือกกระสนที่จะมีชีวิตอยู่ ความช่วยเหลือ แรงกาย แรงใจ แรงเงิน และของบริจาคนับไม่ถ้วนถูกโถมไปยังชายหาดอันดามัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่หากเปิดทีวีในวันนี้อีกครั้ง ภาพในสายตาที่ชาชินคือ ใบหน้านักการเมืองที่จ้องจะตั้งรัฐบาล บวกกับข่าวฉาวของดาราเป็นน้ำจิ้ม ทำให้ยากนักที่เราจะเห็นชีวิตและเลือดเนื้อในกันและกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ฉันสงสัย  ผู้คน อาสาสมัคร ชาวบ้าน ผู้ที่สูญเสีย ผู้ที่ได้รับ พวกเขาเป็นอย่างไร เมื่อผ่านพ้นวันคืนอันยาวนาน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พวกเขายังเจ็บเรื้อรังทั้งใจและกาย หรือเติบโตเข้มแข็ง หรือยังหลงวนเวียนหาทิศทางอยู่ทุกคืนวัน? และนี้คือรายทางของผู้คนที่ฉันพบเจอ... เมื่อ 3 ปีหลังจากนั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;http://profile.imeem.com/0vxnKK/photo/hU8hI81rf_/&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://media.imeem.com/p/hU8hI81rf_.jpg&quot; alt=&quot;click to comment&quot; title=&quot;click to comment&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;-1-&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นางสาวอรุณสวัสดิ์ ภูริทัตพงศ์ หรือ พี่จอย&lt;/b&gt; เป็นคนแรกที่ฉันนึกถึง ภาพประทับเมื่อครั้งเธอช่วยคุณหมอพรทิพย์ จัดการดูแลศพทั้งหมดในสุสานบางมรวนยังแจ่มชัด เธอมัดผมยาวหางม้า สวมหมวกแก็ปสีดำ รัดผ้าปิดจมูกไว้ใต้คาง อีกมือถือวอกกี้ทอล์กกี้คอยประสานงานเรื่องต่างๆ ทะมัดทะแมงและเป็นกันเอง ฉันยังจำคำของเธอในคราวนั้นได้ดี &lt;b&gt;“ทุกครั้งที่เรายกเขา เราทำให้นุ่มนวลที่สุด เพราะคนที่นอนออยู่ในนี้ส่งเสียภาษีของเขาให้เราเรียนทั้งนั้น” &lt;/b&gt;วันนี้เธออยู่ในชุดลำลอง ปล่อยผมตามสบาย พูดคุยอย่างไม่รีบเร่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;3 ปีก่อนเธออยู่ที่บ้านดูข่าวสึนามิ พอเห็นข่าวสายการบินนกแอร์รับล่ามอาสาสมัครลงพังงา เธอขึ้นเครื่องพร้อมเพื่อนอาสาร้อยกว่าชีวิต จากที่ตั้งใจเป็นล่าม เธอกลายเป็นผู้ดูแลระบบการฝังศพหลายพันร่างที่สุสานบางมรวนเป็นเวลา 1 เดือนครึ่ง ทุกๆ วันที่สุสานเธอและเพื่อนฝังศพเสร็จภารกิจตี 2 และเริ่มวันใหม่ 6 โมงเช้า เป็นอย่างนี้ทุกวัน งานหนัก นอนน้อย ไม่ได้ผลประโยชน์ตอบแทน แต่เธอบอกห้วงยามนั้น เธอไม่เหนื่อย ไม่หนัก และมีความสุขอย่างที่ไม่เคยมี เปรียบเทียบกับชีวิตทำงานในเมือง ตื่นเช้ามาต้องคิดว่าจะแต่งตัวอย่างไรถึงจะดูดี แต่อยู่ที่นี่เธอไม่ต้องคิดถึงตัวเอง ทว่าแน่นหนักชัดเจนว่าแต่ละวันทำอะไร เพื่อใคร และเพื่ออะไร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;i&gt;“พอมีคนมารับญาติเขาก็ดีใจ มันเป็นความสุข เออ! อย่างนี้นี่เองที่ เรียกว่า ความสุข ความสุขที่ทำดีๆ ให้คนอื่น พอคนเราคิดถึงตัวเองน้อยลง คิดถึงคนอื่นมากขึ้นมันก็จะมีความสุข เพราะทุกวันนี้เราคิดถึงตัวเองมากไปหรือเปล่า เราลืมมองคนข้างๆ คนอื่นๆ ที่อยู่รอบเรา คนที่ห่างไกลจากตัวเราไป” &lt;/i&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลังจากส่งมอบงานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสานงานต่อ เธอกลับมาสู่ชีวิตปกติ ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจที่ศศินทร์ จุฬาฯ และรีบสมัครเรียนต่อปริญญาโทหลักสูตร cultural management บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จนถึงทุกวันนี้เธอลาออกจากศศินทร์ ทำวิทยานิพนธ์เพื่อเรียนโทให้จบ และ เป็นอาสาสมัครอิสระให้มูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก ซึ่งกำลังเรียนรู้การเป็นอาสาสมัครจัดการภัยพิบัติ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ย้อนกลับไปมองสามปีก่อน เธอเป็นเด็กสาวอายุ 24 ปี “ตอนนั้นเราคิดว่ามันที่สุดของชีวิตเรา เกิดมาไม่เคยเจออะไรแบบนี้ หลังจากนั้น 3 ปี ก็พบว่าสึนามิเป็นแค่พื้นฐาน เป็นรากแข็งๆ อันหนึ่ง  มันทำให้เห็นว่า เหตุไม่คาดฝันมันไม่มีที่สิ้นสุดหรอก มันเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ที่สำคัญ คือ เราต้องตั้งสติได้ ทำให้เข้าสู่สภาวะปกติได้ ถ้ามีใจรักอยากจะช่วยคน เราคิดว่าควรทำดีไปเลย” และเธอก็ทำต่อที่มูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก เมื่อมีเหตุน้ำท่วม โคลนถล่ม เธอเรียนรู้ที่จะประสานงานกับพื้นที่ อาสาสมัคร จัดตั้งโรงครัวหลวง ที่พักชั่วคราว และส่งมอบงานต่อไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เธอเล่าถึงเพื่อนอาสาหลายคนที่ยังติดกับ 3 ปีที่แล้ว บางคนอินกับการได้ช่วยคน จนไม่เป็นอันทำมาหากิน ยึดติดกับการทำความดี จนลืมไปว่าเราไม่ใช่คนพลิกโลก “บางคนจะอินจนเสียงานการเสีย พอทำอะไรให้คนอื่น ก็ภูมิใจฉันเป็นคนดี ฉันไปช่วยคนดีกว่า แล้วลืมทุกอย่าง จอยกลับมาก็พบความเป็นจริงที่ว่าชีวิตเราก็ยังดำเนินต่อไป มีหน้าที่ต้องเรียนให้จบ มีงานที่ต้องทำ มีหน้าที่ แต่บางคนไม่จบ เราคิดว่าต้องดูแลชีวิตเราให้ดี ฐานให้มั่นคงก่อน ถ้าดูแลตัวเองไม่ได้ก็อย่าไปเลย” &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;-2-&lt;br /&gt;
เขาหลักวันนี้ฟ้าเปรี้ยง แดดใส ทะเลสวย ตึกรามบ้านช่องใหม่เอี่ยม แม้แต่ผู้คนที่เข้าออกก็เก่าใหม่ ผันไปไม่เหมือนเดิม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;http://profile.imeem.com/0vxnKK/photo/s9nVyfh07I/&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://media.imeem.com/p/s9nVyfh07I.jpg&quot; alt=&quot;click to comment&quot; title=&quot;click to comment&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;กรองแก้ว ปัญจมหาพร หรือ แก้ว &lt;/b&gt;ผู้หญิงตัวเล็กคนนี้เป็นสาวชลบุรี แต่เธอมาปักหลักที่ศูนย์อาสาสมัครสึนามิ (Tsunami Volunteer Center : TVC) ได้ 2 ปี 5 เดือน จากอาสาสมัครตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ทุกวันนี้เธอเติบโตเป็นผู้จัดการศูนย์อาสาสมัครสึนามิ พูดว่าถ้าให้ได้ เธอได้ให้ทั้งชีวิต จิตใจ และจิตวิญญาณไปกับงานอาสาสมัครและพัฒนา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เธอบอกกับเราว่า เมื่อก่อนเธอเป็นเด็กจบใหม่ที่อีโก้จัด มั่นใจในตัวเองสูง แต่พอมาทำงานอาสาสมัคร ไม่ว่าจะเก่งมาจากไหน เคยทำอะไรมา ทุกคนมีคุณค่าเท่ากัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;งานอาสาสมัครจึงเหมือนเป็นโรงเรียน ทำให้แก้วเรียนรู้ว่าจริงๆ เรานี่แหละโง่  เวลา 2 ปี 5 เดือน ที่ TVC สร้างเธอให้เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต เข้าใจคนอื่น ยอมรับคนอื่นแบบที่เขาเป็น และยอมรับตัวเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“พี่รู้สึก พี่ติดหนี้บุญคุณ” เธอยิ้มด้วยตา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับศูนย์อาสาสมัครสึนามิ (TVC) สถานที่ที่เป็นศูนย์กลางของเหล่าอาสาสมัครในพื้นที่ประสบภัยพิบัติสึนามิ วันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ตึกเก่าและรกครึ้มไปด้วยต้นไม้ อาสาสมัครลดน้อยถอยลงไป ในฐานะผู้จัดการศูนย์อาสาสมัครสึนามิ แก้วเล่าให้เราฟังว่าอาสาสมัครที่ลงมาสึนามิในช่วง 1-2 ปีแรก นั้นเต็มที่ ทุ่มแรงกาย ใจลงมาช่วยไม่มีบ่น เหตุผลหนึ่งเดียวคือ “อยากมาช่วยเหลือ” แต่ปัจจุบันนี้มีอาสาสมัครน้อยลง และเหตุผลในการทำก็แตกต่างกันออกไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;i&gt;“ช่วงปีที่ 3 เราเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง เริ่มเห็นคนที่อยากสงเคราะห์ อยากทำดีแต่มีเงื่อนไข ขอนอนสบาย ขอกินอาหารดีๆ ขอสำอาง เหตุผลที่มาก็มีหลายอย่าง เช่น ช่วงสึนามิฉันไม่มีโอกาสมา ฉันรู้สึกว่าก่อนที่มันจะผ่านไป ฉันก็อยากมา บางคนก็บอกว่า ฉันไม่เคยรู้จัก  ไม่เคยทำงานอาสาสมัครมาก่อนเลย ฉันอยากลอง หรือ บางคนมาเดินทางท่องเที่ยว แล้วก็สนใจงานอาสา ก็มี แต่เราก็คิดว่าอย่างไรก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย มาช้าก็ดีกว่าไม่มา”&lt;/i&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทุกวันนี้พื้นที่สึนามิฟื้นคืนกลับมามากขึ้น งานฟื้นฟูประเภทสร้างบ้าน ต่อเรือหมดไปแล้ว มีแต่งานพัฒนา เช่น งานพัฒนาเด็กและเยาวชน งานพัฒนาชุมชนให้ฟื้นคืนกำลัง หากสนใจเป็นอาสาสมัคร  แก้วบอกกับว่ายินดีรับอาสาสมัคระยะยาวและนักศึกษาฝึกงาน มาร่วมเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สนใจข้อมูลเพิ่มเติม :  http://www.tsunamivolunteer.net/&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;แทน หรือ นายอภิชัย  บุตรพิเศษ&lt;/b&gt; ชายหนุ่มหัวตั้ง อายุ 25 ปี หน้าเฉย แทนเป็นคนวางระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมดให้ที่นี้ ด้วยทักษะที่เรียนจบตรี คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เรื่องนี้เป็นเรื่องง่าย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อ 3 ปีก่อน เขานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ แชตกับเพื่อนอาสาสมัครมูลนิธิกระจกเงาในโปรแกรม MSN คุยไปคุยมาวันรุ่งขึ้น เขาตัดสินใจลงมาพังงาคนเดียว ตอนแรกตั้งใจลงมาช่วยงานด้านคอมพิวเตอร์ แต่ถึงเวลาจริงมีอะไรทำ ก็ทำทั้งนั้น ตั้งแต่ อัพเดตข้อมูลศพไปจนถึงเก็บศพก็ทำมาแล้ว เขาโดดเรียนไป 13 วันเต็ม ช่วงเวลานั้นช่วงเวลาที่เขามีพลังเหลือเฟือ ตื่นมาตั้งแต่ 6 โมงเช้า โบกรถไปย่านยาว ช่วยเช็คศพ เก็บศพ กลับมาพัก 5 ทุ่ม แทบไม่เวลาอาบน้ำ แต่ก็ไม่เหนื่อย จนถึงทุกวันนี้ เพื่อนๆ อาสาสมัครสึนามิก็ยังติดต่อกันผ่านโปรแกรม MSN บางคนทำงานบริษัท บางคนลาออกเพื่อมาทำอาสาสมัคร จนถึงทุกวันก็ยังตกงานอยู่ก็ยังมี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนตัวเขาเองหลังเรียนจนจบ พี่ๆ ที่ TVC ก็เรียกมาช่วยทำงาน เขาทำงานที่นี่ 2 ปี 5 เดือน ก็ตัดสินใจออก เพราะการเป็นเจ้าหน้าที่มันเหนื่อย สองเดือนก่อนกลับบ้านอยู่ว่างๆ ได้พักเดียว ที่นี้ก็ขอแรงให้กลับมาเป็นอาสาสมัครอีกเช่นเคย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“ปีหน้าผมว่าจะเข้าไปที่ภูเก็ตหางานทำ ด้านคอมพิวเตอร์ แต่ก็อาจจะพลิกชีวิตไปเลย อาจจะทำโรงแรมหรืออะไร” เขาหัวเราะ อาจด้วยไม่ได้อยากทำอะไรเป็นพิเศษทำให้ยังหัวเราะให้กับอนาคตได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“อุดมการณ์มาก่อนอนาคต” เขาว่า อุดมการณ์ของเขา คือ การทำสิ่งที่สบายใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“เราชินกับการทำงานอาสาสมัครที่ไม่มีกฎระเบียบมาคุม แต่งตัวอย่างไรก็ได้ จะเข้างานออกงานกี่โมงก็ไม่ต้องมาตอกบัตร ถ้าให้ไปทำแบบพนักงานบริษัทก็ไม่รู้ตัวเองจะทนทำได้ไหม”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;3 ปีผ่านไปไวราวกับโกหก แทนบอกว่าที่นี้เปลี่ยนไปเยอะมาก เดิมที่อาสาสมัครต่างคนต่างมา ตื่นทุกเช้ามีพลัง ทุกวันนี้ไม่มี อาสาสมัครน้อย คนรู้จักกันน้อย งานน้อย ชาวบ้านก็ลืมๆ กันไป ถ้าลงมาช่วงนี้ก็อาจจะเฟล ไม่มีอะไรให้ทำเยอะแยะอย่างช่วงแรกๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;http://profile.imeem.com/0vxnKK/photo/YSXe03D7HS/&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://media.imeem.com/p/YSXe03D7HS.jpg&quot; alt=&quot;click to comment&quot; title=&quot;click to comment&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;เอกพล พาภักดี หรือ ท๊อป &lt;/b&gt;ชายหนุ่มคนนี้เป็นอาสาสมัครไทยคนเดียวที่ TVC ผู้ชายคนนี้ยิ้มง่าย คุยง่าย คุยสนุก พอถามว่าทำไมมาอยู่ที่นี่ เขาตอบเหมือนล้อเล่น “มาตามหาชีวิตวัยรุ่น” พอถามอายุ เขาบอกเลขท้ายสองตัว “26” &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;26 ยังวัยรุ่นอยู่เหรอ? เขาหัวเราะและยืนยันว่ายังวัยรุ่นอยู่จริงๆ นะ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ชายหนุ่มคนนี้ เรียนจบปริญญาตรีคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยขอนแก่น สมัยเรียนมหา’ลัย เขาเคยมีโอกาสเป็นครูอาสาสมัคที่เชียงราย กับมูลนิธิกระจกเงา เขากับเพื่อนใช้เวลาปิดเทอมครั้งนั้นด้วยการเที่ยวเฮฮาและเป็นอาสาสมัคร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พอเรียนจบ ด้วยสาขาอาชีพ ที่ถ้าไม่ทำงานย่านนิคมอุตสาหกรรม ก็กรุงเทพมหานคร ถามใจว่าอยากอยู่ไหน เขาอยากทำงานอยู่บ้านเกิด แต่คนเราก็ต้องทำมาหากิน บวกหิวกระหายประสบการณ์ในชีวิต เขาเข้ามาทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ในตำแหน่งหัวหน้าด้านการบำบัดน้ำเสีย เขาตั้งใจจะมาอยู่กรุงเทพฯ 3-5 ปี แล้วขยับขยายเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ ซักปีเขาคงถึงบ้าน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;1 สัปดาห์มี 7 วัน เขาทำงานในโรงงานแทบทั้ง 7 วัน เพราะต้องเคลียร์ระบบโรงงานทุกๆ วันเสาร์อาทิตย์ ทำให้ไม่เคยได้หยุดยาวเพื่อกลับบ้าน ไม่เคยได้หยุด ไม่มีเวลากลับบ้านไปดูแลแม่ ไม่มีเวลาท่องเที่ยว เขาตัดสินใจลาออกหลังทำงานได้ 3 ปี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เขาถือว่าการมาทำอาสา 3 เดือน ครั้งนี้เป็นการทำบุญให้ชีวิต ปี 2550 นี้ เขาเข้าโรงพยาบาล 2 ครั้ง และเฉียดตายทั้งสองครั้ง ครั้งแรก “ผ่าสมอง” เนื่องด้วยอยู่ๆ ก็ปวดหัวหนักเป็นเดือนๆ ตอนนั้นยังไม่รู้เป็นอะไรก็ต้องเข้าห้องผ่าตัดแล้ว หมอบอกว่ามีเลือดหุ้มในเยื่อสมอง จนถึงวันนี้สาเหตุเพราะอะไรเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน ครั้งที่สอง เมื่อตุลาคมที่ผ่านมา เขาตกที่สูงในโรงงานเนื่องจากลื่น หลังลง คอลง แต่โชคดีที่ไม่มีอะไรหัก ไม่เป็นอะไรมาก แต่ก็ปวดหลัง ปวดคอเรื้อรัง หลังจากออกจากงาน เขาไม่ได้หางานใหม่ งานอาสาคือสิ่งที่ยังตกกระกอนอยู่ในใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“เกิดมา 26 ปี ผมมาอยู่นี้แค่ 3 เดือน มันแค่นี้ในชีวิต (ยกมือขั้นมาวัด) วันหนึ่งเราก็ต้องไปไป เพราะเรายังก็ต้องกินข้าว ถามว่าทำไมไม่มาทำตอนนี้พร้อม แต่ถ้าพร้อมผมอาจไม่อยากมาก็ได้ มาตอนที่อยากนี้แหละ ส่วนอนาคตค่อยว่ากัน”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตอนนี้เขาอยู่ที่นี้ได้ 3 อาทิตย์ ทำงานจิปาถะไปเรื่อย และตั้งใจจะช่วยงานด้านการศึกษาต่อ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลังจากทำอาสาจะทำอะไรต่อ ฉันถาม “ก็ต้องหาข้าวกิน (หัวเราะ) เรียกสัมภาษณ์ได้ แกรมมี่ อาร์เอส ยังว่างๆ (ฮา) ตอนนี้กินบุญเก่าไปก่อน ก็กลับไปหางานทำ แต่เป็นงานที่เราสามารถกลับบ้านไปเยี่ยมบ้านได้ด้วย”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;http://profile.imeem.com/0vxnKK/photo/EFU9jhMMCf/&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://media.imeem.com/p/EFU9jhMMCf.jpg&quot; alt=&quot;click to comment&quot; title=&quot;click to comment&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
(อาสาสมัครชาวต่างชาติ กำลังทาสีอย่างขยันขันแข็ง)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ติดตาม “3 ปีสึนามิ กับ ความเปลี่ยนแปลง” ตอน ชีวิตที่ยังดำเนินต่อไป เดือนมกราคมค่ะ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.volunteerspirit.org/emotion/a1.gif&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Thu, 31 Jan 2008 23:19:26 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">233 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>&quot;พอ.สว.&quot; คือ พระปณิธาน คือ ต้นธารแห่งการให้</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/234</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ประชาชาติธุรกิจ&lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img width=&quot;313&quot; src=&quot;/files/u1/pasv.jpg&quot; height=&quot;158&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภาพที่ประชาชนไทยต่างคุ้นเคยและอยู่ในความทรงจำมาจนทุกวันนี้ คือเมื่อครั้งที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนียังทรงเจริญพระชนม์ชีพ ได้เสด็จไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรตามท้องถิ่นทุรกันดารอยู่เสมอ พร้อมกับทรงนำแพทย์อาสาไปให้การรักษาผู้เจ็บป่วย โดยมีสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ตามเสด็จอยู่เคียงข้างเสมอ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;และแม้เมื่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ยังทรงสืบสานพระปณิธานของสมเด็จพระราชชนนี โดยเฉพาะการทรงงานในฐานะองค์ประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) ซึ่งมีการนำหน่วยแพทย์อาสาไปตรวจรักษาผู้ป่วยตามหมู่บ้านต่างๆ ในถิ่นทุรกันดาร ไม่ว่าจะเป็นภูเขาสูง กลางทะเลลึก ที่อยู่ห่างไกลการคมนาคม &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โดยทรงติดตามทอดพระเนตรการปฏิบัติงานของหน่วยแพทย์ พอ.สว.ในพื้นที่ห่างไกล พระราชทานของเล่นแก่เด็ก ยาแก่ผู้สูงอายุ ทรงซักถามถึงการปฏิบัติงาน ของหน่วยแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่อย่างเอาพระทัยใส่ เหมือนครั้งที่สมเด็จพระบรมราชชนนียังดำรงพระชนม์อยู่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กว่า 40 ปีนับตั้งแต่หน่วยแพทย์อาสา พอ.สว.ก่อตั้งขึ้น และทำงานอย่างต่อเนื่อง มีผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลือไปแล้วนับหลายล้านคน ปัจจุบันมี อาสาสมัครแพทย์และอาสาสมัครทั่วไปรวมหลักหลายหมื่น จึงเป็นบทเรียนและภาพสะท้อนของ &amp;quot;การให้&amp;quot; ที่นอกจากจะมีความต้องการที่จะช่วยเหลือแล้ว การเอาใจใส่ การทำงานอย่างจริงจังและมีกระบวนการทำงานในเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน จะนำไปสู่การช่วยเหลืออย่างเป็นรูป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ธรรมเท่านั้น จึงจะช่วยบรรเทาทุกข์ร้อนและแก้ปัญหาสังคมนั้นๆ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ได้อย่างยั่งยืนและลุล่วง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;&amp;quot;หมอกระเป๋าเขียว&amp;quot; ต้นแบบงานอาสา&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มากกว่านั้นยังน่าจะเป็นต้นแบบของการทำงานในรูปแบบ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;อาสาสมัคร&amp;quot; (volunteer) ที่กำลังได้รับการพูดถึงอย่างมากในปัจจุบัน ที่เก่าแก่ที่สุด &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โดยอาสาสมัคร พอ.สว.ซึ่งทำงานโดยไม่ได้รับรายได้ จะออกปฏิบัติการเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ แต่ละหน่วยประกอบด้วยแพทย์ 1 คน เภสัชกรหรือพยาบาลที่มีความรู้เรื่องนี้ 1 คน พยาบาล 1 คน และอาสาสมัครสมทบ 1 คน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานที่ผ่านมา แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือ อาสาสมัครสายแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล ทันตนามัย เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน เป็นต้น อีกประเภท อาสาสมัครสายสนับสนุน ซึ่งมีทั้งข้าราชการและบุคลากรในภาคเอกชน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในการออกปฏิบัติงานทุกครั้ง อาสาสมัครทุกคนจะสวมเสื้อสีเทากระเป๋าเสื้อสีเขียว ซึ่งมีเครื่อง หมายของหน่วยอาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งชาวบ้านเรียกขานว่า &amp;quot;หมอกระเป๋าเขียว&amp;quot; ว่ากันว่าในการทำงานที่ผ่านมาไม่มีผู้ใดปฏิเสธ &amp;quot;หน่วยแพทย์อาสา พอ.สว.&amp;quot; ทุกคนให้การยอมรับ ให้การนับถือ ไม่มีผู้ใดคิดประสงค์ร้าย แม้แต่ผู้ที่มีอุดมการณ์แตกต่างกันในบางพื้นที่ก็ยังยกเว้นการทำร้าย &amp;quot;หมอกระเป๋าเขียว&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;จากพระปณิธานสู่กระบวนการทำงาน&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จากหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เล็กๆ ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2512 เนื่องจากทรงทอดพระเนตรเห็นความเดือดร้อนของราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดาร ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเจ็บป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร โรคพยาธิ โรคผิวหนัง ไข้ป่า ซึ่งเป็นโรคพื้นฐานทั่วไป แต่มักเสียชีวิต เพราะไม่มีบริการทางการแพทย์ในถิ่นทุรกันดาร โดยเริ่มต้นที่ จ.เชียงใหม่เป็นจังหวัดแรกก่อนขยายไปทั่วประเทศในปัจจุบัน โดยเชิญชวนแพทย์ พยาบาลและเภสัชกรให้มาเป็นอาสาสมัครของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในพระองค์ โดยจะเคลื่อนที่เข้าไปให้การรักษาราษฎรตามท้องถิ่นต่างๆ เฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ โดยใช้เฮลิคอปเตอร์เป็นพาหนะหลัก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในปี 2516 ได้ทรงเริ่มนำระบบสื่อสารทางวิทยุรับ-ส่งมาใช้ให้คำปรึกษาโรคกับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เรียกว่า แพทย์ทางอากาศ หรือต่อมาเรียกแพทย์ทางวิทยุ ซึ่งดำเนินการตามแนวปฏิบัติของ The Royal Flyin of Doctor Service of Australia ของออสเตรเลีย &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2517 เพื่อเป็นการวางรากฐานให้การดำเนินงานของ พอ.สว.มีรากฐานที่มั่นคง และสมเด็จย่าทรงเป็นห่วงเรื่องงบประมาณอย่างยิ่ง เพราะงานแพทย์อาสานั้นต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สมเด็จย่าจึงโปรดเกล้าฯพระราชทานทุนเริ่มแรก 1 ล้านบาท ในการจดทะเบียนหน่วยแพทย์อาสา เป็น &amp;quot;มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนี&amp;quot; โดยพระองค์ทรงเป็นนายิกากิตติมศักดิ์ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นเป็นประธานกรรมการบริหาร ในปี 2538 มีการปรับปรุงการบริหารภายในมูลนิธิ โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์อุดม โปษกฤษณะ เป็นเลขาธิการมูลนิธิ รวมทั้งของบประมาณในการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งต่อมามีการจัดสรรงบประมาณโดยกระทรวงสาธารณสุขเพื่อสนับสนุนทุกปี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โครงสร้างการทำงานของมูลนิธิในปัจจุบันมีการแบ่งเขตการทำงานของอาสาสมัครใน 51 จังหวัด โดยแบ่งออกเป็น 12 เขตตามเขตการตรวจราชการของกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดที่มีกิจการแพทย์อาสา เรียกว่าจังหวัดแพทย์อาสา ทรงวางกฎเกณฑ์ไว้ว่า จังหวัดที่ต้องการตั้งหน่วยแพทย์อาสาควรเป็นจังหวัดที่มีอาณาเขตติดกับชายแดน หรือการคมนาคมไม่สะดวก มีที่ทุรกันดาร หรือจำเป็นต้องอาศัยกิจการแพทย์อาสา ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมด้วยคณะแพทย์อาสาของจังหวัดนั้นๆ ขอพระราชทานตั้งจังหวัดของตนเป็นจังหวัดแพทย์อาสาเสียก่อน เมื่อทรงพิจารณาเห็นว่าเหมาะสม จึงจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับไว้เป็นจังหวัดแพทย์อาสา โดยมีการกำหนดวางแผนการทำงานโดยคณะกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน พอ.สว.โดยตำแหน่ง และการติดต่อประสานงานในการปฏิบัติการทุกครั้ง ควบคุมโดยสำนักงานกลาง พอ.สว.ที่กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ปัจจุบันนอกจากการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อการรักษาประชาชน ตามภารกิจหลักในช่วง ก่อตั้ง ปัจจุบันยังมีงานฝึกอบรมอาสาสมัคร โครงการทดลองแพทย์ทางโทรศัพท์ พอ.สว. ให้การรักษาพยาบาล และช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกล โดยใช้โทรศัพท์เป็นเครื่องมือในการติดต่อแพทย์เพื่อสั่งการรักษาแก่ ผู้ป่วยซึ่งมารับบริการที่สถานีอนามัย รวมถึงการรณรงค์รักษาโรคต่างๆ ด้วยการผ่าตัด เช่น โรคต้อกระจก โรคปากแหว่งเพดานโหว่ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากนี้รายได้ของมูลนิธิยังมาจากผู้มีจิตศรัทธา และในระยะหลังยังมีองค์กรธุรกิจจำนวนมากที่ทำงานร่วมกับมูลนิธิในฐานะพันธมิตร ในการขับเคลื่อนแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (corporate social responsibility : CSR) อาทิ บริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด ฯลฯ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ต้นธารแห่งการให้&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอทรงนิพนธ์ถึงหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จย่า ที่เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ จนได้ตั้งเป็นมูลนิธิ มีหน่วยงานทางวิทยุและได้มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ไว้ในคำปรารภ หนังสือสมเด็จย่าของปวงชน ลงวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2533 ว่า มูลนิธิ พอ.สว.นี้เป็นเสมือนเด็กที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ ทรงวางแผนด้วยพระองค์เองตลอด บางครั้งก็ทรงดีพระทัยเมื่อผลงานออกมาดี บางครั้งก็ทรงเป็นห่วง เมื่ออนาคตยังมองไม่เห็นชัด บัดนี้ พอ.สว.ก็บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่แม่ทุกคนไม่ว่าลูกจะเติบโตเพียงใดก็ตาม จะมีความผูกพันห่วงใยอยู่ตลอดไป เช่นเดียวกับสมเด็จย่าก็ทรงมีความผูกพันห่วงใยมูลนิธิ พอ.สว.อยู่เสมอ&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลังจากที่สมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิ พอ.สว.ตั้งแต่ปี 2538 คณะกรรมการมูลนิธิได้ดำเนินการปรับปรุงและขยายกิจการด้านการรักษา บำบัดโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันให้มีการรณรงค์เกี่ยวกับทันตอนามัย รักษาพยาบาลโรคฟันให้เด็กตามโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จย่า มีการรักษาพยาบาลด้านทันตกรรมโดยอาสาสมัครทันตแพทย์ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคออกปฏิบัติการทั่วประเทศ พอ.สว.ยังได้ดำเนินการรักษาโรคพิการตั้งแต่กำเนิด ได้แก่โรคหัวใจ ปากแหว่ง เพดานโหว่ โรคตา หู คอ จมูก เป็นต้น โดยมีการส่งต่อคนไข้ไปรับการรักษาจากแพทย์ผู้ชำนาญตามโรงพยาบาลของศูนย์กระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลใหญ่ๆ ในกรุงเทพมหานคร &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากมูลนิธิ พอ.สว. สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ยังทรงบำเพ็ญ พระกรณียกิจมากมายแก่ประเทศชาติ เพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยทรงมีโครงการในพระอุปถัมภ์มากมายหลายร้อยโครงการ เช่น มูลนิธิขาเทียมฯ ที่ทรงสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นต้น ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ บางองค์กรทรงก่อตั้งด้วยพระองค์เอง รวม 63 มูลนิธิ อาทิ มูลนิธิเด็กโรคหัวใจฯ มูลนิธิช่วยการสาธารณสุขและชุมชน มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯจึงถือเป็นต้นธารแห่งการให้ที่ยิ่งใหญ่ในสังคมไทย &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;ในครอบครัวเรา ความรับผิดชอบ เป็นของที่ไม่ต้องคิด เป็นธรรมชาติ สิ่งที่สอนกันอันแรกคือ เราจะทำอะไรให้เมืองไทย&amp;quot; คือพระราชดำรัสสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ที่ทรงตั้งอยู่ในพระปณิธานที่แน่วแน่ ทรงอุทิศพระองค์ด้วยพระกรณียกิจตลอด 84 ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02csr01070151&amp;amp;day=2008-01-07§ionid=0221
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Thu, 31 Jan 2008 23:21:53 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">234 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>3 ปีสึนามิ กับ ความเปลี่ยนแปลง(2)</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/236</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;“3 ปีสึนามิ กับ ความเปลี่ยนแปลง” &lt;br /&gt;
ตอน ชีวิตที่ยังดำเนินต่อ&lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;&lt;a href=&quot;/web/node/233&quot;&gt;คลิกอ่านความเดิมตอนที่แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
(-1-)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
คลื่นยักษ์สึนามิส่งผลพื้นที่กว้างถึง 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามัน “บ้านน้ำเค็ม” คือ ชื่อชุมชนที่หลายๆ คนได้ยินบ่อย ที่นี่คือชุมชนประมงขนาดใหญ่ริมทะเลอันดามันที่มีคนอาศัยอยู่ร่วมหมื่นคน หลังเหตุการณ์สึนามิ ทุกวันนี้น้ำเค็มมีคนอาศัยอยู่เพียง 4,000-5,000 คน กระจัดกระจายตามบ้านจัดสรรที่หลายหน่วยงานได้สร้างไว้ ได้แก่ หมู่บ้านน้ำเค็ม 1, หมู่บ้านน้ำเค็ม 2 และหมู่บ้าน ITV ไม่นับรวมคนที่ละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด เนื่องจากกลัวคลื่นยักษ์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;http://profile.imeem.com/0vxnKK/photo/R7DMAjAWvo/&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://media.imeem.com/p/R7DMAjAWvo.jpg&quot; alt=&quot;click to comment&quot; title=&quot;click to comment&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
ท้องทะเลที่บ้านน้ำเค็ม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นายศักดา พรรณรังษี เลขาธิการเครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิบ้านน้ำเค็ม บอกเล่าถึงภาพของน้ำเค็มหลายสิบปีก่อนว่า ที่นี่เคยเป็นแหล่งป่าชายเลน คนดั้งเดิมคือชาวมอแกน จนเมื่อประมาณ 20-30 ปีก่อน เริ่มมีการทำเหมืองแร่ พังงาจึงกลายเป็นแหล่งขุดทองของคนใช้แรงงาน คนงานไม่น้อยมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช  ขุดเหมืองกันจนแร่หมด ที่นี่ก็กลายเป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดใหญ่จวบจนทุกวันนี้ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“บ้านเราเป็นพวกทุนนิยมนะ ถึงจะเป็นหมู่บ้านชาวประมง แต่เรามีรากทุนนิยม เป็นแหล่งเหมืองแร่ มีคนจีน คนไทย คนใต้มาอยู่เต็ม ทำเหมืองมันรวยนะ ได้สัปดาห์ละ 1,000-2,000 คิดดูสมัยยี่สิบสามสิบปีก่อนมันเยอะมาก&lt;br /&gt;
หลังจากแร่หมด ก็ไม่ได้กลับบ้านกัน ที่นี้ก็กลายเป็นหมู่บ้านชาวประมง ช่วงแรกๆ ที่ทำมันดี หาปลาเท่าไหร่ๆ ก็เยอะ มีกิจการของตัวเองออกเรือทีก็ได้ 20,000-30,000 บาท แต่ถึงรายได้จะดี แต่รายจ่ายก็สูง ในบ้านน้ำเค็มเต็มไปด้วยซอกซอย มีการพนัน มีอาชญากรรม แต่พอมีสึนามิปุ๊ปเหมือนพัดไปหมด”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“สึนามิเปลี่ยนคนน้ำเค็มไปมาก” ศักดาว่า จากเดิมที่คนบ้านนี้ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำมาหากิน รวยมีรวยใช้ ทุกวันนี้ปัญหาสึนามิทำให้ได้เรียนรู้ พูดคุย ร่วมแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ไปจนถึงแตกคอ เข้าหน้าไม่ติด ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันอีกก็มี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จุดเริ่มของความร่วมมือ คือ ปัญหา ส่วนจุดเริ่มของความแตกแยก คือ ผลประโยชน์จากการช่วยเหลือและการไม่สื่อสารกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“ความช่วยเหลือไม่ได้ทำให้ดีขึ้น ในมุมผมมันเป็นปัญหาเลย ทำให้ชาวบ้านไม่มีอันทำอะไร วิ่งหาเงินที่เขาจะให้กัน เดี๋ยวตรงนี้ก็แจก ตรงนั้นแจก ไม่ได้ก็ทะเลาะกัน ระแวงกัน” &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;บางคนเดินเข้ามาถือเงินเรือนหมื่นเรือนแสน แต่แจกไม่ทั่วถึง บางมูลนิธิเข้าเพื่อสร้างภาพชั่วครู่ชั่วยาม บางรัฐมนตรีแค่มาเยี่ยมเพื่อให้นักข่าวถ่ายภาพแล้วก็จากไป บางทีความช่วยเหลือก็ไม่ได้งดงามเสมอไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ศูนย์ประสานงานบ้านน้ำเค็ม เป็นศูนย์ประสานใหญ่ที่พร้อมไปด้วยอุปการณ์ต่างๆ คอมพิวเตอร์ ห้องประชุม ธนาคารชุมชน ลานทำงาน อีกทั้งยังดำเนินงานโครงการหลายโครงการ เช่น โครงการดูแลคนชรา โครงการกลุ่มเยาวชนบ้านน้ำเค็ม โครงการชุมชนปลอดภัย ฯลฯ นายไมตรี จงไกรจักร คือ ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิบ้านน้ำเค็ม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากถามว่าอะไรทำให้บ้านน้ำเค็มกลายเป็นชุมชนที่เติบโตและเป็นระบบขนาดนี้ ไมตรีบอกกับเราว่าเกิดจาก “ชุมชนเริ่มทำด้วยตัวเอง ไม่รอให้ใครมาทำให้” จากวันที่บ้านพักชั่วคราวนอนเป็นเต็นท์ มีการหัวหน้าแถว ดูแลกันและกัน มีการประชุมระดมหาวิธีแก้ปัญหาพันแปด และการได้เริ่มทำด้วยตัวชุมชนเองนี่เอง ทำให้พวกเขาได้พบว่าการเป็นประชาชนไทยทำอะไรได้อีกหลายอย่าง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“อย่างงานหนึ่งปีสึนามิ เขาจะให้ไปร่วมงานใหญ่ๆ พิธีของรัฐ เราก็ไม่เอา งานรำลึกของเรา เราจัดเอง ตามภาษาชาวบ้าน จนผู้ว่าฯ ก็ต้องมาร่วมงานกับเราด้วย หรือ อภปร. เราก็เห็นว่าชาวบ้านกลัวสึนามิกันมาก อยู่กันไม่เป็นสุข จะทำอย่างไรให้วางใจได้ จึงจัดให้มีทีมอาสาสมัครดูแลกันเองเมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมา ทางตำรวจเห็นก็เข้าก็มาเสริม ให้รถใช้ จัดอบรมให้ ตรงนี้ก็เห็นว่าจะทำอะไรชุมชนก็ต้องเริ่มด้วยตัวเอง”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นางยุพิน  โชติประภัสร์ หรือ พี่อ๋อย ชาวบ้านน้ำเค็ม ชุมชนแหลมป้อม อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน แม้พี่อ๋อยจะเป็นผู้หญิง แต่แววตากล้าแกร่งทำให้เรารู้ว่าเธอต้องผ่านพบอะไรมากมาย ชุมชนแหลมป้อมเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องที่ดินกับนายทุนมาอย่างยาวนาน และเธอเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยืนยันไม่ถอนคดีกับศาลในเรื่องที่ดิน นอกจากนี้เธอยังเป็นแม่  เป็นกุ๊กที่โรงแรม เป็นหนึ่งในชุมชนน้ำเค็ม และเป็นอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พี่อ๋อยเล่าให้เราฟังว่า ตั้งแต่มีสึนามิก็มีข่าวลือว่าจะมีคลื่นยักษ์แทบทุกเดือน วิธีที่ทำให้คนอุ่นใจคือการจัดให้มีกลุ่มอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในชุมชน ดูแลตั้งแต่เรื่องภัยพิบัติสึนามิ กู้ภัยเบื้องต้น เรื่องโจรขโมย ไฟไหม้ การจราจร ไปจนถึงแบกศพ ปัจจุบันมีอาสาสมัคร 30-40 คน ไม่มีค่าจ้าง ไม่มีค่าน้ำมัน แต่ก็ทำด้วยความเต็มใจ จนถึงทุกวันไม่ว่ามีเรื่องอะไรทุกบ้านเรียกหา อภปร. ก่อนตำรวจด้วยซ้ำ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“พอเราทำเอง ตำรวจ เขาเห็นว่าเราเอาจริง เขาก็เข้ามาด้วย จัดอบรมให้ ต้องปฏิบัติงานอย่างไรเมื่ออยู่ในภาวะจริง ให้รถตำรวจของหลวงมาใช้สำหรับการปฏิบัติงาน จากตรงนี้เราเห็นขัดว่า เราจะทำอะไร เราต้องเราจากชุมชนเราก่อน จะรอให้ใครมาทำให้ก็รอไปเถอะ”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;(-2-)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
เรื่องของใจใครว่าไม่สำคัญ หากทุกวันยังต้องนอนผวา ตื่นมาก็พบเรื่องข่าวลือไม่เว้นแต่ละวัน ใครเล่าจะทนได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;http://profile.imeem.com/0vxnKK/photo/Txc0rV4pz2/&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://media.imeem.com/p/Txc0rV4pz2.jpg&quot; alt=&quot;click to comment&quot; title=&quot;click to comment&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
ป้ายอาลัยที่ทุ่งหว้า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับคนมอแกน วิธีชีวิตพวกเขาผูกติดกับทะเลอย่างแยกไม่ออก นายกู่ฮง กล้าทะเล หัวหน้าชุมชนชาวมอแกนที่ทุ่งหว้า เขาบอกเล่าสภาพจิตใจของลูกบ้านของเขาว่า  “จนถึงทุกวันนี้ใจยังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะข่าวลือ หลังโดนสึนามิครั้งแรก เราก็ตกใจ พอมี aftershock ก็เห็นว่ามันเกิดขึ้นได้อีกจริงๆๆ จนถึงข่าวลือครั้งล่าสุด แทนที่จะต่างคนต่างหนี ก็ตกลงใจว่าถ้าไปไหนก็ไปด้วยกัน ตายด้วยกัน”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับคนบ้านน้ำเค็ม พี่อ๋อย บอกกับเราว่า 99% มีปัญหาสุขภาพจิต แม้จะไม่ได้กลัวคลื่น หรือมีอาการรุนแรง แต่ลึกๆ ยังมีความซึมเศร้า เนื่องจากเสียลูก เสียภรรยา เสียคนที่รักไป ซึ่งเธอได้แนะนำทางออกว่า การมีบุตร ช่วยทำให้หลายครอบครัวมีความหวัง มีกำลังใจลุกขึ้นสู้ “มีช่วงหนึ่งรัฐบาลออกนโยบายมีลูกมากจะยากจน ขอให้ผู้หญิงหลายคนทำหมั้น จนถึงวันนี้จะย้อนกลับไปแก้หมั้นก็ไม่ได้ มันแพง พี่อยากเรียกร้องให้รัฐบาลแก้หมันให้ครอบครัวสึนามิเพราะมันช่วยได้จริงๆ”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นางอำพร  อุดมสวัสดิ์ แม่บ้านวัย 40 ปี ชาวบางม่วง เธอมาทำงานทอผ้าซาโอริได้ 1 เดือนเต็ม ก่อนสึนามิเธอเป็นแม่บ้าน ดูแลลูก 3 คนที่กำลังอยู่ในวัยเรียน ช่วยสามีดูแลกิจการเลี้ยงปลา แต่เมื่อเกิดสึนามิ มันได้กวาดทรัพย์สินของครอบครัวเธอไปทั้งหมด แม้ไม่คร่าชีวิตคนรัก แต่ทุกวันนี้เธอไม่เชื่ออีกแล้วในความแน่นอนใดๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“คลื่นมาก็หายหมด ทุกวันนี้พี่ทำงานหาเช้ากินค่ำ แฟนจะหาปลาหาได้บ้างไม่ได้ก็ช่างมัน ทอผ้าอย่างนี้ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไร เราไม่กล้าลงทุนอะไรอีก เพราะคลื่นมาก็หายหมดเหมือนกัน”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้ว่าทุกวันนี้จะผยุงตัวและครอบครัวให้พออยู่ได้ แต่ยังไม่พร้อมจะข้ามผ่าน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หาเพียงแต่เจ็บที่ใจหรือเข็ดหลาบ แต่หลายคนยังเจ็บกายอย่างเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ อย่างนั้นไม่จบสิ้น เรียกได้ว่า แผลกายก็เจ็บ แผลใจก็กลัดหนอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นางสุคนธ์ รัตนะ หนึ่งในผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์สึนามิ เล่าเรื่องราวของเธอด้วยความเจ็บปวดว่า “ตอนเกิดเหตุพี่ไม่รู้ ยืนดูคลื่น บอกเพื่อนที่อยู่ด้วยกันเขาก็ไม่เชื่อว่ามีคลื่น ตอนนั้นไม่ทันได้คิดหนีก็โดนน้ำซัดเข้ากำแพง กินน้ำไปหลายอีก ตอนนั้นเราก็ร้องไห้เจ็บเป็นวัน เข้าโรงพยาบาล เข้าห้องผ่าตัด ทุกวันนี้อยู่ได้ เพราะชาวบ้านเพื่อนพี่น้องที่ให้กำลังใจ ถึงอยู่ได้จนทุกวันนี้”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตอนนี้สุคนธ์มีแผลเรือรังช้ำเลือดช้ำหนองที่มือ ผ่าตัดแล้ว 9 ครั้ง ทุกวันนี้ยังทำงานไม่ได้ติดต่อกัน 3 ปี &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;(-3-)&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;http://profile.imeem.com/0vxnKK/photo/v4QrXtNz22/&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://media.imeem.com/p/v4QrXtNz22.jpg&quot; alt=&quot;click to comment&quot; title=&quot;click to comment&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
เด็กๆ มอแกน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาสาสมัครสนับสนุนใจ คือ กลุ่มอาสาสมัครสาธารณะสุขชุมชนที่ร่วมมือกับมูลนิธิรักษ์ไทย ชวนชาวบ้านเยี่ยมเพื่อนบ้าน ชวนพูดชวนคุย ให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ จัดกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายหลากหลายเช่น นวดผ่อนคลาด ปลูกต้นไม้ เป็นต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นางเสาวนีย์ รัตนะ ชาวบ้านบางม่วง อายุ 37 ปีหนึ่งในผู้ประสบภัยสึนามิ และเป็นอาสาสมัครสาธารณะสุขชุมชน เธอและแม่ของเธอเป็นอสม. พอเกิดเหตุการณ์สึนามิ แม่ของเธอได้รับบาดเจ็บ บ้านของเธอพัดหาย แต่แทนที่จะเสียเวลาไปกับการโศกเศร้า เธอเข้าไปเป็นอาสาสมัครในโรงพยาบาลตะกั่วป่า ช่วยคุณหมอพยายาลที่หัวหมุนกับคนไข้ที่เข็นเข้าเข็นออกห้องผ่าตัดไม่เว้นชั่วโมง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“พี่ไม่เหนื่อยเลยนะ ดีกว่าอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร” เธอเล่าด้วยรอยยิ้ม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จนถึงทุกวันนี้เธอเป็นอาสาสมัครสนับสนุนใจ เข้าไปตามบ้านช่วยตรวจสุขภาพ ชวนพูดคุย และพบว่าคนไม่น้อยมีปัญหาสุขภาพจิตและมีโรคประจำตัว  &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“คนส่วนใหญ่เครียดเรื่องการใช้ชีวิตต่อ เรื่องาน เรื่องลูก แต่กลัวคลื่นกันน้อยลง แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่เสี่ยงเขาก็กลัว”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลังสึนามิ เธอ สามีและลูกชายต่างเป็นอาสาสมัครในองค์กรที่ต่างกันไป จากเดิมที่ไม่รู้จักงานประเภทนี้เลย  แต่ทุกวันนี้มีโอกาสได้มีส่วนร่วมกับงานหลากหลาย เธอทำงานอาสาสมัครสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ทำกิจการครอบครัว คือ สต๊าฟกุ้งทำกรอบรูปเป็นของที่ระลึก ว่างก็ทำกับข้าวอาหารตามสั่ง แต่ก็ยังมีเวลาว่างเหลือ และงานอาสาสมัครก็ไม่เบียดเบียนชีวิตประจำวันเลย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นางสาวศิราณี เทียนใส ชาวบ้านน้ำเค็ม เจ้าของร้านเสริมสวยหมู่บ้านไอทีวี เธอเป็นหนึ่งในอาสาสมัคร เธอ “อาสามานวด” เมื่อลองให้เธอโชว์ฝีมือเสียหน่อยก็พบว่าฝีมือไม่เลว เพราะตัวเองสามารถนวดผ่อนคลายได้อยู่แล้ว เธอเล่าให้ฟังว่าเธออาสามานวดเป็นงานจร  เดือนละ 2-3 ครั้ง ทำให้ฟรี และมีความสุข ทำให้คนหายเครียดง่ายๆด้วยการนวด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“บางทีคนบางคนติดใจขอเบอร์หมอนวดก็มีนะ แต่ไม่ให้หรอก เปิดร้านเสริมสวยอย่างเดียวก็พอแล้ว” เธออมยิ้ม ตามภาษาคนที่ได้หยิบยื่นความสุขให้ผู้อื่น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ชีวิตบนรายทางของสึนามิ ไม่ได้โศกเศร้า คร่ำครวญ หรือเพ้อฟัน 3 ปีผ่านไป ชีวิตย่อมต้องดำรงอยู่ จำต้องผ่านเศษซากของความศูนย์เสีย ผู้คนเติบโต เปลี่ยนแปลง ดิ้นรน ผยุงตนให้อยู่รอด และค้นหาความหวังครั้งใหม่
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Thu, 31 Jan 2008 23:27:13 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">236 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สื่อและเสรีภาพ</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/270</link>
 <description>&lt;h4 align=&quot;center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;สื่อและเสรีภาพ &lt;br /&gt;
ประชาไท.คอม&lt;/span&gt;&lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;
หากพูดถึงหนังสือพิมพ์ออนไลน์ เราคงนึกไปถึง ผู้จัดการออนไลน์ กรุงเทพธุรกิจ และมติชน สื่อทุนใหญ่ที่มีข่าวอัพเดตให้เราอ่านกันแบบทุกวันทุกชั่วโมง ให้คุณได้เสพข่าวสารข้อมูลจนล้นทะลัก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บนพื้นที่ในอินเทอร์เน็ตอันกว้างใหญ่ไพศาล หนังสือพิมพ์ออนไลน์ชื่อ &lt;strong&gt;“ประชาไท”&lt;/strong&gt; ได้ถือกำเนิดขึ้นในปีพ.ศ 2547 สวนกระแสสำนักข่าวออนไลน์ ด้วยการลงทุนน้อย เน้นหนักในเรื่องเสรีภาพ มุ่งภารกิจสำคัญคือการเป็น “พื้นที่สาธารณะ” ให้พลเมืองได้แสดงออกและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุด ที่มนุษย์คนหนึ่งพึ่งมี
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัจจุบัน เว็บไซต์แห่งนี้กลายเป็นที่สิงสถิตของคอการเมือง นักวิชาการ นักพัฒนาสังคม และผู้เสพข่าวทางเลือก มีสถิติคนเข้าชมประมาณวันละ 12,000 IP&lt;br /&gt;
ลองมามองก้าวย่างและทัศนะของ “ประชาไท.คอม” วันนี้จาก &lt;strong&gt;ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข&lt;/strong&gt; บรรณาธิการข่าวคนปัจจุบัน
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;279&quot; src=&quot;/files/u1/SV400861.jpg&quot; height=&quot;375&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;หนังสือพิมพ์อิสระ&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;หนังสือพิมพ์อิสระบนเว็บ “ประชาไท” เกิดจากการก่อตั้งของคณะบุคคลซึ่งประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา นักกิจกรรม นักวิชาการสายสื่อมวลชน และสื่อมวลชนเอง โดยการริเริ่มของอาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ผู้ชี้ว่า “ประชาชนคนด้อยโอกาส” ได้หายไปจากสื่อกระแสหลักแล้ว เนื่องจากโครงสร้างของสื่อกระแสหลักที่อยู่รอดได้ด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ทุน” อันเป็นข้อจำกัดในการนำเสนอข่าวสารข้อมูล
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“สื่อกระแสหลักอย่างไรก็ต้องอยู่รอด เลี้ยงตัวเองให้ได้ เมื่อเข้าสู่ตลาดหุ้น จุดประสงค์หลัก คือกำไร เมื่อจุดประสงค์หลักอยู่ที่กำไรก็ต้องมีข่าวบางประเภทขายไม่ได้หรือไม่ควรเป็นข่าว ฉะนั้นโครงสร้างรายได้ของสื่อจึงไม่เอื้อต่อข่าวสารเสรีของคนด้อยโอกาสแน่นอน ซึ่งจุดนี้คือกำเนิดของประชาไทและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ”&lt;br /&gt;
ประชาไท.คอม จึงยึดมั่นทำงานแบบ “ทุนน้อย” แต่มี “เสรีภาพ” เต็มที่ ด้วยโครงสร้างการทำงานแบบสื่อมืออาชีพ และโครงสร้างรายได้แบบองค์กรพัฒนาเอกชน คือการขอทุนและรับบริจาคเท่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;h4 align=&quot;center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;“ประชาไทเกิดจากความตั้งใจว่าเราจะเป็นสื่อทุนน้อย เพราะทุนเยอะ ทำให้มีข้อจำกัดด้านเสรีภาพ ฉะนั้นประชาไทจึงยังยึดหลักทุนน้อย การคาดหวังอยากให้ประชาไทเหมือนสื่อกระแสหลัก เป็นความคาดหวังที่เกินเลยไป เพราะมันมีราคาที่ต้องจ่ายของเสรีภาพด้วย ฉะนั้นวันนี้ เราจึงคงลักษณะทุนน้อยไว้ และขยับขยายภายใต้ช่องทางใหม่ๆ เช่น ทีวีออนไลน์&amp;quot;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;
“ทุนในปีแรกมาจาก สสส. และ พอช. ซึ่งเป็นองค์กรมหาชน เราตระหนักว่าแหล่งทุนมีผลกระทบกับการทำงาน ต่อมา คณะกรรมการมีความเห็นตรงกันว่า เราจะไม่ขอทุนแหล่งเดียว เพื่อไม่ให้แหล่งทุนมีบทบาทกับข่าวสารในประชาไท ทำให้ประชาไทสามารถวิพากษ์สสส.ได้ และ สสส.ก็ไม่เคยมายุ่มย่ามห้ามตรวจสอบโครงการที่ได้รับทุน”&lt;br /&gt;
ทุกวันนี้ ประชาไทมีผู้อ่านวันละ 12,000 IP กลุ่มคนอ่านส่วนใหญ่อยู่ในวัยเกิน 30 ปี มีตั้งแต่นักกิจกรรมในมหาวิทยาลัย นิสิตนักศึกษาปริญญาโท นักวิชาการสายสังคม นักพัฒนาสังคม ไปจนถึงนักวิจารณ์การเมือง แล้วอะไรทำให้ประชาไทเป็นประชาไทวันนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;จุดยืน&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;ด้วยความเร็วคลิกที่เท่ากัน ไม่ว่าคุณจะคลิกเข้าไปในเว็บประชาไท ผู้จัดการออนไลน์ หรือ กรุงเทพธุรกิจ แต่เหตุใด ผู้คนจำนวนไม่น้อยจึงเลือกคลิกประชาไท
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“เพราะเราทำในสิ่งที่เขาไม่ทำ ทำในสิ่งที่สังคมขาด ข่าวสารไหนที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ประชาไทต้องมี หลักการมีแค่นี้”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สองปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองมากมาย ทั้งเหตุการณ์ขับไล่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และการรัฐประหาร ประชาไทแทบเป็นช่องทางเดียวที่นำเสนอข่าวสารที่สื่อกระแสหลักไม่พูดถึง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“มีคนเกลียดทักษิณเต็มบ้านเต็มเมือง เรากลายเป็นช่องทางที่ไม่ได้มองทักษิณเลว คนไม่เอารัฐประหาร ซึ่งเราไม่ได้เชื่อเขา แต่เราต้องมีเวทีให้คนที่คิดต่าง ไม่อย่างนั้น จะต่างอะไรกับเผด็จการ คุณบอกว่าทักษิณเป็นเผด็จการ แต่คุณก็ไม่ให้เขาพูด มันจะเหมือนตอน 6 ตุลา คุณบอกว่าทุกคนรักพระมหากษัตริย์ แล้วไม่มีพื้นที่ให้พรรคคอมมิวนิสต์ แล้วไล่เขาเข้าป่า ไม่ได้สังคมไทยต้องไม่มีราคาจ่ายแบบนั้นอีก เห็นด้วยหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง แต่คุณต้องมีพื้นที่เล็กๆ ให้สังคมได้ยืน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“แต่เอาเข้าจริง พื้นที่เล็กๆ นี้มันไม่เล็กเลย คนจำนวนมากถูกปิดปากไม่ให้พูด ไม่มีเวทีให้เขาสื่อหรือแสดงออก พื้นที่เล็กๆ ที่ประชาไทเปิดให้เขานั้นมันใหญ่กว่าที่คุณคิดเยอะ”&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ประชาไทยังเปิดพื้นที่ของ “นักข่าวอาสาสมัคร” หรือ Grass Root Reporter ที่ยินดีส่งข่าวจากพื้นที่ และอนุญาตให้ประชาไทตรวจสอบเนื้อหาข่าว
&lt;/p&gt;
&lt;h4 align=&quot;center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;“เรามาในจังหวะที่การแสดงออกความคิดเห็นถูกปิดกั้น คือช่วงทักษิณชิงพื้นที่ทางสื่อกับรัฐประหาร เพราะฉะนั้น ประชาไทจึงเป็นช่องทางเดียวที่ผู้เดือดร้อนในพื้นที่ส่งข่าวมาให้เรา หลายพื้นที่เขียนข่าวไม่เป็นเลย ช่วงแรกเราก็แก้ให้เยอะหน่อย หลังๆ แทบไม่ต้องเลย ประโยชน์คือ หนึ่ง เขาได้นำเสนอข่าวจากพื้นที่ สอง เราได้ข่าว โดยเราจะรับผิดชอบตรวจข้อมูล ไม่ให้เกิดอคติจนเกินไป โดยระบุว่าเป็นข่าวของเขา ฉะนั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ&amp;quot;&lt;/span&gt; &lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;
“ถ้าเป็นหนังสือพิมพ์กระแสหลัก คุณลงข่าวแบบนี้ไม่ได้ เพราะหนังสือพิมพ์ต้องรับผิดชอบคุณ แน่นอน เรารับผิดชอบส่วนหนึ่ง แต่เว็บนี้เป็นของคุณเท่าๆ กับของผม ผู้อ่านต้องรู้ว่าข่าวนี้มาจากไหน ชาวบ้านจากอำเภอจะนะเขียนมา ผู้อ่านต้องรู้ว่าเขามีอคติ เพราะเขาเป็นผู้เดือดร้อนในพื้นที่”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และด้วยความรู้สึก “ทุกคนเป็นเจ้าของเว็บเท่าๆ กัน” เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ประชาไทยืนได้อย่างเข้มแข็งจนถึงทุกวันนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;300&quot; src=&quot;/files/u1/prachatai.jpg&quot; height=&quot;209&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;เนื้อหา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
สี่ขวบปีของประชาไท มีเนื้อหาและประเด็นหลากหลาย จากเนื้อหาของคนรากหญ้า วันนี้ประชาไทมีมิติของการเมือง สังคม และวัฒนธรรมมากขึ้น&lt;br /&gt;
 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“เดิมเราจะเสนอข่าวที่ไม่เป็นข่าว คือข่าวของผู้ด้อยโอกาส ประชาชนรากหญ้า แต่พอผมเข้ามาเป็นบรรณาธิการ ผมมีฐานของนักข่าวการเมือง ผมเห็นว่าปัญหาต่างๆ ของชาวบ้านมาจากโครงสร้างทางการเมืองเดียวกัน เราจึงเชื่อมเรื่องคนด้อยโอกาสกับการเมืองได้ ประกอบกับยิ่งในยุคทักษิณและรัฐประหาร เรื่องเหล่านี้ชัดเจนมาก และด้วยธรรมชาติของสถานการณ์จึงทำให้น้ำหนักข่าวการเมืองมีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข่าวพวกนี้มักเล่นกับกระแส ไม่มีกระแสก็ไม่มีใครอ่าน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ต่อมา ประชาไทอยากเข้าไปเล่นในพื้นที่ของงานวัฒนธรรม เพราะเรารู้ว่าผู้อ่านด้านวัฒนธรรมเป็นคนกลุ่มใหญ่ 80% ของผู้อ่าน ส่วนอีก 20% อ่านข่าวการเมือง อีก 2% อ่านข่าวชาวบ้าน ฉะนั้น จะทำอย่างไรกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่ประชาไทไม่เคยเข้าไปแตะ เราจะพูดภาษาอย่างไรให้เขาเห็นว่าวัฒนธรรมอยู่ในปัญหาเดียวกับชาวบ้าน เป็นปัญหาเดียวกับโครงสร้างทางการเมือง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องเดียวกัน คุณฟังเพลงนี้ เพลงนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ว่าของชนชั้นไหน ระดับไหน ทำอย่างไรที่จะสนทนากับเขาได้ แต่ตอนนี้ไม่มีกำลัง คนที่เขียนเรื่องพวกนี้จะเขียนโดยไม่มีเงินก็ไม่ได้ เราเลยทำเท่าที่ทำได้ จัดหมวดคอลัมนิสต์ของเรา และตั้งใจจะทำเรื่องนี้ต่อไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“นอกจากนี้ เรายังพยายามทำข่าวนักศึกษา การเมืองแบบนักศึกษา วัฒนธรรมแบบนักศึกษา แต่ทำไม่ได้เพราะยังไม่มีนักข่าวสายนี้เลย”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;การปรับตัว&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;จากหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ เมื่อวันหนึ่งต้องมาอยู่หน้าจอ ความเร็วต่อ 1 คลิก กับการพลิกหน้ากระดาษกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกันที่ทำให้คนทำงานด้านหนังสือพิมพ์ต้องปรับตัวและปรับใจกันขนานใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt; 1. ใจกว้าง&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
“คุณต้องใจกว้างเหมือนมหาสมุทร คุณเขียนข่าว 1 ชิ้น คุณเตรียมใจโดนด่า โดนวิพากษ์วิจารณ์ ลงปุ๊ป คอมเม้นปั๊บ บางทีรู้เลยว่าอ่านพาดหัวก็ด่าแล้ว แต่เราไม่ให้นักข่าวเราตอบกลับเป็นการส่วนตัว เราต้องรับการวิพากษ์วิจารณ์ให้ได้ และถ้าเกิดคุณจะตอบเขา ต้องไม่ใช่ท่าทีของการเป็นเจ้าของเว็บ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของเว็บ ถ้าคุณอ่านบทบรรณาธิการประชาไทมีคนด่าผมเสียๆ หายๆ เยอะมาก แต่ผมไม่ใช่เจ้าของเว็บ ผมก็ตอบโต้อะไรไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนตัวตนคนทำข่าวเยอะมาก”&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;2. วิธีคิดและวิธีการทำข่าวให้แตกต่าง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
รูปแบบข่าวของประชาไทมีหลากหลาย ไม่ตายตัว ข่าวอาจเป็นบทความ สัมภาษณ์ ข่าววิเคราะห์ หรือรายงาน ทำให้ประชาไทโดดเด่นในการทำข่าววิเคราะห์ และด้วยลักษณะของเว็บหนังสือพิมพ์ออนไลน์ทำให้ข่าวยาวได้ไม่จำกัด ซึ่งต่างจากลักษณะงานหนังสือพิมพ์ที่ต้องเสียเวลามากกับการตัดและปรับแก้เนื้อหา&lt;br /&gt;
“การที่ปล่อยให้ข่าวไหลมีทั้งดีและไม่ดี คือไม่กระชับ เนื้อหาเยอะ ซึ่งทำให้คนอ่านเลือกอ่านมากขึ้น เราก็แก้ปัญหาด้วยการใส่คำโปรย ทำพาดหัวย่อยเข้าไป ฉะนั้นคนทำงานก็เหนื่อยขึ้น ต้องถอดเทปเยอะ แต่ก็ลดเวลาในการตัดและแก้ไข”&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;3. พาดหัวข่าวให้โดน คม สั้น และกระชับ&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
พาดหัวดีๆ โดนๆ จะทำให้คนอ่านจำนวนมากขึ้น ชูวัสกล่าวว่า “เว็บนี้มีข้อจำกัดตรงที่ข่าวเยอะ ทำให้การพาดหัวต้องอยู่ใน 2 บรรทัด จึงบีบให้พาดหัวสั้น กระชับ แต่ก็ยืดหยุ่นได้กว่าข่าวทั่วไป และเนื้อหาเต็มที่”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับเนื้อหาคอลัมนิสต์ในประชาไท ปัจจุบันมีจำนวนร้อยกว่าราย ประชาไทได้ขอให้คอลัมนิสต์อัพเดตบทความทุกๆ วันจันทร์ แต่ทำไม่ได้ เนื่องจากค่าเรื่องไม่ได้จูงใจมากนัก และลักษณะของเว็บไซต์ที่ไม่บีบบังคับให้ผู้เขียนต้องส่งเพื่อตีพิมพ์ ฉะนั้น หากคอลัมนิสต์ส่งช้า งานก็ไม่เสียหาย แต่ทำให้การบริหารจัดการเว็บไซต์ยากขึ้น&lt;br /&gt;
 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้านการขอความร่วมมือกับแหล่งข่าว แม้ประชาไทจะก่อตั้งมาได้ 3 ปีแล้ว แต่เรื่องนี้ยังเป็นปัญหาและอุปสรรค&lt;br /&gt;
 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ลำบาก ประชาไทไม่เป็นที่รู้จักสำหรับคนทั่วไป แต่กับนักการเมือง ไม่มีปัญหา นักการเมืองระดับบิ๊กๆ เขารู้จักเรา ผมเชื่อว่านักการเมืองพรรคประชาธิปปัตย์ พรรคพลังประชาชน รู้จักเราดี เนื่องจากช่วงรัฐบาลของคุณทักษิณ เขาตรวจเว็บเราก่อนเข้าประชุม ครม. นักการเมือง นักวิชาการ NGOs รู้จักเราเป็นอย่างดี ปัญหาคือกลุ่มข้าราชการที่ยังไม่รู้จักประชาไท”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ทางหนีทีไล่&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ในยุครัฐประหาร หลายครั้ง ประชาไทอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะถูกปิด พวกเขาหันไปใช้ Blog ของ WordPress เป็นการชั่วคราว และกลับมาใหม่กับระบบความปลอดภัยที่มั่นคงขึ้นและไม่เสียค่าใช้จ่ายมากนัก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“กรณีถูกปิด เราคิดว่าไม่น่าจะเจออีกหลังรัฐประหาร เพราะเราไม่ใช่เว็บโป๊เปลือย ถ้าปิดอีก คุณจะเจอคำถามจากสังคมทั้งโลกว่าคุณปิดเว็บสื่อได้อย่างไร เพราะเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพพื้นฐานของมนุษย์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“อย่างไรก็ตาม ในสื่ออินเตอร์เน็ต คุณรองรับความมั่งคนด้วยรายจ่ายที่ไม่แพงนัก ถ้าเทียบกับสื่ออื่นๆ เช่น เรามีบล็อกคอยส่งข่าวสาร แต่มีข้อจำกัดด้านฐานข้อมูลที่ลงไม่ได้มาก แต่สามารถส่งข่าวกรณีที่เว็บโดนบล็อก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ขณะเดียวกัน เรามี server สำรองที่ลงข้อตกลง MOU กับเพื่อนในต่างประเทศว่า เราสามารถถ่ายโอนข้อมูลได้ภายในครึ่งชั่วโมง เรียกง่ายๆ คือ ภายในครึ่งชั่วโมงเราจะมีเว็บขึ้นทันทีในชื่อ prachatai.com ปิดเราก็ไม่มีประโยชน์ ยกเว้นว่าจะปิดสัญญาณใยแก้วใต้น้ำ แปลว่าคนทั้งประเทศห้ามใช้อินเตอร์เน็ต”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;มิตรขาจร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
จากโครงสร้างของประชาไทที่ใช้ “ต้นทุน” น้อย เพื่อ “เสรีภาพ” การทำงาน พวกเขาจึงต้องอาศัย “เครือข่าย” ที่เข้าใจและยินดีให้ข้อมูล แต่ด้วยบุคลิกที่อาจคมชัดและมีจุดยืนที่ชัดเจน บ่อยครั้ง มิตรเก่าก็หนีหาย ขณะเดียวกันก็มีเพื่อนใหม่เข้ามาเกือบทุกวัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ แรกๆ เราก็สัมพันธ์กันดี หลังๆ ไม่แล้ว พอเปลี่ยนบ.ก.มาเป็นผม อาจเป็นเพราะผมห่วยก็ได้ ช่วงหลังๆ เราทำเรื่องต้านทักษิณและรัฐประหาร เพราะเราวิพากษ์วิจารณ์สมาคมอย่างรุนแรงที่ส่งตัวแทนเข้าไปเป็น สนช. (สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) เราจึงมีมิตรใหม่ๆ แต่อยู่ในระยะเวลาอันสั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“จริงๆ ไม่ใช่เรา แต่คนอื่นเขียนมา เราก็ลงให้ ที่นี่ พวกสื่อ เวลาเจอการวิพากษ์วิจารณ์บ้างก็กลับรับไม่ได้ ความสัมพันธ์ก็เลยห่างๆ กันไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“NGOs เองก็กัด แต่เพื่อนกันนี่แหละ ไม่เขียนให้ก็ด่า เขียนวิจารณ์เขาก็ด่า เขียนเข้าข้างทักษิณก็ว่าใฝ่รัฐบาล พอด่าทักษิณ เขาก็ว่าเรายอมรับรัฐประหาร เขาก็ด่าเราอีก แต่อย่างไร เราก็รักกันดี รู้เจตนากันอยู่&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;h4 align=&quot;center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;“มิตรในเครือข่ายมักไม่เอาเรา รู้ไหม...เพื่อนสื่อที่เห็นเขียนมาเรื่องเสรีภาพในการแสดงความเห็นนั้น พอมีเรื่องด่าส่วนตัว เขาก็ขอให้เราปิด คือเรื่องแบบนี้ ถ้าไม่กระทบกับตัวเองก็ไม่รู้ ขีดจำกัดของการปิดกั้นความคิดเห็นก็มี ไม่ว่าคุณจะคิดเห็นต่างกันขนาดไหนก็ตาม ฉะนั้น วันที่ประชาไทไม่ปิดความเห็นเพื่อยืนยันเสรีภาพ คนๆ นั้นก็จะไม่นับเราเป็นมิตรอีกต่อไป&amp;quot;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;
“หนักกว่านั้น อาจารย์ที่เราเคยสัมภาษณ์ บางคนเขาไม่ให้เราสัมภาษณ์แล้ว กลัวความเห็น หลังๆ เราจึงมีมาตรการแจ้งสิทธิ กรณีที่เป็นข่าว เราจะไม่ปิดความเห็น แต่ถ้าเป็นสัมภาษณ์พิเศษ เราต้องรับผิดชอบต่อแหล่งข่าว โดยแจ้งสิทธิว่าจะเปิดความเห็นหรือไม่เปิดความเห็น ถ้าเขาบอกปิดก็ปิด ต้องให้ผู้อ่านรู้ว่านี่เป็นสิทธิของแหล่งข่าว ไม่เช่นนั้น คุณจะไม่เหลือแหล่งข่าวอีกเลย ฉะนั้น บางอันปิด บางอันเปิด ไม่เช่นนั้นเราก็กลายเป็นว่าเราเอาเขามาเชือด”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;การจัดการภายใน &lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;ประชาไทประกอบไปด้วยบรรณาธิการ 1 คน กองบรรณาธิการ 7 คน เว็บมาสเตอร์ 1 คน ผู้จัดการ 1 คน ผู้อำนวยการ 1 คน ธุรการและการเงิน 1 คน ฯลฯ รวม 12 คน ทุกๆ เรื่องขององค์กรต้องผ่านตัดสินใจร่วมกัน ทำให้การทำงานที่ต้องอาศัยการตัดสินใจจำต้องดำเนินไปอย่างเชื่องช้า (การย้ายสำนักงานใหม่ปัจจุบัน ใช้เวลากว่า 2 ปีในการคิดร่วมกัน เป็นต้น)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นักข่าวในกองบรรณาธิการส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ยินดีเผชิญกับประเด็นหนักๆ ยากๆ โดยประชาไทจะไม่ดูแลพวกเขามากนัก เพื่อให้ทุกคนเติบโตเอง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ผมดูแลไม่ค่อยดี ให้มันโตเอง แต่ก็ถกกันทุกวันจันทร์ วิเคราะห์ข่าว วิเคราะห์สถานการณ์ ดูว่ามีอะไรแหลมคม อะไรสร้างสรรค์ ส่งการบ้านนอกรอบ ที่นี่ ในเรื่องพัฒนาการ เราเองก็ไม่พอใจ แต่ก็แปลกใจตรงที่ จุดยืนของน้องๆ ในกองบรรณาธิการแข็งมาก มันมาอย่างป๊อปๆ ทั่วไปคือฟังเพลงวัยรุ่น ตามแฟชั่น แต่ในโหมดไม่ป๊อป มันก็มีใจสาธารณะแบบที่หาได้ยาก ที่นี่เลยเหมือนชมรมหนึ่งที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคม ผมไม่รู้จะดูแลอย่างไร ที่แน่ๆ ผมไม่ได้บริหารงานแบบเจ้านาย”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ก้าวต่อไป&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
วันนี้ประชาไทถือเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่เติบโตได้เป็นอย่างดี สำหรับวันพรุ่งนี้ ชูวัสบอกกับเราว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ต่อไปไม่รู้เราจะตายหรืออยู่นะ เพราะน่าจะมีเว็บหนังสือพิมพ์ทางเลือกเพิ่มอีกเยอะ เช่น ประชาธรรม ฟ้าเดียวกัน ก็จะปรับมาเป็นแบบประชาไท เพราะประชาไททำให้เห็นว่ามันรอด มีที่มีทางของเรา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“สำหรับความตั้งใจในปีหน้า เราอยากปรับให้ หนึ่ง มีข่าวนักศึกษามากขึ้น สอง มีคอลัมน์วัฒนธรรมบันเทิงเพิ่มขึ้น สาม ถึงเวลาที่จะมีบทบรรณาธิการที่แท้จริงเสียที&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“บทบรรณาธิการ ทุกที่บรรณาธิการจะเขียนคนเดียว แต่ไม่ใช่บทเขียนของทั้งกองบรรณาธิการ ที่นี่ เราจะแบทั้งกองให้ดูด้วย TV online แบบบทบรรณาธิการ&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“เราพยายามยุนักข่าวการเมืองของเราให้สัมภาษณ์ดาราในมุมการเมือง เพราะมันไม่มีคนทำ เช่น สัมภาษณ์ แพนเค้กหรือ จินตหลา พูนลาภ ไปถามมุมที่ไม่ใช่มุมหน้อมแน้ม ไม่ทำให้ดาราโง่ คือเขาไม่ได้เรียนมาน้อยๆ หรือถ้าเรียนมาน้อย เขาก็มีชีวิตของเขา เขามีมุมตั้งเยอะแยะที่น่าสนใจ”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ความเชื่อ&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
คำถามสุดท้ายเราถามว่า ประชาไทเชื่อในอะไร อะไรสำคัญที่สุด?
&lt;/p&gt;
&lt;h4 align=&quot;center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;“ประชาไทเชื่อว่า “เสรีภาพ” คือดิน น้ำ ปุ๋ยที่ทำให้สังคมเติบโตได้ นี่คือคำของอาจารย์ป๋วย ผมคิดว่าไม่มีเสรีภาพ เหมือนไม่มีดิน น้ำ ปุ๋ย สังคมจะโตได้อย่างไรหากขาดเสรีภาพ ความรู้เกิดจากเสรีภาพ ตัวตนเกิดจากเสรีภาพ เสรีภาพเป็นเครื่องสะท้อนว่าเราเป็นเจ้าของตัวเรา เสรีภาพเป็นเครื่องสะท้อนว่าเราเป็นเจ้าของโลกใบนี้ และทุกคนเท่าเทียมกัน คุณไม่มีเสรีภาพก็ไม่มีความเสมอภาพ ฉะนั้น เสรีภาพควรเป็นสิ่งที่สังคมไทยควรให้ความสำคัญกว่าความมั่นคง เราควรมั่นคงที่จะมีเสรีภาพ และควรเลือกได้ว่าความมั่นคงของเราเป็นแบบใด ชนิดไหน ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีอาวุธหรือมีอำนาจอยู่แล้ว&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;
“เสรีภาพต้องมีพื้นฐานของการคิดถึงคนอื่น ไม่เช่นนั้น คุณจะไม่มีเสรีภาพที่แท้จริงได้เลย เพราะเวลาที่คุณจะแหกปากขึ้นมา คุณต้องคิดแล้วว่ามีคนฟังอยู่เพียบเลย คนมันคงด่าเรา และเราก็จะไม่ทำเรื่องนั้น ฉะนั้น เสรีภาพไม่ใช่การตามใจตัวเอง แต่คือคุณต้องตระหนักว่า ตอนคุณตะโกน มันเหมือน Matrix ที่คุณรู้ว่าคนฟังข้างล่าง เขาคงหนวกหูน่าดู แล้วจะพบว่า เราไม่ต้องตะโกนก็ได้ เพราะเราคิดถึงเขาแล้ว&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“แต่ผมคิดว่า เสรีภาพไม่ใช่การคิดถึงตัวเอง เพราะการคิดถึงแต่ตัวเอง มันทำให้คุณรู้สึกทุกข์มากเหมือนอยู่ในกรงขัง เช่น คุณอยากตะโกนเหลือเกิน แปลว่าคุณไม่มีเสรีภาพแล้ว แต่เมื่อคุณรู้สึกว่า คุณตะโกนได้โดยคนรอบข้างไม่เดือดร้อน คนรอบข้างอยากให้คุณตะโกน เพื่อให้คุณระบายออกมา นี่คือเสรีภาพสูงสุด มันไม่ได้เกิดจากความต้องการที่อยากตะโกน แต่เป็นการเอาตัวเองไปผูกกับคนอื่น คุณต้องลดตัวตนลง เสรีภาพถึงจะเกิดขึ้นได้”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
--------------------------------//
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 25 Feb 2008 20:54:03 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">270 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>หอมกลิ่นศิลป์กรุ่น</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/273</link>
 <description>&lt;p&gt;
ในยุคที่โลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ อยู่ในช่วงเวลาเดียวกับยุคที่มนุษย์ใกล้ชิดกับวัตถุนิยมจนออกห่างจากงานศิลป์นี้ พื้นที่สีเขียวที่มีไว้ให้สูดดมอากาศบริสุทธิ์ก็แทบจะหดหายไปพร้อมๆ กับพื้นที่ในการเสพศิลป์จรรโลงอารมณ์ ซึ่งทั้งสองอย่างนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนช่วยพัฒนามนุษย์ให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ ไกลห่างจากความเป็นมนุษย์จักรกลมากยิ่งขึ้น
&lt;/p&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center&quot;&gt;
&lt;img src=&quot;http://lh5.google.com/mormor.forum/R7r2qPMixsI/AAAAAAAACBc/oG0cXHO7tKc/s144/A_08_resize.JPG&quot; style=&quot;width: 144px; height: 96px&quot; /&gt; &lt;img src=&quot;http://lh4.google.com/mormor.forum/R7r3N_Mix9I/AAAAAAAACDo/TscpDjHKS90/s144/IMG_4214.JPG&quot; style=&quot;width: 144px; height: 96px&quot; /&gt; &lt;img src=&quot;http://lh6.google.com/mormor.forum/R8PqAPMizMI/AAAAAAAACfw/EaGFo65CG2I/s144/P1000623.JPG&quot; style=&quot;width: 144px; height: 108px&quot; /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับวันแห่งความรักที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นานนี้ หลายคนอาจไม่คาดคิดกับการเกิดปรากฎการณ์ที่น่าจับตาและน่าชื่นชมที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงของประเทศไทย งานนี้นอกจากจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่แสดงศิลปะในเมืองกรุงไปพร้อมๆ กันแล้ว ยังเป็นการพลิกโฉมวันวาเลนไทน์กับความรักในมุมมองใหม่ที่เป็นมุมมองแห่งการให้อย่างไม่มีเงื่อนไขได้อย่างน่าสนใจทีเดียว “งานนี้มีชื่อว่า CRACK 2 ครับ ซึ่งงาน CRACK นี้จะเป็นโปรเจ็คทางศิลปะที่มีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่และเปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้มีโอกาสแสดงงานศิลป์ของตัวเองเหมือนกับศิลปินทั่วไป ซึ่งในครั้งนี้ก็เป็นการแสดงศิลปะในสวนในหัวข้อ &lt;strong&gt;“การให้อย่างไม่มีเงื่อนไข”&lt;/strong&gt; การจัดงานในวันนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีมากทั้งจากศิลปินที่มาร่วมแสดง บุคคลทั่วไปที่ร่วมสร้างงานศิลป์ และผู้ที่เข้ามาชมงานศิลปะทุกคน ผมมีความรู้สึกว่าเป็นบรรยากาศที่ดีมาก เป็นการเสพงานศิลปะในพื้นที่โล่งแจ้ง หลีกหนีจากงานศิลป์ในรูปแบบเดิมๆ มี่ต้องแสดงอยู่แต่ในแกลเลอร์รี่ งานนี้คนชมงานศิลป์ก็เดินอย่างเพลิดเพลิน สบายๆ แล้วก็ยังทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงงานศิลปะได้อย่างง่ายๆ อีกด้วยครับ นอกจากจะเป็นการเพิ่มพื้นที่งานแสดงศิลปะให้กับประชาชนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มพื้นที่การเสพงานศิลปะให้เข้าถึงคนทั่วไปได้ง่ายอีกด้วยครับ” &lt;strong&gt;รศ.ดร.เถกิง พัฒโนภาษ&lt;/strong&gt; ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการในส่วนของ &lt;strong&gt;Mor Mor Creative Forum&lt;/strong&gt; กล่าว&lt;br /&gt;
 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
งาน &lt;strong&gt;“CRACK 2 : ศิลปะในสวน (แห่งการให้) สาธารณะ / Artistic Flowers in the Park”&lt;/strong&gt; นี้ เป็นการเปิดพื้นที่ศิลปะในสถานที่สาธารณะที่สอดผสานกับกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อสังคม ด้วยความร่วมมือของ Mor Mor Creative Forum และ ทีมส่งเสริมจิตอาสา มูลนิธิบูรณะชนบทฯ พร้อมด้วยความอนุเคราะห์ของกรุงเทพมหานคร ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้มีโอกาสจัดแสดงศิลปในพื้นที่กลางแจ้ง ณ อุทยานเบญจสิริ แห่งนี้ ซึ่งเป็นการแสดงงานศิลป์ท่ามกลางธรรมชาติที่เรียงรายกันราวกับดอกไม้ศิลป์อันหอมกรุ่นในสวนกลางกรุง โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากศิลปินที่มีชื่อเสียงและศิลปินประเภทบุคคลทั่วไปได้ให้ความร่วมมือกับถ่ายทอดงานศิลปะในหัวข้อ “การให้อย่างไม่มีเงื่อนไข” กว่า 70 ท่าน อาทิ ท่านติช นัท ฮันห์ พระมหาเถระองค์สำคัญของโลก, พระไพศาล วิสาโล, ศาสตราจารย์ระพี สาคริก, อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง, ชลิต นาคพะวัน, ภัทรีดา ปะสานทอง, ตรัย ภมิรัตน์ ซึ่งศิลปินทุกคนจะร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานศิลปะผ่านผ้าใบขนาด 9x9 นิ้ว กว่า 200 ชิ้น อีกด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center&quot;&gt;
&lt;img src=&quot;http://lh6.google.com/mormor.forum/R7r2nfMixqI/AAAAAAAACBM/aSkOXCTnoNw/s144/A_05_resize.JPG&quot; style=&quot;width: 96px; height: 144px&quot; /&gt; &lt;img src=&quot;http://lh3.google.com/mormor.forum/R7r2ovMixrI/AAAAAAAACBU/mgTg1ECj4pk/s144/A_04_resize.JPG&quot; style=&quot;width: 96px; height: 144px&quot; /&gt; &lt;img src=&quot;http://lh3.google.com/mormor.forum/R7r3MvMix8I/AAAAAAAACDg/c7iqaVpKuW8/s144/IMG_4213.JPG&quot; style=&quot;width: 96px; height: 144px&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
 
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
บรรยากาศงานในวันนั้นเต็มไปด้วยความสุขของผู้ที่มาถ่ายทอดงานศิลปะซึ่งร่วมเพลินเพลินกับดอกไม้งานศิลป์ในบรรยากาศสบายๆ กับผู้คนมากมายที่ให้ความสนใจกับงานศิลป์ในสวนครั้งนี้ ภายหลังจากที่แดดร่มลมตกพิธีการเปิดงานก็เริ่มขึ้นพร้อมๆ กับบรรยากาศสบายๆ เคล้ากับเสียงเพลงเพราะตลอดเวลา ในครั้งนี้เรายังได้รับเกียรติจากปูชณียบุคคลสำคัญของชาติอย่างท่านศาสตราจารย์ระพี สาคริก ให้เกีรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมกันนี้ท่านยังได้ร่วมแสดงงานในฐานะศิลปินกิตติมศักดิ์อีกด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;h4 align=&quot;center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;“มาครั้งนี้ผมมาด้วยใจ แต่ก็ได้เอาใจคนอื่นกลับไปเยอะเลย ในขณะเดียวกันก็มีคนมากมายมาเอาใจของผมกลับไปด้วย เพราะวันนี้ผมดีใจและประทับใจมากๆ ก็ต้องขอชมเชยกับทุกคนที่มีส่วนร่วมทำให้งานดีๆ นี้เกิดขึ้นในเมืองกรุง ผมว่าการให้ใจในครั้งนี้มันเป็นคุณค่าทั้งกับตัวเราเองแล้วก็สังคมด้วย ผู้ใหญ่เห็นคนรุ่นใหม่ทำดีสร้างสรรค์สังคม เราก็ต้องมีหน้าที่ที่จะให้กับเขาด้วย ซึ่งเมื่อเขามาขอความร่วมมือกับเราเราก็ยินดี ถ้าใครไม่รู้จักให้ก็อย่าเรียกว่าเป็นผู้ใหญ่เลย ซึ่งการให้เพียง 1 เดียว ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่ได้ครับ”&lt;/span&gt; &lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ท่านศาสตราจารย์ระพี สาคริก&lt;/strong&gt; กล่าวด้วยอารมร์สุนทรีย์กับการเปิดงานในครั้งนี้ ก่อนที่ท่านจะหยิบเอาเมาท์ออร์แกนมาเปล่าเพลง “เพชรน้ำหนึ่ง” พร้อมร้องเพลงอันไพเราะนี้ให้กับทุกคนที่มาร่วมงานได้ซาบซึ้งและอิ่มเอมใจกันอีกด้วย&lt;br /&gt;
 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หันไปทางด้านสนามหญ้าอันเป็นลานศิลป์ งานที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ถูกปักลงบนผืนหญ้าราวกับดอกไม้ที่บานสะพรั่งงดงามในสวนสวย การสื่อสารแนวความคิดของแต่ละคนก็ออกมาในหลากหลายเทคนิคและรูปแบบการนำเสนอ และหนึ่งในศิลปินชื่อดังที่ร่วมแสดงผลงานในครั้งนี้อย่าง &lt;strong&gt;คุณอนุชัย ศรีจรุญพู่ทอง&lt;/strong&gt; ช่างภาพมือระดับโลก ก็ได้ให้ความหมายถึงงานศิลปะที่ถ่ายทอดออกมาด้วยฝีมือในหัวข้อ “การให้อย่างไม่มีเงื่อนไข” ในครั้งนี้ด้วย “ถ้าใครได้ติดตามงานของผมก็จะเห็นว่าผมจะทำผลงานเกี่ยวกับธรรมชาติ งานนี้ผมใช้เทคนิคเซรามิคสื่อสารถึงต้นไม้กับดินสีดำที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งแนวความคิดในครั้งนี้ก็คือ ธรรมชาตินั้นต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน ต้นไม้ต้องมีดินที่อุดมสมบูรณ์ถึงจะเจริญเติบโตงอกงาม ในขณะเดียวกันต้นไม้ก็ให้ความชุ่มชื้นกับดินด้วย ซึ่งลักษณะในธรรมชาตินี้เปรียบเสมือนการให้อย่างไม่มีเงื่อนไขต่อกันนั่นเองครับ” คุณอนุชัยยังได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมถึงการให้ในสังคมไทยในยุคปัจจุบันต่อว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img src=&quot;http://lh4.google.com/mormor.forum/R7r5D_MiyvI/AAAAAAAACJ8/GYKw5mHdXlM/s144/IMG_4269.JPG&quot; style=&quot;width: 96px; height: 144px&quot; /&gt; &lt;img src=&quot;http://lh3.google.com/mormor.forum/R7r5FvMiywI/AAAAAAAACKE/qSwEjdqB7Gw/s144/IMG_4279.JPG&quot; style=&quot;width: 96px; height: 144px&quot; /&gt; &lt;img src=&quot;http://lh6.google.com/mormor.forum/R7r4yfMiynI/AAAAAAAACI8/wm6JPxZ7FI8/s144/IMG_4223.JPG&quot; style=&quot;width: 96px; height: 144px&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;h4 align=&quot;center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;“จริงๆ แล้วสังคมไทยเราในอดีตนั้นเป็นการให้แบบไม่มีเงื่อนไขกันมาช้านาน อย่างเรามีอาหารมาก เราก็กลัวมันเน่ามันเสีย ก็เอาไปแบ่งปันคนข้างบ้าน เป็นต้น แต่ในปัจจุบันที่วัฒนธรรมเราเจริญตามโลกยุคใหม่มากขึ้น สังคมก็เกิดการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน การให้แบบไม่มีเงื่อนไขก็เริ่มลดน้อยลง เรามักจะตั้งคำถามในใจทุกครั้งเมื่อจะให้เสมอ เราต้องรู้จักฝึกจิตใจในการให้ให้มากขึ้นครับ ง่ายๆ ถ้าเรามีรองเท้า 10 คู่ ใส่จริงๆ ก็ไม่ถึง 9 คู่ด้วยซ้ำ ลองเอา 1 คู่ไปให้คนอื่นดูสิ แค่นี้ก็เป็นการฝึกการให้แล้ว ซึ่งมันก็จะได้ใช้ประโยชน์ต่อ แล้วก็มีการให้ต่อกันไป ถ้าทุกคนรู้จักให้กันมากขึ้น สังคมก็จะพัฒนาในแนวทางที่ดีขึ้นด้วยครับ”&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
  &lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;
อีกมุมหนึ่งของสวนศิลป์ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับสองพี่น้องศิลปินรุ่นใหม่อย่าง &lt;strong&gt;แป้ง-ภัทรีดา ประสานทอง และ นวล-นวลตอง ประสานทอง&lt;/strong&gt; ที่มีโอกาสได้มาร่วมกันแสดงงานศิลป์เพื่อการให้ในครั้งนี้ได้ให้ความเห็นถึง “การให้อย่างไม่มีเงื่อนไข” ในครั้งนี้ด้วย “สำหรับนวลกับแป้งนี่เราเป็นพี่น้องที่ตัวติดกันตลอด ทำอะไรด้วยกันเสมอๆ ไม่ใช่ฝาแฝดก็เหมือนฝาแฝด ซึ่งความใกล้ชิดกันนี้ทำให้เราให้ทุกอย่างกันอย่างไม่มีเงื่อนไข ให้และรับซึ่งกันและกัน ซึ่งการให้อย่างไม่มีเงื่อนไขนี้มันเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีมาก ก็อยากให้คนในสังคมเราให้กันอย่างไม่มีเงื่อนไขกันให้เยอะขึ้นค่ะ สังคมก็น่าจะมีความสุขกันมากกว่านี้” นวลกล่าว พร้อมๆ กับการเสริมของแป้งว่า “จริงๆ แล้วศิลปะในครั้งนี้เป็นตัวอย่างของการให้อย่างไม่มีเงื่อนไขที่ดีทีเดียว อย่างแรกเลยเราเอามาตีโจทย์ของงาน ซึ่งมันก็ทำให้แป้งทำศิลปะชุดนี้อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทำไปเรื่อยๆ ให้ดีที่สุด ซึ่งการไม่มีเงื่อนไขนี้ทำให้เรามีความสุขกับการทำงานมากๆ ทำได้อย่างเต็มที่ไม่มีข้อจำกัด แล้วงานก็ถ่ายทอดความสุขออกมาได้ดี เป็นหนึ่งในงานที่เราชอบมากๆ ด้วย เพราะมันออกมาจากความสุขจริงๆ แล้วงานนี้ก็ยังให้ต่ออย่างไม่มีเงื่อนไขในการเปิดรับบริจาคอีกด้วย ซึ่งถ้าเรารู้จักการให้อย่างไม่มีเงื่อนไขกันแล้วจะรู้ว่ามันทำให้เรามีความสุขมาก ถ้าทุกคนให้กันหมด สังคมก็มีความสุขกันหมดด้วยค่ะ”
&lt;/p&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center&quot;&gt;
&lt;img src=&quot;http://lh5.google.com/mormor.forum/R7r24PMixyI/AAAAAAAACCQ/TP93Y9OHJng/s144/IMG_4188.JPG&quot; style=&quot;width: 144px; height: 96px&quot; /&gt; &lt;img src=&quot;http://lh3.google.com/mormor.forum/R7r26vMixzI/AAAAAAAACCY/9v54I4EjsZE/s144/IMG_4190.JPG&quot; style=&quot;width: 144px; height: 96px&quot; /&gt; &lt;img src=&quot;http://lh4.google.com/mormor.forum/R7r28_Mix0I/AAAAAAAACCg/8diEVHSdDwc/s144/IMG_4191.JPG&quot; style=&quot;width: 144px; height: 96px&quot; /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
เกริ่นถึงคนรุ่นใหม่ทำให้เรานึกถึงพลังอันจะกลายเป็นคลื่นลูก(ใหม่)ที่สำคัญพร้อมจะขับเคลื่อนสังคมในภายภาคหน้า ซึ่งงานนี้คนเลือดใหม่ไฟแรงก็ให้ความสนใจในกิจกรรมนี้กันอย่างมากมาย หนึ่งในศิลปินรุ่นใหม่อย่าง &lt;strong&gt;วรัญญู สรเศรษฐ์สกุล&lt;/strong&gt; นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีโอกาสได้ร่วมแสดงศิลปะในครั้งนี้ก็ได้ร่วมให้ความเห็นในเรื่องการให้ว่า “การให้คือการเสียสละอันยิ่งใหญ่ครับ การที่เรารู้จักเสียสละจะช่วยลดความเห็นแก่ตัวให้น้อยลงด้วย สำหรับงานของผมเป็นการสื่อสารง่ายๆ ผมนำเอาแปรงทาสี พร้อมคำว่าให้ ไปแปะที่ชิ้นงานเฟรมผ้าใบครับ มันเป็นการสื่อความหมายถึงการอยากให้ทุกคนมาร่วมสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อการให้ด้วยตัวเองครับ” วรัญญู ยังได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมถึงการจัดงานนี้ขึ้นในวันวาเลนไทน์วันแห่งความรักที่วัยรุ่นมักมองเป็นแค่เรื่องรักเพศตรงข้ามว่า “แปลกดีครับ มันเป็นการเปลี่ยนมุมมองความรักแบบเดิมๆ ให้คนเห็นความรักแบบใหม่ๆ บ้าง แล้วก็ให้คนรุ่นใหม่หันมามองเรื่องความรักมากกว่าเรื่องความรักแบบหนุ่มสาว แล้วมันก็ยังรู้สึกดีที่มาแสดงในสวนสาธารณะ ทำให้สวนที่สวยอยู่แล้วสวยมากยิ่งขึ้นด้วยครับ”&lt;br /&gt;
 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อีกหนึ่งคนรุ่นใหม่อย่าง &lt;strong&gt;พลาวุฒิ เจริญจิตมั่น&lt;/strong&gt; เยาวชนที่เพิ่งจบการศึกษาระดับมัธยมปลายมาจากประเทศสิงคโปร์หมาดๆ ที่เขาอาจไม่ได้แสดงพลังทางศิลปะให้เห็นในงาน แต่เขาได้แสดงสปิริตของอาสาสมัครที่เสียสละมาช่วยเหลือสังคมได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว
&lt;/p&gt;
&lt;h4 align=&quot;center&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;“มาเป็นอาสาสมัครในงานนี้เป็นครั้งแรกเลยครับ เพราะเห็นข่าวเปิดรับอาสาสมัครในเว็บไซต์ &lt;/span&gt;&lt;a href=&quot;http://www.volunteerspirit.org/&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;www.volunteerspirit.org&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt; แล้วก็อยากช่วยเหลือสังคมด้วย คุณแม่ก็เลยพามา ก็มาช่วยเป็น staff ทั่วไปครับ ช่วยทำทุกอย่าง รู้สึกสนุกมาก เป็นประสบการณ์การทำอาสาสมัครในอีกรูปแบบหนึ่งที่ดีมากๆ มาแล้วได้ทั้งช่วยเหลือสังมและได้รับความรู้สึกดีๆ กลับไปด้วยครับ มันก็เหมือนกับเราได้รับความสุขจากการให้อย่างไม่มีเงื่อนไขของเราด้วย” น้องพลาวุฒิทิ้งทายให้เราไว้อย่างน่าประทับใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
  &lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;
อีกด้านของงาน เราได้เห็นคนหลากหลายวัย หลากหลายอาชีพ หลากหลายความสนใจ มาเดินชมงานศิลปะในครั้งนี้กันอย่างมีความสุข ซึ่งความรู้สึกนี้ก็เป็นความรู้สึกเช่นเดียวกันกับสองเยาวชนรุ่นใหม่ที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้กับเราด้วย “ไม่เคยเห็นงานศิลปในสวนมาก่อนเลยค่ะ ก็รู้สึกดีที่มีงานศิลปที่หาดูได้ง่ายให้เราดู ทุกชิ้นชอบหมดเลยค่ะ เพราะแต่ละอันมีความหมายดีๆ ในตัวเองทุกอันเลย ก็อยากจะให้มีการจัดงานแบบนี้บ่อยๆ เป็นการสร้างสีสันให้กับสวนสาธารณะอีกแบบหนึ่งด้วย ก็จะทำให้คนมีอย่างอื่นทำนอกจากจะมาออกกำลังกายหรือเดินเล่นมากขึ้น แล้วก็อยากเปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้มาทำงานศิลปะให้มากขึ้นด้วยค่ะ อย่างเราสองคนเองก็อยากที่จะร่วมสร้างศิลปะและแสดงผลงานเช่นกันถ้ามีโอกาสดีๆ แบบนี้มาอีกครั้ง มันมีความสุขทั้งคนที่ทำแล้วก็คนที่มาดูด้วย” &lt;strong&gt;ลลิตพร สาดและ และ วนิดา วนานุรักษาวงศ์&lt;/strong&gt; สองนิสิตชั้นปีที่ 4 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแสดงความเห็นจากมุมมองของผู้ชมงาน
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://lh5.google.com/mormor.forum/R7r2-PMix1I/AAAAAAAACCo/2r_V9vZJEmY/s144/IMG_4192.JPG&quot; style=&quot;width: 96px; height: 144px&quot; /&gt; &lt;img src=&quot;http://lh6.google.com/mormor.forum/R8Pp1PMizCI/AAAAAAAACec/ApWvbwIpJ5Y/s144/P1000594.JPG&quot; style=&quot;width: 108px; height: 144px&quot; /&gt; &lt;img src=&quot;http://lh4.google.com/mormor.forum/R8PqHvMizSI/AAAAAAAACgg/2eD8ThRX0J4/s144/P1000637.JPG&quot; style=&quot;width: 108px; height: 144px&quot; /&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความรักแห่งการให้กับศิลปะในสวนครั้งนี้ปิดฉากแรกลงอย่างสวยงามด้วยความสุขของทุกคนที่มาร่วมเสพงานศิลป์ในสวนกลางกรุง พร้อมกันนี้งานศิลปะทุกชิ้นยังได้เปิดจำหน่ายเพื่อนำรายได้ทั้งหมดไปช่วยเหลือกิจกรรมการกุศลต่างๆ โดยมอบให้กับ &lt;strong&gt;มูลนิธิชัยพัฒนา, Mor Mor Creative Forum เพื่อนำไปจัดกิจกรรมดีๆ ทางศิลปะเพื่อสังคม และ ทีมส่งเสริมจิตอาสา&lt;/strong&gt; ที่จะนำไปทำกิจกรรมอาสาสมัครเพื่อสังคมต่อไป ซึ่งในวันเปิดงานนั้นต่างก็มีผู้รักงานศิลป์ที่ใจบุญร่วมกันสนุบสนุนงานศิลป์ที่จัดแสดงไปกว่าหนึ่งแสนบาท  &lt;br /&gt;
 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับงาน CRACK 2 : ศิลปะในสวน (แห่งการให้) สาธารณะ / Artistic Flowers in the Park มีกำหนดจัดแสดงตั้งแต่วันที่ &lt;strong&gt;14 กุมภาพันธ์ – 14 มีนาคม 2551 ในเวลา 15.00-19.00 น. ณ อุทยานเบญจสิริ&lt;/strong&gt;  สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณพรเพ็ญ โทร.081-685-8176, คุณพรรัตน์ โทร. 086-668-3722 หรือ &lt;a href=&quot;http://www.volunteerspirit.org/&quot;&gt;www.volunteerspirit.org&lt;/a&gt; และ &lt;a href=&quot;http://www.mormor.org/&quot;&gt;www.mormor.org&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Wed, 27 Feb 2008 23:50:06 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">273 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>การให้ ทำไม มี</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/295</link>
 <description>&lt;p align=&quot;right&quot;&gt;
เขียน: ภิกษุณีนิรามิสา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Give &amp;amp; Take Conversation&lt;br /&gt;
บทสัมภาษณ์เรื่อง ’การให้’ กับภิกษุณีนิรามิสา นักบวชชาวไทย ลูกศิษย์ท่านติช นัท ฮันห์ แห่งหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส &lt;br /&gt;
วันที่ 13 พฤศจิกายน 2549 กรุงเทพ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ทำไมต้อง ‘ให้’&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ขออนุญาตตั้งคำถามกำปั้นทุบดินประเภท ทำไมต้อง “ให้” การให้เกี่ยวข้องอะไรกับเรา ในเมื่อการ “รับ” ทำให้เราอิ่มแปล้เปรมปรีแสนสุข แต่กลับมีหลายต่อหลายคนบอกว่าการให้คือการรับ? อีกทั้งยังเป็นการรับที่ทำให้ใจของคุณอิ่มและยิ้มหน้าบาน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลังจากภัยพิบัติสึนามิ สิ่งที่เราเห็นคือมนุษย์อาสาสมัครหลายคนมารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมายเพื่อ “ให้” เงิน สิ่งของ แรงใจ แรงกาย และแรงสติปัญญา ให้กับคนที่ไม่เคยรู้จัก ให้ทั้งคนตายและคนเป็น คำถามประเภท “ทำไมต้องให้” จึงเกิดขึ้น “การให้” แท้จริงมีความหมายอะไรกับใจเรา เมื่อได้ลองคุยกับหลวงพี่นิรามิสา ภิกษุณีจากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศสอาจ ทำให้เราทั้งที่ให้และรับ ได้ใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง….&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;การให้มีพื้นฐานจากความทุกข์และความสุข&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
เมื่อคนเราสัมผัสความทุกข์ ไม่ว่ามันจะเป็นความทุกข์ในตัวเองหรือว่าเป็นความทุกข์ของคนอื่น เราจะเกิดความรู้สึก สงสาร อยากที่จะช่วย ยกตัวอย่างตอนเกิดสึนามิ มันเป็นความทุกข์ที่ชัดมาก รุนแรง และสัมผัสกับหัวใจของทุกคน เวลาที่ภาพออกไป ข่าวออกไปเขารู้สึกว่าเขาได้ลงไปอยู่ในชีวิตจิตใจ เนื้อหนังมังสาของคนที่กำลังจะตายของคนที่ถูกน้ำพัดของคนที่ทุกข์  ความที่สัมผัสความทุกข์ได้ จิตใจของเราจะมีความรู้สึกว่าร่วมในความทุกข์นั้น จากรู้สึกถึงความสงสารก็รู้สึกที่ความอยากช่วยเขา อยากให้เขาพ้นทุกข์ อันนี้เรียกว่าความกรุณา &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะเดียวกันถ้าเรามีโอกาสที่จะสัมผัสอะไรที่เป็นความสุข หมายถึงความสุขที่แท้จริง เช่น ความคิดดีๆ สัมผัสกับความสุข ความนิ่งภายใน ความคิดที่ดีๆ เราจะรู้สึกถึงสิ่งที่ดี และความรู้สึกที่อยากจะให้คนอื่นเป็นอย่างนั้น มันจะเกิดขึ้นโดยปริยาย เรียกว่า เมตตา&lt;br /&gt;
ทั้ง เมตตาและกรุณา เป็นหนึ่งในพรหมวิหาร 4  &lt;b&gt;ซึ่งพรหมวิหาร 4 นี่เองที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์เรียกว่า  ‘ รักแท้ ’ หรือ ‘True love’&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;    ความเมตตา คือ ความตั้งใจและความสามารถที่ อยากจะให้คนอื่นมีความสุข&lt;br /&gt;
    ความกรุณา คือ ความตั้งใจและความสามารถที่ อยากจะให้คนอื่นพ้นทุกข์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;บ้านเราจะเรียกว่าพรหมวิหาร 4 เฉยๆ แต่ที่หมู่บ้านพลัม หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ท่านเรียกว่าเป็น true love หมายถึง ความรักที่แท้จริง อาจจะเป็นเพราะบ้านเรากลัวคำว่า ‘รัก’ กลัวจะหาว่าเป็นรักทางกาย แต่รักในที่นี้หมายถึงรักที่แท้จริงซึ่งมีองค์ประกอบของพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) ที่มนุษย์ทุกคนมี &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;พลังกรุณา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ในทางจิตวิญญาณเชิงพุทธ เรากล่าวว่าเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในจิตใต้สำนึก เป็นเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในห้วงลึกของจิตมีมากมาย หลากหลายเมล็ดพันธุ์ และพร้อมที่จะงอกออกมา อาจเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความเมตตาความกรุณา เป็นเมล็ดแห่งความใจดี เมล็ดพันธุ์แห่งการให้อภัย หรือจะเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธก็ได้ ทุกคนมีหมด เพียงแต่ว่าเมล็ดนั้นใหญ่หรือเล็ก ถ้าบางคนเมล็ดพันธุ์แห่งการให้ใหญ่ก็จะเป็นคนใจดี ชอบให้ ชอบทำบุญ อยู่ที่ว่าทำบุญฉลาดหรือไม่ฉลาด  &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;บางคนเห็นคนอื่นทุกข์ปุ๊บก็รู้สึกว่าอยากจะช่วยเขาให้พ้นทุกข์ อย่างนี้ก็มีเมล็ดพันธุ์แห่งความกรุณามาก ถ้าบางคนที่ไม่ได้บ่มเพาะตรงนี้ หรืออาจจะไม่ได้มีการเติบโตเลี้ยงดูมา หรือ ตกทอดมาในเรื่องของเมล็ดพันธุ์เหล่านี้น้อย ก็อาจจะมีน้อยลง เมื่อเห็นคนอื่นทุกข์ก็ไม่รู้สึกอยากช่วย อาจเพราะมีเมล็ดพันธุ์ ในแง่ลบที่แรงกว่าอยู่ข้างใน แต่หลวงพี่คิดว่าการที่จะช่วยกัน รดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งการให้หรือความเมตตาเป็นสิ่งที่สำคัญ มันจะช่วยให้คนมีจิตอาสามากขึ้น &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับอาสาสมัครที่เกิดจากเหตุการณ์อย่างสึนามิ หลวงพี่คิดว่า เกิดขึ้นเพราะส่วนหนึ่งเมืองไทยเป็นเมืองใจบุญ เป็น เมืองที่ถูกบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการทำบุญมานาน อันเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษแห่งแผ่นดินสยาม และ เมื่อต้องเผชิญกับภัยพิบัติใหญ่ๆ จึงได้มีการรดน้ำเมล็ดพันธ์แห่งความใจบุญ ความกรุณา คนจึงแห่กันไปช่วย เมื่อได้ดู โทรทัศน์ ได้ฟังข่าวก็เกิดความรู้สึกร่วม มีความทุกข์ร่วม พอมีความทุกข์ร่วมก็เกิดความสงสารอยากจะช่วย นี่คือพลังแห่ง ความกรุณา ขับรถพากันลงไปช่วย แต่ในขณะที่ทำเราต้องรู้วิธีที่จะทำ รู้วิธีที่จะช่วย ถ้าไม่รู้วิธีก็จะ ไม่ได้ช่วยเขา ไม่ได้ช่วยเราด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ความตั้งใจอย่างเดียวไม่พอ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ที่หมู่บ้านพลัมก็จะพูดเสมอว่าตั้งใจ ไม่พอ ต้องมีความสามารถด้วย และความสามารถจะได้มาก็ ด้วยการฝึกฝน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าหากมีความตั้งใจ แต่ไม่มีความสามารถที่จะให้ เราก็จะ ไปไม่ถูกทาง  คือ ให้ไปแล้ว เรา burn out เราแย่ เราท้อแท้ เราทำไปๆ แล้วทำไมยิ่ง negative มองแง่ลบ อคติมากขึ้น ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า เราอยากให้เพราะเราเห็นสิ่งที่มันขาด เห็นคนนั้นขาดอะไรไป หรือคนนี้ทุกข์อะไร แต่ถ้าเราไม่รู้วิธีที่จะเข้าใจความขาด ไม่เข้าใจความทุกข์ของเขา เราก็อาจจะเสียศูนย์ของตัวเอง ความไม่เข้าใจ คือ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเกิดความทุกข์ สุดท้ายอาจจะกลายเป็นว่าเรานั่นแหละที่ถือเอาความทุกข์ของเขาไปด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ก่อนที่เราจะให้คนอื่นได้ เราต้องมีความสามารถที่จะให้ตัวเองก่อนคือตัวเองสามารถที่จะสัมผัสอะไรที่เป็นความสุขได้ อย่างง่ายๆ เช่น เราเดินออกไปข้างนอกตอนเช้า เราเห็นดอกไม้ เรายิ้มให้ดอกไม้ได้ เราเห็นเด็กเดินผ่าน เรามีความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่เราสามารถที่จะทำได้ มันคือการรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราได้รับและเราก็อยากให้ เพราะเรามีอยู่ ฉะนั้นถ้าเราอยากจะให้ แต่ว่าเราไม่มีอะไรในตัวเอง เราเหือดแห้ง การให้ของเรามันก็จะเป็นสิ่งที่เหือดแห้ง มันไม่ใช่การให้ที่แท้จริง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เราต้องมีวิธีที่จะบ่มเพาะตัว เราให้มีอะไรที่จะให้ แต่ก็ไม่ใช่หมายถึงว่าตัวเราต้องมีพร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วถึงไปให้ได้ แต่หมายถึงว่าในทุกวัน วิถีชีวิตของเราต้องมีวิธีที่จะดำรงอยู่เพื่อบ่มเพาะความสามารถของตัวเรา และเราทำมันอยู่เสมอ การมีอะไรในตัวเองนี้หมายถึงในแง่ของจิตวิญญาณ ไม่ใช่ในแง่ทางธุรกิจที่จะต้องมีเงินทอง การมีในแง่ของจิตวิญญาณ คือ ในแต่ละวันเราต้องรู้วิธีที่จะให้กับตัวเองให้รอยยิ้มกับตัวเอง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าเราสังเกตดู คนที่ไม่รู้วิธีที่จะอยู่อย่างเป็นสุข เขาก็ให้คนอื่นยากเพราะว่าตัวเขาเองยังตกอยู่ในความทุกข์ การอยู่ให้เป็นสุขคือมีวิธีอย่างไรที่จะคิดให้เป็นแง่บวก คิดอย่างไรให้สร้างสรรค์ คิดอะไรที่เป็นประโยชน์ ถ้าเกิดว่าเราตื่นขึ้นมาปุ๊บ เห็นอันนั้นก็ไม่ชอบ ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมเป็นอย่างนี้ ฟังข่าว ทำไมอย่างงี้อีกแล้ว ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกเป็นแง่ลบ พลังของเราก็จะลดหายลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคนทำงานถึงแม้ทำงานดี ทำงานที่เรียกได้ว่าเป็นงานกุศล แต่บางทีเรากลับท้อแท้ ทัศนคติดีๆ เริ่มหายไป ความสดใส การมองโลกสร้างสรรค์หดหาย เพราะว่าเราไม่รู้วิธีที่จะดูแลตัวเอง วิธีที่จะรักษาความคิดแง่บวก ความคิดสร้างสรรค์ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของการปฏิบัติทางธรรม การปฏิบัติทางจิตวิญญาณ คือการใช้ชีวิต ซึ่งหลายๆ อย่างขึ้นอยู่ที่ตัวเราเอง กำลังบริโภคอะไร จะอ่านหนังสืออะไร  จะฟังเพลงอะไร จะสนทนาเรื่องอะไร เพื่อให้เกิดสิ่งที่รู้สึกว่า เราได้รดน้ำเมล็ดพันธุ์ดีๆ ในตัวเรา คุยกันเรื่องนี้แล้ว เราเข้าใจกันมากขึ้น เรารักกันมากขึ้น ฟังเพลงนี้แล้วเรารู้สึกเรามีพลัง มีกำลังใจ หรือว่าอ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วเรารู้สึกทำให้เราเห็นอะไรชัดขึ้น แล้วก็เข้าใจตัวเองมากขึ้น มันอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน เราดำเนินชีวิตยังไง เราบริโภคอะไร ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางใจ ทางกาย เป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ต้องทำให้อุดมคตินั้นอยู่ในวิถีชีวิตของเรา เพราะนี่คือสิ่งที่จะหล่อเลี้ยงทำให้จิตอาสาของเราอยู่ไปได้นานๆ แล้วก็สร้างสรรค์ไปได้เรื่อยๆ เพราะเรารู้วิธีที่จะให้และรักษาพลังของตัวเองได้ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;พลังเมตตา &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
พอเรารู้วิธีที่จะให้กับตัวเองทุกวันเป็นพื้นฐานแล้ว จะง่ายที่เราจะให้กับคนอื่น ยิ่งเรามีความสุข  มีความสุขที่แท้จริง ความรู้สึกที่อยากให้จะมาเอง พลังที่อยากจะให้เป็นพลังเมตตา เมื่อเราได้ เราก็อยากจะให้ และพลังนี้มันก็จะเชื่อมโยงกับความกรุณาและเมื่อเราสัมผัสความทุกข์ของผู้อื่น ด้วยความที่เรารู้ว่าความสุขเป็นอย่างไร เราก็อยากจะช่วยเขาหลุดออกมา แต่ตัวเราเองต้องรู้วิธีที่จะช่วยตัวเราหลุดออกมาด้วย หรืออย่างง่ายๆ เลย เมื่อเราหงุดหงิดปุ๊บ เรารู้วิธีว่าจะทำยังไงให้เราหายหงุดหงิด ไม่ใช่ว่าพอหงุดหงิดปุ๊บก็หงุดหงิดต่อๆ ไป ตลอดทั้งวัน แล้วมันย่อมทำให้คนอื่นรู้สึกหงุดหงิดรำคาญไปด้วย แต่หากเราหงุดหงิดแล้วรู้วิธีที่จะกลับมาอยู่กับตัวเอง ดูแลตัวเองได้ก็เป็นเรื่องที่ดีที่หมู่บ้านพลัมเราจะสอนอย่างชัดเจนว่าให้เรากลับมาอยู่กับลมหายใจ หายใจเข้าก็ผ่อนคลาย หายใจออกก็ผ่อนคลายซึ่งมันเป็นเรื่องที่พื้นฐานมาก ลมหายใจอยู่กับเราเสมอ แต่บางทีเราก็มักจะลืม เมื่อเรากลับมาดูแลตัวเอง ออกไปชมดอกไม้ หรือ ออกไปยืนตรงหน้าต่าง ชมวิวข้างนอก รับอากาศบริสุทธิ์ อยู่กับลมหายใจ ความหงุดหงิดก็จะคลาย&lt;br /&gt;
เมื่อเรารู้แล้วว่า เราทุกข์ เราหงุดหงิด เราเป็นอย่างไร เมื่อเวลาที่เราเห็นคนอื่นหงุดหงิด เราจะเข้าใจเขา เราก็จะหาวิธี ให้เขาได้ ชวนเขาออกไปเดินเล่นหรือนั่งดื่มกาแฟด้วยกัน เพราะว่าเราเคยผ่านสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเราเอง แต่ว่าถ้าเราไม่ได้เห็น ด้วยตัวเองก่อน เราจะไม่เข้าใจ บางทีกลายเป็นว่าเรายิ่งไปวิพากษ์วิจารณ์เขา ว่าทำไมเขาเป็นอย่างนี้ แย่จังเลย &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;พลังแห่งมุทิตาจิต&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
เมื่อเราเห็นผู้อื่นมีความสุข หรือ อยู่ในสถานการณ์ที่ผู้อื่นเป็นสุข แล้วเราสามารถพลอยชื่นชมยินดีไปกับความสุขนั้นด้วย อันนี้คือพลังแห่งมุทิตาจิตซึ่งจะยิ่งนำความสุขมาให้เรามากขึ้น พร้อมกับเป็นการฝึกให้เราไม่มีนิสัยเป็นตัวตนที่คิดเปรียบเทียบ คือ เป็นปมเด่น ว่าฉันแน่กว่า หรือ เป็นปมด้อย ว่าฉันแย่กว่า หรือ เป็นปมเสมอ ว่าฉันก็พอๆกับเขาไม่แพ้เขา นิสัยความคิดอันเป็นปมทั้งสามนี้นำความทุกข์มาให้ทั้งสิ้น และทำให้เราเกิดความอิจฉาริษยา แก่งแย่งกัน งานอาสาของเราก็จะมีอุปสรรคที่จะเข้าถึงการทำงานแบบร่วมไม้ร่วมมือกัน ด้วยความรักฉันพี่น้องที่แท้จริง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;รักอันไม่แบ่งแยก พลังแห่งอุเบกขา&lt;br /&gt;
ไม่มี “ฉันเป็นผู้ให้ เธอเป็นผู้รับ”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ เราต้องลบความรู้สึกที่ต้องมีผู้ให้กับผู้รับ ถ้าเราไม่ลบตรงนี้ออก ยังมีความรู้สึกว่า “ฉันเป็นผู้ให้ เธอเป็นผู้รับ” มันจะไปสู่หนทางที่ทำให้เรามีอีโก้มากขึ้น มีอัตตามากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเราทำไปนานๆ เราจะเสียความอ่อนน้อมถ่อมตน จะกลายเป็นคิดว่าตัวเองเป็นผู้มาช่วยปลดความทุกข์ ช่วยชีวิตคน เราเป็นผู้ให้ แล้วก็มีคนที่เป็นผู้รับ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การจะหลุดออกไปจากตรงนี้ เป็นการปลดความคิดที่คิดว่ามีผู้ให้และมีผู้รับ ซึ่งเรียกว่าความคิด 2 ขั้ว ถ้าปลดความคิดนี้ได้ เราจะเห็นว่าในความรู้สึกที่ว่าเราเป็นผู้ให้-ผู้รับ กับ “การให้” ทั้งหมดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้แยกออกจากกัน เพราะทุกขณะที่เราทำ เรามีความสุข เรามีความสุขที่จะเห็นคนได้ทานข้าว เรามีโอกาสได้ให้ เราเกิดความสุขใจ ความรู้สึกที่เขากำลังทานข้าวอยู่ นั่นคือเขาก็ให้เราด้วย ให้ความรู้สึกดีๆ กับเรา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วิธีการให้ควรเป็นไปอย่างตระหนักรู้ เป็นอย่างมีสติ รู้ว่าเรา ให้เพื่อให้ ให้เพราะว่ามันมีการขาดอยู่ตรงนั้น แล้วเราก็ให้เพื่อที่จะให้ ให้เขาได้รับ แต่เราไม่ได้ให้เพื่อที่จะหวังอะไรลึกๆ ข้างใน ไม่ได้หวังให้ตัวเองรู้สึกดี การได้ทำอะไรดีๆ บางครั้งมันก็เป็นธรรมดา มนุษย์ต้องรู้สึกอย่างนั้นได้ คืออยากรู้สึกว่าเราเป็นคนดี อยากให้คนอื่นมองเราดี มองเราเป็นคนใจบุญ เราเป็นคนมีอุดมคติ แต่ถ้าเราไม่ระวังก็จะกลายเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงอัตตา หรืออีโก้ข้างในตัวเรา เพราะจริงๆ การทำความดีแล้วมันก็อยู่ตรงนั้นเท่านั้นเอง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;รักแท้ในพุทธศาสนา&lt;/b&gt; คือ เรื่องของพรหมวิหารสี่ หมู่บ้านพลัมหมายถึงความรักอันไม่แบ่งแยกและเต็มไปด้วยความเข้าใจ เมื่อเรารู้จักที่จะให้จริงๆ รู้จักว่าจะให้อย่างไร เราก็ให้ความรักในตัวเราด้วย เพราะฉะนั้นทุกเวลาที่ทำงาน ต้องทำให้เห็นว่า ผู้ให้กับผู้รับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้แยกออกจากกัน มันไม่มีอะไรที่เราดีกว่าเขา เราโชคดีกว่าเขา จริงๆ มันไม่ใช่ มันเกิดขึ้นเพราะว่าเหตุปัจจัยที่เราอยู่ตรงนี้ เรามีเหตุผลพอที่เราจะช่วยเขาได้ เรามีพลังหรือทรัพย์สิน อะไรก็แล้วแต่ที่มันเกิดขึ้น เหตุปัจจัยที่อีกฝ่ายหนึ่งเกิดพายุ มันมีเหตุผล มีเงื่อนไขที่เรามาเจอกัน เราถึงได้มาพบกัน แล้วเราก็มีการกระทำที่ดี ช่วยให้เขาดีขึ้น เรามีความเบิกบาน เราก็ต้องขอบคุณที่มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;                           &lt;i&gt;       เธอคือฉัน และฉันคือเธอ&lt;br /&gt;
                      ไม่ชัดเจนดอกหรือว่าเรา “เป็นซึ่งกันและกัน”&lt;br /&gt;
                               เธอเพาะดอกไม้ภายในเธอ&lt;br /&gt;
                                    เพื่อฉันจะได้งดงาม&lt;br /&gt;
                                  ฉันแปรขยะภายในฉัน&lt;br /&gt;
                                เพื่อเธอจะได้ไม่ต้องทุกข์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;                                         ฉันเกื้อเธอ&lt;br /&gt;
                                         เธอเกื้อฉัน&lt;br /&gt;
                          ฉันอยู่ในโลกนี้เพื่อเอื้อสันติแด่เธอ&lt;br /&gt;
                    เธออยู่ในโลกนี้เพื่อเป็นความเบิกบานของฉัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;                            *เรียกฉันด้วยนามอันแท้จริง&lt;br /&gt;
                           บทกวีของหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์&lt;/i&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;รู้จัก ท่าน ติช นัท ฮันห์ และ หมู่บ้านพลัม&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
“ท่านติช นัท ฮันห์” เป็นพระมหาเถระชาวเวียดนามในพระพุทธศาสนานิกายเซนมหายาน เป็นกวี นักเขียน ทำงานเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ นอกจากนี้ยังเป็นพระท่านหนึ่ง ที่บุกเบิกความคิดที่ว่า พุทธศาสนาจำเป็นต้องรับใช้สังคม เข้าไปอยู่ในทุกวิถีชีวิต และพุทธธรรมเป็นสิ่งที่สามารถประยุกต์ใช้ให้เข้ากับยุคสมัยได้ งานเขียนและคำสอนของท่านได้รับความนิยมไปทั่วโลกในทุกกลุ่มชน ในวัฒนธรรมและศาสนาต่างๆ   ตัวอย่างผลงานเขียน เช่น ปาฎิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ  สันติภาพทุกย่างก้าว  คือเมฆสีขาวทางก้าวเก่าแก่ ปัจจุบันเป็นเวลาอันประเสริฐสุด เมตตาภาวนา : คำสอนว่าด้วยรัก ฯลฯ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“ท่านติช นัท ฮันห์” ยังได้จัดตั้ง “หมู่บ้านพลัม (Plum Village)” ขึ้น ณ ประเทศฝรั่งเศส  อันเป็นชุมชนแบบอย่างการปฏิบัติธรรมแห่งพุทธบริษัท 4  ที่เน้นการเจริญสติในชีวิตประจำวันอย่างตระหนักรู้ในแต่ละลมหายใจเข้าออก  และกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ  ในชุมชนปฏิบัติธรรมแห่งหมู่บ้านพลัมมีทั้งสิ้น 12 แห่ง อยู่ในประเทศฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมัน และเวียดนาม นอกจากนี้มีกลุ่มปฏิบัติธรรมตามแนวทางของ”ท่านติช นัท ฮันห์” (สังฆะ)กระจายอยู่หลายประเทศทั่วโลกเกือบหนึ่งพันกลุ่ม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ค้นคว้ารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.plumvillage.org&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Wed, 12 Mar 2008 05:45:04 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">295 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ร่วมสร้างสังคมดีงาม งานรวมพล &quot;คนสร้างสรรค์สังคม&quot;</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/299</link>
 <description>&lt;p align=&quot;right&quot;&gt;
&lt;strong&gt;เขียน: มติชน&lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หลังจากการแถลงนโยบายของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่ว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นจะสร้างสังคมเข้มแข็งที่คนในชาติอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันอย่างสมานฉันท์ บนพื้นฐานของคุณธรรม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เพื่อเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาล กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดย พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง จึงจัดงาน &amp;quot;รวมพลคนสร้างสรรค์สังคม ปี 2550&amp;quot; ขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตั้งเป้าหมายมั่นว่า มุ่งแก้ปัญหาของสังคมที่อยู่ในความสนใจของสาธารณะ โดยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กฎหมายที่สำคัญ และโครงสร้างองค์กรเครือข่ายปฏิรูปสังคม รวมทั้งเปิดพื้นที่เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดแนวคิด ความร่วมมือระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับภาคต่างๆ รวมทั้งการเปิดรับฟังความคิดเห็นอันจะนำไปสู่การกำหนดทิศทางและการวางรากฐานงานในอนาคตร่วมกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พูดง่ายๆ คือ ยกระดับวิธีคิดและปรับแนวทางการทำงานภายในกระทรวงให้สอดคล้องกับกระแสมุ่งหวังของสังคมส่วนรวม นำไปสู่ภาพลักษณ์ใหม่ของกระทรวง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ อย่างไร ต้องไปเดินดูที่งาน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 29-30 กันยายน ที่อาคาร 9 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี ในชื่องาน &amp;quot;รวมพลคนสร้างสรรค์สังคม ปี 2550-พลังแห่งการพัฒนาสังคม บนหลักคุณธรรม แบ่งปันและร่วมกันรับผิดชอบ&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง พม.อธิบายขยายความเพิ่มเติมว่า กิจกรรมในงานนั้นเป็นประโยชน์อย่างมากต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคม เพราะเกี่ยวกับเรื่องราวของเด็กและเยาวชนไปจนถึงผู้สูงอายุ อีกทั้งจะได้รับความรู้ในงานนิทรรศการที่จัดขึ้นด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;ภายในงานจะพบกับดาราที่เป็นตัวอย่างในการทำความดี ช่วยเหลือสังคม และร่วมสนุกกับกิจกรรมสาธิต การแสดง ของที่ระลึกภายในงานจากสถาบัน หรือโครงการต่างๆ การจำลองสิ่งก่อสร้างเหมือนจริงมาไว้ในงานนิทรรศการ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่สำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ เรามีโครงสร้างและทรัพยากรเพียงพอที่จะดูแลป้องกันและแก้ไขปัญหาผู้ถูกทอดทิ้ง มีการประสานความร่วมมือระหว่างอาสาสมัครและหน่วยงานรัฐ ในการเตรียมพร้อมเพื่อลงมือปฏิบัติได้รวดเร็วและถูกต้องในการบรรเทาสาธารณภัยจากหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ..&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาทิ ศูนย์เฝ้าระวังเตือนภัยทางสังคม งานส่งเสริมความเสมอภาคหญิง-ชายในหน่วยงานภาครัฐ โครงการบูรณาการสร้างบทบาทและพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยของประเทศและระดับพื้นที่ โครงการบ้านมั่นคง ห้องสัมมนา &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่เป็นไฮไลต์ของงานอันหนึ่งเห็นจะเป็นการประมูลทรัพย์ที่หลุดจำนำ และการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์เพื่อสังคมกว่า 120 ร้านค้า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;เนื่องจากยุทธศาสตร์สังคมเป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติ ฉะนั้นจึงไม่ใช่เฉพาะเป็นหน้าที่ของกระทรวง พม.เท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลทั้งรัฐบาลและองคาพยพของประเทศทั้งหมด ที่จะร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามและอยู่เย็นเป็นสุข โดยกระทรวง พม.ทำหน้าที่ประสานยุทธศาสตร์ภายใต้ความหวังจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคม และมีความมั่นคงของมนุษย์ในทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานด้านสังคมจากหน่วยงานต่างๆ จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน นำไปสู่การสร้างและค้นหาแนวทางในการทำงานที่สร้างสรรค์สังคมให้อยู่เย็นเป็นสุข&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กิจกรรมและนิทรรศการในงานแบ่งเป็นส่วนๆ ซึ่งส่วนนิทรรศการจะมีทั้งนิทรรศการบอร์ดและ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นิทรรศการมีชีวิต การจำลองแหล่งชุมชนน่าอยู่ด้วยมัลติมีเดียต่างๆ รวมถึงกิจกรรมการแสดงของเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โดยโซนในการจัดนิทรรศการแบ่งเป็น โซนที่ 1.พลังสังคมกับการพิทักษ์พัฒนาและฟื้นฟูเด็ก อาทิ การแสดงถึงปัญหาที่เด็กพบเจอในปัจจุบัน และช่องทางในการให้ความช่วยเหลือเด็ก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาถูกทอดทิ้ง การใช้แรงงานเด็ก พ.ร.บ.การคุ้มครองเด็ก โมเดลศูนย์การเรียนรู้มิติใหม่แห่งการพัฒนาเด็ก โมเดลสถานรับเลี้ยงเด็กเล็กที่ดี การแก้ปัญหาแก๊งลักเด็ก การทำของเล่นเด็ก และการแสดงพื้นบ้านของเด็ก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;2.เยาวชนพลังแห่งอนาคต อาทิ การจำลองพื้นที่สร้างสรรค์ให้แก่เยาวชน เพื่อให้เป็นพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรม เช่น ลานกิจกรรมสร้างสรรค์ของเยาวชน เวทีแสดงความสามารถ รวมทั้งพื้นที่ทางความคิด เช่น โครงการเยาวชน 1,000 ทาง, ผลงานสร้างสรรค์ของเยาวชน รวมถึงสถานที่รองรับแก่เด็กและเยาวชน&lt;br /&gt;
พลเดช ปิ่นประทีป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;3.ผู้พิการไม่ใช่ภาระของสังคม อาทิ การจำลองที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ โลกไร้พรมแดนสำหรบผู้พิการและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับผู้พิการ จำลองห้องสมุดสำหรับคนตาบอด ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนพิการในปัจจุบัน และหนทางการแก้ปัญหา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;4.สูงวัยอย่างมีคุณค่า พบกับโครงการต่างๆ อาทิ ศูนย์อเนกประสงค์สำหรับผู้สูงอายุในชุมชน โครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุในชุมชน โครงการเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงอายุ ศูนย์การเรียนรู้การดูแลผู้สูงอายุ การตรวจสุขภาพ การออกกำลังที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;5.พลังแห่งความเสมอภาคและเท่าเทียมของหญิงชาย พบกับการส่งเสริมบทบาทสตรีในการปกครองท้องถิ่น การทำร้ายและภัยคุกคามของผู้หญิง โซนที่ 6.ครอบครัวคือรากฐานของสังคม พบกับโครงการต่างๆ อาทิ โครงการสายใยรักแห่งครอบครัว โครงการวีเลิฟซันเดย์ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว และ พ.ร.บ.อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สถิติและประเด็นที่สังคมควรตระหนักและแนวทางการแก้ไข&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;7.ที่อยู่อาศัยและการออกแบบสภาพแวดล้อมทางสังคม พบกับการออกแบบเลือกใช้วัสดุบ้านที่เหมาะสม แบบบ้านการเคหะ โครงการบ้านมั่นคง และการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย โซนที่ 8.พลังเครือข่ายร่วมสร้างสรรค์สังคม เป็นศูนย์รวมเครือข่ายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม อาทิ ศูนย์ประสานงานองค์กรเอกชน เครือข่ายองค์กรสาธารณประโยชน์ เครือข่ายนักเฝ้าระวังและเตือนภัยทางสังคม เครือข่ายสายด่วนเพื่อช่วยเหลือสังคม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;9.ประชาธิปไตยชุมชนรากฐานการเมืองสมานฉันท์ อาทิ เวทีประชาธิปไตยชุมชน ศูนย์สันติยุติธรรม โซนที่ 10.สังคมไทยไม่ทอดทิ้งกัน แสดงให้เห็นสวัสดิการชุมชนและสวัสดิการท้องถิ่น การวิจัยบูรณาการระบบสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ระดับอำเภอ การให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม และ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;11.มนุษย์ไม่ใช่สินค้า ร่วมปกป้อง ป้องกัน และเยียวยา การสงเคราะห์ อาทิ เส้นทางการค้ามนุษย์ ศูนย์การเรียนรู้ป้องกันช่วยเหลือและคุ้มครองผู้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ โครงการศิลปะบำบัด สถานสงเคราะห์ ที่พักพิงชั่วคราว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;12.ความหลากหลายของสังคม เรื่องราวของความงดงามที่มั่นคง สถานการณ์ภาคใต้ กลุ่มชาติพันธุ์และความหลากหลาย ศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมในความมั่นคงแห่งชีวิต อาทิ โครงการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน จชต. โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชนเผ่าตองเหลือง เครือข่ายชาติพันธุ์พัฒนา โครงการเรียนรู้รักบ้านเกิด การสนับสนุนเด็กชาวเขาเรียนต่อโรงเรียนพณิชยการราชดำเนิน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;13.พบกับการประมูลทรัพย์หลุดจำนำจากสถานธนานุเคราะห์ทุกวัน โซนที่ 14.พบศิลปินดารา ที่ร่วมทำความดีเพื่อสังคมและการแสดงที่หลากหลาย และโซนที่ 15.พบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสังคมมากมายกว่า 120 ร้านค้าในงาน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับการประชุมสัมมนาในงานก็มีหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ &amp;quot;เยาวชนพลังแห่งปัจจุบันและอนาคต&amp;quot; &amp;quot;กองทุนผู้สูงอายุนวัตกรรมแห่งโอกาส&amp;quot; &amp;quot;ประชาชนได้อะไรจาก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550&amp;quot; &amp;quot;ก้าวสู่ยุคธุรกิจและการให้เพื่อสังคม&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พิธีเปิดโดย &amp;quot;ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม&amp;quot; รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมปาฐกถา จากนั้นประกาศปฏิญญาความร่วมมืองานส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม ระหว่างรองนายกรัฐมนตรีและเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคม อาทิ ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้แทนสมาคมธนาคารไทย เป็นต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;งาน &amp;quot;รวมพลคนสร้างสรรค์สังคม ปี 2550-พลังแห่งการพัฒนาสังคม บนหลักคุณธรรม แบ่งปันและร่วมกันรับผิดชอบ&amp;quot; เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้แลกเปลี่ยนแนวทางที่จะนำไปสู่การสร้างสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุข และการไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น คือ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สร้างประเทศไทยให้มีความมั่นคงที่สุดในโลก!!
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Wed, 12 Mar 2008 05:56:44 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">299 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>‘จิตอาสา’ ละครปลุกจิตสำนึกวัยรุ่น</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/314</link>
 <description>&lt;p&gt;
เรื่อง : วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/030208_c05.jpg?t=1206075368&quot; alt=&quot;030208_c05.jpg picture by volunteerspirit&quot; id=&quot;fullSizedImage&quot; /&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ใครจะลุกขึ้นมาช่วยนายแม่นเข็นรถเศรษฐีที่ตกหล่มบ้าง?” เสียงตะโกนก้องกังวาน ถามเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกเกี่ยวกับการให้ ความมีน้ำใจของ &lt;strong&gt;มัลลิกา ตั้งสงบ&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;ผู้นำกลุ่มนักแสดงบ้านสื่อสารการละคร สถาบันอาศรมศิลป์&lt;/strong&gt; ต่อเยาวชนจำนวน 400 คนที่เข้าชมละครจิตอาสาอย่างตั้งใจ ณ &lt;strong&gt;ศูนย์อบรมและฝึกอาชีพ สถานพินิจบ้านกรุณา&lt;/strong&gt; สมุทรปราการ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การแสดงละครดังกล่าว จุดประสงค์หลักเพื่อสอดแทรกและปลุกจิตสำนึกที่ดีให้กับเยาวชนที่เคยหลงผิด แนวคิดหนึ่งของการ &lt;strong&gt;“แบ่งปันเพื่อสังคมที่ยั่งยืน”&lt;/strong&gt; โครงการภายใต้การสนับสนุนของ&lt;strong&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)&lt;/strong&gt; และ&lt;strong&gt;เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม &lt;/strong&gt;ร่วมกับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือน มี.ค. ปีที่แล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โครงการดีๆ เช่นนี้ จุดเริ่มเกิดจากการจัดแสดงละครจิตอาสาของคนกลุ่มหนึ่งเรียกตัวเองว่า &lt;strong&gt;“กลุ่มละครจิตอาสา”&lt;/strong&gt; ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างสถาบันอาศรมศิลป์ของมูลนิธิโรงเรียน รุ่งอรุณ ปัจจุบันโครงการดีๆ ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันศศินทร์ฯ และองค์กรต่างๆ ที่กล่าวข้างต้นให้เยาวชนกลุ่มหนึ่งที่เรียนรู้การละครในขณะที่ต้องโทษอยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก จำนวน 5 คน โดยมีพี่ๆ ที่มีประสบการณ์ด้านการละครมากกว่าช่วยสั่งสอนด้านการแสดง เมื่อเยาวชนกลุ่มนี้พ้นโทษได้เดินสายร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์ เล่นละครเผยแพร่ “จิตอาสา” ไปตามที่ต่างๆ จนได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักในคนกลุ่มหนึ่ง
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/030208_c04.jpg?t=1206075634&quot; alt=&quot;030208_c04.jpg picture by volunteerspirit&quot; id=&quot;fullSizedImage&quot; /&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ละครจิตอาสา สร้างสรรค์สังคม&lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ละครเวทีเป็นสื่อการแสดงที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างใกล้ชิด ก่อให้เกิดผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางความคิด ความเชื่อ และทัศนคติของผู้ชมอย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่วัยรุ่นไม่รู้สึกว่าตนกำลังถูกสั่งสอนโดยตรง เสมือนหนึ่งได้เข้าไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์ของละคร จนเกิดการเปรียบเทียบหรือเชื่อมโยงชีวิตตนเองกับสถานการณ์ที่ตัวละครกำลังเผชิญอยู่ นำไปสู่มุมมองใหม่ จนอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงทัศนคติหรือพฤติกรรมได้ในเวลาต่อมา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คณะทำงานจึงได้ออกแบบและผลิตละครเวทีแบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมจิตอาสาในเยาวชนจนเกิดเป็นผลงานการแสดงจำนวน 5 รอบ กว่า 1 ปี ได้รับผลตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดี สถานที่จัดแสดง ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม โรงเรียนรุ่งอรุณ การแสดงรอบพิเศษสำหรับผู้ชมทั่วไป 3 รอบ ลานกลางแจ้งหน้าเรือนศิลปะ โรงเรียนรุ่งอรุณ แสดงในงานปาฐกถา สถาบันอาศรมศิลป์ ศูนย์พัฒนาเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก และล่าสุดศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน สถานพินิจบ้านกรุณา สมุทรปราการ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ละครเวที” จึงเหมือนเป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดี อีกทั้งเป็นโอกาสในการพัฒนาตนเองสำหรับเยาวชนจากศูนย์พัฒนาและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษกซึ่งเป็นผู้แสดงในโครงการร่วมกับนักแสดงละครอิสระจากกลุ่มต่างๆ ที่มารวมตัวกันกับกลุ่มนักแสดง นำโดย มัลลิกา ตั้งสงบ นักแสดงกลุ่มบ้านสื่อสารการละคร สถาบันอาศรมศิลป์ สุมณฑา สวนผลรัตน์ คณะละครจิตอาสา เจริญพงศ์ ชูเลิศ ฯลฯ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กว่าจะมาแสดงเป็นละครที่สื่อเรื่องราวดีๆ ต้องผ่านการทำเวิร์กช็อปเป็นเวลานาน 2 เดือน สอนเรื่องการเปล่งเสียง การแสดงท่าทางซ้ำๆ เพื่อเกิดความชำนาญอีกทั้งนักแสดงกลุ่มนี้จะต้องจัดเตรียมอุปกรณ์ประกอบการแสดง เช่น เสื้อผ้า ฉาก ไฟ เครื่องเสียง อุปกรณ์ แต่งหน้า ทำผม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแสดง และไปจัดแสดงตามสถานที่ต่างๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนใหญ่เรื่องราวที่พูดในละคร สื่อเกี่ยวกับเรื่องราวของการให้ การให้อภัย ความเมตตากรุณา และความเสียสละ ฯลฯ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“การที่เราอยากร่วมกลุ่มทำละครจิตอาสา เพราะเรามีที่ปรึกษาโครงการคือ รัศมี เผ่าเหลืองทอง และอดิศร จันทรสุข คุยกันแล้วก็ลองทำละครกับกลุ่มเด็กที่อยู่ในสถานพินิจต่างๆ พอเข้าไปทำแล้ว ยิ่งผูกพัน เห็นส่วนดีของเด็กๆ ที่มีมากขึ้น เด็กทุกคนยังมีส่วนดีอยู่ในตัว เราอยากพาเขาไปในทิศทางที่ดี ยืนหยัดและรู้ที่จะเลือกว่า ควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร ก็จะเป็นประโยชน์กับตัวเขาและคนอื่นๆ เด็กก้าวพลาดส่วนใหญ่ไม่เห็นคุณค่าของพวกเขา ถ้าเขาสามารถทำให้เด็กและโลกเห็นคุณค่าในตัวเขา จะทำให้โอกาสที่เด็กก้าวพลาดอีกมีน้อยลง” มัลลิกา ผู้นำกลุ่มนักแสดงบ้านสื่อสารการละคร สถาบันอาศรมศิลป์ เล่า พร้อมทั้งบอกว่าปัจจุบันสมาชิกในกลุ่มมีประมาณ 8 คน 4 คน เคยเป็นอดีตเยาวชนจากบ้านกาญจนาฯ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับเรื่องราวที่นำเสนอในละคร ส่วนใหญ่ได้แนวคิดมาจากนวนิยายของศรีบูรพาที่พูดเกี่ยวกับการให้ บทกวีของคาริล ยิบราน ที่พูดเรื่องการเสียสละ หยิบยกและนำมาดัดแปลงเป็นการแสดงที่สื่อเรื่องราวแบบเข้าใจง่าย สื่อออกมาในละครเรื่องต่างๆ เช่น ละครใบ้ นิทานชาดก ละครขอแรงหน่อยเถอะ ละครเล็กใหญ่ เป็นต้น โดยมีการตั้งคำถามกับผู้ชม พูดคุยสอดแทรก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“เรื่องขอแรงหน่อยเถอะ นายแม่นช่วยเข็นรถเศรษฐีที่เขาเคยไปช่วยงานแต่เวลาที่นายแม่นขอยืมเงินไปรักษาตัว แต่เศรษฐีบอกว่า แรงงานคนไม่มีค่า แต่เวลาที่ภรรยาเศรษฐีป่วยแต่รถติดหล่ม เศรษฐีขอแรงจากนายแม่นและชาวบ้าน จะมีละครออกมาสองภาคคือ ภาคที่ช่วยเหลือ และภาคที่ไม่ช่วยเหลือ มีการขอแรงให้น้องๆ ขึ้นไปช่วยเข็นรถ เหล่านี้เป็นทัศนคติที่อยู่ในตัวว่า เราจะก้าวข้ามข้ออคติเหล่านี้ไปได้อย่างไร” หัวหน้ากลุ่มคนเดิมเล่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
น่าเสียดายที่ละครจิตอาสาดีๆ กำลังจะหมดลง เนื่องจากไม่มีงบประมาณในการตระเวนเล่นต่อ ส่วนเด็กๆ นักแสดงก็ต้องแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;‘1 ตัวละคร’ อดีตที่เคยก้าวพลาด&lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตี๋ เด็กหนุ่มร่างสันทัด วัย 22 ปี อดีตสมาชิกศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก (สถานพินิจ) ที่กลายมาเป็นส่วนร่วมแสดงละครและได้พัฒนาตนเอง เขาเล่าว่าเล่นละครได้ประมาณปีกว่าๆ แล้ว ตอนแรกไม่รู้ว่าตัวเองชอบด้านนี้ แต่ได้ลองสัมผัสก็รู้สึกรัก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ผมเคยชมละครเวทีแบบนี้ เรื่องเส้นด้ายในความมืด สอนว่าคนเราควรขวนขวายให้ตัวเอง ไม่ใช่รอรับอย่างเดียว ตอนดูก็ได้คิด และเก็บความรู้สึกนั้นไว้ลึกๆ พอมาเจอทีมละครของพี่ๆ ทำให้ผมอยากเข้ามาสัมผัสว่าเป็นอย่างไร สิ่งที่ผมได้จากการเล่นละครก็คือ ละครที่ผมเล่นแต่ละเรื่อง เป็นเรื่องที่ให้ลองย้อนกลับมาดูและลองคิดที่จะแก้ไข เปลี่ยนแปลงและให้คนอื่นบ้าง และเวลาอยู่ในทีมก็ได้ช่วยเหลือกัน มีความอดทน รู้จักเป็นผู้ให้ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ดี แต่ก่อน เคยเป็นแต่ผู้รับอย่างเดียว พอได้เป็นผู้ให้ ทำให้รู้สึกปลื้ม ภูมิใจว่าครั้งหนึ่งเราก็ได้เป็นผู้ให้และให้อย่างจริงใจ อย่างผมมาเล่นให้น้องๆ ดู และน้องๆ สามารถรับได้กับสิ่งที่ให้ไปก็น่าจะเป็นผลดี เพราะพวกเขากำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น ถ้าได้คิดและได้เปลี่ยนแปลง สิ่งดีๆ ก็น่าจะเกิดขึ้นกับตัวเขาและคนรอบข้างด้วย”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในฐานะที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน ตี๋มีคำแนะนำสำหรับน้องๆ ที่กำลังจะก้าวพลาด ตี๋อยากให้ลองดูละครเรื่อง “เล็กกับใหญ่” (ละครตอนหนึ่งของละครจิตอาสา) ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในบ้านกาญจนาภิเษก เป็นเรื่องราวของเล็กที่ไปฆ่าพ่อของใหญ่ แล้วเล็กได้มาอยู่ในสถานพินิจแห่งหนึ่ง ใหญ่อยู่ข้างนอก แต่อยากแก้แค้นให้พ่อ พยายามทำผิดเพื่อให้เข้ามาอยู่ที่เดียวกับเล็ก ในขณะที่เล็กได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านกาญจนาฯ ใหญ่ก็หาทางตามไปอยู่กับเล็ก มีวันหนึ่งช่วงปลอดคน เล็กเข้าไปคุยกับป้ามลเจ้าหน้าที่ที่สถานพินิจบ้านกาญจนาฯ เล็กบอกป้าว่า โจทย์เขาเข้ามาแล้วชื่อใหญ่ ป้ามลถามว่า เล็กเคยไปมีเรื่องกับใคร หรือเคยทำอะไรกับใครไหม เล็กบอกว่าเคยทำ และลูกของคนที่เขาเคยฆ่า กำลังตามมาแก้แค้น จากนั้นป้าเรียกเด็กเข้าคุยรวมกัน ก็มีเล็กและใหญ่รวมอยู่ในนั้นด้วย ป้ามลบอกกับเยาวชนกลุ่มนี้ว่า คนที่เคยทำผิด เป็นบุคคลที่ก้าวพลาด และคนที่เคยก้าวพลาด ใช้ได้กับเล็กและใหญ่ไหม ทำให้พวกเขาคิดได้ และไม่ถือโทษต่อกัน จากนั้นก็มีการจัดงานสันติวิธีขอขมากัน แล้วทุกคนก็หยุดอาการโกรธ เคียดแค้น ชิงชังลงได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ผมอยากให้เรื่องนี้เป็นตัวอย่างแกคนอื่น ว่าทำไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เล็กบอกว่าขอให้เรื่องนี้เกิดกับคนเพียงคนเดียว และเอาตัวเขาเป็นสิ่งไม่ดี และนำไปสอนใจว่าทำไม่ดีและเกิดเกี่ยวพันไปถึงชีวิตและอิสรภาพของตัวเอง ตอนผมดูผมคิดว่าการให้อภัยเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าทำได้เป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สุดท้ายตี๋ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า เขารู้สึกมีตราบาปกับชีวิต แต่บางครั้งสังคมอาจไม่ต้อนรับ แต่เขาแค่อยากขอพื้นที่เล็กๆ ให้พวกเขาได้ยืนอยู่ในสังคมบ้าง เพราะสิ่งที่พวกเขาพยายามทำ แสดงให้เห็นว่า พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีแล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;เสียงสะท้อนจากสถานพินิจบ้านกรุณา&lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ไม่บ่อยนักที่สถานพินิจบ้านกรุณาจะมีละครที่สอนเกี่ยวกับ การให้ การให้อภัย และความเมตตาต่อผู้อื่น ซึ่งถือว่าให้ประโยชน์กับจิตใจเด็กๆ เป็นอย่างมาก ซึ่งแตกต่างจากความบันเทิงที่ได้จากการชมดนตรี ที่ช่วยให้ความสุขในชั่วประเดี่ยวประด๋าว” สมชาติ ชุมสวี ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน สถานพินิจบ้านกรุณา สมุทรปราการ บอก พร้อมทั้งบอกต่อว่าส่วนใหญ่เยาวชนชายอายุ 17-18 ปี จำนวน 7 ร้อยคน เคยกระทำผิดในเรื่องชิงทรัพย์และยาเสพติดจาก จ.นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี นครนายก และฉะเชิงเทรา พวกเขาเหล่านี้เป็นเด็กที่เคยก้าวพลาด แต่เมื่อเยาวชนกว่า 400 คนที่ได้เข้ามาชมละครในครั้งนี้ มีผลตอบกลับที่ดีมาก จากการเข้าชมละครเวลานานทั้งหมด 1 ชั่วโมงครึ่ง เด็กๆ นั่งฟังอย่างตั้งใจ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ผมคิดว่าการชมละครในครั้งนี้จะช่วยคลี่คลายปมที่อยู่ในจิตใจของพวกเขา เด็กๆ บางครั้งบอบช้ำจากปัญหาครอบครัว ที่ถูกกระทำ ความไม่สมบูรณ์ในครอบครัว ซึ่งล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กทำผิด หลงผิด แต่หากการชมละครได้เข้าไปช่วยเปลี่ยนแปลงความคิด ทัศนคติในเชิงลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งนับว่ามีประโยชน์มาก ยิ่งเด็กได้เข้าไปมีส่วนร่วมในละคร ยิ่งทำให้เขารู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีด้วยตัวเอง ถ้าละครทำให้เด็กเข้าใจชีวิตเพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในละครที่พูดเกี่ยวกับการให้ การเสียสละ ความเมตตาต่อผู้อื่น ถ้าทุกคนคิดได้อย่างนี้ปัญหาสังคมจะลดลงไปเยอะ สังคมก็จะน่าอยู่” ผอ.สมชาติ บอก
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Fri, 21 Mar 2008 12:01:56 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">314 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>คิดถึง…คนอื่น</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/352</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/pic1.jpg?t=1206811455&quot; alt=&quot;pic1.jpg picture by volunteerspirit&quot; id=&quot;fullImage&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
          ในบางเวลา “ความคิดถึง” ก็มีค่ากว่าที่คิด&lt;br /&gt;
          หากมีคนเดินมาถามคุณว่า “สงกรานต์นี้ไปเที่ยวไหน” สำหรับคนที่วางแผนความสุขไว้เป็นอย่างดีคงจะตอบคำถามนี้กลับไปด้วยรอยยิ้ม แต่หากคำตอบของคุณออกมาว่า “ไปทำงาน” เชื่อว่าหลายต่อหลายคนที่ต้องตอบคำถามนี้คงจะหน้ามุ่ยที่ต้องเอ่ยปากเป็นแน่&lt;br /&gt;
          “ไปทำงาน”&lt;br /&gt;
          คำตอบที่ค่อนข้างจะสวนทางกับเทศกาลหยุดยาวที่ใครๆ ต่างพากันหยุดชีวิตวุ่นๆ ไว้ชั่วครู่ คำตอบนี้ดูจะชวนให้คิดสงสารคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในช่วงที่ผู้คนทั้งหลายกำลังวุ่นอยู่กับการตักตวงความสุข…แต่จะมีใครคิดอีกมุมบ้างหรือเปล่าว่าคำตอบนี้สำหรับบางคนนั้นกลับแฝงไปด้วยรอยยิ้มและความหวังดีที่พวกเขากำลัง “คิดถึงคนอื่น” ในเทศกาลที่ดูจะทำให้ความคิดถึงนี้ดูมีคุณค่าขึ้นมากว่าเก่า&lt;br /&gt;
          แล้วคุณค่าเล็กๆ นี้แหละที่ก็ทำให้เราแอบคิดถึงพวกเขาเหมือนกัน
&lt;/p&gt;
&lt;h4&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;คิดถึงปากท้องของคนอื่น...&lt;/span&gt;&lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;
          ไม่ว่าเทศกาลไหนๆ กองทัพก็ยังต้องเดินด้วยท้อง&lt;br /&gt;
          ฉะนั้นเสบียงอร่อยๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ใครๆ ก็ต้องการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เสบียงดูจะขาดแคลนเป็นพิเศษนี้ หลายต่อหลายคนจึงหันไปฝากท้องไว้กับบรรดาบริการดิลิเวอร์รี่ความอร่อยถึงบ้านทั้งหลาย ที่ดูจะเป็นที่พึ่งได้ง่ายและสะดวกที่สุด พนักงานที่เสมือนฑูตบริการจัดส่งอุปกรณ์กำจัดความหิวนั้นดูจะเป็นบุคคลที่เนื้อหอมเป็นพิเศษในยามยาก ซึ่งหนึ่งในผู้บริการสนองความอิ่มท้องนั้นก็คือ &lt;strong&gt;คุณฐิติชัย สิทธิกูล พนักงานส่งพิซซ่า The Pizza company&lt;/strong&gt; ที่เป็นหนึ่งหน่วยรบพิเศษที่จะฝ่าฝันด่านสงครามน้ำเพื่อนำเสบียงนี้ไปหนุนกองทัพของทุกคน
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;300&quot; src=&quot;/files/u1/03.jpg&quot; height=&quot;400&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ทุกคนต่างหยุดกันเพื่อมาสนุกสนานนั้น คิดอย่างไรบ้างที่ต้องมานั่งทำงานเพื่อคนอื่นในช่วงนี้&lt;br /&gt;
คุณฐิติชัย :&lt;/strong&gt; ก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไรมากนะครับ เพราะผมทำงานในวันหยุดผมก็ได้เงิน แล้วก็อาจได้มากหน่อยในช่วงสงกรานต์ แต่ถ้ามองอีกมุมก็รู้สึกดีนะครับ เพราะวันสงกรานต์นี่ใครๆ หยุด ร้านอาหารต่างๆ ก็หยุด แต่พิซซ่าเราไม่มีวันหยุด ซึ่งเป็นตัวเลือกให้เค้าหายหิวได้ในยามที่มีทางเลือกน้อย ช่วงนี้ก็จะมีคนคิดถึงเราเยอะหน่อย เพราะมันสะดวกกับเขาที่สุดด้วย ทำงานช่วงวันหยุดแบบนี้ก็จะหนักเป็นพิเศษหน่อยครับ เวลาไปส่งบางทีเห็นคนเล่นสงกรานต์กันก็อึดอัดเหมือนกันนะครับ เห็นคนอื่นเค้าสนุก เค้าเปียกแล้วเค้ามีความสุข แต่เรายังต้องทำงานอยู่ เราเปียกเราก็ไม่สนุกแล้วเพราะเรากำลังทำงาน ซึ่งบางครั้งก็แอบเซ็งบ้าง แต่ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดครับ&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;คิดถึงคนอื่นในมุมมองของคุณคืออะไร&lt;br /&gt;
คุณฐิติชัย&lt;/strong&gt; : ก็คงคิดถึงคนที่เล่นสงกรานต์ครับ เวลาขับส่งพิซซ่าก็จะเห็นคนสนุกสนานกันเต็มไปหมด แล้วก็คิดถึงคนที่กำลังหิวที่คอยพิซซ่าของเราด้วยครับ &lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;แล้วตัวคุณเองคิดถึงใครที่สุดในช่วงสงกรานต์นี้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;คุณฐิติชัย&lt;/strong&gt; : ก็คิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัวครับ ถ้ามีโอกาสได้หยุดจริงๆ ก็คงกลับบ้าน ไปเล่นสงกรานต์ที่บ้าน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
          อีกหนึ่งหน่วยเสบียงที่ทำหน้าที่เติมความอิ่มท้องกับคนอื่นในยามยากนี้ก็คือ &lt;strong&gt;คุณลุงทองคำ พ่อค้าขายอาหารย่านบางโพธิ์&lt;/strong&gt; ที่ตั้งใจไม่หยุดยาวเหมือนคนส่วนใหญ่ในช่วงเทศกาล และเปิดร้านขายอาหารตามปกติไว้รองรับความหิวของทุกคน
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;400&quot; src=&quot;/files/u1/____________________________02.jpg&quot; height=&quot;300&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ทุกคนต่างหยุดกันเพื่อมาสนุกสนานนั้น คิดอย่างไรบ้างที่ต้องมานั่งทำงานเพื่อคนอื่นในช่วงนี้&lt;br /&gt;
คุณลุงทอง&lt;/strong&gt; : ช่วงที่คนอื่นไม่ค้าขายนี้ ถ้าใครหิวก็ยังมีเราที่ขาย เขาก็จะได้มีอาหารกินกันช่วงสงกรานต์บ้าง ช่วงนี้ก็จะทำให้รายได้ดีหน่อย ทำให้เราเก็บเงินได้เพิ่มขึ้นด้วย เป็นผลพลอยได้ที่เราไม่ได้หยุดเหมือนคนอื่น อีกอย่างหยุดไปก็ไม่รู้จะไปทำอะไรเหมือนกัน ไม่หยุดก็ไม่ได้มีความทุกข์อะไร &lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;คิดถึงคนอื่นในมุมมองของคุณคืออะไร&lt;br /&gt;
คุณลุงทอง&lt;/strong&gt; : ถ้าช่วงนี้ก็คิดถึงเพื่อน เพราะเห็นเพื่อนว่าจะกลับบ้าน เป็นห่วงเรื่องอุบัติเหตุ เพราะช่วงนี้อุบัติเหตุจะเกิดเยอะ กลัวเพื่อนเป็นอะไรไปด้วย อีกอย่างก็คิดถึงคนที่เสียไปแล้ว คิดถึงเรื่องการทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับไปแล้วครับ&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;แล้วตัวคุณเองคิดถึงใครที่สุดในช่วงสงกรานต์นี้&lt;br /&gt;
คุณลุงทอง&lt;/strong&gt; : คิดถึงพ่อแม่ คิดถึงเพื่อน
&lt;/p&gt;
&lt;h4&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;คิดถึงความสุขกายสุขใจของคนอื่น...&lt;/span&gt;&lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;
          แต่ละปี...สถิติของอุบัติเหตุและการบาดเจ็บล้มตายของผู้คนในช่วงเทศกาลนี้ดูจะพุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ และก็มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ...หนึ่งในอาชีพที่ต้องคอยเตรียมตัวและตื่นตัวให้พร้อมเสมอกับสถานการณ์เลวร้ายต่างๆ นี้ก็คือบรรดาคุณหมอแล้วก็พยาบาลนั่นเอง การเสียสละเวลาแห่งความสุขของตนเองเพื่อคนอื่นนั้นถือเป็นภาระกิจวิชาชีพที่น่ายกย่อง เช่นเดียวกับ &lt;strong&gt;คุณวิลาวรรณ พยาบาลโรงพยาบาลพระมงกุฎ&lt;/strong&gt; ที่เธอดูจะคิดถึงและเป็นห่วงคนอื่นเป็นพิเศษในช่วงเทศกาลหฤหรรษที่แฝงความหฤโหดนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;250&quot; src=&quot;/files/u1/bT7cj0748590-02.jpg&quot; height=&quot;334&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ทุกคนต่างหยุดกันเพื่อมาสนุกสนานนั้น คิดอย่างไรบ้างที่ต้องมานั่งทำงานเพื่อคนอื่นในช่วงนี้&lt;br /&gt;
คุณวิลาวรรณ&lt;/strong&gt; : โดยอาชีพแล้วก็รู้สึกว่าเรามีหน้าที่ที่ต้องเสียสละเพื่อคนส่วนรวมในช่วงนี้นะคะ ก็จะรู้สึกภูมิใจมากกว่า การไม่ได้เล่นสงกรานต์ก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไร เพราะก็ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยเล่นมาก่อน ทุกปีมันก็จะเหมือนเดิมๆ ในวัยทำงานอาจจะรู้สึกดีว่าเป็นวันหยุดยาว มากกว่าที่หยุดเพื่อไปเล่นสงกรานต์ ความจริงก็อยากหยุดยาวเหมือนกับคนอื่นๆ เหมือนกัน แต่ถ้าได้หยุดไปจริงๆ ก็อาจไม่สบายใจ ไม่สนุกก็ได้นะ เพราะมันเป็นช่วงที่คนอาจจะต้องการเรามากที่สุด แต่เราก็สามารถมีวันหยุดยาวได้เหมือนกันนะ ก็จะเอาวันหยุดยาวไปพักผ่อนในช่วงวันปกติที่ไม่มีอะไรมาก ทุกปีก็จะเอาไปใช้ช่วงวันเกิดของตัวเองค่ะ ก็ได้พักผ่อนเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;คิดถึงคนอื่นในมุมมองของคุณคืออะไร&lt;br /&gt;
คุณวิลาวรรณ&lt;/strong&gt; : ถ้าในช่วงนี้ก็คิดถึงทุกๆ คนค่ะ เป็นห่วงถึงความปลอดภัยต่างๆ ไม่อยากให้ทุกคนเจออะไรที่ไม่ดี เวลาเที่ยวหรือเล่นน้ำสงกรานต์ก็อยากให้ระวังตัว ดูแลตัวเองให้มากหน่อย แล้วก็ไม่อยากให้ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนด้วย ถ้าทุกคนช่วยกันดูแลดีๆ อุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นด้วยค่ะ โดยเฉพาะเรื่องเมาแล้วขับนี่เป็นห่วงมากๆ ในช่วงนี้&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;แล้วตัวคุณเองคิดถึงใครที่สุดในช่วงสงกรานต์นี้&lt;br /&gt;
คุณวิลาวรรณ&lt;/strong&gt; : คิดถึงครอบครัวค่ะ ที่เราทำงานทุกวันนี้ก็เพื่อเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว อยากให้ครอบครัวมีความมั่นคง แล้วก็อยากมีเวลาพาครอบครัวไปเที่ยวได้
&lt;/p&gt;
&lt;h4&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;คิดถึงความปลอดภัยของคนอื่น...&lt;/span&gt;&lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;
          ถ้าความอันตรายหยุดวันสงกรานต์บ้างก็คงจะดี...แต่ความเป็นจริงคงเป็นเช่นนั้นยาก หน้าที่ของผู้ที่ต้องคอยดูแลความปลอดภัยให้คนอื่นจึงมีความจำเป็นเช่นกันในช่วงนี้ และหนึ่งในผู้ที่อยู่ในหน้าที่ดังกล่าวนั้นก็คือ &lt;strong&gt;คุณธนพล ส่อนราช&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของอุทยานเบญจศิริ&lt;/strong&gt; สวนสาธารณะของเมืองหลวงที่เปิดบริการความสดชื่นอย่างไม่มีวันหยุดเช่นกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;300&quot; src=&quot;/files/u1/01.jpg&quot; height=&quot;400&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ทุกคนต่างหยุดกันเพื่อมาสนุกสนานนั้น คิดอย่างไรบ้างที่ต้องมานั่งทำงานเพื่อคนอื่นในช่วงนี้&lt;br /&gt;
พี่ยาม&lt;/strong&gt; : ในวันหยุดสวนเบญจ์ก็ไม่หยุดครับ ก็จะมียามมาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันตลอด ตัวผมเองก็ทำงานช่วงหยุดสงกรานต์ด้วย ตอนนี้ก็ไม่ค่อยอยากเที่ยวสงกรานต์อะไรมากแล้ว ก็ให้พวกหนุ่มๆ เค้าลาหยุดไปเที่ยวเล่นสงกรานต์กันน่าจะดีกว่า วัยนั้นเค้าก็คงอยากสนุก อยากหยุดกลับบ้าน เราก็เลยอยู่เวรแทนพวกเขาช่วงนี้ แล้วก็ได้ค่าแรงเยอะขึ้นด้วย แล้วผมก็จะไปหยุดวันอื่นแทนตอนหลังสงกรานต์ก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;คิดถึงคนอื่นในมุมมองของคุณคืออะไร&lt;br /&gt;
พี่ยาม&lt;/strong&gt; : ก็คิดถึงพวกน้องๆ เสียสละให้พวกน้องๆ หยุดไปเล่นสงกรานต์กัน&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;แล้วตัวคุณเองคิดถึงใครที่สุดในช่วงสงกรานต์นี้&lt;br /&gt;
พี่ยาม&lt;/strong&gt; : ครอบครัว พ่อแม่ ถ้ามีเวลาก็คงกลับไปเยี่ยมเค้าครับ
&lt;/p&gt;
&lt;h4&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;คิดถึงความสุขของคนอื่น...&lt;/span&gt;&lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;
          ในช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนของทุกคนนี้ หนึ่งในกิจกรรมที่นอกเหนือจากการเล่นน้ำสงกรานต์ก็คือการไปเดินเล่นรับบรรยากาศเย็นสบายไปพร้อมๆ กับทำกิจกรรมอื่นๆ กันในห้างสรรพสินค้า ซึ่งนี่ถือเป็นช่วงหนึ่งที่ห้างต่างๆ จะจัดกิจกรรมเพื่อเรียกลูกค้าได้เป็นอย่างดี แล้วก็แน่นอนว่าพนักงานบริการต่างๆ ไปจนกระทั่งร้านรวงในที่แห่งนี้นั้น ไม่ค่อยจะมีกำหนดการหยุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์แต่อย่างใด &lt;strong&gt;คุณกานต์พัชชา สุรังคมณีสิน ผู้จัดการร้านเสื้อผ้าชื่อดัง&lt;/strong&gt; ก็เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการที่ยังคงเปิดกิจการในช่วงนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;225&quot; src=&quot;/files/u1/__________________________________________02.jpg&quot; height=&quot;300&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ทุกคนต่างหยุดกันเพื่อมาสนุกสนานนั้น คิดอย่างไรบ้างที่ต้องมานั่งทำงานเพื่อคนอื่นในช่วงนี้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;คุณกานต์พัชชา&lt;/strong&gt; : ไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษค่ะ คือเป็นวันทำงานปกติอยู่แล้ว ที่เราไม่ได้หยุดยาวๆ ตรงกับคนอื่น แต่ก็ดีเพราะว่าไม่ได้อยากไปเที่ยวหรือเดินทางไปไหนมาไหนแบบคนเยอะๆ ที่ต้องแย่งกันค่ะ ดีซะอีกที่มาขายของ เปิดร้านให้คนเดินช้อปในวันหยุดแก้เซ็งอีกทางได้ด้วยสำหรับคนที่ไม่ชอบเล่นสาดน้ำ&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;คิดถึงคนอื่นในมุมมองของคุณคืออะไร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;คุณกานต์พัชชา&lt;/strong&gt;: อยากให้ขับรถกันอย่างระมัดระวัง ไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุ ไม่อยากได้ยินข่าวร้ายๆ ในช่วงเวลาสงกรานต์ค่ะ&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;แล้วตัวคุณเองคิดถึงใครที่สุดในช่วงสงกรานต์นี้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;คุณกานต์พัชชา&lt;/strong&gt; : คิดถึงช่วงที่ได้กลับไปหาพ่อแม่ ผู้หลักผู้ใหญ่ได้รดน้ำดำหัว คิดถึงตอนที่ได้รดน้ำคุณปู่คุณย่า แล้วก็คุณพ่อซึ่งตอนนี้ท่านก็เสียไปแล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
          จะว่าไปแล้ว มุมมองของการ “คิดถึงคนอื่น” ก็ดูจะมีหลายแง่มุมให้สัมผัส...เราอาจได้เจออีกมุมของความสุขของผู้รับ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้สัมผัสกับความสุขอีกมุมของผู้ให้&lt;br /&gt;
           เสน่ห์ของเทศกาลดีๆ นี้ก็ดูจะมีคุณค่าหลากหลายแฝงอยู่นัยๆ &lt;br /&gt;
           ...........&lt;br /&gt;
          เทศกาลดีๆ แบบนี้...มาคิดถึงคนอื่นดีกว่า
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 31 Mar 2008 17:54:46 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">352 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ฟังเสียงคนอาสา ไทย-พม่าในภาวะวิกฤติ</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/429</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;img width=&quot;400&quot; src=&quot;http://l.yimg.com/www.flickr.com/images/spaceball.gif&quot; height=&quot;300&quot; style=&quot;display: block; margin-bottom: -302px; position: relative; top: -302px&quot; /&gt;      &lt;strong&gt;ไทยกับพม่า&lt;/strong&gt;เป็นประเทศติดกัน ความที่เป็นเพื่อนบ้านจึงกระทบกระทั่งกันบ่อย &lt;br /&gt;
        ไทยกับพม่าไม่ได้ไกลกันซักเท่าไหร่ พายุไซโคลนจากอ่าวเบงกอลทำองศาย้อนกลับเข้าพม่า ไม่กี่องศาก็ถึงไทยแล้ว&lt;br /&gt;
        ไทย พม่า จีน เราอยู่บนแผ่นดินเดียวกัน เมื่อแผ่นดินไหวรุนแรงที่จีน รอยเลื่อนโดยรอบต่างสั่นไหว ไม่มั่นคง&lt;br /&gt;
        ไทย พม่า หรือ จีน เป็นคนเหมือนกัน เราเกิดจากท้องแม่ เลือดเป็นสีแดง แผลทำให้เราเจ็บปวด เมื่อคนจำนวนมากอยู่ในภาวะหวาดกลัว เจ็บปวด และตาย ส่วนลึกในหัวใจเราก็สั่นไหว ไม่มั่นคง&lt;br /&gt;
        และด้วยความเป็นคนเหมือนกันนี่เอง ทำให้คนทั้งโลกต่างอยากช่วยเหลือคนพม่าที่อยู่ในภาวะหวาดกลัว เจ็บปวด และตาย แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากรัฐบาลพม่าปิดประเทศด้วยเหตุผลทางการเมือง &lt;br /&gt;
        ด้วยเหตุผลเช่นนี้เราทำอะไรได้บ้าง ลองมาฟังส่วนหนึ่งขององค์กรอาสาสมัครที่พยายามทำงานอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเพื่อนชาวพม่า
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;392&quot; src=&quot;/files/u1/24.jpg&quot; height=&quot;290&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;h4&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;อารีย์  อาภรณ์ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)&lt;/span&gt;&lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;- มอส.ทำอะไร&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;        มอส. เองทำงานกับเพื่อนในภูมิภาค มีอาสาสมัครในที่ต่างๆ แต่เราก็เข้าไปไม่ได้เหมือนกัน เราจึงเชื่อมโยงกับเพื่อนเครือข่ายฯ และมีความตั้งใจทำงานฟื้นฟูในระยะยาว ไม่ว่าจะเรื่องอาชีพ ชุมชน ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ จิตใจ เรามั่นใจว่าแต่ละอย่างใช้เวลา เพราะจากกรณีสึนามิ ภัยพิบัติก่อให้เกิดปัญหายาวนาน จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่หมด&lt;br /&gt;
        นอกจากนี้เราควรมีการศึกษาเรียนรู้ในเรื่องภัยพิบัติ เพราะมันน่าจะถี่ขึ้น รุนแรงและใกล้ตัวเราขึ้น เวลาเกิดต้องร่วมมือกัน และใช้เวลาฟื้นฟูเยียวยามาก อย่างพม่าพี่คิดว่าพายุนาร์กีสเปลี่ยนวิถีชีวิตเขาเลย เช่น การปลูกข้าวหลังจากนี้จะเป็นเรื่องยาก เพราะเจอพายุและน้ำเค็มเข้ามา ดิน น้ำ จะปลูกข้าวไม่ได้อีกหลายปี คนจะอยู่อย่างไร ในภาวะแบบนี้ &lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;- สถานการณ์ที่พม่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
        เท่าที่พี่คุยกับคนที่ลงพื้นที่ คนในพื้นที่ สถานการณ์มันเลวร้ายมากกว่าที่เราเห็นมาก คนเป็นแสนตาย สูญหายหลายหมื่น และเป็นล้านได้ผลกระทบ เทียบกับสึนามิคูณสิบไปเลย ยิ่งรัฐบาลพม่าไม่ยอมเปิดรับความช่วยเหลือยิ่งแย่&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;- ความรู้สึก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
        นาร์กีสสะท้อนพี่มาก ในเรื่องสิทธิมนุษยชน เขาใกล้กับเราแค่นี้ ทำไมเราช่วยกันไม่ได้ ทั้งๆที่พร้อมจะทำ ด้วยเหตุผลทางการเมืองอะไรก็แล้วแต่ มันสะท้อนใจพี่มาก เพราะการส่งเงินไปมันไม่พอ จากเหตุการณ์ที่เลวร้ายอย่างนั้น เพื่อนเราไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร เราไม่มีสิทธิรู้ข่าวเลย&lt;br /&gt;
        ในด้านหนึ่งมันทำให้เราได้สติ ฝึกธรรมะ และการลงมือทำ จะช่วยกันระดมทุน 5-10 บาท พี่ก็ทำ อย่ารอ พี่เชื่อว่ากำลังเล็กๆ ของพี่ รวมกับหลายล้านกำลังคงช่วยได้ไม่มากก็น้อย&lt;br /&gt;
        สำหรับคนไทย นาร์กีสสะท้อนผลตอบรับของคนไทย คนตายเป็นแสน เรารู้สึกอย่างไรบ้าง แม้คนไทยมีพื้นฐานใจดีขี้สงสาร เวลามีเรื่องเดือดร้อนพร้อมจะช่วยเหลือ แต่เรื่องนี้สะท้อนใจคนไทยมากน้อยแค่ไหน?&lt;br /&gt;
        สำหรับคนที่พี่สัมผัส คนจำนวนหนึ่งมีเงา สองชั้นที่บังไว้คือ  หนึ่ง... เขายังจดจำในเชิงประวัติศาสตร์และมองเรื่องนี้เป็นผลของกรรม สอง...วันแรกพายุเข้า รัฐบาลไทยส่งกองทัพเข้าไปช่วยเหลือรายแรก คนสนใจบริจาคจำนวนมาก แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยเป็นข่าว ดูเหงาๆ ในฝั่งไทย ส่วนหนึ่งคือพม่าปิดประเทศมาก จนเราไม่สามารถขยับอะไรได้ และในภาคประชาสังคมก็ค่อนข้างเงียบ ทั้งๆ ที่เรื่องชีวิตช้าไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;- จากใจถึงใจ&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;        พี่มีน้องที่ฮ่องกงคนหนึ่งที่เคยเป็นอาสาสมัครสึนามิ เขาเขียนจดหมายมาหาพี่ เขาบอกว่าหลัง 1 ปีสึนามิ เขาจะกลับมาเยี่ยม เขาอยู่อีกฟากโลกหนึ่ง แต่เขารู้สึกได้ว่าคนอีกฝากโลกกำลังทุกข์ระทมมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขามาในช่วงวิกฤติ เขาคงช่วยอะไรได้ไม่มากนัก อีก 1 ปีเขาอยากกลับมาเพื่อให้กำลังใจคนไทยอีก มาเป็นเพื่อน มาให้กำลังใจ ช่วยเหลือหากมีอะไรที่เขาทำได้ มันทำให้เห็นว่าคนเราอยู่คนละซีกโลก แต่มันเห็นใจกัน สัมผัสกันได้จริงๆ พี่เชื่อว่าหลายคนเชื่อและคิดอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;- บทเรียนสำหรับคนไทย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
        เรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว พายุเขายูเทรินในอ่าวเบงกอลนี่เอง นิดเดียวก็ถึงเราแล้ว และ เพื่อนบ้านช่วยเหลือกันเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อนเจ็บเราช่วยเพื่อน ถึงคราวเราเป็นบ้างเพื่อนก็ช่วยเรา ความช่วยเหลือจากคนใกล้เคียงจำเป็นที่สุดเพราะเขาใกล้เราที่สุด โอกาสแบบนี้อาจทำให้คนไทย พม่ามีโอกาสได้รู้จักกันในฐานะมนุษย์มากขึ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;496&quot; src=&quot;/files/u1/22.jpg&quot; height=&quot;330&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;h4&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า (กรพ.)&lt;/span&gt;&lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;- ตอนนี้กรพ. ทำอะไร&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
        รวบรวมสภาพปัญหากับความเดือดร้อน สื่อสารความเดือดร้อนให้กว้างขวางออกไป &lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;- สถานการณ์พม่า&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
        เดือดร้อน มีการปิดกันเยอะ มีการแบ่งแยก เอาของดีไปใช้  รัฐบาลทหารไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะช่วยเหลือคน บ่งบอกความเลวร้ายของรัฐบาลทหารพม่า ซึ่งเราพูดมากไม่ได้ เพราะอาจนำไปสู่ปัญหา ในการเข้าไปช่วยเหลือ ตอนนี้จึงเน้นการขอรับบริจาค ซึ่งทำกันหลากหลายแบบ เช่น ขอบริจาค ผ้าป่า คอนเสิร์ท ฯลฯ แต่เชื่อว่านอกจากการบริจาค ในระยะยาว น่าจะมีระบบอาสาสมัคร&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;- อะไรที่ขาดแคลน&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;        ปัจจัยสี่ ข้าว อาหารแห้ง เสื่อ อุปกรณ์ดำรงชีพ น้ำสะอาด เงิน ถ้ารู้จักช่องทางไหนก็สามารถบริจาคทางนั้น ตามแต่ศรัทธา&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;- คนไทยต้องเตรียมตัวเตรียมใจอะไรบ้าง&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;        คนไทยเองก็มีปัญหาอุทกภัย เราเห็นสภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และใกล้ตัวเรามากขึ้น ตั้งแต่สึนามิ นาร์กีสที่พม่า แผ่นดินไหวที่จีน คนไทยต้องตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม กลับมายอมรับความเป็นจริงที่เราทำโลกร้อน ทำให้โลกเปลี่ยนไป และมันเปลี่ยนแปลงชีวิตเราอย่างมาก เราต้องเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เราเห็นสิ่งที่เกิดกับเพื่อนบ้าน มันอาจเกิดขึ้นกับเราก็ได้ ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ ยึดหลักมนุษย์ธรรม หากมีสิ่งใดที่เราเผื่อแผ่ไปถึงเพื่อนบ้าน ก็ให้ เพื่อจะเป็นกุศลธรรมที่จะเผื่อแผ่ถึงคนไทย น้ำใจที่เราระดมไปให้มากมายจะทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับพม่าดีขึ้น เป็นผลดีกับสังคมในระยะยาว เมื่อครั้งต่อไปเราเดือดร้อน เราก็ต้องพึ่งเขาด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;496&quot; src=&quot;/files/u1/21.jpg&quot; height=&quot;326&quot; /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;h4&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;คุณ A คนทำงานในพื้นที่ ไม่สามารถออกนามและองค์กรได้&lt;/span&gt;&lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;
        คุณ A บอกเล่ากับเราว่า สถานการณ์ในพม่าตอนนี้ย่ำแย่อย่างที่เห็นในข่าว การส่งของใช้ที่จำเป็นถูกจำกัดทุกทางโดยรัฐบาลพม่า นานาชาติพยายามช่วย และท้องถิ่นก็พยายามช่วยตัวเองอยู่ สิ่งที่ต้องการตอนนี้ คือ เงิน ส่วนสิ่งของค่อนข้างขนส่งไปถึงประชาชนได้ยากลำบากเนื่องจากรัฐบาลกีดกันความช่วยเหลือ&lt;br /&gt;
        การบริจาค หากเชื่อในระบบรัฐ บริจาคทางรัฐบาลก็จะส่งไปถึงรัฐบาลทหารพม่า แต่ถ้าบริจาคให้ทางองค์กรพัฒนาเอกชนก็จะส่งถึงองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่&lt;br /&gt;
        ในเบื้องต้น สิ่งที่จำเป็นมากคือ ปัจจัยสี่ ทำอย่างไรให้มีชีวิตต่อไปได้ และ มีความตั้งใจจะทำงานต่อในชุมชน ก่อตั้งกองทุนเกษตร สร้างบ้าน และฟื้นฟูจิตใจผ่านเครือข่ายพระสงฆ์ นักบวชคริสต์ และนักจิตบำบัด
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;496&quot; src=&quot;/files/u1/23.jpg&quot; height=&quot;327&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;h4&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffff99&quot;&gt;สมบัติ บุญงามอนงค์ กระจกเงา&lt;/span&gt;&lt;/h4&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;- กระจกเงาทำอะไร&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;        กระจกเงาเป็นตัวกลางประสานกับองค์กรต่างๆ ที่มีประสบการณ์จากเหตุการณ์สึนามิ และองค์กรที่ลงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่พม่า สร้างเครือข่ายข้อมูล , แบ่งปันข้อมูลที่แต่ละองค์กรมีอยู่ เวลามีภัยพิบัติข้อมูลที่หลากหลายช่วยได้มาก เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อไป&lt;br /&gt;
สิ่งที่ทำตอนนี้คือ 1. ส่งความช่วยเหลือ ไปยังกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยในพื้นที่ 2 ไทยเป็นเพื่อนบ้านกับพม่ากัน ด้วยระยะทาง วัฒนธรรม เราเชื่อว่าประเทศไทยจะเป็นพี่เลี้ยงให้พม่าในเรื่องภัยพิบัติได้ เพราะเราพึ่งผ่านเหตุการณ์สึนามิมา องค์กรที่เคยทำเรื่องภัยพิบัติจะมองออก คนที่เคยทำก็จะทำได้เร็วขึ้น หากพม่าเปิดประเทศ เราก็เข้าไปช่วยได้&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;- สถานการณ์พม่า&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;        สถานการณ์ตอนนี้ดีขึ้น สองอาทิตย์ก่อนพม่าปิดมาก กองทัพอากาศเข้าไปได้ แพทย์พึ่งเข้าไปได้ไม่นานนี้ นักท่องเที่ยวเดินทางได้ แต่ในพื้นที่อ่อนไหวเข้าไม่ได้ คนที่เขาไม่ได้เลย คือ นักข่าวและNGOs การทำงานเบื้องต้นต้องการคนที่มีความพร้อม ระยะยาวน่าจะต้องการอาสาสมัครด้วย&lt;br /&gt;
ปัญหาสำคัญตอนนี้ คือ เรื่องแหล่งน้ำสะอาด โดนทำลายจากพายุหมด ไม่มีน้ำดื่มกิน ตอนนี้กำลังตีโจทย์ การจัดส่งก็เป็นไปได้ยากลำบาก&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;- สิ่งที่คนไทยทำได้&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;        หนึ่งส่งกำลังใจ ส่งความช่วยเหลือผ่านหน่วยงานที่จะช่วยได้ สองคือเรียนรู้ว่าเรื่องเหล่านี้เกิดในประเทศไทยได้เหมือนกัน เตรียมตัวเตรียมใจเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น สติต้องดี เอาตัวเองไปเชื่อมโยงว่าจะทำอะไรได้บ้าง ถ้าช่วยได้เป็นได้อาสาช่วงหนึ่งจะเป็นประโยชน์มาก ลงไปมีแค่ ความพร้อม ยืดหยุ่น กินง่ายอยู่ง่าย แค่นั้นก็พอแล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
------------------------
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม :&lt;/strong&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
 &lt;img width=&quot;378&quot; src=&quot;/files/u1/nargis.jpg&quot; height=&quot;219&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;h5 align=&quot;left&quot;&gt;
&lt;table border=&quot;0&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;&lt;strong&gt;เกาะติดข่าว&lt;/strong&gt;&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt; &lt;a href=&quot;http://www.siamvolunteer.com/&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffffff&quot;&gt;www.siamvolunteer.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;&lt;strong&gt;บริจาคเงิน-สิ่งของ&lt;/strong&gt;&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;&lt;a href=&quot;/node/422&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffffff&quot;&gt;มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป และมูลนิธิเด็ก&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;&lt;a href=&quot;/node/402&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffffff&quot;&gt;มูลนิธิส่งเสริมสันติวิธี&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;a href=&quot;/node/407&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffffff&quot;&gt;มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;a href=&quot;/node/423&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffffff&quot;&gt;แม่ตาวคลินิค&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;&lt;a target=&quot;_blank&quot; href=&quot;http://www.redcross.or.th/home/indexthai.php4&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffffff&quot;&gt;สภากาชาดไทย&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;strong&gt;&lt;a target=&quot;_blank&quot; href=&quot;http://www.takchamber.com/&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffffff&quot;&gt;หอการค้าจังหวัดตาก&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;a href=&quot;/node/424&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffffff&quot;&gt;คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า (กรพ.)&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;a href=&quot;/node/401&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffffff&quot;&gt;ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในพม่า&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;a href=&quot;/node/426&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ffffff&quot;&gt;มูลนิธิศักยภาพชุมชน&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; &lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;/h5&gt;
&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;
&lt;strong&gt;สรุปประเด็นสำคัญ: ผลกระทบของพายุไซโคลนนาร์กิสที่มีต่อประชาชนในพม่า&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;ระหว่างวันที่ 3-23 พฤษภาคม 2551&lt;br /&gt;
รวบรวมและเรียบเรียงโดย โครงการวิจัยไทย มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี  &lt;br /&gt;
(Thai Research Project, Peaceway Foundation)&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;a href=&quot;/files/u1/peaceway.doc&quot;&gt;&amp;gt;&amp;gt; คลิกดาว์นโหลด&lt;/a&gt;&lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;h5 align=&quot;left&quot;&gt;
&lt;/h5&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Tue, 27 May 2008 20:48:55 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">429 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>จดหมาย...จาก&quot;เพื่อนพม่า&quot;ถึง&quot;เพื่อนไทย&quot;</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/432</link>
 <description>&lt;p align=&quot;right&quot;&gt;
&lt;strong&gt;มติชน&lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
** จดหมายฉบับนี้ ** สตรีจากรัฐฉานที่ชื่อ &lt;strong&gt;Shining&lt;/strong&gt; ซึ่งเป็นนักพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมของไทยใหญ่นำมาอ่านภายในงานดนตรีและเวทีสาธารณะเพื่อความช่วยเหลือเพื่อนผู้ประสบภัยในพม่า โดยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;450&quot; src=&quot;/files/u1/nargis27.jpg&quot; height=&quot;300&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดิฉันยินดีที่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชนชาวพม่าซึ่งกำลังเผชิญกับความยากลำบากจากไซโคลนนาร์กีส ทั้งนี้ดิฉันมีความดีใจมากที่ได้เห็นความกรุณา และการช่วยเหลือสนับสนุนจากเพื่อนชาวไทยและนานาประเทศ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดิฉันหวังว่าทุกท่านจะเข้าใจเป็นอย่างดีต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในประเทศพม่า ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน ทุกข์ทรมาน และกดดันภายใต้เผด็จการทหาร ดิฉันไม่สามารถบรรยายความรู้สึกทุกข์และไร้ซึ่งอำนาจที่ประชาชนชาวพม่าได้รู้สึกในปัจจุบันนี้ได้  ประชาชนจำนวนมากได้สูญเสียชีวิต และอีกเป็นจำนวนมากได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างอย่าง   เนื่องจากพวกเขาถูกครอบงำโดยเผด็จการที่เข้มงวดและทุจริตอย่างรัฐบาลพม่า    ความทุกข์ทรมานดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด เพื่อฟื้นฟูและบรรเทาความต้องการของผู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านั้น        ดิฉันขอเรียกร้องให้เพื่อนชาวไทยช่วยสนับสนุนพวกเรา ดังนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;สำหรับแผนระยะสั้น&lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1. เราร้องขอให้เพื่อนชาวไทยช่วยเหลือเราในการกระตุ้นให้รัฐบาลไทยเจรจาต่อรองกับทหารพม่าเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ   ในพื้นที่ที่ได้รับภัยพิบัติสูงสุดบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2. กรุณาลงนามในหนังสือร้องเรียนหรือกดดัน UN ที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยไม่รั้งรอการอนุญาตจากทหารพม่า     อย่าได้ปล่อยเวลาไปอีก มิฉะนั้นอาจมีประชาชนอีกจำนวนมากต้องเสียชีวิตในเร็ววันนี้    ก่อนหน้านี้ความช่วยเหลือทั้งหมดไม่ได้มุ่งตรงไปสู่ผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งเราจะหาทางเข้าถึงประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือให้ได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3. กรุณาบริจาคเงินหรือชวนเชิญบุคคลอื่นๆให้ช่วยเหลือเท่าที่ท่านจะทำได้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
4. กรุณาอย่าละทิ้ง หรือดูดายประชาชนแถบชายแดน เนื่องจากองค์กรช่วยเหลือผู้อพยพกำลังประสบปัญหาจากการขึ้นราคาน้ำมันและอาหาร ซึ่งอาจส่งผลให้ต้องล้มเลิกโครงการไป และขอให้คนไทยเข้าใจคนพม่าที่เข้ามาอาศัย มาทำงานในบ้านเมืองของท่าน ว่าไม่พวกเราจึงจึงไม่สามารถมีชีวิต หรือทำงานได้เมื่ออยู่ในพม่า จากเหตุการณ์พายุนาร์กีสครั้งนี้ ท่านคงเห็นแล้วว่ารัฐบาลทหารพม่าโหดร้ายกับประชาชนอย่างไร ขณะที่ประชาชนกำลังต้องการึความช่วยเหลืออย่างที่สุด รัฐบาลกับมุ่งความสนใจไปที่อื่น ละทิ้งประชาชนให้นอนรอความตาย ท่านคงเข้าใจเหตุผลแล้วว่าทำไมพวกเราจึงไม่อยากอยู่พม่า อยากมาเมืองไทย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
5. หากผู้ใดมีรูปภาพที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเป็นเรื่องของการบรรเทาทุกข์  กรุณาเปิดเผยรูปภาพเหล่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;500&quot; src=&quot;/files/u1/nargis7.jpg&quot; height=&quot;332&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;สำหรับแผนระยะยาว&lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1. เราต้องการให้เพื่อนชาวไทยกระตุ้นรัฐบาลไทยหรือบริษัทไทยให้สนใจประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในพม่าก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน เนื่องจากโครงการใหญ่ๆหลายโครงการในพม่าส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเกิดการทำลายสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้โครงการเขื่อน Tasang ในรัฐฉานก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น การบังคับแรงงาน การบังคับให้ย้ายถิ่นฐาน การฆ่าฟันและการข่มขืน ชาวพม่าจำนวนมากถูกย้าย หลักแหล่งและอพยพไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะไทย ทั้งนี้โปรดเข้าใจว่ารายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายแก๊สและจากเขื่อนจะถูกใช้ในทางทหารเป็นส่วนใหญ่ กรุณาเข้าใจและเห็นใจแรงงานอพยพในไทย เพราะพวกเขาบางส่วนไม่มีบ้านจะให้กลับ ดิฉันจึงขอร้องให้เห็นใจพวกเขาและช่วยพวกเขาให้มีชีวิตที่ดีขึ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2. ภัยพิบัติจากพายุไซโคลนนาร์กีส  เป็นภัยพิบัติใหญ่หลวงที่ประเทศพม่าไม่เคยเจอมาก่อน  ความเสียหายต่อทรัพย์สินและประชาชนที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ยังถูกซ้ำเติมจากน้ำมือของรัฐบาลที่ให้ความช่วยเหลือล่าช้า และรีรอที่จะรับความช่วยเหลือจากภายนอก   แต่คนเล็กๆ ประชาชนกำลังต่อสู้และทุกข์ทรมาณอยู่ขณะนี้  ภัยครั้งนี้เทียบเท่า หรือ ยิ่งใหญ่กว่าสึนามิในประเทศไทย     ดิฉันอยากจะขอให้คนไทยที่เคยมีประสบการณ์รับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ อย่างสึนามิ เมื่อ 3 ปีก่อน ให้ความช่วยเหลือ แบ่งปันประสบการณ์ ในการฟื้นฟูประเทศ ฟี้นฟูชุมชน ผู้รอดชีวิตให้กลับมาใช้ชีวิตได้ดังเดิม   ด้วยความร่วมมือของประชาชนที่ไม่แบ่งแยกชนชาติ ดิฉันหวังว่าเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนี้ จะเป็นหนทางให้เราทั้งสองประเทศช่วยเหลือ และเข้าใจกันมากขึ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Tue, 27 May 2008 21:16:16 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">432 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ข.เขียว (ขึ้นอีกนิด) ด้วยคน </title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/471</link>
 <description>&lt;p&gt;
          ร้อน(โว้ย)...&lt;br /&gt;
         เพราะอุหภูมิของโลกค่อยๆ ขยับองศาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โลกใบนี้จึงไม่ต่างอะไรกับเตาอบขนาดยักษ์ที่กำลังเร่งอุณหภูมิให้สูงขึ้นทีละนิด นอกจากความรู้สึกร้อน (จนน่ารำคาญ) แล้ว สิ่งที่มนุษย์ได้รับผลกระทบโดยตรงก็เริ่มจะเห็นเป็นรูปธรรมและถี่มากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ภัยพิบัติเริ่มร้ายแรงขึ้น วิกฤติเริ่มเกิดรอบด้าน นี่แหละของขวัญอันไม่พึงประสงค์ที่มนุษย์ทุกคนกำลังมอบให้ตัวเอง&lt;br /&gt;
         กระแสการตื่นตัวกับวิกฤติโลกร้อนเริ่มจะจริงจังและแผ่ขยายมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่จะกู้วิกฤตินี้ได้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเราทุกคนนี่แหละที่จะต้องร่วมมือกันปฏิบัติภาระกิจนี้&lt;br /&gt;
         งั้น...มา ข.เขียวด้วยกันหน่อยมั้ย&lt;br /&gt;
         .....
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;217&quot; src=&quot;/files/u1/wedsm.png&quot; height=&quot;228&quot; /&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก (5 มิ.ย. 51) ที่ผ่านมา ก็ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่เราจะชวนทุกคนมาร่วมกันรณรงค์ ข.เขียวด้วยคน กันอย่างจริงจัง โจทย์สำคัญของชาวโลกในครั้งนี้ที่ชาวโลกได้รับก็คือคำขวัญของวันสิ่งแวดล้อมโลกในปีนี้ที่ว่า&lt;strong&gt; “CO2 Kick the habit toward a low carbon economy”&lt;/strong&gt; ที่ถูกแปลมาเป็นคำขวัญภาษาไทยว่า &lt;strong&gt;“ลดวิกฤติโลกร้อน = เปลี่ยนพฤติกรรม ปรับแนวคิดสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” &lt;/strong&gt;เพื่อเป็นการรณรงค์ร่วมกันลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตัวการสำคัญที่มีทำลายชั้นบรรยากาศอันส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของโลกนั่นเอง&lt;br /&gt;
         ว่าแล้ว...เราก็เลยอย่างเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์สร้างความเขียวให้เพิ่มขึ้นด้วยการชักชวนทุกคนมาร่วมกัน “เปลี่ยนพฤติกรรม” เพื่อร่วมกันเป็นฮีโร่กู้โลกร้อนกันเถอะ&lt;br /&gt;
         ง่ายๆ แต่ได้พลังมหาศาล
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ลดรถลดคาร์บอน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
         วิธีง่ายๆ วิธีแรกที่จะช่วยกันลดคาร์บอนได้อย่างสูงก็คือการลดปริมาณการใช้พลังงานจากรถยนต์ เปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ ด้วยการหันมาใช้บริการขนส่งมวลชนกันให้มากขึ้น หรือชักชวนเพื่อนๆ มาแจมระบบ &lt;strong&gt;“คาร์พูล”&lt;/strong&gt; เพื่อลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนที่เกิดจากการเผาไหม้จากเครื่องยนต์ได้เยอะทีเดียว แต่ถ้าลดไม่ได้ก็แนะนำใช้เชื้อเพลิงสะอาดแทนก็จะเป็นการช่วยโลกได้เช่นกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ลดขยะพลาสติก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
         เพราะขยะจากพลาสติกนั้นกำจัดได้ยาก หรือถ้าจะกำจัดก็ต้องใช้พลังงานในการเผาไหม้สูง แถมยังผลิตก๊าซพิษสู่บรรยากาศอีกต่างหาก นี่ไม่นับกระบวนการผลิตที่ก่อความเป็นพิษรุนแรงไม่แพ้กัน&lt;br /&gt;
         เปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ ด้วยการ&lt;strong&gt;ปฎิเสธการใช้พลาสติกให้มากที่สุด&lt;/strong&gt; อย่างเช่นที่กำลังฮิตกันตอนนี้ก็คือการปฏิเสธถุงพลาสติกเวลาไปซื้อของตามร้านต่างๆ และนำถุงผ้าไปใส่ของแทน ซึ่งกระแสนี้กำลังฮิตไปทั่วโลกและเป็นการรณรงค์ลดใช้พลาสติกที่ดูจะได้ผล เป็นกระแสที่ทำให้คนตระหนักได้ดีทีเดียว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ลดขยะพลาสติก...อีกวิธี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
         วิธีง่ายๆ อีกวิธีที่แค่เปลี่ยนพฤติกรรมนิดหน่อย แต่กลับเปลี่ยนโลกได้เยอะ นั่นก็คือการลดการเพิ่มขึ้นของภาชนะพลาสติก (อันจะกลายไปเป็นขยะพลาสติกในอนาคต) ด้วยตัวเราเอง&lt;br /&gt;
         วิธีง่ายๆ ที่บอกต่อกันก็คือการนำภาชนะของตัวเองติดตัวไปเวลาไปซื้ออะไรก็ตาม อย่างที่ใช้กันได้ผลก็เช่นการนำกล่องของตนเองไปซื้ออาหารเพื่อลดปริมาณถุงพลาสติกและโฟม หรือการนำกระติกน้ำติดตัวเมื่อไปซื้อเครื่องดื่มตามร้านค้าต่างๆ เพื่อเป็นการช่วยลดขยะพลาสติกอีกทางด้วย...แถมบางร้านที่หันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังก็เริ่มจับมือกันให้ความร่วมมือในการรณรงค์ครั้งนี้ด้วย อย่างเช่น ที่ Starbuck นั้น หากใครที่นำแก้วหรือกระติกมาซื้อกาแฟ ก็จะได้รับส่วนลดทันที 10 บาท (แถมบางร้านถ้าหากเราเป็นขาประจำ ก็ยังรับบริการฝากแก้วให้กับลูกค้าและล้างแก้วพร้อมเก็บอย่างดีให้อีกด้วย) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนได้แล้ว ก็ยังช่วยลดขยะให้กับโลกอีกด้วย เป็นต้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ลดการใช้ถ่าน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
         ถ่านที่ว่านี้ก็คือถ่านไฟฉายก้อนนั่นล่ะ...ควรหันมาใช้อุปกรณ์ที่ไม่ใช้ถ่านจะดีที่สุด เพราะถ่านนั้นส่วนใหญ่แล้วมีอายุการใช้งานที่ไม่นานนักก็กลายเป็นขยะ ซึ่งถ่านนี้ก็มีคาร์บอนประกอบแถมยังเป็นขยะอันตรายที่กำจัดได้ยากอีกต่างหาก ทางที่ดีหันมาใช้อุปกรณ์ที่ชาร์จไฟฟ้าได้ หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็หันมาใช้ถ่านแบบชาร์จไฟได้ก็จะดีกว่าการใช้ถ่านแบบครั้งเดียวทิ้ง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ใช้แอร์ให้น้อยลง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
         หนึ่งในตัวการร้ายของการทำลายบรรยากาศโลกนั่นก็คือเครื่องปรับอากาศนี่แหละ ยิ่งร้อนก็ยิ่งเปิดแอร์ ยิ่งเปิดแอร์ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศของโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ ทางที่จะหยุดวงจรอุบาตนี้ก็คือการเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ให้ใช้เครื่องปรับอากาศให้น้อยลง หันมาใช้พัดลมแทนให้มากที่สุดก็จะดีกว่า หรือตอนที่อากาศไม่ร้อนนักก็ปิดแอร์สักหน่อย สำหรับบ้านใครที่มีพื้นที่ลองปลูกต้นไม้ไว้ที่บ้านนอกจากบ้านจะร่มรื่นย์แล้วก็ยังเย็นด้วยอากาศธรรมชาติแบบไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศเลยล่ะ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;กิน และ ใช้ ผลิตภัณฑ์ออร์แกนนิคให้มากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;         เทรนด์ออร์แกนนิค หรือ เกษตรอินทรีย์ กำลังขยายไปทั่วโลก (และกำลังเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ) การหันมาบริโภคและอุปโภคผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์นี้นอกจากจะได้อาหารที่อร่อยจากธรรมชาติแท้ๆ ได้ผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพดีไว้ใช้ ร่างกายได้ประโยชน์เต็มที่ แถมยังไม่ได้รับสารพิษอีกด้วย ซึ่งเกษตรอินทรีย์นี้เป็นการทำการเกษตรด้วยวิธีธรรมชาติที่ใช้เครื่องจักรให้น้อยที่สุด ซึ่งเป็นการลดการผลิตคาร์บอนได้เยอะทีเดียว แถมการเกษตรอินทรีย์นั้นไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ ในการทำการเกษตร ซึ่งก็ลดการสร้างขยะและสร้างพิษให้กับโลกใบนี้ด้วยเช่นกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ใช้กระดาษให้คุ้มค่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
         อย่างที่รู้กันว่า กระดาษ นั้นมาจาก ต้นไม้ การลดปริมาณต้นไม้บนโลกนั้นมีผลกระทบหลายด้านแบบโดมิโน่ ซึ่งเราสามารถช่วยลดความรุนแรงนี้ง่ายๆ ด้วยการใช้กระดาษให้คุ้มค่าที่สุด &lt;br /&gt;
         อย่างแรกก็แนะนำว่าให้&lt;strong&gt;ใช้กระดาษสองหน้าให้คุ้มค่าที่สุด&lt;/strong&gt; และนำกระดาษที่ใช้แล้วสองหน้าเอาไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดก่อนที่จะกลายเป็นขยะ ตัวอย่างหนึ่งที่ขอปรบมือให้นั่นก็คือ “โครงการกระดาษหน้าที่สาม” ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่รับบริจาคกระดาษสองหน้าที่ใช้แล้วภายในบริษัทเพื่อนำไปบริจาคต่อให้กับโรงเรียนสอนคนตาบอดเพื่อใช้เป็นกระดาษในการเขียนอักษรเบลล์นั่นเอง&lt;br /&gt;
         สำหรับคนที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์บ่อยๆ นั้น เรามีเคล็บลับดีๆ ที่แอบไปหยิบมาฝากจากนิตยสารสารคดี นั่นก็คือการ set up พื้นที่ของขอบกระดาษให้ลดลง เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการ print ให้มากที่สุด วิธีง่ายๆ วิธีนี้ช่วยลดปริมาณหน้าที่ print ลดหมึกที่ใช้ ลดปริมาณกระดาษลง ได้ผลยอดเยี่ยมคุ้มค่าหลายต่อทีเดียว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;Unplug รักษ์โลก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
         พฤติกรรมนี้เปลี่ยนความเคยชินในการเสียบปลั๊กไฟแช่เอาไว้ มาเป็น&lt;strong&gt;ถอดปลั๊กไฟทุกครั้งที่ไม่มีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า&lt;/strong&gt; เพราะการไม่เปิดแต่เสียบปลั๊กไว้นั้นกระแสไฟก็ยังคงเดินอยู่ ถึงแม้มีปริมาณที่น้อยแต่เดินกันทุกวันๆ ก็ผลาญไฟฟ้าโดยสูญเปล่าเช่นกัน การ unplug นอกจากจะช่วยประหยัดได้แล้ว ยังช่วยลดปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าซึ่งใช้พลังงานมหาศาลและก่อผลกระทบต่อโลกสูงทีเดียว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;นอนแต่หัวค่ำ&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;         การปรับพฤติกรรมที่น่าสนใจอีกอย่างที่มีคนแนะนำมาก็คือ “การนอนให้เร็วที่สุด” เพราะเมื่อเรานอนนั้นเราก็จะหยุดพฤติกรรมในการใช้ไฟฟ้าต่างๆ ให้เร็วขึ้น นอกจากจะช่วยลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าแล้ว ยังประหยัดเงินได้อีกเยอะ แถมการนอนแต่หัวค่ำนั้นยังทำให้เราพักผ่อนได้เพียงพอ สุขภาพร่างกายก็ดีขึ้นอีกด้วย เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดูจะสร้างประโยชน์ให้กับเราได้อย่างดีทีเดียว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
         เป็นอย่างไรกันบ้าง กับตัวอย่าง พฤติกรรมเขียวๆ ที่แค่ปรับความเคยชินนิดเดียว แต่ก็ช่วยเปลี่ยนโลกได้เยอะทีเดียว สำหรับใครที่นำไปปฏิบัติแล้วเห็นผลจนชื่นใจ หรือมีวิธีเจ๋งๆ ใหม่ๆ ที่อยากจะแนะนำคนอื่นๆ บ้าง ก็เขียนมาเล่าสู่กันฟังได้ แล้วไว้เราจะเก็บรวบรวมบทความจิตอาสาช่วยโลกจากทุกคนมาแชร์เรื่องราวดีๆ เพื่อโลกใบนี้กัน&lt;br /&gt;
         &lt;strong&gt;มา ข.เขียว ด้วยกันเถอะ : ) &lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 30 Jun 2008 23:07:20 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">471 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เปิดกระเป๋ายังชีพ</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/511</link>
 <description>&lt;h4&gt;&lt;/h4&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
ของสำคัญในกระเป๋าของเราอาจเป็น กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องสำอางค์ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ไอพ็อตรุ่นใหม่ สมุด ดินสอ ปากกา จนไปถึงยาดม แต่ในยามคับขันเมื่อภัยมาถึงตัว เหล่าสิ่งของมีค่ากลับไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ ชีวิตและความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ทุกคนนึกถึง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในห้วงยามที่ภัยพิบัติถูกพูดถึงบ่อยแสนบ่อย และมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้ถี่ครั้งขึ้น การเตรียมตัวไว้ก่อนไม่ใช่เรื่องเสียหาย ซ้ำยังเป็นการดูแลตนเองและคนอื่นไปในตัว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เตรียมอย่างไร เตรียมอะไรล่ะ? คำถามนี้เกิดขึ้นในใจเราเป็นแว่บแรก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จิตอาสารฉบับนี้จึงอาสา คุ้ย แคะ แกะ เกา (แถมด้วยเขี่ยและขอ) ดูกระเป๋ายังชีพและการเตรียมตัวของ  2 หนุ่ม 1 สาว ที่ตื่นตัวและใคร่รู้ในเรื่องภัยใกล้ตัวยิ่ง
&lt;/p&gt;
&lt;h5&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;500&quot; src=&quot;/files/u1/pvanbag.jpg&quot; height=&quot;375&quot; /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;  &lt;/h5&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ของอุ่นใจในเป้พี่แว่น&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;พี่แว่น ไพโรจน์  วิสุทธิวงศ์รัตน์&lt;/strong&gt; หรือที่คนสนิทก็เรียกว่า “เต็มเอว” ทำไมน่ะหรือ? ก็พี่แว่นมักมีของสำคัญๆ อยู่เต็มเอวไปหมด ไม่ว่ามีดพก โทรศัพท์มือถือ ไฟฉาย ฯลฯ และด้านหลังมักมีกระเป๋าเป้ใบเขื่องแขวนไว้ประจำตัวเสมอ ซึ่งบรรจุไปด้วยของใช้จำเป็น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประกอบด้วย ไฟฉาย (แบบมีหลอดสำรอง), ถ่านสำรอง, มีดพับสวิสอาร์มี่ติดตัว 1 พับ ในเป้ 1 พับ, แว่นขยาย, ไฟเช็ค, เชือกร่มยาว 5 เมตร, ยา : พาราเซตามอล ยาหม่องน้ำ, ของใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ ไหมขัดฟัน แปรง ยาสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ, ถุงพลาสติก, ถุงกันน้ำ, ถุงขยะสีดำ, นกหวีด, เสื้อกันฝน, หมวก (1-2 ใบ), เข็มทิศ นอกจากนี้บางวันยังมีถุงย่อยสำหรับใส่เสื้อผ้าสำรองและผ้าขาวม้าอีกต่างหาก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำไมถึงพกของมากมายขนาดนี้?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พี่แว่นเล่าที่มาที่ไปว่า มันเริ่มมาจากวันหนึ่ง ในปี 2536 พี่แว่นนัดเพื่อนทานข้าวหลังม.รามคำแหง แต่เกิดเหตุการณ์ 4 อย่างขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ ฝนตก น้ำท่วม ไฟดับ และเพื่อนทำกุญแจอพาตเมนท์หล่นหายระหว่างทาง ทำให้พวกเขาต้องเพ่งหากุญแจกันให้วุ่น ในตอนนั้นพี่แว่นพยายามหายืมไฟฉายจากเพื่อนบ้านอยู่นาน แต่พอยืมมาได้หลอดก็ดันขาดเสียนี่ ทำให้พวกเขาต้องคลำหาในความมืด กว่าจะได้เข้าห้องก็แทบแย่ พี่แว่นจึงเริ่มมีความคิดว่าหากมีไฟฉายไว้กับตัวคงดีไม่น้อย หลังจากนั้นก็เริ่มพกไฟฉายอันเล็กๆ ไว้กับตัว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พร้อมทั้งพี่แว่นเป็นคนเดินป่า ทำให้รู้ว่ามนุษย์เราต้องการตัวช่วยแค่ไหนอะไรบ้าง ตั้งแต่แสงสว่างที่สร้างเองไม่ได้ จึงต้องมี ไฟแช็ค ไฟฉาย และถ่านสำรองเอาไว้ติดตัว, ความแหลมคมที่มีไม่มากเพียงพอ จึงต้องมีมีด แหนบ ไว้ใช้งาน และ นกหวีดที่เอาไว้ใช้เมื่อที่ต้องการส่งสัญญาณไปที่ไกลๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“จริงๆ มันไม่ใช่ถุงยังชีพหรอก แต่เป็นของในเป้ประจำตัวที่ไปไหนมาไหนด้วยตลอด วันไหนไม่สะพายแล้วมันไม่มั่นใจ ถ้าเกิดอะไรขึ้น หรืออยู่ในสถานการณ์คับขันจะทำอย่างไร ทำให้เรามีของพวกนี้ตลอด และส่วนหนึ่งเพราะมีคนมาหายืมของกับเราบ่อย แว่นมีไอ้นั่นไหม มีไอ้นี่ไหม เราเลยพกตลอดเลย บางทีพกเผื่อคนอื่นด้วยซ้ำ”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ก็ใช่ว่าจะพกเปล่า มีด ไฟฉาย และเสื้อกันฝน เป็นของที่ได้ใช้อยู่เสมอ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีครั้งหนึ่งพี่แว่นอยู่ในอาคารสูงแล้วเกิดไฟดับ ในตึกมืดมาก แต่เนื่องจากหลายคนทราบว่าพี่แว่นมีไฟฉาย ทุกคนจึงมาหาเพื่อพี่แว่นให้ช่วยนำทางลงจากตึก คราวนั้นทุกคนจึงออกมานอกอาคารอย่างไม่ลำบากนัก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้ว่าการพกของเหล่านี้จะถูกมองว่าเป็นคนแปลก แต่พี่แว่นให้ความเห็นว่าของบางอย่างก็ควรมีไว้ติดตัวบ้าง เผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉินไม่คาดฝัน ของจำเป็นก็ได้แก่ นกหวีด ไฟฉาย มีดพก และเบอร์โทรฉุกเฉิน เช่น ศูนย์นเรนธร, สน.พื้นที่ที่เราไปบ่อยๆ เป็นต้น
&lt;/p&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center&quot;&gt;
 &lt;img width=&quot;500&quot; src=&quot;/files/u1/ulhDvdAThu52443.gif&quot; height=&quot;330&quot; /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;เตรียมความรู้ = เตรียมตัว&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;พี่หนูหริ่ง สมบัติ บุญงามอนงค์&lt;/strong&gt; ผู้คลุกวงในกับงานภัยพิบัติ หรือ ที่บางคนเรียกเอาฮาว่า “อาบัติ” บอกกับเราว่า การเตรียมตัวของพี่หนูหริ่ง คือ การติดตามข้อมูลข่าวสาร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“เวลาเราพูดถึงภัยพิบัติเรามักคิดถึงภัยใหญ่ๆ แต่จริงๆ ภัยเล็กๆ มีบ่อย เกิดถี่และมีความเป็นไปได้สูงที่จะพบ หากติดตามข่าวสารเรื่อยๆ จะรู้ ว่าควรวางตัวไว้ตรงไหนทำอะไร หรือไม่ควรอยู่ไหน ทำอะไร เช่น ฤดูฝน เราไม่ควรไปเที่ยวในที่ใกล้น้ำ เช่น น้ำตก แม่น้ำ”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรืออาจกลับมามองตัวเองง่ายๆ ว่าอยู่ในพื้นที่ไหน เสี่ยงภัยในเรื่องอะไร หากอยู่ใกล้ทะเล อยู่ใกล้น้ำ ก็ต้องระวังน้ำท่วม น้ำหลาก หรือสึนามิ หากอยู่กรุงเทพก็ต้องระวังแผ่นดินไหว  เพราะชั้นดินกรุงเทพเป็นดินเหลวกลางทะเล จึงเสี่ยงไม่น้อยหากเกิดแผ่นดินไหวใต้พื้นพิภพ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ความจริงก็คือ ภัยพิบัติขนาดใหญ่ยังไงก็รับมือไม่ได้ มันเกินจินตนาการ อุปสรรคสารพัด การเตรียมของไว้ก็เป็นเรื่องดี ตามคู่มือต้องมีน้ำดื่ม เลื่อย ค้อน ถุงมือหนัง วิทยุ ไฟฉาย ซึ่งในแต่ละภัยของที่จำเป็นใช้ก็ต่างกัน”
&lt;/p&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center&quot;&gt;
&lt;img width=&quot;500&quot; src=&quot;/files/u1/michibga.jpg&quot; height=&quot;375&quot; /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;เตรียมใจเมื่อภัยมา&lt;br /&gt;
อ.มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ&lt;/strong&gt; เป็นอีกคนที่เห็นเรื่องภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“สถานการณ์รอบตัวบ่งชัดขึ้นเรื่อยๆ ถึงภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้ ในหลายประเทศที่เกิดภัยพิบัติบ่อยๆ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติ แต่ในบ้านเราไม่ค่อยเตรียมกัน พี่คิดว่าเตรียมไปก็ไม่เสียหายอะไร ไม่เตรียมเลยอาจจะฉุกเฉินเกินไป เพราะตอนนี้มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และข่าวลือต่างๆ มากขึ้น”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อถามว่าอ.มิเตรียมอะไรบ้าง อ.มิบอกว่าเตรียม 3 อย่าง ได้แก่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เตรียมสิ่งของ เช่น ถุงยังชีพ ซึ่งประกอบด้วย อาหารแห้งที่อยู่ได้ 2-3 วัน ยารักษาโรค อุปกรณ์สำหรับเดินป่า วอลค์กี้ทอลค์กี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เตรียมบ้านพักฉุกเฉินที่เขาใหญ่ ซึ่งเป็นบ้านพักตากอากาศ ตั้งใจเตรียมไว้สำหรับอยู่ฉุกเฉินเป็นเดือน โดยพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด เช่น ติดพลังงานแสงอาทิตย์ การรักษาโรคเบื้องต้น การสื่อสารกับภายนอก อาหารยังชีพ และเมล็ดพันธุ์ เป็นต้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือ เตรียมใจ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การเตรียมใจในที่นี่ไม่ใช่แค่การเตรียมตัวตาย แต่เป็นการเตรียมใจเพื่ออยู่ในสถานการณ์อย่างที่มันเกิดขึ้นจริง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากประสบการณ์การเป็นอาสาสมัครที่สีนามิ อ.มิเล่าให้ฟังถึงคราวที่ข่าวมีแผ่นดินไหว และคาดว่าจะเกิดสึนามิรอบสอง ผู้คนในพื้นที่ตระหนกตกใจมาก ถึงกับมีรายหนึ่งหุนหันขับรถหนี จนชนคนเสียชีวิต
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ตอนนั้นเราต้องรวมพลปลอบประโลมเพื่อนนานาชาติกว่าสองร้อยคน เหตุการณ์ที่รุนแรงทำให้คนเครียดและก่อเหตุได้ง่าย การเตรียมใจไม่ใช่แค่เพื่อตัวเรา แต่เผื่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วย”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การฝึกสติในชีวิตประจำวันจนเป็นนิสัยประจำตัว จึงเป็นสิ่งที่ช่วยได้มากเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง “อารมณ์อะไรจะเกิดก็รู้เห็นตามจริงทันการณ์ ไม่บานปลายเกิน เข้าใจสภาวะความเป็นจริงในกายใจของตนเองและผู้อื่น การจัดการอะไรๆ ตรงหน้าก็ง่ายขึ้น”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มาถึงตรงนี้ มันอาจจะไม่แค่เรื่องของกระเป๋า แต่เป็นทุนรอนในตัวของทุกผู้คน ตั้งแต่ทุนทรัพยากร ทุนความรู้ ทุนสติ ทุนปัญญา การเตรียมตัวไว้ไม่ใช่เรื่องเสียหลาย เพราะชีวิตคือความแน่นอนที่ไม่แน่นอนมิใช่หรือ?
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Fri, 01 Aug 2008 08:33:10 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">511 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>จิตอาสาสุดสัปดาห์</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/593</link>
 <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;div style=&quot;text-align: center&quot;&gt;
&lt;img src=&quot;http://lh6.ggpht.com/volunteerspirit/R4oj1MdLjhI/AAAAAAAADBU/W_adSy557Qs/DSC_2686.jpg&quot; width=&quot;450&quot; height=&quot;299&quot; /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;
“ นี่นี่เสาร์อาทิตย์นี้ไปไหนกันดี ” บ่อยครั้งเป็นคำถามที่เรามักถามเพื่อนๆ คนสนิท คนรักในวันสุดสัปดาห์ ถ้าไม่เหนื่อยจากการทำงานพักผ่อนอยู่ที่บ้าน เรามักจะชวนกันเดินทางไปข้างนอกบ้าน อาจเป็นในเมือง หรือไปต่างจังหวัด หลายคนที่เลือกไปทะเล ภูเขา มักต้องการปลีกตัวเองออกจากความวุ่นวายต่างๆ ได้ความสงบกลับเป็นพลังในการทำงานต่อไป แต่ในสภาวะปัจจุบัน  ซึ่งเราเองมักกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น และอาจไม่พอใจไม่ยอมรัในเรื่องต่างๆที่ผ่านมา ปัญหาต่างรุมเร้า ที่บ้าน ที่ทำงาน หลายครั้งการไปพักผ่อนก็ ไม่ง่ายนักที่จะทำให้ใจสงบได้ มีคนเคยถามผมตอนกำลังขับรถตอนเดินทางไปจังหวัดในผ่านทิวไม้หนึ่งว่า ในช่วงระหว่างที่ใบไม้แต่ละใบร่วงหล่นจากกิ่งก้านลงสู่พื้นดินนั้น อะไรที่ทำให้ใบไม้ไหวปลิว เป็นสายลมที่โชยผ่านหรือตัวลักษณะของใบใม้เองกันแน่
&lt;/div&gt;
&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;
 
&lt;/div&gt;
&lt;div align=&quot;left&quot;&gt;
ผมคงไม่เฉลย แต่อยากบอกว่าเสริมว่าในหลายครั้ง ที่เรามีความทุกข์ เราเองก็จะพยายามแสวงหาความสุขให้กับตัวเองในรูปแบบต่างๆ ไป ตามที่ตัวเองคิดว่าน่าจะดีขึ้น ให้ลืมความทุกข์ แต่หลายครั้งเราพบว่า สักพักความรู้สึกกังวลร้อนรนเดิมๆที่เหมือนหายไปแล้วก็กลับมา ทำไม่จึงเป็นเช่นนั้น มันไม่หายไป คำพูดเดิมๆที่เคยได้ยินคนสมัยก่อนพูดก็ผุดขึ้นมาว่า “ อยากได้สิ่งไหน จงให้สิ่งนั้น “ บางทีการได้มาเพราะความอยาก อาจไม่ได้อะไรเลย แต่การให้อย่างไม่มีเงื่อนไข อาจนำมาซึ่งการได้รับอย่างประเมินค่าไม่ได้ วิธีหนึ่งในการแสวงหาความสุขที่ดีที่สุดคือการไม่แสวงหาความสุขให้ตัวเอง เมื่อเรา “หยุด” เราจึง “ค้นพบ” ผ่านการให้ในรูปแบบต่างๆ
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
ในวันหยุดสุดสัปดาห์ เราสามารถนำ แรงและเวลาที่มี ไปช่วยทำกิจกรรมจิตอาสาช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นปลูกป่าชายเลน อาบน้ำหมา เลี้ยงอาหารแมว ทำงานจิตอาสาในโรงพยาบาล สอนศิลปะเด็กด้อยโอกาส  เพื่อนเล่นกิจกรรมกีฬากับเด็กพิการทางหู ละครเร่อาสา ครูอาสา เป็นต้น เหล่านี้เป็นเพียงรูปแบบหนึ่ง ในหลากหลายรูปแบบของงานจิตอาสา ที่มีเป้าหมาย คือการทำให้ตัวเราเล็กลง ให้ผู้อื่นมากขึ้น ในขณะเดียวกัน เราเองได้เจอเพื่อนใหม่ ที่มากจากหลากหลายสาขาอาชีพ ต่างสถาบัน ต่างวัย พร้อมทั้งเราได้เรียนรู้เพื่อนๆ ที่เราเชิญชวนมาทำความดีร่วมกันมากขึ้น พ่อแม่ได้ชวนลูกไปทำกิจกรรมอาสาขุดดินร่วมกัน ได้ปลูกฝังให้เด็กได้เรียนรู้ที่จะให้ ทั้งยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวผ่านการช่วยเหลือซี่งกันและกัน พนักงานบริษัทได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีมมากขึ้นลดความขัดแย้งผ่านกิจกรรมจิตอาสา เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องลองดูเองว่าจริงหรือไม่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แล้วเราจะเริ่มได้อย่างไรนั้น ให้ถามตัวเองว่า เมื่อวานเราได้ทำความดีอะไรบ้างหรือยัง ไม่จำเป็นต้องไปทำดีไกลๆ แต่เริ่มจากการทำความดีกับสิ่งต่างๆคนรอบตัวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ในการเดินทางตั้งแต่เราตื่นนอนจนเข้านอนทุกวินาที เพื่อให้วันข้างหน้าเรามองกลับมาและจำได้ว่าเมื่อวานเราได้ทำดีอะไรไปแล้วบ้าง จากการทำอย่างต่อเนื่อง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เริ่มใช้เวลาวันสุดสัปดาห์ ให้เป็นประโยชน์ตามความกำลังและความถนัดของตัวเอง หาข้อมูลงานกิจกรรที่สนใจ วันเวลาสถานที่ๆสะดวกชวนเพื่อนคนที่เรารักไปด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่าคิดว่าเป็นเรื่องน่าอายที่จะชวนคนอื่นมาทำความดี งานวิจัยที่อังกฤษ (Volunteering England) ชี้ว่า คนที่ต้องการทำงานอาสาสมัครกว่า 22 ล้านคนนั้นมี 11 ล้านคนที่ต้องช่วยเพียงแค่เอ่ยปากชวน ที่อเมริกานอกเหนือไปจากข่าวเรื่องปัญหาสถาบันการเงิน พบว่ามีการรณรงค์ Service Nation campaign ขึ้นเริ่มเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2008 ที่ผ่านมาโดยความเชื่อว่าการอาสาช่วยเหลือสังคม ช่วยสร้างรากฐานที่เข้มแข็งกับประชาธิปไตย และช่วยแก้ปัญหาสังคมที่ท้าทายและวิกฤติต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตโดยมีเป้าหมายในปี 2020 ที่คนอเมริกัน 100 ล้านคนจากสละเวลา ในโรงเรียน ในบริษัท มาอาสาช่วยเหลือสังคม จากปัจจุบัน 61 ล้านคน (&lt;a href=&quot;http://www.bethechangeinc.org/servicenation&quot; title=&quot;http://www.bethechangeinc.org/servicenation&quot;&gt;http://www.bethechangeinc.org/servicenation&lt;/a&gt;)  เพียงไม่กี่วันที่ผ่านมามีกว่า 2726 กิจกรรมจาก 50 รัฐ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในประเทศไทย วันที่ 21 ตุลาคมที่จะถึงนี้ถือเป็นวันสำคัญเพราะเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและเป็นวันอาสาสมัครไทย ถือเป็นโอกาสทุกปีเพื่อส่งเสริมกิจการงานอาสาสมัครในรูปแบบต่างๆ ที่ทำความดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่วันเดียว ท่านดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาดในฐานะประธานโครงการ “ทำดีเพื่อพ่อ ขอให้คนไทยรักกัน” กล่าวตอนหนึ่งว่า &amp;quot;หลังจากเหตุการณ์สงบ ในปี 2524 ผม ได้มีโอกาสปฏิบัติงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยู่มาวันหนึ่ง พระองค์รับสั่งถามขึ้นมาว่า รู้ไหม ทำไมบ้านเมืองเราจึงสงบลงได้ ทั้งที่ต่างชาติต่างมองว่าสถานการณ์ในภูมิภาคอินโดจีนจะบานปลายเป็นโดมิโน ส่งผลมาถึงประเทศไทย&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt; พระราชดำรัสตอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นข้อความที่ปรากฏมาตั้งแต่ช่วงปี 2525-2526 และยังคงได้ยินกันมาจนกระทั่งทุกวันนี้ นั่นคือ “บ้านเมืองรอดมาได้ เพราะคนไทยเรายังให้กันอยู่...”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แล้วในวันสุดสัปดาห์นี้เราจะไปที่ไหนดีละ&lt;br /&gt;
 
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 06 Oct 2008 13:59:53 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">593 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เปิดตัวจิตอาสาบนโลกเสมือนทั่วโลก...ทำดีเพื่อพ่อ</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/750</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;b&gt;เปิดตัวจิตอาสาบนโลกเสมือนทั่วโลก...ทำดีเพื่อพ่อ&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ช่วงเวลากำลังเข้าสู่ปีใหม่ปีนี้ถือเป็นปีที่ 4 ของการทำงานเครือจิตอาสา นับจากช่วงเวลาสึนามิ  2547 ที่ผ่านมา ซึ่งเห็นว่างานจิตอาสาได้มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่จำกัดแค่เรื่องภัยพิบัติอย่างเดียวที่เติบโตเป็นการส่งเสริมการอาสาช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ ทั้งเครือข่ายองค์กรภาคีร่วมกันขับเคลื่อนทั้งงาน สึ่งหนึ่งที่เราค้นพบคือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันยังมีอยู่ในสังคมไทย และทำให้คนดีๆ ได้มาเจอกัน ร่วมกันทำความดีร่วมกัน และปัจจุบันช่องทางการทำงานอาสาสมัครมีหลากหลายมากขึ้น สื่อทางเลือกใหม่ เทคโนโลยีสารสนเทศได้ ร่วมส่งเสริมทั้งยังลดข้อจำกัดในการทำงานจิตอาสาโดยเฉพาะเรื่องการลดกำแพงแห่งสื่อสาร ไปสู่การเข้าถึงข้อมูลที่สร้างการมีส่วนร่วมซึ่งไม่จำกัดแค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ประเทศใดประเทศหนึ่ง   &lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/onlineunweb.jpg&quot; width=&quot;450&quot; /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
ในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ เครือข่ายจิตอาสา ร่วมกับ องค์กรอาสาสมัครสากล ประจำประเทศไทย (United Nation Volunteer ) ในงานทำดีเพื่อพ่อ ขอให้คนไทยรักกัน ที่จัดขึ้น 3-5 ธันวาคมที่ต้องการให้ทุกฝ่ายเห็นว่า เราต้องมีความสามัคคีกัน รู้จักที่จะให้ “อภัย” ร่วมประชาสัมพันธ์ช่องทางการเป็นอาสานานาชาติและ ร่วมเปิดตัว ช่องทางอาสาแห่งใหม่บนโลกเสมือน &lt;a href=&quot;http://www.onlinevolunteering.org&quot; title=&quot;www.onlinevolunteering.org&quot;&gt;www.onlinevolunteering.org&lt;/a&gt; ที่สามารถค้นหางานอาสาสมัคร online ช่วยเหลือได้ทั่วโลก เพื่อร่วมรณรงค์ให้คนไทยสามารถมีโอกาสมีช่องทางอาสาสมัครบนโลกเสมือน ทำความดีถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา 81 พรรษา และสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันนี้เป็นวันอาสาสมัครสากล International Volunteer Day  &lt;a href=&quot;http://www.worldvolunteerweb.org/&quot; title=&quot;http://www.worldvolunteerweb.org/&quot;&gt;http://www.worldvolunteerweb.org/&lt;/a&gt; ที่ส่งเสริมงานจิตอาสากันทั่วโลก เนื่องจากเห็นความสำคัญของงานอาสาสมัคร ที่สามารถช่วยมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน ส่งเสริมด้านการศึกษา การบริจาคมาทำงานอาสาสมัครของบริษัท แบ่งปันเรื่องราวความดีทั่วโลก เน้นที่การกระจายการทำงานอาสาสมัครให้เป็นวัฒนธรรมกันอาสาสมัครยังเป็นแกนหลักในการบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาในสหัสวรรษใหม่ ( The Millennium Development Goals MDGs) ทั่วโลก ที่สำคัญอาสาสมัครยังถือเป็นกุญแจสำคัญสู่สันติภาพ &lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/IVD2008.jpg&quot; width=&quot;450&quot; /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ได้ให้ความสำคัญของงานอาสาสมัครว่า  “ หัวใจของงานอาสาสมัครคือการบริการในอุดมคติความสัมพันธ์และความเชื่อที่พวกเราสามารถร่วมกันทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้ ความเป็นอาสาสมัครเป็นคำอธิบายที่ดีและยิ่งใหญ่ที่สุดของความเป็นสหประชาชาติ ”  วันนี้จึงถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในการณรงค์การทำความดีและแม้จะผ่านวันนี้ไปแล้ว อาสาสมัครก็ยังคงทำงานจิตอาสา อย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่มีคนเห็นหรือสื่อสารออกไปก็ตาม การส่งเสริมจิตอาสานั้น เป็นงาน 365 วันบนการเดินทางที่เรียนรู้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด โอกาสนี้เองเครือข่ายจิตอาสาและองค์กรอาสาสมัครสากล  ประจำประเทศไทย UNV (United Nation Volunteer) จึงเชิญชวนผู้สนใจร่วมค้นหาโอกาสในการทำใหม่ๆบนโลกเสมือนทั่วโลกได้ที่ &lt;a href=&quot;http://www.onlinevolunteering.org&quot;&gt;www.onlinevolunteering.org&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;img src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/DSCN0581.jpg&quot; width=&quot;450&quot; /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
วินย์ เมฆไตรภพ เครือข่ายจิตอาสา &lt;a href=&quot;http://www.volunteerspirit.org&quot;&gt;www.volunteerspirit.org&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <enclosure url="http://volunteerspirit.org/files/UNSecretaryGeneralIVD2008.pdf" length="18876" type="application/pdf" />
 <pubDate>Fri, 05 Dec 2008 13:10:11 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">750 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ลงแขกข้าว: หนึ่งวัฒนธรรมสร้างชุมชนแห่งสมานฉันท์</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/824</link>
 <description>&lt;p&gt;การเกี่ยวข้าวลงแขกเป็นวัฒนธรรมหนึ่งของชาวนาภาคอีสานสะท้อนถึงการดำรงวิถี ชีวิตที่แฝงนัยการเอื้ออาทรและแบ่งปันกันในสังคมชนบทที่นับวันยิ่งหาได้ยาก ยิ่ง การเอาแรงงานที่ถูกที่ค่าเป็นทรัพย์สินแลกกับมิตรภาพและความกลมเกลียวใน ชุมชนกลายเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะเกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ภาพของสังคมชนบทในปัจจุบันเสมือนถูกซ้อนทับกันอยู่ นับเป็นเรื่องยากที่จะแยกแยะว่าอะไร คือชนบท หรืออะไรคือ สังคมเมือง หากลองมองในแง่ดีมันอาจเป็นการสะท้อนถึงการพัฒนาที่เข้าทั่วถึงพื้นที่ที่ ห่างไกล แต่อีกทางหนึ่งคือ การเข้าถึงของระบบสังคมใหม่ที่พร้อมที่ถอนรากถอนโคน ตีความให้คุณค่าทางวัฒนธรรมพื้นบ้านในแง่ของความล้าหลังและไร้แก่นสาร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&quot;สิบกว่าปีที่แล้วคนอีสานใช้เวลานานสองสามเดือนในการเก็บเกี่ยวผลผลิต ไม่ใช้ว่าข้าวในนาจะมากมายอะไรแต่ชีวิตมันไม่ได้เร่งรีบตามกระแส ในแต่ละขั้นตอนของการทำมันคือวิถีที่ผูกพันกันระหว่าง คน ครอบครัว เพื่อนบ้าน และชุมชนด้วยความถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน มันมีเวลาเพียงพอที่จะที่จะคิดไตร่ตรองอะไรต่อมิอะไรมากมาย ดังนั้นการทำอะไรด้วยความเอาใจใส่ในสิ่งที่ทำ มันจึงทำให้สังคมชนบทอยู่ได้ แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กระแสสังคมใหม่มันเร็วมากทำให้บางที่มีความสับสนวุ่นวาย บริโภคนิยมเข้ามาทำให้สายใยทางสังคมมันขาดหายไป นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ว่า ทำไมวัฒนธรรมบางอย่างมันสิ้นสุดลงอย่างถาวร ลองคิดเอาง่ายๆ เลย ในบางพื้นที่ชาวนายังไม่รู้เลยว่าข้าวที่ตัวเองปลูกนั้นพันธุ์อะไร นับประสาอะไรกับเรื่องที่ไกลตัว&quot; นายเรืองเดช โพธิ์ศรี แรงงานอาสาลงแขกจากมหาสารคามกล่าว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากการเกี่ยวข้าวอันเป็นประเพณีของท้องถิ่นแล้ว เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ชาวบ้านได้เพาะปลูกเอาไว้ยังเป็นข้าวพันธุ์พื้นบ้านที่หา ยากและปราศจากสารเคมีที่ใช้ในการเพาะปลูกอันเป็นกระแสการสร้างความคิดแบบ ท้องถิ่นนิยม เพื่อต่อสู้กับกระแสทุนนิยมที่ครอบงำผูกขาดการตลาดพืชผลทางการเกษตร ซึ่งในปัจจุบันได้ส่งผลให้ปุ๋ยที่ราคาแพงและผลผลิตปนเปื้อนสารเคมี ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&quot; พันธุ์ข้าวที่ปลูกในหมู่บ้านนี้ส่วนมากจะเป็นการร่วมตัวกันปลูกพืชตามแบบ เกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมี เป็นการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดำรงชีวิต ในสมัยโบราณคนอีสานการปลูกข้าวจะปลูกตามสภาพภูมิประเทศของแต่ละท้องถิ่น เช่น ในอีสานจะแบ่งออกเป็น นาโนน นาทุ่ง นาทาม ซึ่งพันธุ์ข้าวก็จะแตกต่างกันไปที่สำคัญระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวก็จะต่อ เนื่องกันและไม่ได้เร่งรีบทำให้ชาวนามีเวลาเพียงพอที่จะสร้างสรรค์ก่อเกิด วัฒนธรรมอันสำคัญมากมาย ซึ่งต่างกับปัจจุบันที่มีแต่การเร่งรีบตามกระแสวัตถุนิยมอันเป็นการทำลายขนบ ทำเนียมประเพณีของแต่ละท้องถิ่น ที่พ่อทำไม่ได้ต้องการที่จะทำลายหรือรื้อฟื้นความเก่าความหลังแต่อยากจะให้ เยาวชนได้ตระหนักและนึกถึงคุณค่าของความภาคภูมิใจในการเป็นคนอีสานและ วัฒนธรรมที่คนเก่าโบราณสร้างไว้ให้สืบทอดต่อไป&quot; พ่อบุญส่ง มาตรขาว แกนนำกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านโนนยางกล่าวด้วยความคาดหวัง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การลงแขกเกี่ยวข้าวที่บ้านโนนยาง อำเภอกุดชุม ยโสธรไม่เพียงชาวบ้านเท่านั้นแต่ยังมีคนหนุ่มสาวจากกรุงเทพฯที่ต้องการเรียน รู้วิถีแบบชาวนาร่วมด้วยเปรียบเสมือนการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ทัศนคติและเปิดมุมมองใหม่ๆในการที่จะสร้างสวรรค์สังคมที่ดีในอนาคตพร้อมทั้ง การสานต่อของคุณค่าการเป็นกระดูกสันหลังของชาติว่าต้องยากลำบากเพียงใดในการ ได้มาซึ่งข้าวแต่ละเม็ด &quot;ความผูกพันระหว่างคน ชุมชน ธรรมชาติ เป็นสิ่งที่แยกกันได้ยากมันจึงไม่น่าแปลกอะไรที่ชาวบ้านต้องการที่จะรักษา ธรรมชาติเอาไว้รวมทั้งวัฒนธรรมด้วย ซึ่งคนเมืองไม่เข้าใจ ไม่เห็นความสำคัญเพราะเขาไม่เคยสัมผัสพบเจอ หรือบางคนเคยแต่ต้องการที่จะลืมความเป็นตัวตนของตัวเองซึ่งเป็นเรื่องที่น่า อับอาย ภาครัฐไม่เคยที่จะเอาใจใส่ในสิ่งเหล่านี้เลยเท่านี้ยังไม่พอยังพยายามลบล้าง ความคิดแบบนี้ตามแนวทางของสมัยใหม่ โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา แต่การได้มาเกี่ยวข้าวแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านทำให้เราได้สัมผัสอีกวิถีหนึ่ง ที่อยู่รอดได้มานับหลายชั่วอายุคน โดยการพึ่งตนเองและความกลมเกลียวของชุมชน ผมว่าสิ่งเหล่านี้เองคือทางรอดจริงของประเทศในการเคารพและยอมรับความรู้ถูมิ ปัญญาของท้องถิ่น&quot; นายชัชรินทร์ ชัยดี เจ้าหน้ามูลนิธิแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าวเสริมอย่างน่าสนใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในสภาวการณ์ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายของบ้านเมืองที่คุกรุ่นไปด้วยความขัด แย้งของคนหลายกลุ่ม การสาดโคลน สลับขั้ว ขนขวายหาผลประโยชน์ของนักการเมืองผู้ทรงเกียรติที่อ้างฉันทามติของมหาชน ฝ่ายธรรมมะ อธรรม ดูไม่มีผลอะไรต่อชาวบ้านรากหญ้าที่มีแต่ความสามัคคีปรองดองเป็นที่น่าอิจฉา และน่าเอาแบบอย่างเป็นยิ่งนัก &quot;ชาวบ้านเราอยู่ด้วยการเอาใจ ใส่กันและกันด้วยความเอื้ออาทร รักกันฉันญาติมิตรไม่มีผลประโยชน์อะไรต่อกันนอกจากการเอาใจแลกใจกัน นักการเมืองบ้านเรามันรักแต่ตัวเองพวกพ้องเอาผลประโยชน์เข้ามา มันก็มีบ้างที่จะขัดใจกันนิดๆหน่อยๆเพราะบางที่ชาวบ้านอย่างเราก็ได้รับฟัง เพียงฝ่ายเดียวทำให้รู้เพียงที่เห็นที่ฟังจากโทรทัศน์วิทยุเท่านั้น ทางออกมันมีเยอะนะถ้าเราหันหน้าเข้าหากันพูดคุยกันจริงๆ&quot; พ่อบุญส่ง มาตรขาว กล่าวอย่างอารมณ์ดี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในบางสถานการณ์ที่ภาพในหน้าสื่อหลักเป็นเรื่องของความขัดแย้งและการต่อสู้ กันทางการเมือง น่าจะมีมุมมองทัศนะของชาวบ้านๆ ในการนำเสนอทางแก้วิกฤติบ้างมากกว่าที่จะเป็นนักวิชาการที่พูดถึงอุดมคติ ประชาธิปไตยและทางออกที่ชาวบ้านฟังออกแต่แปลไม่ได้ซักที &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.thaingo.org/story/rice.htm&quot; title=&quot;http://www.thaingo.org/story/rice.htm&quot;&gt;http://www.thaingo.org/story/rice.htm&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Wed, 21 Jan 2009 11:54:08 +0700</pubDate>
 <dc:creator>tarn</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">824 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เยาวชนยุคพลังงานสะอาด</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1038</link>
 <description>&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;strong&gt;เยาวชนยุคพลังงานสะอาด&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;img height=&quot;248&quot; border=&quot;1&quot; width=&quot;300&quot; src=&quot;/files/u1/DSCN0704_.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราพึ่งมีโอกาสได้เห็นการทำงานของ เยาวชนยุคพลังงานสะอาด ของ กรีนพีชเมื่อตอนไปออกบูธงานวันเด็ก ที่ทำเนียบรัฐบาลด้วยกัน รู้สึกประทับใจมาก ทีน้องๆอาสาสมัครตั้งใจให้ความรู้เรื่องภาวะโลกร้อน กับเด็กๆที่เข้ามาทำกิจกรรมในบูธ&amp;nbsp; มาทำความรู้จักเยาวชนยุคพลังงานสะอาดกันก่อนละกัน เราได้ &lt;strong&gt;พี่ฝา พรศิริ&amp;nbsp; ชีวาพัฒนานุวงศ์&lt;/strong&gt; ผู้ประสานงานโครงการเยาวชนยุคพลังงานสะอาด (ประจำประเทศไทย) มาให้ความกระจ่างกับเรา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เยาวชนยุคพลังงานสะอาด คืออะไรค่ะ ?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เยาวชนยุคพลังงานสะอาด หรือ โครงการ Solar Generation ในประเทศไทย เกิดขึ้นเมื่อ ปี 2548 เป็นโครงการที่ต้องการสร้างความตระหนักให้แก่เยาวชน เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ เรื่อง ภาวะโลกร้อน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจาก ก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ที่มาจากการเผาไหม้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่าง ถ่านหิน หรือ น้ำมัน&amp;nbsp; และส่งเสริม ให้เยาวชนมีความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานหมุนเวียน&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;
เยาวชนยุคพลังงานสะอาด ทำอะไรบ้างค่ะ? &amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เน้นเรื่องการจัดกิจกรรมเยาวชน เรื่องการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องภาวะโลกร้อน โดยให้เยาวชนตระหนักว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&amp;nbsp; ทั้งนี้ได้สอดแทรกให้เห็นว่า การทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมนั้น จะต้องมีจิตสาธารณะและทำงานด้วยความเสียสละ เพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศในอนาคตของพวกเขาเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ถามพี่ฝาหน่อยค่ะ ...ตอนนี้พี่ฝาดูแลเรื่องอะไรในโครงการนี้ อยู่บ้างค่ะ? &amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่พี่ฝาทำ&amp;nbsp; คือ การประสานงาน การบริหารจัดการ และออกแบบ ค่ายกิจกรรม เยาวชนที่เน้นให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน และ การสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ พลังงานลม โดยกรีนพีซจะเน้น ด้านข้อมูลเชิงวิชาการ ส่วนเชิงเทคนิคต่างๆ จะประสานงาน กับผู้เชี่ยวชาญให้ มาอบรม หรือ นำพาเยาวชนไปศึกษาเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้หากมีโอกาส ก็จะมีการสนับสนุนกิจกรรมเชิงนโยบาย ของ การรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกรีนพีซ โดยจะนำเยาวชนเข้าร่วมด้วย เพื่อให้เยาวชนตระหนักว่า นโยบายมีผลต่อการลงมือทำและการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน้าที่อีกอย่าง บางครั้งก็ได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากร เรื่องภาวะโลกร้อน กับ เด็กและเยาวชนตามโรงเรียนต่างๆ หรือตามสถาบันต่างๆเช่น ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน หรือ กิจกรรมเยาวชน ของ สสส. เป็นต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ทำไมต้องเป็นกรีนพีซ?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริงๆ แล้ว ก็ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็น กรีนพีซนะ แค่มีความตั้งใจว่า อยากทำอะไรแนวๆสังคมศาสตร์ อย่างที่เรียนมาไม่มากก็น้อย&amp;nbsp; คิดว่า ตอนนี้เราพอมีแรงมีกำลังที่จะทำก็ทำ ไม่ต้องไปบ่น ไปว่าคนอื่น หรือ ต่อว่ารัฐว่า &amp;ldquo;ทำไม ไม่ทำอย่างนั้นไม่ทำอย่างนี้&amp;rdquo;...เราคิดว่า อย่างน้อย ครั้งหนึ่งในช่วงหนึ่งของชีวิต เราได้ทำอะไรที่เราอยากทำและเป็นสิ่งทีดีกับสังคมแม้ว่าจะเป็นเพียงเรื่องน้อยนิดก็ตาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะก่อนหน้านี้ เคยทำงานประเภทแนวธุรกิจแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่&amp;nbsp; แต่พอได้มาร่วมกิจกรรมและทำงานกับ พี่ๆน้องๆเพื่อนๆที่นี่แล้วรู้สึกว่า มันใช่มากกว่างานอื่นๆที่ผ่านมา... จริงอยู่ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ต้องได้รับค่าตอบแทน แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าที่นี่เป็นที่ที่ให้โอกาสเรา ได้เรียนรู้อะไรแปลกๆใหม่ๆ เค้าไม่ได้แค่จ้างเราให้เงินเรา...แต่เค้าให้ประสบการณ์ แบบที่บางครั้ง มีเงินก็ไม่สามารถทำได้...และงานส่วนที่ทำอยู่และที่รับผิดชอบนี้&amp;nbsp; เราคิดว่า มันเป็นการสร้างคน...สร้างให้เยาวชนได้รู้จักคิด คิดเชื่อมโยงให้เป็นระบบ โดยให้เยาวชนได้เข้าใจถึงคุณค่าของการทำงาน มากกว่าเห็นว่ามันคือ การแลกเปลี่ยนระหว่างค่าแรงกับค่าตอบแทน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ทำงานกับเยาวชนมาพอสมควร ประทับใจอะไรเกี่ยวกับเยาวชน&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ประทับใจหลายเรื่องนะ เราคิดว่า น้องๆที่เป็นทีมงานของเราตั้งแต่ รุ่นแรก ปีแรก เค้ายังอยู่กับเรา ยังทำงานกับเรา ยังเป็นทีมที่เหนียวแน่นกันอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเรื่องที่ประทับใจที่สุดมีสองครั้งนะ ครั้งแรก ตอนจัดค่ายปีที่ 3 มีปัญหาเรื่องขาดทีมงานที่จะมาช่วยงานในนาทีสุดท้าย&amp;nbsp; แต่พอเราบอกว่าเราต้องการทีมงาน และคนที่จะมาช่วย เพียงแค่เราโทร.บอกน้องๆว่าเราต้องการความช่วยเหลือวันนี้ ตอนนี้...ในเวลาอันจำกัด....ตอนนั้นน้องเค้าอยู่ในช่วงสอบ แต่เค้าก็มาให้...ทุกคน...ทุกคนตอบเป็นเสียงได้กันว่า..ได้เลย..ขอให้พี่บอกพวกผม พวกหนู ก็แล้วกัน.....ตอนนั้นทำงานกันอย่างไม่ได้หลับได้นอน จนจบงาน...พร้อมกับวันรุ่งขึ้นที่น้องๆบางคนต้องกลับไปสอบ...เราซึ้งมาก...จริงๆแล้วเราไม่ต้องการให้น้องต้องเสียเวลาอ่านหนังสือ เพื่อมาช่วยงานเรา แต่น้องเค้าก็มาให้ ...เสียวเหมือนกันว่า...กลัวน้องเค้าจะสอบตก..แต่หลังจากนั้นเราไปถาม น้องเค้าว่าสอบตกหรือป่าว ปรากฏว่าไม่ได้ตก....(โชคดีไป ไม่งั้นคงรู้สึกผิดมาก).. อีกอย่างที่ประทับใจคือ เราได้เห็นการเติบโตของกลุ่มน้องๆตั้งแต่มัธยม จนตอนนี้ หลายคนเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว&amp;nbsp; น้องกับพวกเราได้เราร่วมกันสร้างกิจกรรมดีๆและทำขึ้นมาแม้ว่าอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือ ไร้สาระของใครบางคน&amp;nbsp; เราเห็นว่าเค้ามีพัฒนาการในเรื่องของการทำงานร่วมกับคนอื่น มองอะไรเชื่อมโยงได้ และเข้าใจในสิ่งที่เค้าทำร่วมกับเรา.. มากกว่าแค่มาสนุกๆแล้วก็จากไป หรือมาแค่เพื่อเอาใบประกาศว่าเคยทำงานในองค์กรเรา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;อยากฝากอะไรถึงเยาวชน เกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อม?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราคิดว่า สังคมตอนนี้ เด็กและเยาวชนมีโอกาสและทางเลือกในการเข้าถึงกิจกรรมที่หลากหลาย และ มีสิ่งล่อตาล่อใจทางวัตถุ ผ่านสื่อต่างๆมากมายเหลือเกิน ดังนั้นการที่เด็กๆและเยาวชนที่มาทำงานด้านสิ่งแวดล้อมนี้ต้อง ระลึกเสมอว่า การทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นเหมือนการปิดทองหลังพระ ไม่ค่อยมีคนเห็นว่าเราทำอะไร หรือ บางครั้งเห็นแต่ไม่เข้าใจก็อย่าไปท้อแท้...ขอให้เรามีความเชื่อมั่นว่า เราทำในสิ่งที่ดี ทำความดีอยู่ แม้บางครั้งความดีที่เราทำอาจจะไม่เห็นผลในวันนี้ แต่สิ่งที่เราทำในวันนี้จะเป็นก้าวเล็กๆ ที่เริ่มลงมือทำ ดีกว่าไม่ลงมือทำอะไรเลย....&amp;rdquo;การนิ่งเฉยต่อสิ่งที่เรารู้เห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม...บางครั้งมันหมายถึงว่าเรากำลังสนับสนุนสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้นอยู่เช่นกัน&amp;rdquo;.......เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคน........ถ้าคุณไม่เริ่มที่จะปกป้องมัน..คุณก็จะไม่มีโอกาสที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในสิ่งแวดลัอมเช่นกัน....เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆนี้ก็คือเด็กและเยาวชนเอง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1038#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Thu, 05 Mar 2009 12:24:43 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1038 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>การฟื้นฟูเมืองเก่า กับ  Bangkok Forum</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1112</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การฟื้นฟูเมืองเก่า กับ&amp;nbsp; Bangkok Forum&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img width=&quot;400&quot; vspace=&quot;5&quot; hspace=&quot;5&quot; height=&quot;300&quot; align=&quot;left&quot; src=&quot;/files/u1/pic_01_.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดือนนี้เรามีโอกาศไปเยืยน Bangkok Forum อยู่แถวศาสเจ้าพ่อเสือ เป็นย่านมืองเก่า แล้วช่วงนี้เค้าก็มีโครงการฟื้นฟูย่านเมืองเก่าในประเทศ ร่วมกับ Japan Foundation, Bangkok ชื่อโครงการเต็มๆ เจ้าหน้าที่ในโครงการฯ &lt;strong&gt;คุณพี พีธากร ศรีบุตรวงษ์&lt;/strong&gt; บอกเราว่า &amp;ldquo;ชื่อมันยาวมากๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp; จนต้องเขียนกันให้ดูทีเดียว โครงการนี้มีชื่อว่า Learning and sharing experiences of multi-stakeholders community development and management of town revitalization&amp;nbsp; เป็นการต่อยอดจากการที่ได้ไปศึกษาดูงานที่ย่านเมืองเก่าแถบเกียวโต และโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ Bangkok Forum เราทำงานเกี่ยวกับกรุงเทพอยู่แล้ว และที่ตั้งสำนักงาน ก็อยู่ในเขตเมืองเก่า และคิดว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;strong&gt;&amp;ldquo; บ้านเก่าเมืองเก่ามันไม่ใช่เป็นแค่สิ่งโบราณ ที่ว่างเมื่อไหร่ก็ค่อยมาดู หรือ ควรที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐเข้ามาดูแล แต่ว่าบ้านเก่าเมืองเก่ามันคือรากเง้าของวิถีชีวิตเรา &amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt; เลยมีความสนใจเรื่องนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วเลยอยากนำประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ มาแบ่งปันให้คนไทยได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนกัน โดยเราได้จัดเวทีสัมมนาวิชาการ ไทย-ญี่ปุ่น ฟื้นเมืองเก่าให้มีชีวิต โดยมีวิทยากรจากประเทศญี่ปุ่นมาเล่าถึงประสบการณ์ในการฟื้นฟูชีวิตให้เมืองเก่า เราเริ่มที่กรุงเทพฯก่อน แล้วค่อยไปอีก 3 พื้นที่ น่าน แพร่ และเชียงใหม่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะเป็นพื้นที่ที่เรามีเครือข่ายทางสังคมจากกลุ่มคนในพื้นที่ที่ทำงานอยู่แล้ว&amp;nbsp; และจากสถานการณ์ต่างๆในพื้นที่&amp;nbsp; อย่างที่ กรุงเทพ และเชียงใหม่ เป็นการพัฒนาเมืองที่มีการท่องเที่ยวเป็นหลัก เนื่องจากความที่เป็นเมืองเก่า จึงมีผู้คนเข้ามาเยอะ ทำให้วิถีชีวิตของคนดั้งเดิมนั้นหายไป คนที่อยู่เก่าย้ายออกไป คนที่เข้ามาใหม่ไม่เข้าถึงคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นก็นำมาปรับเปลี่ยน&amp;nbsp; ส่วน แพร่เป็นเมืองเก่าในสมัยล้านนา จะมีคุ้มเก่าๆอยู่มาก แต่ชาวบ้านเอาไม้เก่าเหล่านั้นไปขาย น่าน ตอนนี้ยังเป็นเมืองที่น่าอยู่เหมือนปายสมัยก่อน คนในพื้นที่กลัววิถีชีวิตดั้งเดิมหายไป&amp;nbsp; เราเลยเริ่มที่ 4 พื้นที่นี้ก่อนเพื่อเป็นตัวอย่างให้ง่ายต่อการขยายเครือข่ายไปสู่จังหวัดข้างเคียง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Bangkok Forum ทำหน้าที่เชื่อมประสาน และจัดกระบวนการ ให้คนแต่ละพื้นที่ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน&amp;nbsp; และช่วยเติมใจกันและกัน ทำให้เจ้าของบ้านเห็นคุณค่า และภูมิใจในการที่ได้เป็นเจ้าของ ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูบ้านเรือนเก่าไม่ใช่เพียงแค่เอาอาคารไว้ แต่อยากให้คงวิถีชีวิตเดิมเอาไว้ด้วย&amp;nbsp; เราให้กำลังใจ เราอยากทำให้มันเป็น Forum ให้คนสร้างฝันไปด้วยกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แล้วก็อยากให้เยาวชนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูเมืองเก่า ว่าไม่ใช่เป็นเพียงแค่สิ่งโบราณ อยากให้หันมาสนใจ เพราะนี้คือรากเง้าของวิถีชีวิตของตนเอง และไม่ปล่อยให้มันเป็นเพียงแค่ประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img width=&quot;354&quot; height=&quot;500&quot; src=&quot;/files/u1/poster1_copy.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ผู้สนใจติดตามความคืบหน้า กับบางกอกฟอรัมได้ที่ http://www.bangkokforum.net/index.html&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1112#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Sat, 11 Apr 2009 20:36:05 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1112 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>คอยดู...ครูอาสา </title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1113</link>
 <description>&lt;p&gt;ยื่นใบสมัครเข้ามาเถิด..มาร่วมพิสูจน์ว่าคน หนุ่มสาวยุคสมัยนี้มีดี เพราะยังไม่ได้หลงลืมหรือละทิ้งศักยภาพที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์ คือการทำชีวิตตัวเองให้มีความสุข และแบ่งปันความสุขนั้นแก่ผู้อื่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
~ 1 ~&lt;br /&gt;
เราตั้งต้นกันที่ตลาดเช้าอำเภอภูเวียง ขณะแสงแรกยังขมุกขมัว จึงนั่งเคียงแคร่ กินกาแฟซอง แต่น้ำต้มฝาง &amp;ldquo;แก้เลือดแก้ลม แก้ตกกกไม้ ควายซน สารพัดละนางเอ้ย&amp;rdquo; ป้าคนขายแกโฆษณาสรรพคุณยาพร้อมเสิร์ฟ เรานั่งจิบไปด้วยคุยกันไปด้วย จนสายสักหน่อยตลาดภูเวียงเริ่มคึกคักขึ้น ด้วยคนหน้ากลมๆ ตัวขาวๆ เดินจับจ่ายขายของให้ควัก ไม่นาน พี่สำเนียงหนึ่งในทีมงาน &amp;ldquo;ศูนย์การเรียนรู้ชาวดิน&amp;rdquo; จึงมารับเราเดินทางเข้าพื้นที่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ศูนย์การเรียนรู้ชาวดิน ต.หว้าทอง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น ภายใต้โครงการยุวโพธิชน ในความรับผิดชอบของพี่หยิก-พี่อ้อย เจ้าของโครงการฯ เป็นอีก 1 ใน 15 องค์กรที่ขอรับอาสาสมัครครูอาสาเพื่อการศึกษาทางเลือก โครงการใหม่เพิ่งริเริ่มเมื่อต้นปี 2552 ด้วยความร่วมมือระหว่างมูลนิธิซีเมนต์ไทย กับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม หรือ มอส. ซึ่งเปิดรับอาสาสมัครครูฯ จำนวน 15 คน ไปทำงานกับองค์กรพัฒนาเอกชนทั่วประเทศ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะยังเปิดรับอาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนรุ่น 4 งดรับอาสาสมัครนักพัฒนาต่อเนื่องจากอาสาสมัครรุ่น 28 เพื่อทบทวนโครงการ แต่ภารกิจการสร้างคนหนุ่มสาวให้มีจิตสำนึกรับใช้สังคมของมอส.ยัง/ยิ่งต้อง สานต่อ ท่ามกลางกระแสวิกฤตศรัทธาต่อพลังคนหนุ่มสาวในยุคสมัยปัจจุบัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะอยู่ในวาระ 1 ปี หนุ่มสาวในบทบาทอาสาสมัครครูอาสาฯ ต้องบ่มเพาะตัวเองไปพร้อมกับการหว่านเพาะผู้นำเยาวชนรุ่นใหม่ ให้มีจิตใจรักการเรียนรู้ รู้จักแสวงหาความรู้ รักถิ่นฐานบ้านเกิด และใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างรู้จักเกื้อกูล แบ่งปัน และเท่าทันกระแสบริโภคนิยมอันเชี่ยวแรง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ท่ามกลางการบ่มเพาะตนเอง อาสาสมัครยังจะได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมให้เป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้ รุ่นใหม่ ที่เข้าใจสังคม เข้าใจท้องถิ่น เข้าใจแนวคิดและมิติการศึกษาที่หลากหลาย รวมถึงมีทักษะในการจัดกระบวนการเรียนรู้ หรือเป็นครูผู้มีจิตใจอาสาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไปพร้อมกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;~~ 2 ~~&lt;br /&gt;
เมื่อเท้าเหยียบดินที่ศูนย์การเรียนรู้ชาวดิน บนเนื้อที่สามไร่สามงาน ไม่แคบไม่กว้างจนเกินจะดูแล มีบ้านดินปลูกสลับหลายหลัง แต่ต่างวัตถุประสงค์ ด้วยเรือนนอน เรือนครัว เรือนรับแขก สำนักงาน มีห้องประชุมทำกิจกรรมอีกหลัง มีแปลงผักปลูกพืชปลอดสารพิษอยู่ฟากหนึ่ง หากมองข้ามต้นแดงหลายต้นที่กำลังออกดอกสะพรั่งอยู่ฝั่งตะวันตก เราเห็นหลังเขื่อนอุบลรัตน์อยู่ลิบๆ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พี่อ้อย เล่าให้ฟังว่า ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เป็นพื้นที่งานเก่า พี่แกเคยทำวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)กับชาวบ้านแถบอำเภอ ภูเวียงมาก่อน พอดีพี่สำเนียงยกที่ดินผืนนี้ให้ทำประโยชน์ ในช่วงปี 2548-49 ที่นี่เลยถูกยึดเป็นศูนย์ ตอนนี้ก็ทำกิจกรรมกับเด็กในหมู่บ้านทุกวัน กิจกรรมที่ทำก็อาศัยเลียบเคียงไปกับฤดูการผลิต จัดกิจกรรมใหญ่ๆ ร่วมกับเด็กที่อื่นด้วยในช่วงปิดเทอม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่นี่เอาพุทธศาสนามาย่อยให้ครูให้เด็กน้อยใช้ได้ในชีวิตประจำวัน โดยเน้นทั้งฐานความคิด ฐานจิตใจ ผ่านกิจกรรมรวมหมู่ ซึ่งเสริมและสวนกระแสการศึกษาในระบบ ไม่เน้นการแข่งขัน แต่เน้นให้เด็กๆ เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่นและเข้าใจสังคม มีตัวอย่างหลักสูตรเนื้อหา อาทิ วิชารู้จักความรู้ รู้จักความรัก, ความสัมพันธ์, ความงาม, สังคม, ธรรมชาติ และเนื้อหาที่ขาดไม่ได้คือ รู้จักท้องถิ่น กล่าวง่ายๆ ในทางหนึ่งคือ ใช้กิจกรรมเป็นตัวดึงศักยภาพ ให้แต่ละคนเห็นสิ่งดี ให้เชื่อมั่นว่าตัวเองและบ้านเกิดมีดี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลังมื้อเที่ยงที่ประกอบขึ้นง่ายๆ จากผักหวานและเห็ดฟางที่เราซื้อติดมือมา ปลาทอดและส้มตำจากสระในศูนย์ฯ ฝีมือพี่ปราณี คู่ชีวิตพี่สำเนียง น้องโอเล่ ลูกสาว และพระเอกหมอลำอย่างศักดา เยาวชนในพื้นที่ ซึ่งตอนนี้ทั้งศักดาทั้งโอเล่ ได้กลายเป็นแกนนำหรือทีมพี่เลี้ยงหลัก ช่วยพี่อ้อย-พี่หยิกจัดกิจกรรมได้แล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แถบถิ่นนี้มีคณะหมอลำทั้งดังทั้งใหญ่อยู่ 2 คณะ มีงานเข้าหรือได้ตระเวนออกแสดงในช่วงหลังออกพรรษา ยาวไปถึงบุญบั้งไฟ ชาวบ้านหรือเด็กๆ บางส่วนก็ไปเป็นหางเครื่อง เป็นนักดนตรี เราดึงจุดเด่นของท้องถิ่น โดยพาเด็กๆ เขาฝึกร้องฝึกลำ มันก็ง่ายเพราะเขาซึมซับเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก มันมีเชื้อมีแนวอยู่แล้ว ตอนนี้ก็มีคณะของพวกเด็กๆ เอง &amp;ldquo;ใช่ไหมพระเอก&amp;rdquo; พี่อ้อยกระเซ้า เราเห็นศักดาพระเอกหมอลำยิ้มอย่างขวยอายอยู่ในวงข้าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พี่อ้อยเล่าเติมอีกว่า &amp;ldquo;เด็กๆ ที่ผ่านกระบวนการของที่นี่ ส่วนมากเขาทำได้ทุกอย่าง เรียนในระบบอยู่ด้วย พอมาทำกิจกรรมก็มีวุฒิภาวะหรือรู้จักความขึ้น นำกระบวนการเรียนรู้ก็ได้ ทำเกษตร ร้องหมอลำ เป็นช่างทำบ้านก็ได้ นี่คือเสน่ห์ของการศึกษาทางเลือก&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ดั่งช่วยยืนยันว่า การร้องหมอลำ เป็นช่างทำบ้าน การทำเกษตร ไถนา หาจิ้งหรีดตามก้อนขี้ไถ หาแย้ หากะปอม หากุดจี่ ฯลฯ ก็นับเป็นความรู้ เป็นกระบวนการเรียนรู้ ไม่ต่างจากชีวะวิทยา เคมี ฟิสิกส์ ฯ ซ้ำยังเป็นความรู้เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดี เพราะมันเป็นไปเพื่อยังชีพ เป็นไปเพื่อการมีชีวิตต่อ ในแบบที่เบียดเบียนชีวิตอื่นแต่พองาม เบียดบังโลกส่วนรวมน้อย ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับถิ่นฐานบ้านเกิด อยู่กับพ่อแม่ เพียงแต่ความรู้ดังกล่าวมันไม่ได้ถูกให้ค่าจากระบบการศึกษาของไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;ldquo;อยากได้อาสาสมัครมาเป็นทีมทำงาน มาร่วมเรียนรู้ มาฝึกฝนเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้&amp;rdquo; คำกล่าวส่งท้ายของพี่อ้อย ดูสมคะเนกับความคาดหวังของโครงการ ซึ่งอยากให้อาสาสมัครมาเป็นข้อต่อ เพื่อผสานสิ่งดีๆ ของการเรียนรู้ทั้งในระบบและนอกระบบ อาจต้องพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น โดยผนวกภูมิปัญญาที่มีมาแต่ก่อนร่อนชะไร กับคิดค้น-เปิดรับความรู้ใหม่ๆ ตามอย่างสากล ซึ่งอาจต้องเชื่อมโยงภาคีทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ให้เข้ามาหนุนเสริมการทำงานทั้งในระดับพื้นที่ และในระดับเครือข่ายนักการศึกษาทางเลือกรุ่นใหม่ เป็นอาทิ ซึ่งเนื้องานหรือสิ่งที่บรรดาเหล่าครูอาสาฯต้องพบเจอ อาจแตกต่างตามลักษณะของแต่ละองค์กรที่อาสาสมัครเลือก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;~~~ 3 ~~~&lt;br /&gt;
แดดบ้านเรามันแรง เหมือนประเทศอีสานมีหน้าร้อนเป็นสีน้ำตาล มีลมก็เป็นลมร้อน แต่ว่าไปใช่จะเลวร้ายขนาดนั้น มันมีสีอื่นแซมให้อีสานสดใสอยู่ด้วย อย่างสีส้มดอกจาน สีเหลืองดอกคูณ สีแดงชบา สีม่วงดอกกะเลา สีบานเย็นเฟื้องฟ้า และดอกใบต่อมิอะไรอีกหลายดอกหลายสี ใครจะเล่นสีไล่สีเก่งกว่าธรรมชาติเป็นไม่มี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่ว่าไปเพื่อให้เข้ายากับอีกองค์กรที่ขอรับอาสาสมัคร คือ กลุ่มเด็กรักป่า ซึ่งลือนามเรื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้แก่เด็กเยาวชนผ่านงานศิลปะและ ธรรมชาติ บางท่านอาจเคยได้ยินเรื่อง &amp;ldquo;ช่วยหน่อยเปลี่ยนไต&amp;rdquo; มาบ้าง หากใครยังไม่เคยได้ยิน ก็ไม่กล้าว่ากระไร แต่หากมีใจ มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่มอส.กำหนด โปรดยื่นใบสมัครเข้ามา หากเลือกและได้รับเลือกไปเป็นอาสาสมัครครูอาสาฯประจำกลุ่มเด็กรักป่า รับรองจะได้รู้จักและทำงานร่วมกับพี่หน่อย-พี่จืด ผู้เป็นเรี่ยวแรงหลักซึ่งก่อตั้งกลุ่มเด็กรักป่า ซ้ำยังจะได้รู้จักจังหวัดสุรินทร์ถิ่นอีสานใต้มากขึ้นด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อยากขอเชิญชวนอีกครั้ง ให้ยื่นใบสมัครเข้ามาเถิด..มาร่วมพิสูจน์ว่าคนหนุ่มสาวยุคสมัยนี้มีดี เพราะยังไม่ได้หลงลืมหรือละทิ้งศักยภาพที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์ คือการทำชีวิตตัวเองให้มีความสุข และแบ่งปันความสุขนั้นแก่ผู้อื่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พี่สำเนียงขับรถคันเดิม ออกมาส่งเราที่สถานีขนส่งภูเวียงตอนบ่ายจัด ขณะเปลวแดดระริกไหว จนภาพหมู่คนขับรถรับจ้างวิ่งกรูเข้ามาสอบถามปลายทาง ดูบิดพรายนัยน์ตาเป็นอย่างยิ่ง อาจเพราะอากาศมันร้อนระอุทะลุเข้าตา หรือเพราะกาแฟต้มน้ำฝางหมดฤทธิ์ลงแล้วกันแน่.&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.thaivolunteer.or.th/thaivo/index.php?option=com_content&amp;amp;task=view&amp;amp;id=112&amp;amp;Itemid=94&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Sat, 11 Apr 2009 20:41:22 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1113 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>7 Greens Concept</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1238</link>
 <description>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;7 Greens Concept&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;ท่องเที่ยวสดใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/7green.jpg&quot; style=&quot;width: 462px; height: 543px;&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/7green001.jpg&quot; style=&quot;width: 462px; height: 597px;&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/7green002.jpg&quot; style=&quot;width: 462px; height: 521px;&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/7green003.jpg&quot; style=&quot;width: 462px; height: 554px;&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/7green004.jpg&quot; style=&quot;width: 672px; height: 429px;&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/7green005.jpg&quot; style=&quot;width: 454px; height: 603px;&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/7green006.jpg&quot; style=&quot;width: 681px; height: 417px;&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/7green007.jpg&quot; style=&quot;width: 683px; height: 418px;&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://www.tourismthailand.org/7greens&quot;&gt;http://www.tourismthailand.org/7greens&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1238#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Thu, 07 May 2009 14:54:01 +0700</pubDate>
 <dc:creator>tarn</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1238 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>พลังงานทางเลือก</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1292</link>
 <description>&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;a target=&quot;_blank&quot; href=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/1_Page_1.jpg&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/1_Page_1.jpg&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;a target=&quot;_blank&quot; href=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/2_Page_2.jpg&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/2_Page_2.jpg&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&lt;strong&gt;Credit &lt;/strong&gt;: หนังสือสร้างสุข ฉบับเดือนเมษายน 2552&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1292#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 18 May 2009 14:29:17 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1292 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เยือนศูนย์ฝึกสหวิถีเพื่อชุมชนยั่งยืนโขงสาละวิน</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1347</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;font class=&quot;TextTitle&quot;&gt;เยือนศูนย์ฝึกสหวิถีเพื่อชุมชนยั่งยืนโขงสาละวิน...คืนวิถีสู่รากเหง้าเกษตรกรรม&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: black; font-size: 10pt;&quot;&gt;เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา &lt;/span&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;ที่ร้านโขงสาละวิน ต.เหมืองง่า อ.เมือง จ.ลำพูน &lt;span style=&quot;color: black;&quot;&gt;ได้มีการประชุมนอกสถานที่ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: black; font-size: 10pt;&quot;&gt;(At Scene Conference&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมนานาชาติ การประเมินผลกระทบทางสุขภาพภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก2008 &lt;/span&gt;&lt;st1:place w:st=&quot;on&quot;&gt;Asia&lt;/st1:place&gt; and Pacific Regional Conference on Health Impact Assessment(HIA2008)&lt;/span&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt; โดยในวันนั้น ได้มีกิจกรรมเวทีสรุปภาพรวม ผลกระทบทางสุขภาพต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;: &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;กรณีนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ(ลำพูน) &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;โดยในบ่ายวันนั้น นาง&lt;st1:personname productid=&quot;กัลยา ประสานใหญ่&quot; w:st=&quot;on&quot;&gt;กัลยา ประสานใหญ่&lt;/st1:personname&gt; เจ้าของร้านโขงสาละวิน ได้บอกเล่าถึงที่มาของร้านโขงสาละวิน กระทั่งกลายเป็น&lt;span style=&quot;color: black;&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: black; font-size: 10pt;&quot;&gt;&amp;lsquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ศูนย์ฝึกสหวิถีเพื่อชุมชนยั่งยืนโขงสาละวิน&lt;/span&gt;&amp;rsquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;ซึ่งถือว่าเป็นอีกบทบาทของภาคประชาสังคม กับการก้าวย่างต่อไปของเมืองลำพูน&lt;span style=&quot;color: black;&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: black; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: black; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: black; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;img height=&quot;379&quot; border=&quot;0&quot; width=&quot;300&quot; src=&quot;http://www.prachatai.com/05web/upload/HilightNews/library/200905/salawin/27_011309_65.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: black; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: black; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;กว่าจะมาเป็น &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&amp;lsquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;โขงสาละวิน&lt;/span&gt;&amp;rsquo; &lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ร้านอาหาร ที่พักเพื่อสุขภาพ&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;นาง&lt;st1:personname productid=&quot;กัลยา ประสานใหญ่&quot; w:st=&quot;on&quot;&gt;กัลยา ประสานใหญ่&lt;/st1:personname&gt; เจ้าของร้านโขงสาละวิน บอกว่า หากลองนึกจินตนาการไปถึงเมื่อ 30 ปีที่แล้ว พื้นที่ที่ทุกคนยืนอยู่ที่นี่ จะ มีแต่ทุ่งนาแล้งแห้ง ไม่มีหญ้าสักกอ ไม่มีต้นไม้สักต้น &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ตอน นั้น พอเรามาอยู่ที่นี่ ก็ปรากฏว่า ผู้คนเริ่มที่จะไม่อยากทำนากันแล้ว จำได้ตอนนั้น พ่อแม่ให้คนอื่นทำอยู่ เรามาเจอปัญหาว่า ยิ่งทำนาปลูกข้าว กลับยิ่งได้ผลผลิตน้อยลงเรื่อยๆ แล้วคนที่ทำนาอยู่เขาก็รู้สึกหมดหวังการทำนา เพราะเมื่อเรามาเริ่มต้นทำบริเวณตรงนี้ จะรู้เลยว่าดินจะแข็ง แห้ง ไม่มีชีวิต ไม่มีไส้เดือน ไม่สามารถจะปลูกแม้แต่กล้วยซักต้น ซึ่งสำหรับเราแล้วนี่คนเมืองเหนือ ถือว่ากล้วยนี่ปลูกง่ายที่สุด แต่ก็ไม่สามารถจะปลูกขึ้นได้&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;ต&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;นาง กัลยา บอกเล่าถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ลำพูน ว่าได้ส่งผลต่อระบบเกษตรกรรมลำพูนเป็นอย่างมาก คนที่จะหันมาทำนา มาบุกเบิก มาฟื้นทำให้ดินตรงนี้มีชีวิต ให้มันเกิดเป็นนาเป็นสวนอย่างสมัยพ่อแม่ของเรา มันก็หายากไปเรื่อยๆ เพราะว่าแรงงานแถวนี้ เขาเข้าไปสู่โรงงานกันเกือบหมด &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ปี 2523 ช่วงนั้นก็เริ่มมีนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ลำพูนแล้ว เราก็รู้สึกว่าเราเป็นคนลำพูนและเราก็เคยอยู่เมืองที่เป็นเมืองสงบสุขมาก่อน เริ่มหายไป ตอนที่ดิฉันสร้างบ้านครั้งแรกที่ตรงนี้ ดิฉันเกือบจะหนีไปอยู่ที่อื่นเลย เพราะว่าเกิดน้ำเน่าเหม็นจากนิคมฯ มันส่งผลมาถึงที่นี่ เราก็ทนไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเกิดเมืองนอนของเรา ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ร่วมกับคนลำพูนที่ไปร้องเรียนกับทางจังหวัดให้แก้ไข ปัญหาเรื่องน้ำเน่าเสีย หลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เขาก็มีการแก้ไข แต่เราก็เจอปัญหาอีก คือเริ่มมีคนตายมากขึ้น ตอนหลังๆ ก็เลยคิดว่าทางที่ดีที่สุดแทนที่เราจะไปต่อสู้เรียกร้อง ไปให้รัฐบาลเปลี่ยน หรือให้คนอื่นเปลี่ยน ก็คิดว่าเรากลับมาแก้ที่ตัวเรานั่นแหล่ะ&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;นาง&lt;st1:personname productid=&quot;กัลยา บอกเล่าให้ฟังว่า&quot; w:st=&quot;on&quot;&gt;กัลยา บอกเล่าให้ฟังว่า&lt;/st1:personname&gt; นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เธอและครอบครัวต้องฮึดสู้กับกระแสทุน กระแสอุตสาหกรรมที่กำลังไหล่บ่าเข้ามาสู่เมืองลำพูนอย่างบ้าคลั่ง&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;คือ เราก็ไม่รู้ว่าจะหนีไปอยู่ที่ไหนแล้ว เราก็เลยอยากจะสร้างบ้านเมืองตรงนี้ให้กลายเป็นเมืองที่ร่มเย็นขึ้นมา อยากจะสร้างอาหารที่มันปลอดภัยขึ้นมา อยากจะสร้างสภาพแวดล้อมที่มันน่าอยู่ขึ้นมา เพราะรู้ว่าไม่ว่าเราจะหนีไปอยู่ที่ไหนในแผ่นดินไทยนี้ ก็จะต้องเจอกับผลกระทบที่มันเกิดจากการพัฒนาเมืองที่เลียนแบบโลกตะวันตก&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;นาง กัลยา บอกเล่าให้ฟังอีกว่า ก่อนหน้านั้น เคยอยู่กับคนเมืองบนดอยมาประมาณ 4 ปี เมื่ออายุ 18 ปี ช่วงนั้นปี 2516 มันเกิดวิกฤติคนหนุ่มคนสาวอยู่เมืองไม่ได้ เลยต้องเข้าไปหลบอยู่ในป่าเพื่อหาทางออกว่าจะทำยังไงให้บ้านเมืองเป็น ประชาธิปไตย และในช่วงนั้นก็ได้มีโอกาสไปอยู่กับคนปกากะญอที่เขาใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ บนดอย ได้เรียนรู้วิธีปลูกข้าวได้เรียนรู้วิธีการดูแลรักษาตัวเองด้วยสมุนไพรพื้น บ้าน รู้วิธีที่จะสร้างบ้านวิธีที่จะทอผ้า วิธีที่จะปลูกพืชปลูกผักบนดอย ก็เลยเอาประสบการณ์ชีวิตในช่วงนั้นมาเริ่มต้นตรงนี้ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;เริ่มจากตัวเอง ฟื้นครอบครัว ก่อนฟื้นชุมชน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;นาง&lt;st1:personname productid=&quot;กัลยา บอกว่า&quot; w:st=&quot;on&quot;&gt;กัลยา บอกว่า&lt;/st1:personname&gt; ครั้งแรกที่กลับมาอยู่ที่ตรงนี้ มีคนกล่าวหาว่าเป็นผีบ้าบ้าง เพราะว่าที่ตรงนี้ ขุดลงไปในดินนี่ขุดไม่ลงเลย ดินนี่จะแข็งมาก ตอนแรกนั้น ที่มาทำอะไรตรงนี้ คิดแต่เพียงครอบครัว อยากให้ครอบครัวมีอาหารปลอดสารพิษ มีชีวิตที่อยู่ในที่สงบร่มเย็นมีสภาพแวดล้อมที่เป็นอันเดียวกับธรรมชาติ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;แต่ หลังจากนั้น เรารู้ว่าเราอยู่ครอบครัวเดียวไม่ได้ อยู่เฉพาะพ่อแม่ลูกไม่ได้ เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะป้องกันสังคมที่มันเกิดปัญหามากขึ้น เพราะเดินออกไปนิดเดียวมีหลายครอบครัวเป็นเอดส์ตาย อย่างน้อยสามครอบครัว เลยออกไปอีกมีคนถูกจับข้อหายาเสพติด มีแต่ปัญหาที่รุมเร้าเข้ามา เราก็เลยคิดว่า วิธีที่จะป้องกันตัวเองได้ดีที่สุดก็คือการมีชุมชน การมีเพื่อนที่คิดคล้ายกัน มีคนที่อยากจะเห็นสังคมนี้มันมีการช่วยเหลือเกื้อกูลแทนที่เราจะไปวิพากษ์ ว่าคนอื่นไม่ดี ทำอย่างไรเราถึงจะกลับมามองตัวเองว่า เราทำอะไรกันได้บ้าง เราสามารถจะเอาสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเข้าใจมาแปรเป็นรูปธรรมอะไรได้บ้าง&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;เธอ บอกว่า หลังจากผ่านไปไม่นาน พื้นที่นาพื้นที่สวนบริเวณดังกล่าว ได้กลับมาร่มรื่น ชุ่มชื้นปกคลุมด้วยต้นไม้ใบหญ้า พืชพรรณนานาชนิด เธอก็เริ่มพัฒนาและให้ความสำคัญกับพันธุ์พืช พันธุ์ข้าวพื้นบ้านมากขึ้น &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;หลัง จากเราทำนาทำสวนเกิดขึ้นมาแล้ว เราก็เริ่มศึกษาว่าที่อื่นที่ไหนที่ทำอะไรสำเร็จแล้วบ้าง อย่างในตอนแรกเริ่มนั้น เรายังสีข้าวแบบใช้มือ ยังไม่มีเทคโนโลยีอะไร แต่ช่วงหลังมาเราพบว่ามีบางมหาลัยอาจารย์เขาก็คิดแปรรูปทางการเกษตรโดยการ ใช้เครื่องที่ใช้ได้ง่ายไม่ซับซ้อนไม่สิ้นเปลืองพลังงานมาก ไม่สร้างมลภาวะให้กับสิ่งแวดล้อม เราก็เริ่ม ติดต่อเอามาใช้ที่เห็นชัดก็คือเครื่องสีข้าวแบบที่ใช้ในครัวเรือน ซึ่งสามารถผลิตข้าวกล้องซึ่งแต่ก่อนที่เราต้องเอามาตำ แล้วฝัดด้วยมือถ้ากินในครอบครัวเดียวอาจจะพอกิน แต่พอจะให้กับชุมชนเกิดปัญหา ก็ต้องใช้เครื่องจักรเข้ามาแต่เป็นเครื่องจักรที่ไม่ได้ทำลายสิ่งแวดล้อมและ มันไม่ซับซ้อนจนเกินไปแล้วก็ทำให้เราสร้างผลิตภัณฑ์ของเราได้ นั่นก็คือข้าวกล้องที่เขาเรียกว่าข้าวสารกรอกหม้อ&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: red;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;img height=&quot;300&quot; border=&quot;0&quot; width=&quot;450&quot; src=&quot;http://www.prachatai.com/05web/upload/HilightNews/library/200905/salawin/27_011331_41.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: red;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;img height=&quot;300&quot; border=&quot;0&quot; width=&quot;450&quot; src=&quot;http://www.prachatai.com/05web/upload/HilightNews/library/200905/salawin/27_011345_34.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: red;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: red;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: red;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: red;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: red;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;img height=&quot;300&quot; border=&quot;0&quot; width=&quot;450&quot; src=&quot;http://www.prachatai.com/05web/upload/HilightNews/library/200905/salawin/27_011359_63.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;left&quot; class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;ใช้เกลือทะเลไปแลกข้าวดอย &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;วิจัยข้าวพันธุ์บ้าน 7 หมู่บ้าน 76 สายพันธุ์&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;นอก จากจะได้ข้าวที่ปลูกในทุ่งนาของตนเองแล้ว ในวันว่าง เธอจะเดินทางไปตามหมู่บ้านบนดอย โดยใช้วิธีนำเกลือทะเลไปแลกกับข้าวพื้นบ้านจากบนภูเขา จากพี่น้องชนเผ่าปกากะญอ เป็นการแลกเปลี่ยนกัน ผ่านความสัมพันธ์ที่คุ้นเคยกันมานาน &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;เจ้า ของร้านโขงสาละวิน บอกอีกว่า ที่ผ่านมาได้ทำวิจัยการทำข้าวพันธุ์พื้นบ้านกับคนปกากะญอ 7 หมู่บ้าน มีข้าวพันธุ์พื้นบ้าน 76 สายพันธุ์ ที่เราทำวิจัยเพราะต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน โดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นอาหารหลัก&lt;span style=&quot;&quot;&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ข้าว พื้นบ้านมีคุณสมบัติทนโรค ทนแมลง แล้วก็ทำให้คนที่ทานได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเมื่อมีการวิจัยรองรับแล้วว่าข้าวที่ปลูกบนดอยเมื่อเอามาทำเป็นกล้อง แล้วมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าข้าวพันธุ์อื่นๆ&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;ผลิตข้าวกล้องขายในราคาถูก &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;เพื่อจูงใจคนหันกลับมาให้คุณค่าเกษตรอินทรีย์&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;เจ้า ของร้านโขงสาละวิน บอกว่า หลังจากที่ได้ผลผลิตจากข้าวไร่ข้าวดอยรวมทั้งข้าวที่ปลูกในทุ่งนา เธอได้นำมาบรรจุถุงขายให้กับประชาชนทั่วไปในราคาต่ำกว่าท้องตลาด&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;เรา ต้องการให้คนลำพูนรู้จักสถานที่แห่งนี้ โดยการขายข้าวจากที่นาเราในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด และเพื่อจูงใจให้คนหันมาบริโภคข้าวที่เราผลิตจากวิธีการเกษตรอินทรีย์แบบนี้ เพราะเราสรุปได้ว่า ความคิดของเราโลกนี้เป็นหนึ่งเดียว วิธีสร้างบ้านของเราก็คือสร้างโลกนี้ให้ดีขึ้น เราไม่สามารถที่จะสร้างเฉพาะครอบครัวเดียวให้มันดีขึ้นได้ เราต้องมีเครือข่ายเราต้องมีเพื่อน &lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;นาง&lt;st1:personname productid=&quot;กัลยา ยังบอกอีกว่า&quot; w:st=&quot;on&quot;&gt;กัลยา ยังบอกอีกว่า&lt;/st1:personname&gt; ทุกวันนี้ เราทำงานตามธรรมชาติ เมื่อเรามีเงื่อนไขไปทำงานที่ตรงไหนได้เราก็ไป ปัจจุบันมีอาสาสมัครๆ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาจากประเทศฮอลแลนด์ ซึ่งก่อนหน้านั้นมาเป็นลูกค้าของร้านโขงสาละวิน แต่ตอนหลังเขาตัดสินใจเป็นพันธมิตรโดยธรรมชาติ ไม่ได้เป็นลักษณะจ้างงานหรือว่ากินเงินเดือน มาใช้ชีวิตที่นี่เพราะศรัทธาที่จะร่วมทำโครงการกับเรา &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;จาก &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&amp;lsquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ร้านโขงสาละวิน&lt;/span&gt;&amp;rsquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; กลายเป็น &lt;/span&gt;&amp;lsquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ศูนย์ฝึกสหวิถีเพื่อชุมชนยั่งยืนโขงสาละวิน&lt;/span&gt;&amp;rsquo;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;ล่าสุด ร้านโขงสาละวิน ได้&lt;span style=&quot;color: black;&quot;&gt;พัฒนากิจกรรมจนกลายเป็น &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: black; font-size: 10pt;&quot;&gt;&amp;lsquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;ศูนย์ฝึกสหวิถีเพื่อชุมชนยั่งยืนโขงสาละวิน&lt;/span&gt;&amp;rsquo;&lt;/span&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;โดย&lt;span style=&quot;color: black;&quot;&gt;โครงการสหวิถีเพื่อชุมชนยั่งยืน ภายใต้มูลนิธิไชยวนา ซึ่งได้&lt;/span&gt;เข้ามีบทบาทในการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม กับการก้าวย่างต่อไปของเมืองลำพูนมาอย่างต่อเนื่อง &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(51, 51, 153); font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: black; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: black; font-size: 10pt;&quot;&gt;โดยที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรมหลากหลายอย่างต่อเนื่องทั้งภายในศูนย์ฯ เช่น&lt;span style=&quot;&quot;&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;การสัมมนา &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: black; font-size: 10pt;&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;วิถีชาวนาลำพูน&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt; การจัดงานช่วยเหลือเศรษฐกิจชุมชนจำหน่ายข้าวสารเกษตรอินทรีย์ราคาถูก&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: rgb(204, 204, 204); font-size: 10pt;&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; color: black; font-size: 10pt;&quot;&gt;การผลิตปุ๋ยจุลินทรีย์ การจัดศูนย์ศึกษาและแปรรูปสมุนไพร โครงการพัฒนาผู้นำเยาวชนจิตอาสา&lt;/span&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;นอกจากนั้น &lt;span style=&quot;color: black;&quot;&gt;ยังมีการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ &lt;/span&gt;เช่น โครงการสร้างประปาภูเขา โครงการส่งเสริมทำปุ๋ยหมักชีวภาพให้พี่น้องชนเผ่า &lt;span style=&quot;color: black;&quot;&gt;เป็นต้น&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang=&quot;TH&quot;&gt;เรา จะทำงานร่วมกันเพื่อที่จะสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้และช่วยเหลือกันและกัน และทำอย่างไรถึงจะทำให้คนท้องถิ่นมีศักยภาพที่จะต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของ โลกสมัยใหม่และยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;นางกัลยา บอกเล่าในตอนท้าย&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;MsoNormal&quot; style=&quot;margin: 0in 0in 0pt;&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;&lt;o:p&gt;&amp;nbsp;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span lang=&quot;TH&quot; style=&quot;font-family: &#039;Tahoma&#039;,&#039;sans-serif&#039;; font-size: 10pt;&quot;&gt;นี่ คือเรื่องราว ภาพเปลี่ยนของเมืองลำพูน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองที่สงบ สันโดษและงดงาม แต่วิถีดังกล่าวนั้นเริ่มเปลี่ยนแปลง เมื่อลำพูนได้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมโดยไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตาม คนลำพูนอีกหลายกลุ่ม หลายองค์กร เริ่มตื่นตัว รวมตัวกัน พยายามปรับตัว ให้รู้เท่าทันเข้ากับกระแสโลกทุนนิยม โลกอุตสาหกรรม ที่กำลังไหลบ่าเข้ามาท่วมเมืองลำพูนอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา ประชาไท &lt;font class=&quot;txt_color_orange1&quot;&gt;27/5/2552&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/05web/th/home/16979&quot;&gt;&lt;font class=&quot;txt_color_orange1&quot;&gt;http://www.prachatai.com/05web/th/home/16979&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1347#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Wed, 27 May 2009 12:31:10 +0700</pubDate>
 <dc:creator>tarn</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1347 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เพราะว่าโลกมันร้อน จี๊ด</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1353</link>
 <description>&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(51, 51, 153);&quot;&gt;แนะนำหนังสือน่าอ่าน&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(51, 51, 153);&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&amp;quot;The Green Guide เพราะว่าโลกมันร้อน จี๊ด&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(51, 51, 153);&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;โดย อริสา พิสิฐโสธรานนท์&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://www.green.in.th/green-guide&quot;&gt;&lt;img height=&quot;195&quot; width=&quot;195&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;/files/u307/Green_Guide_Banner.gif&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(51, 51, 153);&quot;&gt;เป็นคู่มือแนะนำทางเลือก สำหรับผู้ที่อยากใช้ชีวิตประจำวันแบบแคร์โลก&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(51, 51, 153);&quot;&gt;แค่เริ่มจากเรื่องง่ายๆ และสบายใจที่จะทำ&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(51, 51, 153);&quot;&gt;เข้าไปอ่านได้ที่&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://www.green.in.th/green-guide&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;http://www.green.in.th/green-guide&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1353#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Wed, 27 May 2009 17:06:02 +0700</pubDate>
 <dc:creator>tarn</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1353 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title> โครงการคืนชีพให้กระดาษ (Paper ranger)</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1365</link>
 <description>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;div class=&quot;clear-block&quot; id=&quot;content&quot;&gt;
&lt;div class=&quot;node page clear-block&quot; id=&quot;node-16&quot;&gt;
&lt;div class=&quot;content&quot;&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://paperranger.co.cc/sites/default/files/image/all/paperrangerhead8.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จากปัญหาการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยและการไม่คำนึงถึงความเสื่อม โทรมของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในสังคมปัจจุบัน ทำให้เกิดปัญหาทางด้านมลพิษ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ภัยธรรมชาติ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากมนุษย์แทบทั้งสิ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;การใช้ผลิตภัณฑ์จำพวกกระดาษก็เช่นกัน ในปีหนึ่งๆ ผลจากการรวบรวมข้อมูลปรากฏว่าในจำนวนใบปลิวนับล้านๆใบ อาทิ โฆษณาทางไปรษณีย์ คูปอง ใบขอบริจาค แคตตาล็อกและหน้าโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ จะมีเพียงประมาณนับพันแผ่นเท่านั้น ที่ได้ผ่านการอ่าน ที่เหลือนอกจากนั้นได้กลายเป็นขยะในถังขยะโดยไม่ผ่านการอ่านเลย จึงเป็นการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลืองอย่างมากโดยไม่รู้ตัว กระดาษที่ผลิตออกมาอย่างมหาศาลนี้ มีเพียงไม่ถึง 30 % ที่มีการนำกระดาษที่ใช้แล้วไปทำผลิตภัณฑ์ใหม่อีกครั้ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนในสังคมควรมีส่วนในการช่วยกันใช้กระดาษให้ คุ้มค่า ตามครัวเรือนควรมีการแยกกระดาษจากขยะทั่วไปเพื่อใช้ซ้ำหรือส่งเข้าสู่กระบวน การรีไซเคิล ตามองค์กรธุรกิจจะต้องปรับกลยุทธ์การบริหารด้วยการนำระบบการจัดการสิ่งแวด ล้อม (Environment management system) และกลยุทธ์การตลาดเพื่อโลกสีเขียว (Green marketing) มาใช้ในองค์การธุรกิจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โครงการคืนชีพให้กระดาษ (Paper ranger) นี้เป็นการตอบโจทย์สำหรับ บุคคลทั่วไปที่มีกระดาษหน้าเดียวเหลือใช้ เพื่อลด และส่งเสริมให้เกิดการใช้การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะกระดาษ&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://paperranger.co.cc/sites/default/files/image/all/paperrangerhead7.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;พร้อมจะช่วยโลกไปกับเราหรือยัง&amp;rdquo;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;พวกเราพร้อมแล้วที่จะออกไปร่วมมือกับทุกๆคนในปฏิบัติการครั้งนี้&amp;rdquo;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สถาบัน องค์กร นักเรียน นักศึกษา อยากเรียนรู้ อยากจัดกิจกรรม&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สนใจจะบริจาคกระดาษ หรือเป็นตัวแทนรับบริจาคกระดาษ&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;โปรดติดต่อเรา&amp;rdquo;&lt;br /&gt;
089-6704600 (พี)&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;mailto:paperranger@live.com&quot;&gt;paperranger@live.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&amp;ldquo;ก่อนที่จะสายเกินไป&amp;hellip;&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;พบกับ&amp;nbsp; โครงการคืนชีพให้กระดาษ (Paper ranger) ได้ที่&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://paperranger.co.cc&quot;&gt;http://paperranger.co.cc&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1365#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Wed, 03 Jun 2009 09:37:32 +0700</pubDate>
 <dc:creator>tarn</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1365 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>กรีนพีซ..กับมุมมองระบบงานอาสาสมัคร</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1531</link>
 <description>&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;กรีนพีซ..กับมุมมองระบบงานอาสาสมัคร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
บทสัมภาษณ์คุณธารา บัวคำศรี (กรีนพีซ)&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img height=&quot;323&quot; width=&quot;430&quot; alt=&quot;ธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานรณรงค์ ประจำประเทศไทย กรีนพีซ&lt;br /&gt;
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวเปิดตัวนิทรรศการภาพถ่ายเคลื่อนที่ &amp;quot;&lt;br /&gt;
ประกาศนียบัตรหมายเลข 000358&amp;quot; เนื่องในวันครบรอบ 22 ปี&lt;br /&gt;
เหตุการณ์หายนะเชอร์โนบิล&lt;br /&gt;
เพื่อแสดงถึงร่องรอยบาดแผลและโศกนาฏกรรมของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์&lt;br /&gt;
โดยกรีนพีซได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์&quot; src=&quot;http://www.greenpeace.org/raw/image_full/seasia/th/photosvideos/photos/chernobylpresscon080425.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;เริ่มต้นเข้ามาร่วมทำงานด้านอาสาสมัครได้อย่างไร &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าจะเล่าของพี่เองคงจะเริ่มตั้งแต่ที่ก่อนจะเข้ามาทำงานที่กรีนพีซ เพราะว่าตอนเรียนจบ ช่วงนั้นประมาณ 20 ปีที่แล้ว ช่วงปริญญาตรี เป็นช่วงที่กระบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนโดยเฉพาะการขยายตัว การเติบโตขององค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO กำลังเพิ่มขึ้น จริงๆ ในช่วงนั้นคนยังไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ แต่จะรู้จักคนพัฒนา เพราะช่วงนั้นมีช่วงของการที่นักพัฒนาเอกชนเข้าไปทำงานในหมู่บ้าน เข้าไปทำเกี่ยวกับเรื่องอาชีพ เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ หรือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน ตอนนั้นกระบวนการนักศึกษาเองก็ยังค่อนข้างจะมีความเข้มแข็ง โดยเปรียบเทียบ แต่ไม่ได้หมายความว่าใครเข้มแข็งกว่าใครระหว่างนักศึกษาปีที่แล้วกับปัจจุบัน เพราะมันอยู่คนละเหตุการณ์กัน เพราะว่ามันต่อเนื่องมาจากกระแสเรื่องการเคลื่อนไหวของสิ่งแวดล้อม ของสังคม มีการต่อสู้เรื่องเขื่อนน้ำโจร เรื่องการตัดไม้ทำลายป่า หรือเรื่องโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีการเคลื่อนไหวของนักศึกษาในช่วงนั้นเยอะ เราอาจจะถือว่ากิจกรรมของนักศึกษาในช่วงนั้นเป็นงานอาสาสมัครได้ จุดเริ่มต้นที่ก่อนจะเข้ามาทำงานกรีนพีซ ในฐานะที่เรามองว่าเป็นงานอาสาสมัครสามารถย้อนหลังไปได้ค่อนข้างเยอะทีเดียว หลังจากจบตอนนั้นก็มีความสนใจ เนื่องจากในมหาวิทยาลัยก็ทำกิจกรรมนักศึกษา จบแล้วก็รู้สึกว่ามันก็มีพื้นที่หลายๆ พื้นที่ที่เปิดให้กับตัวพี่เองแทนที่จะตามเพื่อนๆ เขาตามสาขาทีเรียนมา ปลีกตัวเองมาทำงานเป็นอาสาสมัครในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงนั้น eastern seaboard ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด จริงๆ แค่ชลบุรี ระยอง กำลังบูมในเรื่องของราคาที่ดิน การเก็งกำไรที่ดิน เพราะว่ามันมี eastern seaboard มีแหลมฉบัง มีมาบตาพุด ช่วงนั้นโรงงานแรกๆ พวกโรงแยกก๊าซ คือเป็นช่วงโชติช่วงชัชวาล สมัยต่อมาจากพลเอกเปรม พลเอกชาติชาย ชาวประมงกำลังจะถูกรุกไปเพราะว่ามีการท่องเที่ยวเข้ามา มีอุตสาหกรรมเข้ามา กลุ่มในพื้นที่นี้ เขาก็ทำเรื่องประมงพื้นบ้านเราก็เข้าไปทำงานอาสาสมัครกันหลังจากจบแล้ว และก็เข้าไปอยู่ในองค์กรพัฒนาเอกชน รวมทั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนในเขตภูเขาซึ่งทำงานอยู่ในแถบภูเขาจังหวัดเชียงรายเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อย ชนเผ่า กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และช่วยงานวิจัยเรื่องเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมในหลายๆ องค์กรด้วยกัน เป็นองค์กรเกี่ยวกับ NGO เราจะเห็นว่าพื้นที่ของอาสาสมัครในช่วงนั้นมันมีหลากหลาย และถ้าเราจะย้อนงานอาสาสมัครจะเริ่มตั้งแต่โน่น สมัยอาจารย์ป๋วย บัณฑิตอาสา ก็เป็นเหมือนมรดกให้เราได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; งานกรีนพีซ เข้ามาตั้งในประเทศไทยจริงๆ เมื่อปี 2543 งานของกรีนพีซเป็นงานที่มีหลายมิติด้วยกัน มิติหนึ่งคือเรื่องของอาสาสมัคร แต่ในช่วงต้นที่เรามาตั้งกันเกิดจากการที่กรีนพีซสากลมองเห็นว่า ภูมิภาคแถบนี้เป็นที่บริษัทข้ามชาติหรือว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมถูกย้ายมาไว้ที่นี่ มันน่าจะมีบทบาทาของกรีนพีซในบทบาทของประเทศ ภูมิภาค ที่จะเข้ามาตามดูปัญหาพวกนี้เข้ามาด้วย ตอนแรกมีคนที่ทำงานไม่กี่คน มีพี่คนหนึ่ง และเพื่อนๆ อีก 2 คนรวมๆ กัน ตอนนั้นเราใช้อาสาสมัครมาก เป็นอาสาสมัครภายใต้เครือข่ายที่เรามีอยู่ ก็เชิญเข้ามา เพื่อนๆ ก็เอ้ยมาช่วยกัน อาสาสมัครไม่ได้เป็นระบบมากมายนัก ใช้วิธีปากต่อปาก เพื่อนต่อเพื่อนและเครือข่ายที่มีอยู่เฉพาะกิจ ก่อนที่เราจะจดทะเบียนเป็นมูลนิธิภายใต้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรมจริงๆ งานส่วนใหญ่ผลักดันโดยอาสาสมัคร คือ ถ้าไม่มีคนมาช่วยเราทำอะไรไม่ได้ จนกระทั่งเรามี office เป็นรูปเป็นร่างเราก็ไม่ลืมตรงนี้ เพราะว่าหัวใจของงานกรีนพีซในการที่จะออกไปทำกิจกรรมหรือลงมือปฏิบัติการอะไรสักอย่างทั้งหนักทั้งเบา เราขาดอาสาสมัครไม่ได้ และถ้าจะนับคนที่มาเป็นอาสาสมัครกรีนพีซทั่วโลกนับเป็นล้านคน ถ้าเราเอาอาสาสมัครในความหมายใหม่ด้วย หรือนักกิจกรรมออนไลน์ที่ใช้เวลา 1 นาที 5 นาทีในการเขียนชื่อตัวเองลงไปและส่งไปเรียกร้อง ไปกดดันรัฐบาล ไปกดดดันอะไรสักอย่างก็มากกว่านั้น cyber activist ก็เป็นล้านๆ คน &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ามองในมุมมองของอาสาสมัครในความหมายที่เป็นการขับเคลื่อน การเคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ทั้งในเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อม ก็คือเป็นหัวใจสำคัญ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;ลักษณะงานที่อาสาสมัครเข้ามาทำในกรีนพีซเป็นอย่างไรบ้าง&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจะมีแผนกกิจกรรม เขาเรียก action unit ในกรีนพีซที่อยู่ในประเทศไทยจะแบ่งโครงสร้างเป็น แผนกรณรงค์ แผนกระดมทุน แผนกกิจกรรม (action unit) ทำงานควบคู่ไปกับแผนก public outreach คือ เป็นการออกไปทำกิจกรรมกับประชาชน และมีแผนกสื่อสาร communication ก็จะทำงานเป็นทีมเวิร์ค แบ่งเป็นแผนกๆ อาสาสมัครจะอยู่ทุกจุด เช่น ฝ่ายรณรงค์เราก็จะต้องมีคนมาช่วยเวลามีกิจกรรมต่างๆ ที่เราไม่สามารถที่จะทำได้ตามลำพัง นอกจากเราจะอาศัยแผนกอื่นในองค์กรเราเองแล้ว เราอาจจำเป็นต้องดึงเอาคนนอกมาช่วย หรือคนที่มีความสามารถเฉพาะด้านต่างๆ มาช่วยในการทำกิจกรรม หรือเป็นตัวดำเนินกิจกรรมนั้นๆ ที่เราทำขึ้น ความเป็นระบบของการจัดการงานอาสาสมัครจะตกอยู่กับฝ่าย action กับ ฝ่าย public outreach ก็จะมีฐานข้อมูลของอาสาสมัครของเรา จะมีแบบฟอร์มเวลาเราออกไปทำกิจกรรมข้างนอก เช่น ตั้งโต๊ะรับบริจาค หรือตั้งโต๊ะรับคนมาช่วยทำกิจกรรม จะมีกรอกชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์ติดต่อ ความสามารถพิเศษ และเราก็เอาเข้าไปป้อนในฐานข้อมูล และเราก็จะดูว่ากิจกรรมนี้ต้องการคนที่มีความสามารถแบบไหนเข้ามาช่วย ก็จะลิสต์ดูว่ามีน้องๆ อาสาสมัครกี่คนที่จะทำแบบนี้ได้ ก็จะโทรติดต่อ ตอนนี้ยิ่งสะดวกมากขึ้น ผมไม่แน่ใจว่าใช้โปรแกรมอะไรทำ data base เป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างจะสามารถเรียกฐานข้อมูลมาได้เลย แต่จริงๆ แล้วนี่เป็นเพียงเทคนิค การที่จะดึงเอาคนมาช่วยงานจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่บอกว่าคุณมี database อยู่ 3,000 คนแล้วคุณจะเรียกได้หมด เรื่องของกิจกรรม แรงจูงใจ หรือกิจกรรมที่ทำให้เขาอยากร่วมจริงๆ ด้วย เลือกให้เหมาะกับกิจกรรม และอาสาสมัครส่วนหนึ่งที่เราจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ อาสาสมัครที่มาช่วยเราอย่างต่อเนื่อง มีความสามารถพิเศษที่เหมาะกับงานบางงานของกรีนพีซ เช่น ในงานของกรีนพีซหลายอันที่จะต้องออกไปประท้วง ไปทำกิจกรรมที่ค่อนข้างหนักๆ เราก็จะมีเครื่องมือของเรา เช่น เรือยาง หรือไม่ก็ทักษะที่จะต้องปีนไปบนโครงสร้างต่างๆ เพื่อแขวนป้ายผ้า ก็จะมีการฝึกฝน อบรม เทคนิคเหล่านี้ให้น้องๆ อาสาสมัครที่เขาสนใจจริงๆ ที่เขาจะมาเป็น activist กับเรา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;แนวทางการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครทำอย่างไรบ้าง&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปกติแต่ละเดือนเราจะมีทำ volunteer orientation โดยดูจากฐานข้อมูลของเราว่า เดือนนี้เรามี orientation ที่ office หรือมีกิจกรรมนอกสถานที่หรือมีกิจกรรมบางอย่างที่เขามาร่วมได้เลย ก็จะใช้อาสาสมัครเข้ามาร่วม และบางกิจกรรมเราต้องการปริมาณมากกว่าความสามารถพิเศษของคนแต่ละคน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;มีมุมมองต่อระบบงานอาสาสมัครในไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระบบงานอาสาสมัครของไทย จริงๆ ถ้าดูการเติบโตของกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย ผมคิดว่าเป็นระบบขึ้นในแง่ที่ว่าเป็นกลุ่มเล็กๆ กลุ่มน้อยๆ เป็นกลุ่มที่ตั้งขึ้นมาเองด้วยความรู้สึกว่าอยากจะทำอะไรสักอย่างให้กับสังคม ทั้งกลุ่มเด็กและเยาวชนเอง ซึ่งผมว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญและมีสัดส่วนค่อนข้างเยอะ จริงๆ แล้วเกือบทั้งหมด ผมคิดว่าคืองานที่คนหนุ่มคนสาวที่อยากจะทำอะไรสักอย่างที่ไปให้พ้นจากเรื่องของตัวเอง และตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ ขึ้นเยอะแยะไปหมด ความเป็นระบบของมันคือ บางทีเขาคิดของเขาเองและตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างรวดเร็ว เช่น ถ้าไม่เอาสึนามิ ที่เห็นได้ชัดว่าเกิดกระบวนการที่อยากจะลงไปช่วย ไปเป็นจิตอาสาที่จะไปช่วยคนที่ได้รับผลกระทบ และจะมีเหตุการณ์แถวบ้านก้อ ที่มีดินถล่มน้ำท่วม และมีการส่งอาสาไปช่วย ส่วนหนึ่งก็เพราะพื้นฐานของสังคมไทยที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันอยู่ ก็จะเป็นฐานสำคัญที่จะช่วย มันเป็นระบบขึ้น และมีกรณีของจิตอาสาที่เราทำงานมาด้วยกัน ก็เห็นว่าคิดเป็นระบบ และคิดชัดว่า ถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมถ้าเราอยากจะช่วยก็จะมีไกด์ไลน์ให้กับคนที่นึกไม่ออกว่าจะไปช่วยอย่างไร ว่านี่มีอย่างนี้ คุณจะไปแบบไหน ความเป็นระบบนี้จะทำให้กระตุ้นให้คนที่อยากจะช่วยแต่ไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไรได้มีบทบาทมากขึ้น ความรู้สึกผมคิดว่ามันเป็นระบบและมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่สะเปะสะปะ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;มีข้อเสนอต่อการพัฒนาระบบงานอาสาสมัครไทยอย่างไรบ้าง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มองจากประสบการณ์ของงานอาสาสมัครของกรีนพีซ ถึงแม้ว่าเราจะมีระบบ มีฐานข้อมูล มีกิจกรรมที่ชัดเจนว่าแต่ละเดือนมี orientation มีกิจกรรมที่น้องๆ หรือเยาวชน หรือใครสามารถเข้าร่วมได้ แต่ปัญหาของเราคือ น่าจะเป็นเรื่องของการสื่อให้อาสาสมัครที่มีอยู่ใน&amp;nbsp; database ของเรา 3,000 คน ออกมาทำอะไรสักอย่างร่วมกัน เป็นพลังที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เขาเห็นได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง และจับต้องได้เป็นรูปธรรม และทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย ซึ่งเรายังประสบอยู่ ถึงแม้ว่าเรามีระบบชัดเจน แต่ผมคิดว่า การที่อาสาสมัครเป็นระบบขึ้น แต่ก็ยังกระจัดกระจายอยู่ไปทั่ว แล้วก็ไม่ได้รวมศูนย์เข้ามาผมถือว่าเป็นข้อดี เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรที่จะ mapping การกระจายเหล่านี้ สิ่งที่กระจายกันอยู่เหล่านี้ หยิบเอาจุดเด่นของแต่ละกลุ่มที่กระจายอยู่ขึ้นมา ทำให้เกิดการผลักดัน หรือแรงบันดาลใจให้คนได้เข้าไปหา ไปช่วยเหลือ ไปร่วมมือ ร่วมกิจกรรมกับกลุ่มต่างๆ คือ สร้างแรงบันดาลใจให้เขา อย่างที่ผ่านมา เราเคยทดสอบว่า สมมติเรามี database อยู่ 3,000 ชื่อ ถ้าเราจะเรียกมาหมด ท้าทายมากว่าจะทำอย่างไร ซึ่งมันเป็นไปได้ในโลกของความเป็นจริง มีครั้งหนึ่งคือตอนที่อยู่อนุสาวรีย์ ปกติเวลาเราขอความร่วมมือของอาสาสมัครอย่างมากก็จะมา คือ แล้วแต่เงื่อนไขเพราะว่าบางคนว่างบางคนไม่ว่าง กิจกรรมล่าสุดคือ 20 &amp;ndash; 30 คน ก็จะหมุนเวียนกันมา แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเราขอแรงได้ประมาณ 200 &amp;ndash; 300 คน ข้อมูลเราต้องอัพเดทตลอดเวลา เพราะมีที่อยู่เปลี่ยน เบอร์โทรเปลี่ยน เป็นเรื่องที่ท้าทาย อีกอันหนึ่งที่เรามีประสบการณ์ที่สงขลา ปกติ office เราอยู่ที่กรุงเทพฯ และเรารู้สึกว่ามันรวมศูนย์อยู่ที่เดียว เราจะมีการตั้งข้อสังเกตว่า งานในกรุงเทพฯ คนที่มีใน database อาสาสมัครไม่ค่อย active เท่าไหร่ ถ้าเทียบกับต่างจังหวัด สมมติถ้าเราไปหาดใหญ่ สงขลา ไปต่างจังหวัด เราจะได้คนเยอะกว่า ไปเชียงใหม่ ขอนแก่น ไปตามที่ต่างๆ เราจะได้คนเยอะกว่ากรุงเทพฯ อาจจะเป็นเพราะว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ เงื่อนไขเรื่องเวลา เงื่อนไขชีวิตเยอะ บางทีแม้กระทั่งเรามีกิจกรรมที่กรุงเทพเอง เราเรียกต่างจังหวัด นั่งรถทัวร์มาจากเชียงใหม่ ลำปาง นับถือจริงๆ เป็นเรื่องที่อาจจะต้องคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้คนในกรุงเทพฯ เข้ามาร่วมมากขึ้น เป็นเรื่องยากแต่ท้าทายจริงๆ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมคิดว่าสิ่งที่จิตอาสาทำเกี่ยวกับแผนที่ความดีที่มีเป็น map ให้ว่าถ้าสนใจเรื่องนี้จะไปที่ไหน ก็เป็นเรื่องที่ดี มีความก้าวหน้าเยอะ บางทีผมก็ไม่รู้นะว่ามีคนทำอย่างนี้ที่นี่ด้วย เป็นเรื่องใหม่ที่เราได้รับรู้จากการที่งานอาสาเป็นระบบขึ้น สุดท้ายผมเห็นว่าเครื่องมือออนไลน์ อินเตอร์เน็ต พวกบล็อก ไฮไฟว์ หรือพวกเครื่องมืออื่นๆ ที่มันกระจาย อาจจะมีบทบาทความสำคัญมาก เพราะตอนนี้ชีวิตคนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แทนที่จะเป็นเว็บไซต์เฉพาะ เราพยายามที่จะทำเรื่องนี้ให้มากขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงได้ อย่างกรณีบางอันในต่างประเทศ บางทีเป็นเรื่องของการใช้คำด้วย คำภาษาอังกฤษเป็นคำสั้น อ่านก็เข้าใจเลย แต่คำภาษาไทยค่อนข้างยากนิดหนึ่ง แต่ถ้าเรามี copywriter คนหนึ่งที่คิดคำเด็ดๆ ได้ อาจจะช่วยเราได้เยอะ เช่น ยกตัวอย่างเป็น role model ของอาสาสมัครเป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่งที่หวือหวา ตื่นเต้น หรือทำให้คนรู้สึกอยากจะมาช่วย บนเวปไซต์ของกรีนพีซที่ออสเตรเลียเขาจะมีเรื่องนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;Credit รูป&lt;/strong&gt; : Greenpeace&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1531#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Thu, 30 Jul 2009 21:58:57 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1531 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>กิจกรรมสร้างห้องน้ำให้สถานปฏิบัติธรรมแม่พิมพร จ.สมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 8-9 สิงหาคม 2552</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1549</link>
 <description>&lt;div class=&quot;content&quot;&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;strong&gt;กิจกรรมสร้างห้องน้ำให้สถานปฏิบัติธรรมแม่พิมพร จ.สมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 8-9 สิงหาคม 2552&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;338&quot; width=&quot;450&quot; src=&quot;http://photos-d.ak.fbcdn.net/photos-ak-sf2p/v5202/114/121/100000128752508/n100000128752508_27187_7400069.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าพูดถึง &amp;ldquo;การทำบุญ&amp;rdquo; เราคงจะนึกถึงการเข้าวัดวาอาราม และ การบริจาคเงิน หรือทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งหารู้ไม่ว่าการทำบุญนั้น เราไม่จำเป็นจะต้องทำบุญด้วยทรัพย์สินเงินทองเสมอไป แต่เรา..ยังสามารถนำแรงกายที่มี ทำบุญได้เช่นกัน และยังควบคู่กับการทำความดีได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะฉะนั้น เมื่อวันที่ 8 &amp;ndash; 9 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา อาสาสมัครและผู้ที่สนใจอยากจะทำบุญ ทำความดี ก็ได้รวมตัวกันขึ้นที่ซอยรางน้ำ อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เวลา 07.00 น. เพื่อไปช่วยกันสร้างห้องน้ำให้สถานปฏับัติธรรมแม่พิมพร เพื่อให้เป็นศูนย์รวมจิตใจชุมชน พัฒนาเยาวชน และผู้สนใจภายนอกที่จะมาใช้สถานที่ปฎิบัติธรรมภาวนาในระยะยาวต่อไป&amp;nbsp; โดยเราไปกันด้วยรถตู้ 2 คันรถ 20 คน (ยังไม่รวมผู้ที่ไปเองอีกจำนวน&amp;nbsp; 20 คน) ซึ่งเราก็สามารถออกรถได้กันตามกำหนดเวลาคือ 08.00 น. ขึ้นทางด่วนไปลงพระราม 2 เลย&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;236&quot; width=&quot;315&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-g.ak.fbcdn.net/photos-ak-sf2p/v5202/114/121/100000128752508/n100000128752508_27142_4129135.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp; &lt;img height=&quot;236&quot; width=&quot;315&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-a.ak.fbcdn.net/photos-ak-sf2p/v5202/114/121/100000128752508/n100000128752508_27144_2872111.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และได้ถึง ณ สำนักปฏิบัติธรรมแม่พิมพร ประมาณ 09.30 น. เราก็ได้รวมตัวกัน ณ ศาลาปฏิบัติธรรมเรือนแรกที่ทางมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมได้เคยมาและสร้าง เอาไว้ เรามาถึงกัน 19 ชีวิต และมีอีก 20 ชีวิตที่มากันเองและมารวมตัวกันที่นี่ รวมเป็นเกือบๆ 40 ชีวิตได้ โดยได้นิมนต์พระอาจารย์มหารำไพ จิตตธมโม ขึ้นมาต้อนรับและพูดคุย และต่อด้วย คุณไพโรจน์ วิสุทธิวงศ์รัตน์ (แว่น) ที่เป็นผู้ประสานงานรายละเอียดกับพื้นที่ในคราวนี้ ซึ่งมีอาชีพเป็นคุณครูโรงเรียนอนุบาล ได้ขึ้นพูดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์โครงการ &amp;ldquo;ปฏิบัติธรรมจากการทำ&amp;rdquo; และ ตั้งวงคุยเรื่องความคาดหวังของแต่ละคนกันเล็กน้อย&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;236&quot; width=&quot;315&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-c.ak.fbcdn.net/photos-ak-sf2p/v5202/114/121/100000128752508/n100000128752508_27162_3092013.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;236&quot; width=&quot;315&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-g.ak.fbcdn.net/photos-ak-sf2p/v5202/114/121/100000128752508/n100000128752508_27174_432810.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;287&quot; width=&quot;215&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-h.ak.fbcdn.net/photos-ak-sf2p/v5202/114/121/100000128752508/n100000128752508_27151_5923636.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp; &lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;287&quot; width=&quot;215&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-b.ak.fbcdn.net/photos-ak-sf2p/v5202/114/121/100000128752508/n100000128752508_27169_6434226.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งความคาดหวังของแต่ละคนก็ไม่แตกต่างกันมาก เนื่องด้วยทุกคนมีจิตใจที่ศรัทธาและมีความมุ่งมั่นที่จะมาทำงานแบบเดียวกัน &amp;ldquo;ความต้องการนำแรงกายที่มีได้มีส่วนร่วมและสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นและเห็น ห้องน้ำเสร็จสมบูรณ์&amp;rdquo; จึงเป็นความคาดหวังของผู้ที่มาในครั้งนี้ &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และในช่วงเช้านี้เรายังคงไม่ได้ทำงาน เพราะตอนนี้เราได้สั่งของไปแล้วแต่ยังไม่มา เช่น ปูน , บล็อค , ถังส้วม ต่างๆ เราจึงได้มีการชวนนั่งคุยกันไปพลางๆ จนถึงเวลา 11.30 เวลาเพลของพระอาจารย์ จึงได้รอพระอาจารย์ฉันท์เพลเรียบร้อยแล้ว เราก็รับประทานอาหารกลางวันกันต่อเลย ...และหลังจากที่รับประทานอาหารกลางวันเรียบร้อย ก็มีการแบ่งงานกันแบบคร่าวๆ คือฝั่งนึงจะเป็นงานขุดหลุมเพื่อลงถังส้วม และอีกฝั่งนึงก็จะช่วยกันเอาเศษสวะออก (พวกเศษไม้ ดิน) เพื่อขุดหลุมเหมือนอีกฝั่งนึงเช่นกัน (เราจะขุดหลุมทั้งหมด 12 หลุม (ห้องละ 2 หลุม) ที่ระดับชั้นไม่เท่ากัน หลุมหน้าต้องสูงกว่าด้านหลัง เพื่อเป็นถังพัก)&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;300&quot; width=&quot;400&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-h.ak.fbcdn.net/photos-ak-sf2p/v5202/114/121/100000128752508/n100000128752508_27191_6944491.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
หน้าตาพื้นเรือนนอน(ที่ยังไม่ได้ทำ) ที่จะมีห้องน้ำอยู่ด้านใน มีแบบนี้ 2 ฝั่ง ด้านที่เห็น และ ด้านหลัง&lt;br /&gt;
ทำห้องน้ำฝั่งละ 3 ห้อง รวมเป็น 6 ห้อง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;236&quot; width=&quot;315&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-b.ak.fbcdn.net/photos-ak-sf2p/v5202/114/121/100000128752508/n100000128752508_27201_1236157.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&amp;nbsp; &lt;img height=&quot;236&quot; width=&quot;315&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-c.ak.fbcdn.net/photos-ak-sf2p/v5202/114/121/100000128752508/n100000128752508_27202_1046811.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
ฝั่งนึงช่วยกันเอาเศษสวะออก&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;236&quot; width=&quot;315&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-h.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc1/hs182.snc1/6051_101047563242868_100000128752508_27287_4749551_n.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&amp;nbsp; &lt;img height=&quot;236&quot; width=&quot;315&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-b.ak.fbcdn.net/photos-ak-sf2p/v5202/114/121/100000128752508/n100000128752508_27209_894237.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
กับอีกฝั่งช่วยกันขุดๆทำให้เป็นหลุมบนและล่าง&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงเวลาที่เอาเศษสวะออก ทุกคนพยายามกันอย่างมาก เพราะว่ามันมีทั้งเศษไม้ ดิน รากไม้ ต่างๆอยู่ในนั้น และเอาออกได้ยากมาก ไม่พอ..ยังจะมีมดตะนอยอยู่ด้วย แค่งานแรก็ทั้งเหนื่อย ทั้งร้อน ทั้งออกแรง ทั้งมดกัดแล้ว แต่ถึงจะโดนกัดกันไปหลายคน หมดแรงกันไปบ้างทุกคนก็ไม่ย่อท้อ ได้มีการผลัดกันลงมาช่วยกันขุดเอาเศษไม้ออก ผลัดกันไปมา จนสุดท้ายเราก็เอาออกจนหมดและขุดหลุมจนได้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากที่เราขุดเรียบร้อยแล้วนั้น..ก็ต้องเป็นพิธีลงถังส้วมละ ! ซึ่งถึงเวลานี้ทุกคนก็พยายามคิดกันว่าเราจะขนกันยังไง เพราะว่าที่รถมาส่งของอยู่อีกฝั่งนึง และฝั่งที่เราทำอยู่อีกฝั่งนึง และมันต้องเดินข้ามสะพานไม้ไผ่ไป แล้วของที่จะต้องขนข้ามไปสำหรับวันนี้ก็คือ ถุงปูน ที่หนัก 50 กก.ต่อ 1 ลูก , ถังส้วม 12 ถัง , และฝาถังอีก 12 ฝา แต่ละอย่าง...หนักกันมากๆ &lt;br /&gt;
พอได้วิธีกันเรียบร้อยแล้ว เราก็ฮึดใจสู้ ช่วยกันยกจนถึงอีกฝั่ง ใครยกไหวก็มาช่วยกัน ถึงจะยาก จะเยอะ ก็พยายามกันจนถึงที่สุด จนขนหมดเรียบร้อย&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;338&quot; width=&quot;450&quot; src=&quot;http://photos-g.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc1/hs162.snc1/6051_101047703242854_100000128752508_27318_5264748_n.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
สะพานที่ต้องข้าม และ วิธีขนปูน ( 1 ลูก / 2 คน)&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;236&quot; width=&quot;315&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-a.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc1/hs162.snc1/6051_101047876576170_100000128752508_27352_8260143_n.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;236&quot; width=&quot;315&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-c.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc1/hs182.snc1/6051_101047883242836_100000128752508_27354_221461_n.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
วิธีแบกถังส้วม (เจ็บไหล่นะเนี่ย)&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แบกกันอยู่หลายรอบมาก กว่าปูน และ ตัวถังจะเรียบร้อย เพราะค่อนข้างหนักและเยอะพอสมควร ก็ต้องแบ่งๆกันไปบ้าง ใครไหวก็ช่วยกัน ..งานนี้ถึงจะดูเป็นงานผู้ชายมาก แต่ผู้หญิงก็แบกได้นะ ถึงจะหนักมากแต่ก็มีผู้หญิงหลายคน โดยเฉพาะนักศึกษาที่มาด้วยแล้วเป็นผู้หญิงก็แบกกันไปได้หลายคนเลยทีเดียว &lt;br /&gt;
พอขนมาเรียบร้อยแล้ว เราก็ช่วยกันเอาถังส้วมลง ด้วยความที่มันหนักมากเพราะฉะนั้นต้องใช้คนช่วยกันยกและพยายามเอาลงหลุมถึง 5 คนเลยทีเดียว หลังจากที่ถังลง , สอดท่อทั้งหมดเรียบร้อย ก็เอาดินกลบด้านข้างให้พอดีกับขอบถัง แล้วโบกปูนปิดฝา&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;236&quot; width=&quot;315&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-b.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc1/hs162.snc1/6051_101096189904672_100000128752508_28657_3571739_n.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;img height=&quot;236&quot; width=&quot;315&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-b.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc1/hs182.snc1/6051_101096253237999_100000128752508_28673_5596302_n.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;img height=&quot;236&quot; width=&quot;315&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-d.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc1/hs162.snc1/6051_101096259904665_100000128752508_28675_8381554_n.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;img height=&quot;236&quot; width=&quot;315&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-e.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc1/hs182.snc1/6051_101096296571328_100000128752508_28684_7366989_n.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอถึงช่วงเวลาปิดฝาก็เย็นแล้ว อาสาสมัครทุกคนก็เหนื่อยมากแล้ว พวกเราต้องรีบมาผลัดกันอาบน้ำ และรีบกินข้าว กางมุ้ง ให้เรียบร้อยก่อนที่จะ&amp;nbsp; 1 ทุ่ม เพราะยุงกำลังจะมาแล้ว ต้องรีบเก็บของ , กินข้าว และกางมุ้งให้เรียบร้อย&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; งานวันแรกก็ผ่านไปได้ด้วยดี ถึงแม้ของจะมาช้าสักหน่อย อุปกรณ์ไม่พอเท่าไร่ แต่ทุกคนก็ช่วยกันทำอย่างตั้งใจ ทำกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีบ่นว่าเหนื่อยกันสักคน ทุกๆคนก็เริ่มที่จะรู้จักกันมากขึ้น เริ่มสนิทกันนิดหน่อย พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ...หลังจากที่กินและกางมุ้งกันเรียบร้อย ตกดึกเราก็พาไปชมหิ่งห้อยตามสัญญา ซึ่งหิ่งห้อยที่นี่พระอาจารย์มหารำไพได้บอกเอาไว้ว่า เป็นหิ่งห้อยที่สวยที่สุดในอัมพวา และได้รางวัลชนะเลิศมาด้วย เหตุผลที่ที่นี่มีหิ่งห้อยที่สวยที่สุดก็เพราะว่าที่นี่มืดและเงียบมาก ไม่มีผู้คนผ่านไปมา และในขณะที่เราล่องเรือกันไปชมหิ่งห้อย ...เราก็ได้เห็นว่าหิ่งห้อยของที่นี่ สวยมากจริงๆ มีอยู่เต็มต้นไม้ไปหมด แข่งกันกระพริบเหมือนต้นไม้ประดับไฟเลยทีเดียว และหากบางต้นที่มีหิ่งห้อยมากๆเข้าหน่อยละก็ จะยิ่งดูเหมือนพวกหิ่งห้อยกำลังจัดปาร์ตี้กันอยู่เลย ....&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอได้อิ่มเอมกับบรรยากาศกับหิ่งห้อยสวยๆเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องรีบเข้ามุ้ง ไม่อย่างนั้นอาจจะตัวลายได้ และคืนนี้ก็อาจจะเป็นคืนที่หลายๆคนคิดเหมือนกันว่า เป็นคืนที่...นอนเร็วเอามากๆ เพราะเราดูหิ่งห้อยกันเสร็จประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง พอเข้ามุ้งเรียบร้อยทุกคนก็หลับไหลกันหมด คงเป็นเพราะทำงานจนเหนื่อยมากนั่นเอง..zZ zZZZzzzZzzzzzZZz&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;-----------------------------------------------------------------------&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึง 6 โมงเช้าวันรุ่งขึ้น....อาสาสมัครทุกคนก็ตื่นและเก็บมุ้งและที่นอน อาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน และกินข้าวเช้ากัน เตรียมเคลียร์ที่ให้กับ &amp;ldquo;การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย&amp;rdquo; ที่จะพานักเรียนในพื้นที่มาปลูกต้นลำพูนกัน ส่วนเราก็พักผ่อนยามเช้าสักหน่อย ก่อนที่จะไปทำงานกันต่อ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอได้เวลาประมาณ 9 โมง เราก็เริ่มทำงานกันต่อ โดยงานวันนี้คือ การเกลี่ยพื้นให้เท่ากัน เทพื้นปูน และวางบล็อคก่อกำแพง งั้นเรามาแบ่งงานกัน คนแรงเยอะไปเกลี่ยพื้นก่อน ส่วนที่เหลือ มาช่วยกันขนบล็อค ช่วยส่งต่อกันไปเลย ง่ายดี ทำกันทุกคน&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;338&quot; width=&quot;450&quot; src=&quot;http://photos-h.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc1/hs182.snc1/6051_101096366571321_100000128752508_28703_3121171_n.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
หรือออมแรงไว้ตอนเย็นๆ โดยการมานั่งทำขนมจากก่อนก็ได้ อร่อยยย...&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันนี้ทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาทำกันอย่างขมักเขม้น และหวังว่ามันจะเสร็จเรียบร้อย โดยที่ตอนแรกเราคิดจะทำกัน 6 ห้องให้เรียบร้อย แต่วันนี้รู้ว่า 6 ห้อง ถ้าทำพร้อมกันคงไม่เสร็จสักฝั่งแน่ๆ จึงมาทำฝั่งเดียวให้มันเรียบร้อยไปเลยสัก 3 ห้อง&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;287&quot; width=&quot;215&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-d.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc1/hs182.snc1/6051_101096443237980_100000128752508_28723_2856287_n.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&amp;nbsp; &lt;img height=&quot;287&quot; width=&quot;215&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-e.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc1/hs162.snc1/6051_101096446571313_100000128752508_28724_5928455_n.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;236&quot; width=&quot;315&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-g.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc1/hs182.snc1/6051_101096876571270_100000128752508_28734_6690253_n.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&amp;nbsp; &lt;img height=&quot;236&quot; width=&quot;315&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://photos-e.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc1/hs182.snc1/6051_101096899904601_100000128752508_28740_5752644_n.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราพยายามเร่งกันมากๆ เพราะหวังว่ามันจะเสร็จเรียบร้อย แต่ทว่า..งานปูน และงานก่อ มันเร่งไม่ได้ เพราะต้องรอปูนแห้ง หากรีบทำๆกันไป อาจทำให้กำแพงไม่เข็งแรงและถล่มลงมาได้ แต่..ถึงยังไงพี่ๆ และ น้องๆ บางส่วนก็ยังไมยอมละ อะไรที่ทำได้ เราก็ทำไม่ยอมเลิกรา แม้ว่ามันจะเย็นและจะต้องกลับบ้านแล้วก็เถอะ มันเหมือนว่าพอใจมันมาแล้ว มันก็หยุดไม่ได้ จนสุดท้าย เราก็ก่อกำแพงขึ้นมาได้แต่ก็ไม่เรียบร้อย ต้องยอมถอยทัพออกมาซะก่อน&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;375&quot; width=&quot;500&quot; src=&quot;http://photos-g.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc1/hs182.snc1/6051_101096906571267_100000128752508_28742_3956078_n.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถึงแม้ครั้งนี้เราจะยังทำไม่เสร็จ ก็มีหลายๆคนที่บอกว่าจะมาทำต่อ จะมาทำอีก จะมาช่วยช่างทำเรื่อยๆ เพราะเค้าจะดีใจมากที่เห็นห้องน้ำที่เราช่วยกันสร้างมา ลงไปทั้งแรงใจและแรงกาย เสร็จเรียบร้อยกับมือ และได้ให้ประโยชน์กับคนที่มาใช้ได้อย่างเต็มที่&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แล้วซึ่งงานที่เป็นเหมือนงานผู้ชายขนาดนี้ แต่ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงก็สามารถทำได้ และทำได้ดีอีกด้วย เพราะทุกคนที่มาล้วนแล้วแต่มาด้วยกำลังใจและเปี่ยมไปด้วยกำลังกาย ...ถึงงานนี้เราจะไม่เสร็จเรียบร้อย แต่ก็ถือว่าเราได้ทำกันสุดความสามารถ และได้สิ่งดีดีกลับไป ได้ทำทั้งบุญ ทำความดี ได้ทั้งเพื่อน และมิตรภาพดีดี และสิ่งสำคัญคือ การได้ทำประโยชน์ให้แก่คนอื่นๆและสังคม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนกลับทุกคนก็มารวมตัวกัน ณ ที่เดิม และพระอาจารย์มหารำไพก็ได้กล่าวขอบคุณอาสาสมัครทุกคน ที่ได้ร่วมกันสร้างสิ่งดีดี และได้มีการถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึกก่อนกลับ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พี่ๆอาสาสมัครบางส่วนได้บอกว่า คราวหน้าที่จะมีกิจกรรมสร้างพื้นเรือนนอนที่นี่อีก ตอนปลายเดือน เค้ายืนยันจะมาเข้าร่วมอีกแน่นอน ....และนี่คือสิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า &lt;strong&gt;&amp;ldquo;เราได้เพิ่มเมล็ดพันธุ์แห่งความดีขึ้นอีกหลายเมล็ดแล้ว&amp;rdquo;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;span class=&quot;Apple-style-span&quot;&gt;&lt;img height=&quot;375&quot; width=&quot;500&quot; src=&quot;http://photos-h.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc1/hs182.snc1/6051_101096909904600_100000128752508_28743_293886_n.jpg&quot; id=&quot;myphoto&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิก Facebook สามารถดูรูปได้ที่&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;a href=&quot;http://www.facebook.com/album.php?aid=2249&amp;amp;id=100000128752508&quot;&gt;http://www.facebook.com/album.php?aid=2249&amp;amp;id=100000128752508&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p class=&quot;rteright&quot;&gt;เขียนโดย&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteright&quot;&gt;จิดาภา พิทักษ์สัญญา&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1549#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 17 Aug 2009 20:02:00 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1549 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ผมเปลี่ยนไปแล้วครับ !</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1640</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;img hspace=&quot;5&quot; height=&quot;251&quot; width=&quot;169&quot; vspace=&quot;5&quot; border=&quot;1&quot; align=&quot;left&quot; src=&quot;http://www.mirror.or.th/autopagev4/spaw2/uploads/images/UNKNOWN_PARAMETER_VALUE-4a.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;strong&gt;                ผมเปลี่ยนไปแล้วคร้าบบ!!&lt;br /&gt;
เปลี่ยนทั้งความคิด เปลี่ยนทั้งความรู้สึก&lt;br /&gt;
ด้วยกิจกรรมเยาวชนจิตอาสาในโรงพยาบาล&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ผมไม่ชอบเรียน ผมไม่ชอบทำงานส่งอาจารย์ เกรดผมนะเหรอ 0.5 ก็เต็มที่แล้ว ผมชอบเล่นเกมส์ อาจารย์กับเพื่อนๆบอกว่าผมทำตัวไร้สาระไปวันๆ เวลาอยู่บ้านผมก็ไม่อยากช่วยงานอะไร พอผมเดินออกจากบ้านแม่ก็จะบ่นตามหลังแทบทุกครั้ง นี่คือ&amp;hellip;ชีวิตประจำวันที่ผมเป็น ก่อนที่ผมจะเข้าร่วมเป็นนักเรียนแกนนำเยาวชนจิตอาสา ในโครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำเยาวชนจิตอาสาในสถานศึกษา ของมูลนิธิกระจกเงา ภายใต้การสนับสนุนจากมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ (จำกัด) มหาชน&amp;quot; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหน่ง หรือ แว่น(ที่เพื่อนๆเรียกกัน) นายดำรงศักดิ์&amp;nbsp; สุพรเงิน ว่าที่นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนกุนนทีรุทธารามวิทยาคม เป็นลูกชายคนเล็กของพ่อแม่ เป็นคนพูดจาโผงผาง ตรงไปตรงมา ชอบเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ และมีสไตล์การแต่งตัวแนว Hip Hop&amp;nbsp; ชอบเล่นดนตรี ถนัดการเล่นกีต้าร์ ซึ่งเขาได้ร่วมกับเพื่อนตั้งวงดนตรีในโรงเรียน ชีวิตประจำวันของเหน่งไม่ได้สนใจในเรื่องการเรียนมากนัก ติดเพื่อน และแอบหลับในชั่วโมงเรียนเป็นประจำ เหน่งทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจอยากจะทำเท่านั้น ซึ่งเรื่องที่สนใจไม่เกี่ยวกับการทำประโยชน์เพื่อสังคมเลย แต่มาวันนี้ สิ่งที่เคยเป็นชีวิตประจำวันของเหน่งได้เปลี่ยนแปลงไป หลังจากการได้เข้าร่วมเป็นแกนนำเยาวชนจิตอาสาของโรงเรียนนั่นเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหน่ง กับ กิจกรรมเยาวชนจิตอาสาครั้งแรกที่โรงพยาบาลเด็ก เหน่งเล่าให้ฟังถึงความรู้สึกแรกว่า &amp;ldquo; ผมไม่รู้เลยว่าเค้าให้ผมมาทำอะไร รู้แค่ว่ามาศึกษาดูงานจิตอาสาเท่านั้น แต่พอมาถึงต้องทำกิจกรรมเลย ก็งงๆนิดหน่อย ดีที่พี่ๆเค้าช่วยแนะนำ ผมก็เลยทำกิจกรรมตามๆเค้าไป ผมไม่คิดเลยว่าจะมีเด็กที่ป่วยตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ ความรู้สึกของผมครั้งแรกที่เห็นคือ รู้สึกสงสารเด็ก วันนี้ผมเลยคิดว่า ถ้าผมทำอะไรได้ผมก็จะทำให้เต็มที่ และการมาที่นี่ ทำให้ผมได้อุ้มเด็กเป็นครั้งแรกด้วยครับ &amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากกิจกรรมครั้งแรกผ่านไป กลับสร้างความเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิดให้กับเหน่งเป็นอย่างมาก จากการที่เหน่งได้เห็นผู้ป่วยเด็กบางคนขาดโอกาสที่จะเรียน ขาดการใช้ชีวิตที่เป็นอิสระในสังคมภายนอกอย่างปกติ แต่ผู้ป่วยเด็กเหล่านี้ยังมีกำลังใจในการต่อสู้กับความเจ็บป่วย ยังมีความฝันที่จะเรียน และออกไปสู่การใช้ชีวิตที่ปกติได้ในสังคมภายนอก สิ่งเหล่านี้มันทำให้เหน่งคิดได้ว่า ตัวเขามีโอกาสได้เรียน ทำไมจึงไม่เรียน มีโอกาสได้ทำประโยชน์เพื่อคนอื่นๆอีกมากมาย ทำไมจึงไม่ลงมือทำ เมื่อได้มาสัมผัสด้วยตัวเองจึงทำให้เข้าใจในความสำคัญของการเรียน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผ่านการทำกิจกรรมมาประมาณ 4 เดือน ทุกวันนี้ เหน่งบอกตัวเองว่า ต้องตั้งใจเรียน และหาโอกาสทุกครั้งที่มี เพื่อไปทำกิจกรรมสร้างความสุขให้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาล และทำประโยชน์ในรูปแบบอื่&lt;img hspace=&quot;5&quot; height=&quot;199&quot; width=&quot;300&quot; vspace=&quot;5&quot; border=&quot;1&quot; align=&quot;right&quot; src=&quot;http://www.mirror.or.th/autopagev4/spaw2/uploads/images/DSC_6053.JPG&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;น จากเกรดเฉลี่ยที่เคยได้เพียง 0.5 มาวันนี้ เหน่งมีเกรดเฉลี่ยอยู่ที่ 2.82 ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ทั้งอาจารย์ และ พ่อแม่ ต่างพากันทึ่ง กับสิ่งที่เหน่งทำได้ และได้ทำเพื่อคนอื่นๆอีกด้วย ครูบอกว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo; เหน่งมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จากเด็กที่เกเรมากๆ ไม่ชอบเข้าเรียน ไม่ชอบทำงานส่ง ชอบหนีไปนอน พ่อแม่ยังเอาไม่อยู่ ซึ่งพอเหน่งได้เข้าร่วมทางโครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำเยาวชนจิตอาสาในสถาน ศึกษา มูลนิธิกระจกเงา และได้ไปลงพื้นที่ทำกิจกรรมก็ได้เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของเขา ภาพที่เขาอุ้มเด็กป่วย ถือเป็นภาพที่น่าชื่นชมและประทับใจ เพื่อนๆเขาก็บอกว่า เหน่งเปลี่ยนตัวเองจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ครูคิดว่าต่อไปเหน่งจะสามารถเป็นแกนนำเยาวชนจิตอาสาต้นแบบในการทำกิจกรรมให้ กับเด็กในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี &amp;rdquo; อาจารย์สุภาภัค กล่าว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบัน เหน่งยังคงมาร่วมลงพื้นที่ทำกิจกรรมสร้างความสุขให้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาล เด็กและโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอยู่เสมอเมื่อมีเวลาว่าง จากไอดอลของเด็กเกเร ประจำโรงเรียนที่ปล่อยชีวิตไปวันๆ มาวันนี้ เหน่งน่าจะเรียกได้ว่า เป็นไอดอลของเด็กนักเรียนทั้งโรงเรียนที่อยากทำงานอาสาสมัคร ทำประโยชน์เพื่อสังคม ถือได้ว่า เหน่งเป็นตัวแทนแกนนำเยาวชนจิตอาสา ที่สร้างสิ่งที่เรียกว่า ความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับตัวเองได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เมื่อก่อนผมไม่รู้หรอกว่า ผมจะทำอะไรเพื่อคนอื่นได้บ้าง แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ผมสามารถทำอะไรได้อีกมาก เพื่อคนอื่นที่เขามีโอกาสน้อยกว่าเรา ผมว่าผมมีความสุขนะที่ได้ทำ และผมก็คิดว่าวัยรุ่นก็สามารถทำอะไรดีๆ เพื่อส่วนรวมได้อีกมากมาย &amp;rdquo; เหน่งกล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา&lt;/strong&gt; : &lt;a href=&quot;http://www.mirror.or.th/autopagev4/show_page.php?topic_id=1055&amp;amp;auto_id=9&amp;amp;TopicPk=&quot;&gt;มูลนิธิกระจกเงา&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1640#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Thu, 01 Oct 2009 15:33:24 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1640 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>&quot;ป๋อมแป๋ม&quot; อาสาสมัครจิตอาสาใน รพ. เรียนรู้ชีวิต ... จากพี่ผู้ป่วยทหาร ภาคใต้  </title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1641</link>
 <description>&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span colspan=&quot;2&quot; class=&quot;news_shortdesc_list&quot;&gt;&lt;img height=&quot;360&quot; width=&quot;660&quot; border=&quot;0&quot; src=&quot;http://www.scbfoundation.com/photo/news/dekdee_pompam_1.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;&amp;nbsp; ใครๆ ก็รู้ว่านอกห้องเรียนยังมีโลกกว้างให้เรียนรู้อีกมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าเยาวชนทุกคนจะพาตนเองก้าวพ้นขอบประตูห้องเรียนไปสัมผัสกับ ประสบการณ์ใหม่ๆ ได้&lt;/strong&gt; เช่นที่สาวน้อยอย่าง &amp;ldquo;ป๋อมแป๋ม&amp;rdquo; นางสาวสุทธิดา วงศ์กัลยา นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย และเพื่อนๆ ที่ได้เข้าไปสัมผัสความคิด จิตใจ ตลอดจนความทุกข์ร้อนที่ซุกซ่อนอยู่ในเบื้องลึกของพี่ๆ ผู้ป่วยทหารหาญ ผู้ทำหน้าที่เป็นรั้วของชาติในพื้นที่ความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้...&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img hspace=&quot;5&quot; height=&quot;160&quot; width=&quot;132&quot; vspace=&quot;5&quot; border=&quot;0&quot; align=&quot;left&quot; src=&quot;http://www.scbfoundation.com/photo/news/dekdee_pompam_2.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ป๋อม แป๋ม เกริ่นนำว่า ตัวเธอเองเป็นคนร่าเริง เฮฮากับเพื่อน ง่ายๆ สบายๆ ไม่เรื่องมาก เป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อแม่ในครอบครัวที่มีฐานะพอกินพอใช้ วันว่างจากการเรียนก็ใช้ชีวิตไปตามประสาวัยรุ่นทั่วไป เที่ยวห้าง -ดูหนังตามศูนย์การค้า โดยใฝ่ฝันว่าโตขึ้นอยากเป็นแอร์โฮสเตส &lt;strong&gt;ขณะเดียวกันก็ชอบทำงานจิตอาสา เคยไปเข้าค่ายอาสาพยาบาลของโรงเรียน และชอบดูรายการจิตอาสาตามทีวีช่องต่างๆ เพราะดูแล้วมีความสุข เห็นว่ากิจกรรมจิตอาสาเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งป๋อมแป๋มยังมีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยมาก่อนแล้วเมื่อครั้งที่ยายป่วย และป๋อมแป๋มยังมีน้ำใจเผื่อแผ่ขนมและอาหารแก่ผู้ป่วยสูงอายุเตียงข้างๆ หลายครั้งก็ช่วยพี่พยาบาลดูแลผู้ป่วยสูงอายุโดยไม่รังเกียจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ก่อน ยายจะเสีย แป๋มกับแม่จะผลัดกันไปดูแลยาย ยายกินเจมาตลอดชีวิต อาหารโรงพยาบาลบางอย่างไม่ถูกปาก ยายอยากกินน้ำพริก พยาบาลไม่ว่า แม่ก็ตำน้ำพริกมาให้ยาย เตียงข้างๆ ก็พูดออกมาว่าอยากกิน เราก็ว่าได้ เลยแบ่งให้เขาได้กินด้วย เพราะบางคนมาจากต่างจังหวัด ไม่มีลูกหลานมา เรามีน้ำพริกเขาอยากกินเราก็แบ่งให้ เราซื้ออะไรมากิน ก็จะถามเขาว่าอยากกินไหม เราก็จะถามนางพยาบาลว่าให้กินได้ไหม หากได้เราก็จะแบ่งให้เขาได้กินด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt; &amp;ldquo;เมื่อ เราไปช่วยเหลือดูแลเขา เขาก็จะยิ้มให้แล้วบอกว่า หนูนี่ดีนะ ไม่เห็นเหมือนลูกหลานเขาเลย ถามว่าแม่บังคับมามั้ยเนี่ย ก็บอกว่าเปล่า ไม่ได้บังคับ หนูทำได้อยู่แล้ว&amp;rdquo;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ กิจกรรมอาสาสมัครในโรงพยาบาล ที่มูลนิธิกระจกเงาชักชวนให้ป๋อมแป๋มและเพื่อนนักเรียนโรงเรียนสันตรา&lt;img hspace=&quot;5&quot; height=&quot;118&quot; width=&quot;182&quot; vspace=&quot;5&quot; border=&quot;0&quot; align=&quot;right&quot; src=&quot;http://www.scbfoundation.com/photo/news/dekdee_pompam_4.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;ษฎร์ฯ และโรงเรียนนำร่องอีก 3 แห่งทำใน โครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำเยาวชนจิตอาสาในสถานศึกษา ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมภาคสนามครั้งแรกที่ทำร่วมกับหน่วยงานภายนอก ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เธอและเพื่อนๆ ได้ทำกิจกรรมช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยเด็กเล็กในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหา ราชินี (รพ.เด็ก) ไปแล้วก็ไปชวนน้องพูดคุย อ่านนิทาน และเล่นเกมกับน้องๆ เพื่อคลายเหงา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ที่ป๋อมแป๋มประทับใจและกระตือรือร้นอยากทำกิจกรรมมาก คือการชวนพี่ๆ ผู้ป่วยทหารที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ โรงพยาบาลมงกุฎเกล้า ทำกิจกรรม ซึ่งป๋อมแป๋มบอกว่าพวกเธอจะตั้งใจรอคอยวันที่พี่ๆ มูลนิธิกระจกเงาพาไปทำกิจกรรมทุกๆ สัปดาห์ เมื่อไปสัมผัสแล้วก็ทำให้ลบภาพพี่ๆ ทหารมาดเคร่งขรึม จนดูน่ากลัวออกไปจนหมด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏฯ ไปหลายครั้งแล้ว เพราะนอกจากจะมีเวลาไปทำกิจกรรมได้สะดวกแล้ว พี่ๆ ทหาร เขาก็จะเฮฮากันมาก สนุกมาก พี่เขาไม่น่ากลัวอย่างที่คิด บางคนโดนระเบิดบาดเจ็บ เดินไม่ได้ก็เอาเหล็กดามขา แต่พี่เขาก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสได้ มีบ้างเหมือนกันที่ไปทีไรเขาก็จะนอนอย่างเดียว เพราะอาการป่วยของเขา บางคนก็อายุมากแล้ว&amp;rdquo; ป๋อมแป๋มว่า โดยอาการบาดเจ็บหลักๆ ของพี่ผู้ป่วยทหาร คือ การโดนระเบิด สารเคมี และบ้างก็ถูกยิง &amp;ldquo;เราก็ไปทำกิจกรรมกับ เขา เช่น การเล่นเกมบิงโก มีของรางวัลมาชิงกัน และการร้องเพลงคาราโอเกะ เอาโน๊ต -บุ๊คมาต่อกับโปรเจ็กเตอร์ ใช้กำแพงห้องทำกิจกรรมมาเป็นจอ ก็สนุกมาก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ป๋อม แป๋ม อธิบายว่า เหตุผลที่เธอและเพื่อนเลือกทำกิจกรรมกับพี่ทหารบ่อยครั้ง เพราะรับรู้ได้ถึงความเหงาและความทุกข์ใจที่พี่ๆ ทหารได้รับ บางคนมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด จากครอบครัวเพื่อปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ เมื่อได้รับบาดเจ็บก็ถูกส่งตัวมารักษาที่กรุงเทพฯ ไม่มีญาติมาเยี่ยม จะพูดระบายกับใครก็ไม่ได้ เพราะต่างก็ตกในสภาพที่ไม่ต่างกันนัก ยิ่งพูดก็เหมือนยิ่งตอกย้ำซึ่งกันและกันมากขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;พี่ ทหารเขารู้กันอยู่ เขาก็อึดอัด พูดก็พูดไม่ได้ แต่พอเราเป็นคนนอก เราเข้าไป เขาก็เล่าให้เราฟังได้ ที่ๆ ไปก็มีพี่ทหารประมาณ 20 เตียง ก็ไปทำกิจกรรมกับ พี่ๆ เขาเกือบทุกคน เวลาเราไปทำกิจกรรมก็ไปกันอย่างน้อย 7-8 คน หรือปกติก็ไปกันเป็นสิบ ก็มีพี่ๆ ที่กระจกเงาไปด้วย ไปทำกิจกรรมแล้วกลับมาก็มาชวนๆ เพื่อนให้ไปทำอีก&amp;rdquo;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img hspace=&quot;5&quot; vspace=&quot;5&quot; align=&quot;left&quot; src=&quot;http://www.scbfoundation.com/photo/news/dekdee_pompam_6.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สาว น้อยผู้นี้บอกด้วยว่า การทำกิจกรรมกับพี่ๆ ทหารยังทำให้ตัวเธอเข้าใจสถานการณ์ในพื้นที่ความไม่สงบ และรู้สึกเห็นอกเห็นใจพี่ๆ ผู้ป่วยทหารมากขึ้น &amp;ldquo;แต่ก่อน แป๋มก็เป็นคนติดตามข่าวอยู่แล้ว อาของแป๋มทำร้านอาหารที่หาดใหญ่ และเคยมีเหตุระเบิดใหญ่ใกล้กับร้านของอาแป๋มแต่ไม่เป็นข่าว พี่ๆ เขาก็ช่วยอธิบายว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นะ ให้เหตุผลว่าทำไม อย่างพี่ที่นี่คนนึงก็เพิ่งเจอเหตุการณ์มาเร็วๆ นี้ ก็รู้สึกแย่กับสิ่งที่พี่เขาเจอ ที่เขาเคยปฏิบัติงานมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เคย ถามพี่เขาเหมือนกันว่านี่พี่กลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว พี่ไม่รู้สึกแย่เหรอ เราก็ถามเขาตรงๆ เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว พี่เขาก็ถามกลับมาว่า ถ้า เป็นเราๆ จะรู้สึกยังไง ก็บอกว่าถ้าเป็นเราคงรู้สึกแย่นะ ที่มันไม่เหมือนเดิมแล้ว ถ้าพี่เขามีครอบครัวแล้วมันก็ยิ่งลำบาก บางเรื่องที่พี่เขาเล่า เราฟังแล้วก็สะเทือนใจมากว่าเขาจะมาทำอย่างนี้ทำไม ทหารเขาไม่เกี่ยวอะไรด้วย เขาแค่ปฏิบัติตามหน้าที่ของเขาเท่านั้นเอง&amp;rdquo;&lt;/strong&gt; ป๋อมแป๋มเล่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ การทำกิจกรรมดีๆ ของป๋อมแป๋มและเพื่อนคงเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากโรงเรียน และครอบครัวที่เข้าใจ อาจารย์จรรยา ธนะนิมิตร ผู้นำกิจกรรมดังกล่าวมาชักชวนลูกศิษย์ ยืนยันความเปลี่ยนแปลงของป๋อมแป๋มเมื่อได้ทำกิจกรรมว่า ลูกศิษย์คนนี้มีความพัฒนาการที่ดีขี้น &amp;ldquo;ป๋อมแป๋ม แต่เดิมดูเป็นเด็กที่เรื่อยเปื่อย แต่พอมาทำกิจกรรมแล้ว ทำให้เห็นแววว่าเขามีความเป็นผู้นำ ชักชวนเพื่อนๆ ทำกิจกรรมได้บ่อยๆ เขาลงพื้นที่บ่อยมาก ครูเองยังเห็นเขามีบุคลิกภาพดีขึ้น เพราะป๋อมแป๋มรู้แล้วว่าเขาจะต้องเป็นตัวอย่างให้แก่เพื่อนนักเรียน ครูเองเห็นพัฒนาการของเขา อยากเห็นเขาดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเขาก็กำลังพัฒนาให้ดีขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายสมโภช คุณพ่อของป๋อมแป๋ม บอกว่า รู้สึกดีใจที่ลูกสาวคนเดียวของครอบครัวรู้จักการให้ และมีใจเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น ที่สำคัญป๋อมแป๋มยังมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น รู้จักการให้ที่มีเหตุมีผล รู้จักการประมาณตนในการช่วยเหลือ หยิบยื่นน้ำใจให้ผู้อื่นโดยไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผม ดีใจนะ คิดว่ามันเป็นกิจกรรมที่ดี พ่อมีเวลาเจอเขาไม่มาก เพราะต้องทำงานขับรถ แต่เขาก็เอามาเล่านิดๆ หน่อยๆ ว่าวันนี้ไปทำกิจกรรมกับพี่ทหารอย่างนั้นอย่างนี้มานะ เปลี่ยนแปลงเขาได้เยอะนะ เห็นความเห็นอกเห็นใจคนอื่น อยากหยิบยื่นของของเราให้คนอื่นบ้าง แต่ก็ทำอยู่ในขอบเขตที่ไม่ให้เราลำบาก ไม่ใช่ว่าสงสารเขามากก็ให้เขาจนเราเดือดร้อน น้องเขารู้ เขาเข้าใจ พ่อก็สบายใจ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวของป๋อมแป๋มเอง เจ้าตัวกล่าวว่า สิ่งตอบแทนที่ได้รับจากกิจกรรมจิตอาสาใน รพ. คือความรู้สึกเป็นสุขใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พลอยทำให้รู้สึกรักและจะทำกิจกรรมนี้ต่อไป&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://www.scbfoundation.com/photo/news/dekdee_pompam_9.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&amp;nbsp; &lt;img src=&quot;http://www.scbfoundation.com/photo/news/dekdee_pompam_10.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&lt;strong&gt;ที่มา&lt;/strong&gt; : &lt;a href=&quot;http://www.scbfoundation.com/news_info_detail_th.php?cat_id=1&amp;amp;nid=341&quot;&gt;มูลนิธิสยามกัมมาจล&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1641#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Thu, 01 Oct 2009 15:43:13 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1641 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ประเทศไทยกับรับมือพายุไต้ฝุ่นกิสนา</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1674</link>
 <description>&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;strong&gt;ประเทศไทยกับรับมือพายุไต้ฝุ่นกิสนา&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteright&quot;&gt;โดยโครงการพัฒนาการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชน&lt;br /&gt;
มูลนิธิกระจกเงา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img hspace=&quot;5&quot; height=&quot;200&quot; border=&quot;1&quot; align=&quot;left&quot; width=&quot;300&quot; vspace=&quot;5&quot; src=&quot;http://www.pochnews.com/UserFiles/wiradet/images/2009100100173658001.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;มารู้จักกับพายุลูกนี้กันก่อน&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; พายุไต้ฝุ่นกิสนา เป็นพายุที่เกิดในเขตร้อน เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกด้านแถบตะวันตก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีพายุเกิดขึ้นมากที่สุดในโลก&amp;nbsp; พายุไต้ฝุ่นกิสนาได้ก่อตัวบริเวณ ทางตะวันออกของฟิลิปปินส์ จากนั้นได้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยขณะขึ้นฝั่งนั้นได้ทำให้เกิดลมแรงและฝนตกเป็นบริเวณกว้าง ในแถบภาคเหนือของฟิลิปปินส์ ซึ่งพายุลูกนี้ได้พัดอยู่ถึง 9 ชั่วโมง ซึ่งฝนปริมาณมหาศาลที่ตกลงมา ทำให้เกิดน้ำท่วม ดินถล่ม ในแถบภาคเหนือของประเทศ รวมถึงกรุงมะนิลา เมืองหลวงของประเทศ ฟิลิปปินส์ ซึ่งได้ถูกน้ำท่วมสูงมาก ซึ่งสูงถึง 6 เมตร&amp;nbsp; ซึ่งนับตั้งแต่พายุขึ้นฝั่งเมื่อวันเสาร์ จนถึงวันนี้&amp;nbsp; 29 กันยายน น้ำที่ท่วมอยู่ยังลดระดับลงไม่หมด ขณะนี้ทางการฟิลิปปินส์ได้ประกาศขอรับความช่วยเหลือทุกอย่างจากประเทศต่างๆแล้ว และน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้เป็นการท่วมหนักในรอบ 40 ปีของฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;strong&gt;ไทยไม่รอดโดนพายุเต็มๆ&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากซัดกระหน่ำฟิลิปปินส์จนยับเยินแล้ว พายุกิสนาได้เคลื่อนตัวลงทะเลจีนใต้และได้เพิ่มกำลังเป็นไต้ฝุ่น ซึ่งมีความรุนแรงถึง 165 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งจะขึ้นฝั่งเวียดนามในวันนี้ 29 กันยายน 2552 จากนั้นจะเคลื่อนตัวผ่านประเทศลาว และเข้าสู่ประเทศไทย ในบริเวณ จังหวัด อำนาจเจริญ อุบลราชธานี แม้จะลดระดับความรุนแรงลงมาเป็นระดับพายุโซนร้อน แต่ก็สามารถทำให้ฝนตกหนักในบริเวณภาคอีสาน และจากนั้นภาคอื่นๆจะได้รับผลกระทบตามมาทีหลัง ซึ่งกรุงเทพมหานครเองก็คงไม่รอดจากพายุลูกนี้ ซึ่งน่าจะทำให้ฝนตกหนักเพิ่มขึ้น อาจจะเกิดน้ำท่วมขึ้นได้ในบริเวณที่ลุ่ม ส่วนบางพื้นที่ที่แล้งก็น่าจะได้รับฝนกันเต็มๆคราวนี้ เรื่องจากเป็นพายุขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะหอบฝนมาตกในพื้นที่ในปริมาณมาก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;strong&gt;เรามาดูการเตรียมความพร้อมการรับมือของประเทศต่างๆกันครับ&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;#เวียดนาม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; นายกเวียดนาม ได้สั่งการให้จังหวัดและนครเร่งอพยพราษฎรในพื้นที่เสี่ยงไปสู่จุดปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ภัยช่วยเหลือ ตั้งแต่ส่วนกลางลงไปจนถึงส่วนท้องถิ่นเตรียมพร้อม นายกฯเวียดนาม สั่งให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ จัดเตรียมยารักษาโรค และอาหาร... ตลอดจนสิ่งจำเป็นในการยังชีพ และแนะนำให้ชาวนาเกษตรกรเร่งเก็บเกี่ยวข่าวกับพืชผลต่างๆ ให้เร็วที่สุดเพื่อลดการสูญเสีย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;&lt;strong&gt;ไทยกับการรับมือ พายุกิสนา&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;img hspace=&quot;5&quot; height=&quot;220&quot; border=&quot;1&quot; align=&quot;right&quot; width=&quot;250&quot; vspace=&quot;5&quot; src=&quot;http://www.chaoprayanews.com/wp-content/uploads/2009/09/e0b983e0b895e0b989e0b89de0b8b8e0b988e0b899e0b899e0b8b2e0b881e0b8b5e0b8aa1.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนของประเทศไทยนั้นก็มีรายงานเตือนภัยของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่เตือนคนในแถบภาคอีสาน แถบมุกดาหาร อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ซึ่งจะโดนก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นเมื่อพายุเคลื่อนตัวเข้าประเทศไทยก็คงจะได้รับผลกระทบกันทั่วทุกภาค และทางกรมชลประทานได้พร่องน้ำไว้เตรียมรับมือพายุลูกนี้แล้ว ซึ่งน่าทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ครับ ซึ่งเกิดจากปริมาณฝนที่จะถูกพัดเข้ามาในประเทศไทย&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; สาธารณะสุขเตรียมรับมือกับพายุกิสนา&amp;nbsp; การเตรียมพร้อมให้การ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุ โซนร้อน &amp;ldquo; กิสนา &amp;rdquo;&amp;nbsp; ได้สั่งการให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติหรือศูนย์นเรนทร ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงตามประกาศเตือนภัยของกรมอุตุนิยมวิทยา ให้เตรียมเวชภัณฑ์ และหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พร้อมให้บริการผู้ประสบภัย ตลอด 24 ชั่วโมง หากเจ็บป่วยฉุกเฉิน ประชาชนสามารถโทรแจ้งหน่วยแพทย์นเรนทรทางหมายเลข 1669 ฟรี&amp;nbsp; สำรองงบประมาณไว้ที่ส่วนกลาง 30 ล้านบาท และสำรองเวชภัณฑ์ ยาสามัญประจำบ้านจำนวนกว่า 1 ล้านชุด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;&lt;strong&gt;เกร็ดเล็กๆน้อยๆของพายุลูกนี้&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; * พายุลูกนี้มีความรุนแรงเป็นระดับ 2&amp;nbsp; ความเร็วลม 165 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ยังเป็นรอง พายุไต้ฝุ่นเกย์ ที่ขึ้นฝั่งประเทศไทยในปี 2532 ซึ่งจัดเป็นพายุระดับ 3&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; * พายุลูกนี้ ได้เปลี่ยนเส้นทางอย่างเหนือความคาดหมายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นปรกติกับพายุในเขตร้อน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; * พายุลูกนี้ ทำให้ฟิลิปปินส์น้ำท่วมหนักในรอบ 40 ปี คนครึ่งล้านไร้ที่อยู่อาศัย มีคนเสียชีวิต 200 กว่าคน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; * พายุลูกนี้ทำให้เกิดสตอร์มเซิร์จ หรือคลื่นพายุซัดฝั่งสูงถึง 7 เมตร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;การเตรียมรับมือสำหรับพายุลูกนี้&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; * การรับมือกับปริมาณฝนซึ่งน่าจะมากมายมหาศาลมาก ซึ่งอาจะทำให้เกิดน้ำท่วมแบบฉับพลันตามที่ลุ่ม พื้นที่การเกษตรอาจจะได้รับความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; * ทางพื้นที่ที่อยู่ตามเทือกเขาต่างๆทั้งในอีสานและภาคเหนือ อาจจะต้องระมัดระวังภัยดินโคลนถล่มที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากฝนตกหนักบนภูเขา&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; * อาจจะทำให้เกินน้ำล้นตลิ่งได้ในบางพื้นที่ ตามลำน้ำและแม่น้ำขนาดใหญ่ &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; * ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้ว ระวังเรื่องความชื้น ซึ่งอาจจะทำความเสียหายได้ และได้ราคาลดลง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; * บ้านเรือนที่อยู่ในพื้นที่ดอน อาจจะเตรียมภาชนะเก็บกักน้ำเพื่อเตรียมไว้ใช้ในฤดูแล้ง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เว็บไซด์สำหรับการติดตามความเคลื่อนไหว&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.maybagyo.com&quot; title=&quot;www.maybagyo.com&quot;&gt;www.maybagyo.com&lt;/a&gt; เว็บติดตามความเคลื่อนไหวของพายุหมุนเขตร้อนที่เกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งเป็นของฟิลิปปินส์ ซึ่งจะมีรายละเอียดของภาพถ่ายดาวเทียมข้อมูลพายุที่เกิดขึ้นในรอบปี&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.tmd.go.th&quot; title=&quot;www.tmd.go.th&quot;&gt;www.tmd.go.th&lt;/a&gt; เว็บไซด์กรมอุตุนิยมวิทยา&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.thaiwater.net&quot; title=&quot;www.thaiwater.net&quot;&gt;www.thaiwater.net&lt;/a&gt; เว็บไซด์เช็คข้อมูลของน้ำทั่วประเทศ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1674#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Tue, 13 Oct 2009 21:59:12 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1674 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เริ่มต้นก้าวแรกด้วยการลด ๑๐% ภายในปี ๒๐๑๐</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1682</link>
 <description>&lt;h2 class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img height=&quot;140&quot; width=&quot;409&quot; src=&quot;/files/u1/SNAG-0007.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;h2 class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;strong&gt;ปริมาณ &amp;ldquo;คาร์บอน&amp;rdquo; หมายถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อน&lt;br /&gt;
เราต้องลดให้ได้ 40% ใน 10 ปีข้างหน้าเพียงเพื่อประคองโลกไว้ให้อยู่กันต่อไปได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เริ่มต้นก้าวแรกด้วยการลด 10% ภายในปี 2010&lt;br /&gt;
และหาเพื่อนอีก 10 คนร่วมปฏิบัติการ&lt;/strong&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp; เมืองไทยอาจเป็นประเทศเล็กๆ ที่ปล่อยคาร์บอนเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของปริมาณคาร์บอน ทั้งหมดที่มนุษย์ปล่อย เทียบไม่ได้เลยกับประเทศอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ แต่หากคำนวณค่าเฉลี่ยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหัว คนกรุงเทพเราปล่อยถึงคนละ 7.3 ตัน/ปี เทียบเท่ากับคนนิวยอร์ค และสูงกว่าค่าเฉลี่ยชาวโลกที่ปล่อยเพียง 1 ตัน/คน/ปี จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า&lt;br /&gt;
พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราส่งผลกระทบอย่างมากต่อโลก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp; การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้เป็นมิตรต่อโลกไม่สามารถทำได้ข้ามคืน และอาศัยปัจจัยหลายด้าน บางอย่างเราทำได้เอง และบางอย่างเราต้องการให้รัฐบาลช่วย มาเริ่มต้นในส่วนที่ทำเองได้ไม่ยากก่อน แล้วค่อยพัฒนากลเม็ดลดคาร์บอนให้ต่ำลงต่อไป ด้วยการวางเป้าหมายทีละขั้น ขั้นแรกลดให้ได้ 10% ภายในหนึ่งปี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปีนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะมีหวังกู้โลกไว้ได้ จึงขอร้องให้ทุกคนรวมพลัง เริ่มร่วมปฏิบัติการลดปล่อยคาร์บอนพร้อมกันในวันที่ 10 เดือนตุลาคมนี้ เพื่อพยายามลดคาร์บอนอย่างจริงจัง 10% ภายในปี 2010 และชวนเพื่อนฝูงเข้าร่วมปฏิบัติการอีกคนละ 10 คน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราสามารถหาแนวทางสร้างสรรค์ลดคาร์บอนกันได้จากเว็บไซต์หลายเว็บ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กลยุทธกันได้ทางกระทู้ต่างๆ บล็อก เฟซบุ๊ค ไฮไฟฟ์ ทวิตเตอร์ และอีเมล์งานนี้ทุกคนเป็นผู้นำ ช่วยกันกระจายข่าว ร่วมพลัง ๑๐:๑๐&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;
&lt;strong&gt;คำนวนการปล่อยคาร์บอน&lt;br /&gt;
http://thaicfcalculator.tgo.or.th/index.html&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img height=&quot;68&quot; width=&quot;88&quot; src=&quot;/files/u1/SNAG-0008.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.greenworld.or.th&quot; title=&quot;www.greenworld.or.th&quot;&gt;www.greenworld.or.th&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1682#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Wed, 14 Oct 2009 16:52:22 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1682 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>Radio Activists : ช่วงเวลาที่ใช่! ...ของนักคิด นักกิจกรรม</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1763</link>
 <description>&lt;p&gt;หากเราลองหมุนคลื่นไปตามหน้าปัดวิทยุบ้านเราในปัจจุบันก็จะพบว่า มีแต่เพลงวัยรุ่นจากค่ายเพลงยักษ์  2-3 ค่ายเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีเนื้อหารักๆ ใคร่ๆ ไปตามประสาวัยมันส์ ทำเอาวัย  (รุ่น) ใหญ่ออกอาการวิงเวียนอยู่ไม่น้อยเมื่อได้ยินได้ฟัง เพราะบางทีก็ตามไม่ทัน  บางครั้งก็ฟังไม่รู้เรื่องว่า &lt;b&gt;&amp;quot;นี่เขาร้องอะไรกัน&amp;quot; &lt;/b&gt;พาลไม่ฟังวิทยุเสียดื้อๆ  เพราะหาคลื่นที่ใช่ เปิดเพลงที่ถูกอกถูกใจไม่เจอ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีคลื่นร้อนแรงแห่งยุคสมัยเกิดขึ้น ท่ามกลางความโหยหาอดีตอันหอมหวานในโลกอะนาล๊อก  ของบรรดาคนรุ่นใหญ่ ในนามของ &lt;b&gt;&lt;font color=&quot;#ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;&amp;quot;YES Radio (FM 107.5)&lt;/b&gt;  คลื่นที่ชอบ...ของคนที่ใช่&lt;/font&gt;&amp;quot;&lt;/b&gt; ที่เปิดเพลงแนว Retro ไทย ในช่วงปี  2515 และ 2537 โดยมีนักจัดรายการในยุคดังกล่าวเป็นผู้ดำเนินรายการตลอด 24 ชั่วโมง  ผสมผสานเรื่องราวสาระน่ารู้ พร้อมทั้งกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะช่วงของ Radio Activists  ที่ถือเป็นช่วงเวลาของนักกิจกรรมเพื่อสังคมโดยแท้ ทั้งนี้ เพื่อมุ่งหวังรอยยิ้มและความทรงจำที่งดงามกลับคืนกลับสู่มิตรภาพที่ถาวร  &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#666666&quot;&gt;&lt;img hspace=&quot;9&quot; height=&quot;164&quot; border=&quot;1&quot; align=&quot;right&quot; width=&quot;230&quot; vspace=&quot;9&quot; src=&quot;http://www.thaingo.org/images4/yes006.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&amp;quot;หลักๆ    แล้ว YES Radio (FM 107.5) คือ การเปิดพื้นที่ให้คนไม่มีที่ยืนทางสังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนในช่วงอายุ    30-40 ปี เป็นหลักครับ ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่มีพื้นที่เป็นของตนเอง จะฟังรายการเพลงก็ต้องฟังกับลูกๆ    บ้าง หรือไม่ก็หลีกเลี่ยงไปรายการข่าว แต่พื้นที่ที่เป็นสื่อบันเทิงสำหรับพวกเขาจริงๆ    แล้วไม่มี ทั้งๆ ที่คนกลุ่มนี้มีความพร้อม มีศักยภาพหลายๆ ด้าน หลายคนเป็นเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี    หลายคนเป็นพนักงานบริษัืืทซึ่งอายุรุ่นราวคราวนี้ก็เป็นระดับหัวหน้าแล้ว เรียกไ้ด้ว่า    มีพลังทางสังคมสูง ที่จะเปลี่ยนแปลง หรือทำอะไรเพื่อสังคม เราจึงเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้มีพื้นที่ทางสังคม    ทั้งตัวเขาเอง ตลอดจนครอบครัว และลูกๆ ของเขาด้วย&amp;quot;&lt;/font&gt;&lt;b&gt; ดีเจ อ๊อด -    จักกฤษ ศิลปชัย &lt;/b&gt;ผู้ริเริ่มก่อตั้ง YES Radio (FM 107.5) กล่าว &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อีกช่วงรายการที่น่าสนใจของ &lt;font color=&quot;#ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;&amp;quot;YES Radio (FM 107.5)&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;b&gt;  &lt;/b&gt; คือ รายการช่วง &lt;font color=&quot;#ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;Radio Activist&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; ช่วงเวลาของนักคิด  นักกิจกรรมทางสังคม โดยมี &lt;b&gt;&amp;quot;ดีเจนก - อรรณพ นิพิทเมธาวี&amp;quot;&lt;/b&gt; นักกิจกรรมทางสังคม Webmaster ThaiNGO คนนี้เองเป็นผู้จัด เนื้อหาส่วนใหญ่จะกล่าวถึงกิจกรรมทางสังคมเป็นหลักสลับกับการเปิดเพลงตามแบบ ฉบับนักกิจกรรมในช่วงสมัยต่างๆ และในบางโอกาสก็ได้เชิญนักกิจกรรมมานั่งพูดคุย แลกเปลี่ยน ซึ่งกันและกัน ถือว่าเป็นพื้นที่ให้นักกิจกรรมที่เคยยืนแต่เพียงชายขอบให้มีที่มีทางใน สังคมบ้าง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#666666&quot;&gt;&amp;quot;พี่อ๊อด จักกฤษ ชวนผมมาทำ Radio Activists เพราะเหตุผล  2-3 อย่าง แน่นอนเนื้อหา เรื่องราวของนักกิจกรรมเป็นเหตุผลหลัก จริงๆ ผมเป็น Activist  มากกว่าเป็น DJ (Disc Jockey) ผมมีประสบการณ์และเรื่องราวทางด้านกิจกรรมเยอะ ตั้งแต่สมัยทำค่ายอาสาฯ  ตอนเรียน จนถึงหน้าที่การงานในปัจจุบันที่ก็ทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นโลกของ  Activist&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img hspace=&quot;9&quot; height=&quot;164&quot; border=&quot;1&quot; align=&quot;right&quot; width=&quot;230&quot; vspace=&quot;9&quot; src=&quot;http://www.thaingo.org/images4/yes005.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;  จริงๆ รายการวิทยุที่เอากิจกรรมมาเล่ามันมีเยอะ แต่ก็เป็นในลักษณะรายการข่าว รายการพูดคุยเป็นหลัก  แต่ Radio Activists ที่ YES Radio (FM 107.5) เป็นรายการเพลง เน้นเพลงประกอบเรื่องราว  ดังนั้นผมคิดว่ามันโดนใจคนในวงกว้างกว่า หลากหลายกว่ารายการลักษณะสารคดีเชิงข่าวแบบที่มีกัน  เพราะคนฟังเขาไม่ได้ต้องลงลึก อีกประเภทคือ รายการเพลงแต่ทำกิจกรรมเอง พาเที่ยว พาทัวร์  แบบนั้นเราก็ไม่ใช่เรา Radio Activists ให้คุณค่ากับคนหรือองค์กร NGOs ที่ทำงานด้านสังคมที่มีอยู่ด้วย  แล้วเราเอาเรื่องราวของเขามาขยายต่อ เอามาประชาสัมพันธ์ บอกเล่าโดยมีเพลงเป็นสื่อสัมพันธ์กัน  มันเป็นหลักการเดียวกันกับ &lt;a href=&quot;http://www.ThaiNGO.org&quot; title=&quot;www.ThaiNGO.org&quot;&gt;www.ThaiNGO.org&lt;/a&gt; นั้นแหละ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คนฟัง YES Radio (FM 107.5) เป็นผู้ใหญ่ เพราะคลื่นนี้เป็น Retro Program แปลว่าคนเหล่านี้มีวุฒิภาวะ  มีกำลังทางสึงคม มีหน้าที่การงาน มีประสบการณ์ ผ่านโลกมาแล้วพอควร จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนกลุ่มนี้ได้รับข้อมูลดีๆ  ของ Activists หรือ NGOs โดยตรง หมายถึงจากผม ซึ่งถือว่าเป็น NGOs แล้วเขาเข้าใจมัน  จนลงมือปฏิบัติการอะไรสักอย่างเพื่อสังคม หรือทำรวมกับคลื่นเราในโอกาสต่อจากนี้ไป  มันเป็นเรื่องน่าสนใจ น่าติดตาม &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;รวมไปถึงกลุ่มของ Activists หรือ NGOs เองที่สามารถมาใช้สื่อตรงนี้ให้เกิดประโยชน์กับงานของเขาได้  เราก็ยินดีเปิดโอกาสให้ใช้เลย นี่คือสื่อของพวกเรานักกิจกรรมทุกคนอยู่แล้ว แค่ติดต่อผมมา...เท่านั้น&amp;quot;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ดีเจ - อรรณพ ยังฝากด้วยว่า &lt;b&gt;Radio Activists&lt;/b&gt; ยินดีเป็นช่องทางการเผยแพร่ข่าวสาร  หรือ กิจกรรมดีๆ ให้กับคนทำงานเพื่อสังคม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#666666&quot;&gt;&lt;img hspace=&quot;9&quot; height=&quot;164&quot; border=&quot;1&quot; align=&quot;right&quot; width=&quot;230&quot; vspace=&quot;9&quot; src=&quot;http://www.thaingo.org/images4/yes007.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&amp;quot;เดี๋ยวนี้    ตามคลื่นต่างๆ ก็มีแต่เพลงวัยรุ่น ทำให้หลายๆ คน ได้เปิดใจคุยกันว่า แล้วบทเพลงในยุคที่เราเป็นวัยรุ่นล่ะ    มันหายไปไหน ผมไม่ได้ปฏิเสธเพลงวัยรุ่นนะ ไม่ได้มองว่าไม่ดีหรือเสียหายอะไร มันเป็นเรื่องของยุคสมัย    อย่างสมัยผมเป็นวัยรุ่นแม่ก็ถามบ่อยๆ ว่าฟังเพลงอะไร ไม่เห็นรู้เรื่องเลย เหมือนกันครับ    ทุกวันนี้เราก็ถามวัยรุ่นด้วยประโยคเดียวกัน ฟังเพลงเขาไม่รู้เรื่อง เรามีความสุขกับการฟังเพลงยุคของเรา    ซึ่งปัจจุบันได้หายไปจากหน้าปัดวิทยุ แม้กลุ่มเป้าหมายหลักจะเป็นบุคคลในกลุ่ม Gen    B Gen X ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปก็ตาม แต่กลุ่มเป้าหมายรองอย่าง คนรุ่นใหม่ นักเรียน    นักศึกษา ซึ่งเชื่อว่ามีหลายคนรู้จักเพลงย้อนยุคไม่น้อย จากเพลงประกอบหนัง หรือ    ละคร ในปัจจุบัน&amp;quot;&lt;/font&gt;&lt;b&gt; ดีเจ อ๊อด - อภิเดช มหัตพงษ์ &lt;/b&gt;อีกหนึ่งนักจัดรายการทาง    YES Radio กล่าว เสริม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#666666&quot;&gt;&amp;quot;ผมมองว่า ที่ผ่านมาสังคมมีความเครียด ซึ่งความเครียดเหล่านั้นมาจากความเห็นแก่ตัวของคน  นักธุกิจมักจะถูกสอนให้มุ่งผลกำไรเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ คุณทำได้ คุณเก่ง โดยไม่สนใจคนรอบข้าง  กลายเป็นผู้ไม่มีหัวใจ เป็นร่างไร้วิญญาณ ในส่วนของ Radio Activist ก็จะเป็นตัวสะท้อนในด้านการมีมิตรภาพในสังคม  ว่าสังคมยังมีการแบ่งปัน มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน และให้เขาได้กลายมาเป็นผู้ให้บ้าง  ซึ่งก็จะนำไปสู่การบอกเล่ากับคนรอบข้างครอบครัว ลูกๆ ว่า สังคมยังมีคนทำความดีเยอะแยะเต็มไปหมด&amp;quot;&lt;/font&gt;  ดีเจอ๊อด จักกฤษ เจ้าเก่า กล่าวส่งท้าย&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;font color=&quot;#000099&quot;&gt;ภาพบรรยากาศงานวันเปิดตัว YES Radio    (FM 107.5)&lt;br /&gt;
ในงานแถลงข่าวเปิดตัวคลื่น YES Radio วันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 &lt;/font&gt;&lt;font color=&quot;#990000&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;img height=&quot;242&quot; border=&quot;1&quot; width=&quot;500&quot; src=&quot;http://www.thaingo.org/images4/yes001.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;    &lt;br /&gt;
จากซ้าย : ชาย วงศ์สาโรจน์ , ระย้า รถไฟดนตรี , วิเชียร อัศวกุล ค่ายนิธิทัศน์    , อ๊อด จักกฤษ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img height=&quot;242&quot; border=&quot;1&quot; width=&quot;500&quot; src=&quot;http://www.thaingo.org/images4/yes002.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt; &lt;font color=&quot;#ff0000&quot;&gt;DJ YES Radio&lt;/font&gt; : (บน จากซ้าย) &lt;/b&gt;ชาย วงศาโรจน์    , กิตติศักดิ์ นภาพรรณวรัตน์ (เล็ก) , กาญจนา อัมภสุวรรณ , จักรกฤษ ศิลปชัย (อ๊อด)    , จุ๊ ไทยรัฐ , กพล ทองพลับ (ป๋อง) , เรวัติ ชุมสาย&lt;b&gt; (ล่าง จากซ้าย) &lt;/b&gt;นุกูล    อนุกูล (กุ๊ก) , ตะแง้ว , อัครพล ปิ่นสุวรรณ (ตู่) , อภิเดช มหัตพงษ์ (อ๊อด) ,    อรรณพ นิพิทเมธาวี (นก)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img height=&quot;242&quot; border=&quot;1&quot; width=&quot;500&quot; src=&quot;http://www.thaingo.org/images4/yes003.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
ศิลปิน คนในวงการสื่อ มาร่วมแสดงความยินดีกับ คลื่น YES Radio&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;img height=&quot;231&quot; border=&quot;0&quot; width=&quot;230&quot; src=&quot;http://www.thaingo.org/images4/yes008.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;font color=&quot;#000099&quot;&gt;ความเห็นจากผู้ฟัง YES Radio (FM 107.5)&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;table cellspacing=&quot;1&quot; cellpadding=&quot;10&quot; border=&quot;0&quot; bgcolor=&quot;#cccccc&quot; align=&quot;center&quot; width=&quot;80%&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td bgcolor=&quot;#ffffff&quot;&gt;&amp;quot;เป็นเรื่องดีครับ ที่สื่อกระแสหลักอย่างรายการวิทยุได้สร้างพื้นที่ให้คนทำกิจกรรมทางสังคมได้มีที่ยืนทางสังคม        เนื้อหารายการก็เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เพราะผมเชื่อว่าคนฟังหลายคนในอดีตเคยเป็นนักกิจกรรมมาก่อน        และใฝ่ฝันถึงสังคมที่สวยงามเหมือนกัน ซึ่งในอดีตพื้นที่สื่อสารทางสังคมอาจมีมากกว่านี้        แต่ปัจจุบันพื้นที่ถูกแบ่งไปให้เชิงพาณิชย์ การบริโภคมากขึ้น คนอยากทำเพื่อสังคมยังมีอยู่เยอะแต่บางทีก็ขาดโอกาสขาดช่องทาง        โดยเฉพาะคนฟังที่เป็นนักกิจกรรมในอดีตที่ปัจจุบันได้เติบโตมากขึ้น มีความพร้อมในด้านต่างๆ        มากขึ้น พอมีตัวกลางเชื่อมประสานให้ออกมาเจอกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ได้มีโอกาสรวมตัวกันทำอะไรเพื่อสังคม        และมีความคาดหวังว่าจะมีรายการจะให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ในที่เปิดพื้นที่ให้นักกิจกรรมเช่นนี้ตลอดไป&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;            &lt;b&gt;สมเกียรติ อำนวยสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมการให้ มูลนิธิกองทุนไทย        &lt;/b&gt;&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td bgcolor=&quot;#ffffff&quot; bordercolor=&quot;#FFFFCC&quot;&gt;&amp;quot;แนวการจัด &amp;quot;อย่างนี้..เขาเรียกว่าโดน&amp;quot;        ชอบมาก แนวธรรมชาติ แง่คิด ความจริงของชีวิต กำลังใจ เพื่อสังคม ความใสๆ บริสุทธิ์        ความจริงใจ ที่สัมผัสได้ ตลอด 3 ชั่วโมง ที่รับฟัง แล้วที่ โดนมากๆ ชอบมากๆ        คือ การร้องเพลงสดๆ โดยใช้เครื่องดนตรีชิ้นเดียว คือ กีต้าร์ เป็นเอกลักษณ์ประจำช่วงการจัดรายการไปเลย        ขอเป็นแฟนคลับ Radio Activists ค่ะ&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;            &lt;b&gt;จากคุณ...วันสุข(ร์)&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td bgcolor=&quot;#ffffff&quot; bordercolor=&quot;#FFFFCC&quot;&gt;&amp;quot;เสาร์-อาทิตย์ ทีไรนอนดึกทุกที...ฟังคุณนกจัดรายการ        (แต่ไม่ได้ตื่นสายนะคะ) อาจจะอยู่ในวัยใกล้ๆ กันมั่ง เลยชอบสไตส์ของคุณนก เปิดเพลง        (เห็นภูเขา เห็นป่า แม่น้ำ ลำธาร ตามเพลงไปด้วยเลย) ฟังแล้วไม่เครียดดี เป็นกำลังใจให้...คุณนกนะค่ะ&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;            &lt;b&gt;จากคุณ... รสสุคนธ์&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td bgcolor=&quot;#ffffff&quot;&gt;&amp;quot;ขอให้รายการจัดรูปแบบอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อย่าเปลี่ยนแนว        เพราะไม่อยากได้ยิน Sound Effect ประหลาดๆ เหมือนคลื่นวัยรุ่นอื่นๆ น่ารำคาญ        เพื่อนๆ หลายคนบอกรีบฟังตอนใหม่ๆ จะแน่นไปด้วยคุณภาพ เดี๋ยวอีกหน่อยจะกลายพันธุ์        เปลี่ยนแนวการจัด และเละในที่สุด เมื่อต้องจัดรายการตามคำขอของ Sponsor ใหม่ๆ&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;            &lt;b&gt;จากคุณ... yor_ying&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;a target=&quot;_blank&quot; href=&quot;http://www.yesradiothai.com/&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;font color=&quot;#000099&quot;&gt;ผังนักจัดรายการ - Yes Radio FM107.5&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;table cellspacing=&quot;1&quot; cellpadding=&quot;3&quot; border=&quot;0&quot; bgcolor=&quot;#cccccc&quot; align=&quot;center&quot; width=&quot;80%&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr bgcolor=&quot;#006699&quot; align=&quot;center&quot; valign=&quot;middle&quot;&gt;
&lt;td width=&quot;20%&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#ffffff&quot;&gt;&lt;b&gt;เวลา &lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/td&gt;
&lt;td width=&quot;35%&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#ffffff&quot;&gt;&lt;b&gt;จันทร์ - ศุกร์&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/td&gt;
&lt;td width=&quot;35%&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#ffffff&quot;&gt;&lt;b&gt;เสาร์ -อาทิตย์&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr bgcolor=&quot;#ffffff&quot; align=&quot;center&quot; valign=&quot;middle&quot;&gt;
&lt;td&gt;06.00-09.00 น.&lt;/td&gt;
&lt;td&gt;ชาย วงศาโรจน์ &lt;br /&gt;
            (Morning Rider)&lt;/td&gt;
&lt;td&gt;จุ๊ ไทยรัฐ + ตะแง้ว &lt;br /&gt;
            (ประเด็นข่าว ประเด็นเพลง)&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr bgcolor=&quot;#ffffff&quot; align=&quot;center&quot; valign=&quot;middle&quot;&gt;
&lt;td&gt;09.00-12.00 น.&lt;/td&gt;
&lt;td&gt;กาญจนา อัมภสุวรรณ &lt;br /&gt;
            (Album Note)&lt;/td&gt;
&lt;td&gt;พิพัฒน์ วิรัชศิลป์ &lt;br /&gt;
            (Hello America)&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr bgcolor=&quot;#ffffff&quot; align=&quot;center&quot; valign=&quot;middle&quot;&gt;
&lt;td&gt;12.00-15.00 น.&lt;/td&gt;
&lt;td&gt;&lt;font color=&quot;#999999&quot;&gt;ยังว่าง...กาญจนา+กิตติศักดิ์ &lt;br /&gt;
            เป็นมวยแทนไปก่อน &lt;/font&gt;&lt;/td&gt;
&lt;td&gt;นุกูล อนุกูล (กุ๊ก) &lt;br /&gt;
            (ลูกโป่งเพลงไทย)&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr bgcolor=&quot;#ffffff&quot; align=&quot;center&quot; valign=&quot;middle&quot;&gt;
&lt;td&gt;15.00-18.00 น.&lt;/td&gt;
&lt;td&gt;กิตติศักดิ์ นภาพรรณวรัตน์ (เล็ก) &lt;br /&gt;
            (ผิวปากตามเพลง)&lt;/td&gt;
&lt;td&gt;กพล ทองพลับ &lt;br /&gt;
            (กรี๊ดกร๊าด...ตามแผ่น)&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr bgcolor=&quot;#ffffff&quot; align=&quot;center&quot; valign=&quot;middle&quot;&gt;
&lt;td&gt;18.00-21.00 น.&lt;/td&gt;
&lt;td&gt;อัครพล ปิ่นสุวรรณ (ตู่)&lt;br /&gt;
            (Smile Radio)&lt;/td&gt;
&lt;td&gt;อัครพล ปิ่นสุวรรณ (ตู่) &lt;br /&gt;
            (Smile Radio &lt;b&gt;&lt;font size=&quot;1&quot;&gt;Eng.Song&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;)&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr bgcolor=&quot;#ffffff&quot; align=&quot;center&quot; valign=&quot;middle&quot;&gt;
&lt;td&gt;21.00-24.00 น.&lt;/td&gt;
&lt;td&gt;จักรกฤษ ศิลปชัย (อ๊อด) &lt;br /&gt;
            (กรี๊ดกร๊าด...ตามแผ่น)&lt;/td&gt;
&lt;td&gt;เรวัติ ชุมสาย&lt;br /&gt;
            (Studio Night &lt;font size=&quot;1&quot;&gt;&lt;b&gt;Eng.Song&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;)&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr bgcolor=&quot;#ffffff&quot; align=&quot;center&quot; valign=&quot;middle&quot;&gt;
&lt;td&gt;24.00-03.00 น .&lt;/td&gt;
&lt;td&gt;อภิเดช มหัตพงษ์ (อ๊อด)&lt;br /&gt;
            (Smile Radio)&lt;/td&gt;
&lt;td&gt;อรรณพ นิพิทเมธาวี (นก) &lt;br /&gt;
            (Radio Activists)&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr bgcolor=&quot;#ffffff&quot; align=&quot;center&quot; valign=&quot;middle&quot;&gt;
&lt;td&gt;03.00-06.00 น. &lt;/td&gt;
&lt;td colspan=&quot;2&quot;&gt;&lt;b&gt;เพลงจากทางสถานี&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;object height=&quot;385&quot; width=&quot;480&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;param value=&quot;http://www.youtube.com/v/FVKffqbK9Ww&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;color1=0x2b405b&amp;amp;color2=0x6b8ab6&quot; name=&quot;movie&quot; /&gt;
&lt;param value=&quot;true&quot; name=&quot;allowFullScreen&quot; /&gt;
&lt;param value=&quot;always&quot; name=&quot;allowscriptaccess&quot; /&gt;&lt;embed height=&quot;385&quot; width=&quot;480&quot; allowfullscreen=&quot;true&quot; allowscriptaccess=&quot;always&quot; type=&quot;application/x-shockwave-flash&quot; src=&quot;http://www.youtube.com/v/FVKffqbK9Ww&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;color1=0x2b405b&amp;amp;color2=0x6b8ab6&quot;&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt; &lt;br /&gt;
&lt;font color=&quot;#666666&quot;&gt; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;a target=&quot;_blank&quot; href=&quot;http://www.yesradiothai.com/&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#666666&quot;&gt;&lt;b&gt;www.YesRadioThai.com&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
** ช่วง Radio Activists โดย อรรณพ นิพิทเมธาวี (นก) ทุกเสาร์และอาทิตย์ เที่ยงคืน-ตี    3 **&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#666666&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;font color=&quot;#ff0000&quot;&gt;ทีมงานไทยเอ็นจีโอ   &lt;/font&gt;&lt;br /&gt;
&lt;font color=&quot;#000000&quot;&gt;มูลนิธิกองทุนไทย&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;&lt;strong&gt;ที่มา&lt;/strong&gt; : &lt;a href=&quot;http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1448&quot;&gt;http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1448&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;font color=&quot;#000099&quot;&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;object height=&quot;385&quot; width=&quot;480&quot;&gt;&lt;/p&gt;
&lt;param value=&quot;http://www.youtube.com/v/FVKffqbK9Ww&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;color1=0x2b405b&amp;amp;color2=0x6b8ab6&quot; name=&quot;movie&quot; /&gt;
&lt;param value=&quot;true&quot; name=&quot;allowFullScreen&quot; /&gt;
&lt;param value=&quot;always&quot; name=&quot;allowscriptaccess&quot; /&gt;&lt;embed height=&quot;385&quot; width=&quot;480&quot; allowfullscreen=&quot;true&quot; allowscriptaccess=&quot;always&quot; type=&quot;application/x-shockwave-flash&quot; src=&quot;http://www.youtube.com/v/FVKffqbK9Ww&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;color1=0x2b405b&amp;amp;color2=0x6b8ab6&quot;&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1763#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 23 Nov 2009 16:14:00 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1763 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>Read for Change</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/1834</link>
 <description>&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;strong&gt;Read for change&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;http://gotoknow.org/file/523070294-3/preview/read-books-that-you-enjoy.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot; What better book can there be than the book of humanity?&amp;quot; Mohandas K. Gandhi &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เชื่อว่าคนที่ทำงานจิตอาสา ต้องมีแรงบันดาลใจที่ทำให้ลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆเพื่อสังคม ในแรงผลักดันในใจเหล่านั้น จากบุคคล เหตุการณ์ เชื่อว่าสิ่งที่หนึ่งที่ส่งผ่านแรงบันดาลใจเหล่านั้น ต้องมีหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ถือได้ว่าช่วยจุดประกาย ให้ ทั้งก่อนที่เราจะเริ่มตัดสินใจ เลือกทางเบี่ยงในชีวิตที่ต่างออกไป หรือเหมือนเป็นบ่อน้ำที่เติมกำลังใจให้เรา ในยามที่เจออุปสรรคไร้หนทางก้าวไป แม้สื่อในปัจจุบันที่สำเร็จรูปนอกจากหนังสือ ที่สมบูรณ์แบบ มีเกิดขึ้นมากมาย แต่ จะมีสักกี่สื่อที่ ได้เปิดพื้นที่ให้เราได้จินตนาการเองได้เท่าหนังสือ ให้เราได้คิด วิเคราะห์ ได้มีส่วนร่วมแต่งเติมได้ทั้งความคิดและการกระทำ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริงๆแล้วการอ่าน ในชีวิตของเราใช่เพียงแค่อ่านหนังสือที่เป็นเล่ม ในชีวิตประจำวันจริงๆแล้วตั้งแต่ตื่นจนนอน เราต้องอ่านเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ข่าวสาร บุคคล กิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้น แต่หนังสือบางเล่มก็ทำให้เรา &amp;ldquo;อ่าน&amp;rdquo; ชีวิต ได้ชัดเจนยิ่ง ให้เราได้มองโลกในมุมที่ต่างออกไปจากที่เคยเป็น ทำให้ทัศนคติในชีวิตของเราได้เบ่งบาน จนส่งผลไปยังวิถีการดำเนินชีวิตในทุกขณะ ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้ลองชวนพี่ๆเพื่อนๆ ในเครือข่ายจิตอาสาได้ลองมาแบ่งปันหนังสือ 5 เล่มในดวงใจ แรงบันดาลใจที่ได้รับ ซึ่งคงไม่ได้บอกว่าเป็นหนังสือเล่มที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่หนังสือเหล่านี้ทำให้พวกเราเกิดความรักในการอ่าน การเรียนรู้&amp;nbsp; จนมีความตั้งใจที่จะลองลุกขึ้นมาแบ่งปันอะไรดีๆเพื่อสังคม&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;A real book is not one that&#039;s read, but one that reads us. ~ W. H. Auden&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rteleft&quot;&gt;
&lt;img hspace=&quot;5&quot; height=&quot;210&quot; align=&quot;left&quot; width=&quot;250&quot; vspace=&quot;5&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/0897363C089730D4001339BD4725759A.jpg&quot; /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt; ท่านแรกที่เราได้หารือคือ &lt;span style=&quot;color: rgb(255, 153, 0);&quot;&gt;&lt;em&gt;พระอาจารย์ ไพศาล วิสาโล&lt;/em&gt;&lt;/span&gt; เครือข่ายพุทธิกา&lt;/strong&gt; ถึงหนังสือในดวงใจของท่าน ซึ่งท่านเป็นผู้ที่ นักอ่านหนังสือตัวยงท่านนึง ถ้าใครได้มีโอกาสไปเยี่ยมกุฎิท่านที่ภูหลง จะเห็นถึงกองหนังสือ มากกว่าครึ่ง เราได้ถามถึงหนังสือเล่มแรกในชีวิตท่าน คำตอบที่ทำให้เราประหลาดใจมากคือ การ์ตูนไทย มนุษย์เหล็ก เจ้าชายผมทอง สามเกลอ ซึ่งสมัยนี้พวกเราก็ไม่รู้จักแล้ว ท่านชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ เริ่มอ่านตั้งแต่ ป.4 ที่ชอบมากตอนนั้นเป็นประวัติบุคคลไม่ว่าจะเป็น เอดิสัน ไอน์สไตน์ พระยาอนุมานราชธน พระยาพิชัยดาบหัก คลีโอพัตรา ดอนกีโฮเต้ เชอร์ลอก โฮล์มส์ ที่มาเริ่มอ่านหนังสือ ส่วนตอนเด็กๆเหงา หนังสือเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด และท่านก็แสวงหา ท่านได้เลือกหนังสือ ในดวงใจดังนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;u&gt;ส. ศิวรักษ์&lt;/u&gt; เป็นหนังสือที่เปิดประตูสู่โลกหนังสือ เกิดความตื่นตัวทางสังคมและการเมือง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;u&gt;มนุษย์ที่แท้ มรรควิถี&lt;/u&gt; ของจางจื๊อ, ส. ศิวรักษ์ มีความลุ่มลึก&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;u&gt;พุทธธรรม&lt;/u&gt; พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต) ท่านยอมรับคำกล่าวหนังสือนี้ว่าสมควรแล้วที่คนจะพูดว่าเป็นเล่มที่ดีที่สุดในยุครัชกาลที่ 9 และถือว่าเป็นเล่มที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งของรัตนโกสินทร์ ถ้ามีเล่มเดียวที่สามารถติดไปได้ในชีวิตก็เล่มนี้แหละ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;u&gt;เหยื่ออธรรม&lt;/u&gt; วิคเตอร์ อูโก ปลุกมโนธรรมให้ไม่ดูดายกับสังคม&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;u&gt;พุทธประวัติจากพระโอษฐ์&lt;/u&gt;, พุทธทาสภิกขุ ทำให้รู้สึกใกล้ชิดกลับพระพุทธเจ้ามากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือเล่มอื่นๆ นอกจากนั้นก็มี วิถีแห่งเต๋า (พจนา จันทรสันติ), ตีนติดดิน (ส. ศิวรักษ์), บึงหญ้าป่าใหญ่ ( เทพศิริ สุขโสภา), ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ( ติช นัท ฮันห์ แปลโดย พระประชา ปสนฺธมฺโม) ข้าพเจ้าทดลองความจริง / THE STORY OF MY EXPERIMENTS WITH TRUTH ( มหาตมา คานธี แปลโดย: กรุณา-เรืองไร กุศลาสัย )&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;Tell me what you read and I shall tell you what you are. ~ Anonymous Proverb &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;img hspace=&quot;5&quot; align=&quot;left&quot; width=&quot;250&quot; vspace=&quot;5&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/TueFebruary2007173021_sombat_03.jpg&quot; /&gt;ท่านที่สองก็คือ &lt;span style=&quot;color: rgb(255, 102, 0);&quot;&gt;&lt;em&gt;พี่หนูหริ่ง หรือสมบัติ บุญงามอนงค์&lt;/em&gt; &lt;/span&gt;ประธาน มูลนิธิกระจกเงา&lt;/strong&gt; ซึ่งมีหนังสือในดวงใจดังนี้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;u&gt;เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน&lt;/u&gt; ของ วิทยากร เชียงกูล&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;u&gt;ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว&lt;/u&gt; ของ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เขียน / รสนา โตสิตระ แปล&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;u&gt;ศิลปะเพื่อชีวิตศิลปะเพื่อประชาชน&lt;/u&gt; ของ จิตร ภูมิศักดิ์&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;u&gt;ทฤษฏีอัตตะภาวะวิสัย&amp;nbsp;&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;u&gt;โจนาทาน ลิฟวิงสตัน นางนวล&lt;/u&gt; แต่งโดย Richard Bach แปลโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราสามารถมองเห็นความอยุติธรรมในสังคมได้จากการสังเกตจากการใช้ชีวิตประจำวัน เราสามารถให้คุณค่าหรือวางบทบาทของตนเองต่อปัญหาเหล่านั้นในฐานะผุ้เฝ้ามอง ผู้ร่วมกระทำ หรือ ผู้แก้ไขปัญหานั้น หนังสือบางเล่มทำให้เรามองเห็นพลังภายในตัวเราเอง ในฐานะฟาง หรือ มนุษย์คนเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนแปลงสังคมได้ แม้จะต้องทวนกระแสลม หรือ ออกจากฝูง เพื่อเดินทางโดยลำพัง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราได้คุยกับนักคิด นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ชีวิตจริงเราไม่มีโอกาสได้คุยกับพวกเขา การอ่านสิ่งที่พวกเขาเขียนทำให้เราเข้าใจระบบคิดที่ฝังแน่นอยู่เบื้องหลัง และสืบสานต่อความคิดที่เป็นสากลนั้น และการหนังสือยังเหมือนกับการได้สนทนากับตัวเราเองด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;As a rule people don&#039;t collect books; they let books collect themselves. ~ Arnold Bennett&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ท่านที่สาม &lt;span style=&quot;color: rgb(255, 102, 0);&quot;&gt;&lt;em&gt;น้องเก๋&lt;/em&gt;&lt;/span&gt; ผู้จัดการกลุ่มนวัตกรรมเยาวชนเพื่อสังคม YIY &lt;/strong&gt;ซึ่งได้อธิบายการอ่านเอาไว้ว่า...&lt;img hspace=&quot;5&quot; height=&quot;191&quot; align=&quot;right&quot; width=&quot;200&quot; vspace=&quot;5&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/4504_1055281634050_1586102512_30156.jpg&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; การทำงานภาคสังคมเป็นความใฝ่ฝันส่วนตัวอยู่แล้วตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ทำให้มี &amp;ldquo;ใจ&amp;rdquo; เป็นทุนเดิม ส่วน &amp;ldquo;หนังสือ&amp;rdquo; แต่ละเล่มที่อ่านเป็นปุ๋ยที่คอยเสริมพลังใจ แรงบันดาลใจให้ตัวเราเองและเผื่อแผ่ไปยังคนรอบข้างเราได้ด้วย หนังสือที่เป็นแรงบันดาลในชีวิตมี ละเลียดเล็มโลก, เจ้าชายน้อย, เต๋าแบบหมีพูห์ และ The Tipping Point &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือแต่ละเล่มก็ให้แรงบันดาลใจทั้งต่างกันและคล้ายกัน อย่างเล่ม &amp;ldquo;ละเลียดเล็มโลก&amp;rdquo; เป็นประสบการณ์การเดินทางของคนเขียน พออ่านแล้วทำให้อยากออกเดินทางสู่โลกกว้างบ้าง เวลาตัวเองต้องเดินทางไปที่ใหม่ๆหลากเรื่องที่พบเจอทั้งทุกข์-สุขก็เป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้ระหว่างทางกับเรื่องราวนั้น เมื่อกลับมาก็จะอมยิ้มให้กับมัน และแอบบันทึกเรื่องราวการเดินทางของตัวเราเองบ้าง (แม้จะดูได้เพียงคนเดียวก็ตาม^^) หนังสือที่ประทับใจ 5 เล่มก็คือ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.&amp;nbsp; &lt;u&gt;&amp;ldquo;เจ้าชายน้อยและเต๋าแบบหมีพูห์&amp;rdquo;&lt;/u&gt; เป็นเล่มที่ถูกบังคับให้อ่านเพราะเป็นหนังสือที่จะต้องสอบในวิชาพื้นฐานตอนปี 1 ที่ม.ธรรมศาสตร์ แต่พอได้อ่านแล้วต้องขอบคุณอาจารย์ที่คัดหนังสือเหล่านี้ให้พวกเราได้เรียนรู้ ถ้าไม่ได้เรียนก็ไม่รู้ว่าจะได้อ่านเมื่อไหร่&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.&amp;nbsp; &lt;u&gt;&amp;ldquo;เจ้าชายน้อย&amp;rdquo;&lt;/u&gt; อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงความเป็นเด็กในตัวที่ได้ออกมาวิ่งเล่นอีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งคนทุกคนมีความเป็นเด็กนี้อยู่ในตัวแต่อาจหลงลืมไป หรือถูกหลบซ่อนอยู่ภายในโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งอาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมหรือบทบาทต่างๆที่กลืนความเป็นเด็กของเราไปจนหมด และทำให้คนเรามองสิ่งๆเดียวกัน แต่เกิดมุมมองที่แตกต่างกัน&amp;nbsp; และระลึกถึง &amp;ldquo;สิ่งที่สำคัญ&amp;rdquo; ดังท่อนหนึ่งในหนังสือกล่าวว่า &amp;quot;It is only with the heart that you can see fully; what is essential is invisible to the eyes&amp;quot; และทำให้เรากล้าที่จะจินตนาการตามความฝันของตัวเองต่อไปด้วย แม้จะเลยวัยเด็กมาแล้วก็ตาม&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 3.&amp;nbsp; &lt;u&gt;&amp;ldquo;เต๋าแบบหมีพูห์&amp;rdquo;&lt;/u&gt; เป็นหนังสือที่อธิบายปรัชญาเต๋า ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจยากให้เข้าใจได้ง่ายโดยผ่านชีวิต บุคลิกและการกระทำของตัวละครต่างๆ และเราก็มาวิเคราะห์ว่าตัวละครแต่ละตัวได้สะท้อนหลักคิดแบบเต๋าอย่างไร อ่านแล้วทำให้กลับมาดูความเป็นตัวเราทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะเวลาที่ความรู้สึกภายในของเรากำลังสับสน วุ่นวาย จมกับความรู้สึกต่างๆ ต้องลองอ่านและหาคำตอบให้กับตัวเราเองและสิ่งรอบตัวดูนะคะ เพราะเชื่อว่าแต่ละคนอาจพบคำตอบที่ไม่เหมือนกันในเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่คล้ายๆกัน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 4.&amp;nbsp; &lt;u&gt;&amp;ldquo;The Tipping Point&amp;rdquo;&lt;/u&gt; : How little things can make a big difference.&amp;nbsp; หนังสือเล่มนี้ได้รับคำแนะนำจากพี่สาวคนหนึ่งที่กลุ่ม YIY ให้อ่าน เป็นหนังสือที่ไม่ได้สนุก แต่มากด้วยเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ยากและท้าทายเรา ว่าจะให้เรื่องดีๆ สามารถแพร่ระบาดได้เหมือนเชื้อโรคอย่างไร&amp;nbsp; เพราะถ้าทำได้แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคมของเราอย่างแน่นอน คงต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือแล้วละค่ะ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; 5.&amp;nbsp; &lt;u&gt;&amp;ldquo;หนังสือ&amp;rdquo;&lt;/u&gt; เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราได้เปิดโลกทั้งภายในและภายนอกตัวเรา สะท้อนอะไรหลายๆอย่างทั้งความคิด ความรู้สึกที่อยู่ภายในแต่อาจจะไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างตรงๆ หากเราพบเจอข้อความเพียงไม่กี่คำ หรือกี่ประโยค แต่ถ้ามันตรงกับเรื่องราว ความนึกคิด และอารมณ์ความรู้สึกของเราในตอนนั้น มันก็จะกลายเป็นเหมือนตัวเร่งปฏิกริยากระตุ้นพลังภายในใจบางอย่างของเราขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อเรามีพลังใจที่แข็งแรง สิ่งที่เราทำหรืแสดงออกก็จะมีพลังไปด้วยค่ะ&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;A room without books is like a body without a soul. ~ Cicero&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;&lt;img hspace=&quot;5&quot; height=&quot;227&quot; align=&quot;left&quot; width=&quot;160&quot; vspace=&quot;5&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/michita.jpg&quot; /&gt;ท่านที่สี่ &lt;span style=&quot;color: rgb(255, 102, 0);&quot;&gt;&lt;em&gt;อาจารย์&amp;nbsp; มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ&lt;/em&gt;&lt;/span&gt; กรรมการผู้จัดการของสถาบันการบริหารและจิตวิทยา&lt;/strong&gt; ผู้ร่วมขับเคลื่อนงานในภาคสังคม เช่น จิตอาสา จิตตปัญญาศึกษา อาจารย์ท่านได้กล่าวเรื่องแรงบันดาลใจก่อนที่จะพูดถึงหนังสือในดวงใจเอาไว้ว่า&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ผู้เขียนได้รับคำถามจากน้องจอยจิตอาสาว่าอ่านหนังสืออะไรถึงมาสนใจงานจิตอาสาแบบนี้ ผู้เขียนตอบไปเร็วๆว่า สงสัยจะไม่ใช่เพราะหนังสือกระมัง น่าเริ่มจากใจที่เป็นห่วงเพื่อนมนุษย์ที่กำลังได้รับความทุกข์ยากแล้วเราทนไม่ได้เลยลงมือกระมัง คงบอกไม่ได้ว่าเล่มไหนเป็นแรงบันดาลใจหรอก แต่เมื่อมีเวลาใคร่ครวญคำถามที่น้องถามอีกครั้ง ผู้เขียนพบว่ามีหนังสือต่างๆมากมายในอดีตฝังเมล็ดพันธ์แนวความคิดจิตใจพื้นฐานบางอย่างให้เราไว้ จนผลิดอกออกผลมาเป็นรูปแบบต่างๆในปัจจุบัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ย้อนคิดถึงอดีตตั้งแต่เด็กเราก็เป็นคนชอบอ่านหนังสือมากคนหนึ่งทีเดียว ใช้ชีวิตวนเวียนในร้านหน้งสือแถวบ้านจนคุ้นเคยกัน อ่านหนังสือหลากหลายประเภทตั้งแต่วิชาการ ความคิด ปรัชญา ศาสนา ฝึกทักษะ&amp;nbsp; เรื่องสั้น ฯลฯ จนกระทั่งการ์ตูนขำขัน เน้นน้ำหนักต่างกันตามเวลาที่เปลี่ยนแปลง ถ้านับรวมหนังสือตลอดจนบทความชนิดต่างๆตลอดชีวิตน่าจะมีสองกลุ่มใหญ่ที่มีปริมาณมากกว่ากลุ่มอื่น นั่นคือหมวดการบริหารคน และหมวดศาสนาปรัชญา&amp;quot; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; น้องจอยให้เลือกมา ๕ เล่ม ลำบากมาก พบว่าแต่ละเล่มมีคุณค่าที่แตกต่างและทำให้เราได้เรียนรู้ในเรื่องต่างๆแต่ละช่วงชีวิต ผู้เขียนจึงใช้เกณฑ์ว่าเล่มใดหนอที่เรารู้สึกว่ามีผลกระทบต่อชีวิตมากที่สุด พบว่าเรื่องที่มีผลต่อกรอบความคิดของเรามากๆเหลือขึ้นมาไม่กี่เล่ม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1. &lt;u&gt;คู่มือมนุษย์&lt;/u&gt; โดยท่านพุทธทาสภิกขุ หนังสือที่อ่านครั้งแรกตอนเป็นวัยรุ่นซึ่งกำลังเริ่มสนใจพุทธศาสนาในเชิงลึกมากขึ้น อ่านแล้วเข้าใจว่าพุทธศาสนาเป็นเรื่องมีเหตุผลน่าสนใจ เป็นศาสตร์หนึ่งที่จำเป็นต่อชีวิตของมนุษย์ จึงทำให้ติดตามอ่านผลงานของท่านพุทธทาสทั้งหมดเท่าที่มีในท้องตลาดขณะนั้น และตามไปปฏิบัติที่สวนโมกข์ในที่สุด ทำให้สนใจศึกษาศาสนาพุทธอย่างจริงจัง และเสาะหาเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ในสายต่างๆ บนกรอบของการเปิดรับนิกายหรือศาสนาที่แตกต่างได้ อย่างที่ท่านพุทธทาสสอนพวกเราไว้ตั้งแต่แรก&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. &lt;u&gt;จิตวิทยาสัมพันธ์&lt;/u&gt; โดย ดร.หลุย จำปาเทศ บิดาของผู้เขียนเอง ข้อความที่ประทับอยู่ในใจคือ &amp;quot;มนุษย์ทุกคนล้วนมีเกียรติและศักดิ์ศรี...&amp;rdquo; ทำให้เราหยุดคิดแม้ว่าตอนนั้นเรายังเป็นเด็กว่า จริงซินะ เขาก็รักและเห็นตัวเขาเองเป็นพระเอกนางเอกในชีวิตของเขาทั้งสิ้นเหมือนที่พ่อชอบสอนเรา ไม่ว่าคนอื่นอาจเห็นเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็หล่อสวยที่สุด เด็ดที่สุด ทำดีที่สุด...ของเขา หนังสือเล่มนี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องจิตวิทยา พฤติกรรมมนุษย์ การปฏิสัมพันธ์ การบริหาร ทำให้เราเรียนรู้เข้าใจที่มาของพฤติกรรมคนระดับหนึ่ง และใช้ปรับพฤติกรรมของเราเองในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ประเด็นที่คิดว่ามีประโยชน์มากจนถึงปัจจุบัน คือทำให้เรารักผู้คนได้ง่าย เพราะเชื่อว่าเขาเป็นอย่างที่เขาเป็นเพราะเหตุปัจจัยต่างๆไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อมที่สร้างเขาขึ้นมา ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์อย่างเขา เราก็อาจจะทำอย่างเดียวกัน จะไปอะไรกับเขานัก แต่นี่ก็ไม่ได้แปลว่าผู้เขียนดูแลจิตใจพฤติกรรมตัวเองดีนักหรอกนะคะ แค่พยายามเข้าใจเรียนรู้บนฐานคิดเหล่านี้ :-) &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.&amp;nbsp; &lt;u&gt;Cultures and Organizations&lt;/u&gt;: software of the mind โดย Geert Hofstede ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนังสือครูของ cross-cultural management ที่ใช้สอนนักบริหารจัดการข้ามชาติกันโดยทั่วไป หนังสือเล่มนี้จุดประกายให้ผู้เขียนเข้าใจคนในมิติที่กว้างกว่าเดิม ทำให้ยอมรับและเคารพความแตกต่างระหว่างชาติพันธ์ได้ชัดเจนขึ้น ยิ่งพอได้ทำวิจัยการบริหารคนและองค์กรข้ามชาติด้วยยิ่งทำให้ได้ค้นคว้าเจาะลึกลงไปในความเหมือนและแตกต่างของมนุษย์แต่ละคน นักบริหารต่างๆชอบถามผู้เขียนหลังจากสอนเรื่องพวกนี้ว่าแล้วอะไรคือวิธีการบริหารความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมล่ะ ้จากหนังสือเล่มนี้และการยันยันจากอาจารย์ผู้แนะนำเรื่องนี้ให้ (ดร.เฟรดดริก สเวียเชค) พบว่า &amp;quot;การเปิดรับ&amp;quot; (openness) เป็นแนวทางที่ง่ายและได้ผลจริงที่ผู้เขียนก็ทดลองใช้มาเรื่อยๆไม่ว่าจะในการทำงานหรือการเดินทางไปกว่า ๓๐ ประเทศที่ผ่านมา เราพบว่าผู้คนเป็นมิตรกับเราง่ายมากเมื่อเราเองเป็นผู้เปิดรับเขาเหล่านั้นเข้ามาในหัวใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4. &lt;u&gt;ทางเอก&lt;/u&gt; โดย พระปราโมทย์ ปาโมชฺโช ได้เริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้ในปีที่ ๑๕ ของการปฏิบัติภาวนา ทำให้ผู้เขียนได้ปรับแต่งจัดระบบวิธีคิดวิธีการปฏิบัติภาวนาของผู้เขียนเองที่ได้ร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์แต่เรายังไม่เข้าใจถ่องแท้&amp;nbsp; เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้อย่างละเอียด และส่งการบ้านสอบถามหลวงพ่อฯจนพอจะปฏิบัติได้บ้างระยะหนึ่ง เราก็รู้สึกได้ถึงกราฟการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลง ความแสบของอัตตาที่เปลี่ยนแปลงลดลงไปบ้าง (แม้ว่ายังเหลืออีกไม่น้อย) จนเอาจริงเอาจังมากขึ้นโดยจะไปวิปัสสนาภาวนาระยะยาวทั้งปีกับหลวงพ่อมนตรี สายหลวงปู่ดุลย์หลวงปู่มั่นตามที่ท่านแนะนำ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5. &lt;u&gt;Journal of Transformative Education&lt;/u&gt; หลายบทความ เพิ่งอ่านปีนี้เองหลังจากที่รวมกลุ่มนักวิจัยจิตตปัญญากัน เป็นบทความวิชาการที่ทำให้ผู้เขียนย้อนถอยดูแนวความคิดของตนเองจนถอดกรอบจากกรอบที่คิดว่าถอดแล้วออกมาได้อีก แม้ว่าผู้เขียนจะมีชอบเรียนรู้เรื่องคนและจิตใจของคน ตลอดจนสอนเรื่องการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm shift) มากว่า ๑๐ ปี เราก็ยังพบว่าเราเองถูกกรอบของสังคม กรอบของระบบการเรียนรู้ต่างๆครอบอยู่อีก ไม่ใช่เพียงกรอบของวัฒนธรรมศีลธรรม องค์กร และครอบครัวสิ่งแวดล้อมที่เราคิดว่าตระหนักว่ามีอิทธิพลสร้างเราแต่ละคนมาอยู่แล้ว ทำให้เราตระหนักรู้ทันกรอบความคิดชนิดต่างๆอีกมากที่อาจทำให้เราเผลอใช้เป็นเกณฑ์ไปตัดสินสิ่งต่างๆในชีวิต &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;เมื่อดูภาพรวมของหนังสือที่มีผลต่อชีวิต ๕ เล่มนี้ ผู้เขียนเห็นชัดขึ้นถึงสิ่งต่างๆที่มีอิทธิพลประกอบสร้างเป็นตัวเราขึ้นมาโดยเฉพาะทางความคิดและจิตใจ เห็นถึงที่มาของพฤติกรรมและกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่ผ่านมาและในปัจจุบัน เห็นชัดเจนขึ้นว่าทำไมเราจึงมีเป้าหมายชีวิตอยากเป็นสะพานความดีจากนามธรรมสู่สังคมรูปธรรมกระแสหลักตั้งแต่อายุ ๑๙ เห็นได้ชัดขึ้นว่าเหตุใดงานจิตอาสาหรืองานพัฒนาสังคมจากมุมของเราจึงเริ่มต้นจากการเสาะหาวิธีการพัฒนาจิตใจคนที่มากขึ้นอีกไม่ใช่เพียงแค่การเข้ากรรมฐาน&amp;quot; อ.มิชิตากล่าว&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;&amp;ldquo;What is the use of a book,&amp;rdquo; thought Alice, &amp;ldquo;without pictures or conversations?&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
Alice&amp;rsquo;s Adventures in Wonderland~ Lewis Carroll&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ท่านต่อไปก็คือ &lt;span style=&quot;color: rgb(255, 102, 0);&quot;&gt;&lt;em&gt;พี่แหวน&lt;/em&gt;&lt;/span&gt; ผู้จัดการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ และหนังสือในดวงใจแต่ละเล่มของพี่แหวนก็คือ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.&amp;nbsp; &lt;u&gt;โต๊ะโตะจัง&lt;/u&gt; เด็กหญิงข้างหน้าต่าง (คุโรนายางิ เท็ตสึโกะ เขียน ผุสดี นาวาวิจิต แปล)&lt;br /&gt;
ในวัยเด็กตัวเองเป็นคนที่ตั้งคำถามกับระบบการศึกษาค่อนข้างมาก เพราะเราไม่สนุกกับการเรียน แต่เชื่อว่าการเรียนรู้ที่โรงเรียนน่าจะเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นและสนุกที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต อ่านโต๊โตะจังแล้วรู้สึกประทับใจครูใหญ่ของโรงเรียนโทโมเอมาก ที่เข้าใจความรู้สึกของเด็กและละเมียดละไมในการจัดการเรียนการสอนให้เด็กมาก&amp;nbsp; ทำให้เรายิ่งเชื่อมั่นว่าความรักและความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะพัฒนาเด็กให้เขาเติบโตไปอย่างมีคุณภาพตามธรรมชาติที่เค้าควรจะเป็น และเป็นกำลังใจให้เราไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำเรื่องการศึกษา อย่างน้อยเส้นทางที่เราอยากจะเดินก็มีคนอื่นเดินมาแล้ว และประสบความสำเร็จด้วย ในปัจจุบันเวลาทำกิจกรรมกับเยาวชนก็ยังแอบหวนคิดถึงหนังสือเล่มนี้บ้างบางครั้ง ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราไม่ลืมว่าสิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดคือความรักความเข้าใจในสิ่งที่เค้าเป็น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.&amp;nbsp; &lt;u&gt;ถ้ามีเพียง ๑๐๐ คนบนโลกนี้&lt;/u&gt; (คาโยโกะ อิเคดะเรียบเรียง สุจินดา นวกานนท์ อิซูมิดะ แปล)&lt;br /&gt;
เป็นหนังสือเล่มบาง ที่นำเสนอความเป็นจริงของสังคมโลกเรา โดยย่อมันเหลือเพียงหมู่บ้านของคน ๑๐๐ คน เป็นการนำเสนอง่ายๆ แต่ถึงใจ เพราะมันทำให้เราตระหนักว่า เราไม่ได้อยู่บนโลกนี้เพียงคนเดียว และมีคนอีกหลายล้านคนที่ทุกข์ทรมานกว่าเรา ปัญหาประจำวันที่เราเคยมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต กลายเป็นเรื่องเล็กไปในทันที เมื่อเรารู้ว่ามีคนถึง 48% บนโลกนี้ที่ไม่สามารถพูดและแสดงออกตามความเชื่อของตนเองได้ มีคน 20% ที่ต้องอยู่ด้วยความหวาดระแวงกลัวตายเพราะโดนเหยียบกับระเบิดหรือถูกข่มขืน และที่สำคัญคือได้รับรู้ว่าเราโชคดีขนาดไหนที่อ่านออกเขียนได้ ได้เรียนจนจบมหาวิทยาลัย มีคอมพิวเตอร์ใช้ มีรถขับ เพราะยังมีคนถึง 14% ที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก และอีก 98% ที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ เมื่อเรารู้ว่าเราโชคดีขนาดนี้ มีพร้อมขนาดนี้แล้ว เราจะไม่อยากทำอะไรให้คนอื่นบ้างหรือ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.&amp;nbsp; &lt;u&gt;เพียงข้าวเมล็ดเดียว&lt;/u&gt; (อาจารย์ระพี สาคริก)&lt;br /&gt;
เป็นหนังสือรวบรวมงานเขียนของอาจารย์ระพี สาคริกตั้งแต่เริ่มสอนหนังสือเรื่อยมา งานเขียนจะสะท้อนถึงการให้อย่างไม่มีตัวตนของอาจารย์ ที่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และเวลาให้กับงานโดยไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ เวลาทำงานอาจารย์จะกลายเป็นเนื้อเดียวกันกับงานที่ทำ อย่างตอนสอนหนังสือ อาจารย์ก็เป็นเหมือนพ่อและเพื่อนของนิสิตที่ใช้ชีวิตคลุกดินคลุกฝุ่น ดูแลชีวิตลูกศิษย์เหมือนลูกหลานของตัวเอง อีกประเด็นหนึ่งที่ได้คือเรื่องการคืนกลับสู่แผ่นดิน อาจารย์จะพูดถึงแผ่นดิน ผืนดิน อยู่ตลอดเวลาคือหมายถึงรากเหง้าและสิ่งที่ทำให้เราได้มีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ หากไม่มีมันก็ไม่มีเรา และจริงๆ แล้วเราเองก็คือผืนดินผืนนั้นเอง อ่านแล้วทำให้เราไม่ลืมตัวเอง ไม่ลืมว่าชีวิตเรามันโยงใยและผูกพันกับชีวิตทุกชีวิตบนโลกนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.&amp;nbsp; &lt;u&gt;ต้นไม้ใต้โลก&lt;/u&gt; (ทรงกลด บางยี่ขัน)&lt;br /&gt;
งานเขียนอารมณ์ดีของคุณก้องที่รวบรวมเอาเรื่องราวแปลกแหวกแนวแบบสร้างสรรค์ที่คนเค้าทำกันบนโลกนี้เพื่อช่วยดูแลรักษาโลก อ่านแล้วจะคิดตลอดเวลาว่าทำไมเราไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรอย่างนี้บ้าง หลายเรื่องเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทำได้เลยและทำได้จริง ตัวเองก็มีกลุ่มที่ตั้งกันขึ้นมา กับเพื่อนเมื่อสองปีก่อน ชื่อ กลุ่มคนซับเหงื่อโลก ที่อยากจะทำอะไรเล็กๆ แต่ทำได้จริงเพื่อช่วยโลกของเรา พอมาอ่านหนังสือเล่มนี้ก็เกิดไอเดียมากมายที่กลุ่มสามารถจะชักชวนคนมาร่วมทำกันได้ ตัวอย่างดีๆ ก็เป็นแรงบรรดาลใจที่ดีได้เสมอ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.&amp;nbsp; &lt;u&gt;The Wisdom of Forgiveness&lt;/u&gt; (Victor Chang)&lt;br /&gt;
เป็นงานเขียนเกี่ยวกับชีวิตของท่านดาไลลามะ จากมุมมองคนใกล้ชิดที่พยายามนำเสนอภาพของท่านในอีกแง่มุมหนึ่ง ที่ทำให้เราเห็นว่าท่านเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง แต่เป็นมนุษย์ที่มีความพิเศษมาก เวลาอ่านจะแอบยิ้มตามอารมณ์ขันของท่านดาไลลามะ ทึ่งในจิตใจที่เปี่ยนด้วยเมตตาของท่าน และประทับใจอย่างยิ่งกับมุมมองและความคิดเห็นที่ล้ำลึกที่ทำให้ท่านเป็นทั้งผู้นำทางศาสนาและผู้นำประเทศที่มากด้วยความสามารถคนหนึ่งของโลก อ่านหนังสือแบบนี้แล้วจะรู้สึกว่าอยากพัฒนาตนเอง อยากก้าวให้ไกลยิ่งไปกว่านี้ ทำให้รู้สึกว่าการทำงานเพื่อส่วนรวมเป็นเรื่องที่ท้าทาย สนุก และน่าตื่นเต้น รู้สึกมีกำลังใจที่จะทำงานทั้งด้านการศึกษาและด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่านิสัยรักการอ่านมันต้องค่อยๆ บ่มเพาะมาตั้งแต่เล็ก การให้เด้กได้คลุกคลีกับหนังสือและมีความรู้สึกที่ดีกับหนังสือเป็นสิ่งง่ายๆ แต่สำคัญมากที่ผู้ใหญ่จะสามารถทำให้กับเด็กได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีหนังสือสำหรับเด็กดีๆ มากมายในท้องตลาด&amp;nbsp; เมื่อเด็กรักหนังสือแล้วเค้าก็จะรู้จักเลือกที่จะอ่านหนังสือและหาความรู้&amp;nbsp; ให้กับตัวเอง&amp;nbsp; และเมื่อเราหยิบยื่นตัวอย่างดีๆ เรื่องราวดีๆ ให้เค้า เค้าก็จะซึมซับและเอาสิ่งที่เค้าได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันของเค้าเอง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ท่านที่หก &lt;span style=&quot;color: rgb(255, 102, 0);&quot;&gt;&lt;em&gt;พี่ยุ้ย&lt;/em&gt;&lt;/span&gt; &lt;span style=&quot;color: rgb(255, 102, 0);&quot;&gt;&lt;em&gt;สุวรรณี&amp;nbsp; จันทรดำเนินพงศ์&lt;/em&gt;&lt;/span&gt; อาสาสมัครกระบวนกรจิตตปัญญา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือเล่มแรก..ที่คิดว่าเป็นแรงบันดาลใจให้สนใจปัญหาสังคม สนใจเรื่องความเท่าเทียมของคนในสังคม น่าจะเป็นหนังสือเล่มนี้ค่ะ &lt;u&gt;&amp;ldquo;อัตชีวประวัติ มาติน ลูเธอร์ คิง&amp;rdquo;&lt;/u&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ย้อนไปเมื่ออายุราว 9 ขวบ เรียนหนังสือชั้น ป.3 มีการขายหนังสือในโรงเรียน โดยคนขายจะเอาใบปลิว ที่มีชื่อหนังสือและราคามาแจกในโรงเรียน การสั่งซื้อหนังสือทำโดยไม่เห็นหน้าตาและเนื้อหาในหนังสือ เรียกง่ายๆ ว่าต้องเดาเอาเองนั่นแหละ....&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อได้หนังสือมาแล้ว อ่านรวดเดียวจนจบ จำได้ว่าร้องไห้กับหนังสือเล่มนี้ รู้สึกได้ว่า โลกมันโหดร้าย ทำไมโลกไม่เท่าเทียมกัน ทำไมต้องมีการกดขี่ข่มเหงกันด้วย ....ความรู้สึกคือ เห็นใจ สงสาร มาร์ติน ลูเธอร์คิง ที่ต้องถูกกลั่นแกล้งจากคนขาว.... ปณิธานในใจคือ เราจะช่วยคนให้หลุดพ้นจากความไม่เท่าเทียมการกดขี่ข่มเหง ของมนุษย์ด้วยกันเอง&amp;nbsp; นับได้ว่าหนังสือเล่มนี้บ่มเพาะให้เราสนใจเพื่อนมนุษย์ สนใจปัญหาสังคม และเข้ามาทำงานด้านสังคมกว่า 19 ปีในปัจจุบัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เล่มต่อมา..อ่านตอนเรียนชั้น ม.5 อ่านในเวลาไล่เลี่ยกัน &lt;u&gt;&amp;ldquo;ลูกอีสาน&amp;rdquo;&lt;/u&gt; เป็นหนังสือนวนิยายของ คำพูน บุญทวี ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนประจำปี พ.ศ. 2522 และได้รับการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง ลูกอีสาน ในปีพ.ศ. 2525 รวมทั้งยังได้รับการจัดให้เป็นหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่านอีกด้วย&amp;nbsp; และ &lt;u&gt;&amp;ldquo;บ่ฮักบ่ต้องสงสาร&amp;rdquo;&lt;/u&gt; นวนิยายแต่งโดย มานพ ถนอมศรี หนังสือทั้งสองเล่มนี้ยืมพี่ชายของเพื่อนมาอ่าน ทั้งๆ ที่ไม่มีญาติพี่น้องหรือสายเลือดที่เกี่ยวพันกับคนอีสาน แต่เมื่ออ่านหนังสือ 2 เล่มนี้จบ สัมผัสได้ถึงความแร้นแค้นแต่แฝงไว้ซึ่งความสุขของคนอีสาน ทำให้รู้สึกอยากจะไปเห็น อยากจะไปเหยียบแผ่นดินอีสาน ในช่วงสอบเอ็นทรานส์เข้ามหาวิทยาลัยเมื่อปี 2531 จึงมุ่งมั่นที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยขอนแก่นให้ได้ ไม่ใช่เพื่อไปเรียนปริญญาอย่างเดียว แต่เพื่อไปช่วยคนอีสาน..ตลอดเวลาที่ทั้งเรียนและออกมาทำงานพัฒนาชนบท เวลา 7 ปีที่อยู่ในแผ่นดินอีสาน (หลายจังหวัด) มีความสุขที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคนอีสาน ได้เรียนรู้ภูมิปัญญาของครูบาอีสานหลายๆ ท่าน ได้ร่วมงานกับนักพัฒนาอีสานมากมาย เป็นปฐมบทของการทำงานเพื่อสังคมอย่างแท้จริง...&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;The world is a book, and those who do not travel, read only a page.&amp;quot; St. Augustine &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ท่านที่เจ็ด &lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;em&gt;พี่แว่น ไพโรจน์ วิสุทธิวงศ์รัตน์&lt;/em&gt;&lt;/span&gt; อาสาสมัครช่วยงานโครงการสุขแท้ด้วยปัญญา&lt;/strong&gt; หนังสือในดวงใจก็คือ&lt;img hspace=&quot;5&quot; height=&quot;236&quot; align=&quot;right&quot; width=&quot;160&quot; vspace=&quot;5&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/Pvan.gif&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1. &lt;u&gt;&amp;rdquo; ตื่นอย่างเซน&amp;rdquo;&lt;/u&gt;&amp;nbsp; จำไม่ได้ว่าใครเขียนเพราะให้เพื่อนยืมไป แบบไม่คืน ( เราได้หาข้อมูลเพิ่ม ผู้เขียนคือ ชิว ฮั่นเจี๋ย ผู้แปลคือ อดุลย์ รัตนมั่นเกษม) ได้อ่านในช่วงที่ยังเรียนปริญญาตรีไม่จบ (&amp;nbsp; ปี 5 แล้ว เครียดมาก ) นำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นมากมาย จิตใจว้าวุ่น ไม่สงบจำได้ว่ายืนอ่านหนังสือในร้าน แล้วซื้อเล่มนี้มาอ่าน เป็นเรื่องพิเศษในช่วงนั้นเพราะโดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบเรื่องธรรมะหรือศาสนาได้แรงบันดาลใจจากประเด็น การปล่อยวาง ทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.&amp;nbsp; &lt;u&gt;&amp;rdquo;ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่คน&amp;rdquo;&lt;/u&gt; เป็นหนังสือรวมเรื่องราวของ จิตร ภูมิศักดิ์&amp;nbsp; ไม่ได้ซื้อ เป็นหนังสือเก่า ยืมเพื่อนมา ( ป่านนี้ยังไม่คืนเลย )โดยส่วนตัวเป็นคนชอบฟัง เล่นดนตรีและร้องแต่เพลงเพื่อชีวิต 1 ในนั้นคือเพลง จิตร ภูมิศักดิ์ ของวงคาราวาน รู้จัก จิตร ภูมิศักดิ์ แต่ไม่เคยรู้ว่าคนๆนี้คิดและทำอะไรมาบ้าง เมื่อได้อ่านจึงได้แรงบันดาลใจจากประเด็น การเสียสละเพื่อส่วนรวม ทำให้ได้ต้นแบบที่ดี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.&amp;nbsp; &lt;u&gt;&amp;rdquo;ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน&amp;rdquo;&lt;/u&gt; ของ จิตร ภูมิศักดิ์&amp;nbsp; เป็นหนังสือหายาก ที่มาของคำว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;เพลงเพื่อชีวิต&amp;rdquo; ไม่ได้ซื้อ มีผู้ชายค่อนข้างแก่ที่ไม่รู้จักนำมาให้อ่าน หลังจากที่ชอบมานั่งฟังผมเล่นกีต้าร์ร้องเพลงอยู่หลายวัน ( ขณะนั้นเปิดร้านขายของเล็กๆที่ด้านข้างห้างเดอะมอลล์รามฯ ) ชายคนนั้นถามว่า &amp;ldquo;ชอบเพลงเพื่อชีวิตหรือ&amp;rdquo; พอตอบว่าใช่ เขาก็เอามาให้อ่าน จำได้ว่าเอาหนังสือมาสิบกว่าเล่มและบอกด้วยว่า ต้องคืนทุกเล่มนะและต้องภายในสิ้นเดือน ตอนพูดน่ะกลางเดือนแล้ว ถามชื่อก็ไม่บอก มารู้ทีหลังว่าเคยเป็นแนวร่วม พคท.มาก่อน ได้แรงบันดาลใจจากประเด็น การสร้างประโยชน์ให้คนส่วนใหญ่มากกว่าส่วนน้อย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.&amp;nbsp;&lt;u&gt; &amp;rdquo;ศิลปะคืออะไร&amp;rdquo;&lt;/u&gt;&amp;nbsp; ของ ลีโอ ตอลสตอย อยากรู้จักรากเหง้าของคำว่า &amp;ldquo;เพื่อชีวิต&amp;rdquo; รู้จากหนังสือ &amp;rdquo; ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน&amp;rdquo; และเพื่อนว่า ต้องอ่านเล่มนี้จะเข้าใจได้ลึกกว่าเพราะเป็นแรงบันดาลใจให้&amp;nbsp; จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนหนังสือเล่มนั้น เป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ทำให้ องค์การยูเนสโก ต้องยอมรับว่า ศิลปะที่ดีนั้นควรตอบสนองต่อผู้คนโดยรวม ได้แรงบันดาลใจจากประเด็น ไม่มีใครทำลายเราได้เท่ากับเราทำลายตัวเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.&amp;nbsp; &lt;u&gt;&amp;rdquo;THE 7 HABITS OF HIGHLY EFFECTIVE PEOPLE&amp;quot;&lt;/u&gt; อุปนิสัย 7 ประการเพื่อพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง ของ สตีเฟน อาร์. โควีย์ไม่ได้ซื้ออีกเหมือนกัน ขอยืมเพื่อนอ่าน ตอนนั้นเพื่อนทำงานเขายเครื่องมือแพทย์ ตั้งใจจะไม่คืนแต่มันทวง ( นิสัยไม่ดี หมายถึงเรานะ ) ความสนใจคือตอนลองเปิดอ่าน สะดุดใจที่การใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผลที่แท้จริง ทำให้หลายอย่างในชีวิตอาจเปลี่ยนไปอย่างไม่ควรหรือทำให้ไม่กล้าเผชิญสิ่งต่างๆ ได้แรงบันดาลใจจากประเด็นนี้ คือ ไม่ควรด่วนตัดสินสิ่งใดก่อนทำความรู้จักและเข้าใจกับมัน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
ซึ่งทั้งหมดนี่พี่แว่นเองก็ได้ฝากเอาไว้ว่า&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - อย่าตกอยู่ในกระแสหลัก หนังสือที่ดีไม่จำเป็นต้องได้รางวัล มาตรฐานของคนไม่เคยเท่ากัน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - อ่านหนังสือให้ถึงหน้าสุดท้าย เหมือนที่เรารักใครก็ควรรู้จักให้ครบทุกมุม ทุกด้าน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - ไม่มีหนังสือเล่มใดไร้สาระ อย่ากลัวที่เพื่อนรู้ว่าเรากำลังอ่านมันอยู่&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - การอ่านหนังสือ คือการใช้จินตนาการ จงใช้มันอย่างเต็มที่&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - การอ่านหนังสือคือการเรียนรู้สังคม เราจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างไรถ้าเราไม่รู้จักมัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ท่านที่แปด &lt;span style=&quot;color: rgb(255, 102, 0);&quot;&gt;&lt;em&gt;พี่นุ้งนิ้ง&lt;/em&gt;&lt;/span&gt; อาสาจัดค่ายฯ&lt;/strong&gt; มีหนังสือที่เป็นหนึ่งในดวงใจ หรือเป็นแรงบันดาลใจ ดังนี้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;u&gt;หนังสือธรรมะไตรลักษณ์&lt;/u&gt; จำชื่อผู้แต่งไม่ได้จำได้แต่เป็นพระตอนท่านแต่งเหมือนเป็นอะไรสักอย่างของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ( น่าจะเป็น ของ พระพรหมคุณาภรณ์ ( ป.อ.ปยุตฺโต ))&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; ทุกขัง ความเป็นทุกข์คือภาวะที่สังขารทั้งปวงทนได้ยาก ไม่สามารถดำรงตนอยู่อย่างเดิมได้&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; อนิจจัง ความเป็นของไม่เที่ยงคือภาวะที่สังขารทั้งปวงไม่อยู่คงที่ วนเป็นเรื่องแปรป&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; อนัตตา ความเป็นของไม่ใช่ตัวตนคือภาวะที่สังขารและวิสังขารเป็นของมิใช่ตัวตน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นหนังสือธรรมะเล่มแรกที่ได้อ่านและเป็นหนังสือธรรมะที่อ่านง่ายเข้าใจง่ายและนำมาปรับใช้ได้ง่ายสาเหตุหนึ่งที่อ่านเนื่องจากช่วงหนึ่งของชีวิตเรามีเรื่องไม่สบายใจเข้ามาแล้วมีเพื่อนเอามาให้อ่านแรกๆก็เฉยๆแต่พออ่านแล้วก็เกิดความเข้าใจหลายๆอย่างมากขึ้นทั้งที่บอกว่าสังขารไม่เที่ยงไม่มีตัวตนมีพบก็มีจากสักวันไม่มีอะไรอยู่กับเรายั่งยืนจึงเป็นเหตุหนึ่งที่มาทำงานอาสาด้วยว่าเราอยากให้หลายๆคนมีความสุขที่ได้กระทำอะไรสักอย่างเพราะเราเองก็คงไม่อยู่ในโลกนี้แน่นอนยั่งยืนเสมอไปดังนั้นตอนที่มีชีวิตอยู่ก็อยากทำให้ตัวเองและคนรอบๆตนมีความสุขให้มากที่สุดถึงแม้ความสุขที่ว่าไม่เที่ยงไม่มีตัวตนก็ตามแต่อย่างน้อยๆการทำอะไรเพื่อคนอื่นนั้นก็ทำให้อะไรหลายอย่างดีๆเกิดขึ้นสำหรับหลายท่านที่กำลังมีทุกข์หรือสูญเสียอะไรไปลองศึกษาหลักไตรลักษณ์ดูสำหรับผู้เขียนเองก็ไม่ได้ศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้งอาจจะบอกอะไรแนะนำอะไรได้ไม่ดีเท่าที่ควรที่อ่านแค่อยากให้รู้ไม่ใช้อ่านแล้วพูดเพื่อให้คนอื่นดูว่าตัวเราเป็นคนดีแต่เพียงเพื่อให้เรารู้สึกดีๆกับการใช้ชีวิตมากกว่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.&amp;nbsp; &lt;u&gt;พ่อภาค 1 และ พ่อภาค 2&lt;/u&gt; ผู้แต่งปองพลอดิเรกสาร หนังสือว่าด้วยความเป็นพ่อของพระมหากษัตย์เป็นหนังสือที่แต่งนิยายอิงประวัติศาสตร์และสอดแทรกธรรมะพูดถึงพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยาสมัยสมเด็จพระศรีสุริโยไทมาจบภาคสองสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแต่ผู้อ่านจำเรื่องราวได้ไม่เยอะเนื่องจากนานมากแล้วแต่เป็นหนังสืออีกสองเล่มที่ชอบและผู้แต่งจะเขียนได้ดีทั้งแนวประวัติศาสตร์และแฝงธรรมะ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.&amp;nbsp; &lt;u&gt;กรรมพยากรณ์ภาคสอง&lt;/u&gt; ผู้แต่งดังตฤณเป็นนักเขียนหนังสือธรรมะสมัยใหม่อ่านเข้าใจง่ายเป็นหนังสือนวนิยายอิงธรรมะจะพูดถึงการทำความดีทำให้รู้ว่าทำดีแล้วรู้สึกดี&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;I do not read a book: I hold a conversation with the author. ~ Elbert Hubbard&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;img hspace=&quot;5&quot; align=&quot;left&quot; vspace=&quot;5&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://i163.photobucket.com/albums/t317/volunteerspirit/dusadee.jpg&quot; /&gt;ท่านที่เก้า &lt;span style=&quot;color: rgb(255, 102, 0);&quot;&gt;&lt;em&gt;พระอาจารย์ดุษฎี เมธงกุโร&lt;/em&gt;&lt;/span&gt; เจ้าอาวาสวัดทุ่งไผ่ จ.ชุมพร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
1.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พุทธธรรม, พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต)&lt;br /&gt;
2.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรัชญาชีวิต คาลิล ยิบราน แปลโดย อ.ระวี ภาวิไล &lt;br /&gt;
3.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พุทธประวัติจากพระโอษฐ์, พุทธทาสภิกขุ ทำให้รู้สึกใกล้ชิดกลับพระพุทธเจ้ามากขึ้น&lt;br /&gt;
4.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือของท่าน ติช นัท ฮันห์&lt;br /&gt;
5.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือ อ โกวิท เขมานันทะ &amp;ldquo;ชีวิตคุณมีเพียงขณะเดียว&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ลิงจอมโจก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;What is reading but silent conversation? ~ Walter Savage Landor&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากที่เราได้มีโอกาสสนทนากับ &lt;span style=&quot;color: rgb(0, 0, 0);&quot;&gt;พระอาจารย์ ดุษฎี เมธงกุโร&lt;/span&gt; ผู้ที่ได้รับใช้ท่านพุทธทาสภิกขุช่วงบั้นปลายแห่งชีวิต ช่วยจัดทำหนังสือธรรมะของท่านพุทธทาส เผยแผ่ธรรมะแก่เยาวชน นักศึกษา ทำให้เราเกิดคำถามว่า หนังสือในดวงใจท่านพุทธทาส มีอะไรบ้าง เพราะเราคงไม่สามารถย้อนเวลาไปสนทนากับท่านได้ ถือได้ว่าท่านเป็นผู้ที่อ่านหนังสือมากมายนับไม่ถ้วนจนฝากผลงานมรดกไว้มากมาย อาจารย์ดุษฎีได้ บอกเล่าถึงหนังสือที่ท่าน&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 102, 0);&quot;&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt; อาจารย์พุทธทาส&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/span&gt; ได้เอ่ยถึงตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เราจึงขอนำมาแบ่งปันดังนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.&amp;nbsp; &lt;u&gt;At the Feet of the Master&lt;/u&gt; J.Krishnamurti&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.&amp;nbsp; &lt;u&gt;(พระ)สูตรของเว่ยหล่าง&lt;/u&gt; แปลจากภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษโดย&amp;nbsp; มร.ว่อง มู ล่ำ แปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย (ในภาคต้น) โดย พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.&amp;nbsp; &lt;u&gt;ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ&lt;/u&gt; ( ติช นัท ฮันห์ แปลโดย พระประชา ปสนฺธมฺโม) เป็นหนังสือที่ ท่านพุทธทาสให้ อาจารย์ดุษฎีอ่านออกเสียงให้ฟัง ตอนบั้นปลายชีวิต &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.&amp;nbsp; &lt;u&gt;The path of Purification&lt;/u&gt; โดย ท่านภิกขุญาณโมลี ( แปลเป็นภาษาอังกฤษจากคัมภีร์บาลี พระวิสุทธิมัคค์ &amp;ndash;พระพุทธโฆษะ) ทำให้ท่านรจนา อริยสัจ ธรรมโฆษณ์ขึ้น&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.&amp;nbsp; A Young People&#039;s Life of the Buddha by Bhikkhu Silacara ( เป็นแรงบันดาลใจให้ท่านอาจารย์พุทธทาส แปลและเรียบเรียง จากฉบับภาษาอังกฤษเป็น พุทธประวัติ ฉบับสำหรับยุวชน ) &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6.&amp;nbsp; Work of dhammapala งานเขียนของอนาคาริกธรรมปาละ ผู้ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย เป็นผู้ก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ์ และเป็นผู้เรียกร้องเอาพุทธสถานในอินเดียกลับคืนมาเป็นของชาวพุทธ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(255, 255, 255);&quot;&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;The road to knowledge begins with the turn of the page.&amp;quot; Anonymous&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือที่ได้นำมาแบ่งปันเหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นแรงบันดาลที่ได้รับของ อาจารย์ พี่ๆเพื่อนๆ ที่นำมาเล่าสู่กันฟังเห็นได้ว่า หนังสือ เป็นเสมือนสิ่งที่เชื่อมร้อย คนระหว่างยุคสมัย ถ่ายทอด อุดมการณ์ แรงบันดาลใจ ภูมิปัญญา ที่ข้ามพ้นกาลเวลาเพียงแค่ชั่วพริบตาของอายุคน &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;แล้วคุณล่ะ มีหนังสืออะไรที่อยู่ในดวงใจบ้าง?&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;สามารถเข้าแชร์หนังสือที่คุณประทับใจ พร้อมเหตุผลได้ที่ &lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.facebook.com/topic.php?uid=114083371235&amp;amp;topic=11952&quot;&gt;http://www.facebook.com/topic.php?uid=114083371235&amp;amp;topic=11952&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/1834#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Mon, 21 Dec 2009 22:13:41 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1834 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>แด่นิโคลัส เบนเน็ต  โดย ส.ศิวรักษ์     </title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/2003</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นิโคลัส เบนเน็ต เพิ่งตายจากไปเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๐๑๐&amp;nbsp; ณ ประเทศโปรตุเกส คือเขามีบ้านเพื่ออยู่กับมอนตาเน็ต ภรรยาชาวฝรั่งเศสของเขาที่นั่นหลังหนึ่ง สำหรับฤดูร้อน และมีที่ภูเก็ตอีกหลังหนึ่ง เพื่ออยู่เมืองไทยในฤดูหนาว โดยเขาใช้เงินที่ขายบ้านพ่อแม่ ณ ตำบล แฮมสเตด ในกรุงลอนดอน ที่เขาได้รับส่วนแบ่งจากมรดกมาใช้ เพื่อหาความสุขในบั้นปลายชีวิต เมื่อเกษียณอายุออกมาจากธนาคารโลกแล้ว โดยเขามีเวลาภาวนาและทำโยคะแทบทุกวัน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;!--[if gte mso 9]&gt;&lt;xml&gt;&lt;br /&gt;
Normal&lt;br /&gt;
0&lt;br /&gt;
false&lt;br /&gt;
false&lt;br /&gt;
false&lt;br /&gt;
EN-US&lt;br /&gt;
X-NONE&lt;br /&gt;
TH&lt;br /&gt;
MicrosoftInternetExplorer4&lt;br /&gt;
&lt;/xml&gt;&lt;![endif]--&gt;&lt;!--[if gte mso 9]&gt;&lt;xml&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/xml&gt;&lt;![endif]--&gt;&lt;!--[if !mso]&gt;&lt;br /&gt;
&lt;object&lt;br /&gt;
classid=&quot;clsid:38481807-CA0E-42D2-BF39-B33AF135CC4D&quot; id=ieooui&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/object&gt;&lt;/p&gt;
&lt;style&gt;
st1\:*{behavior:url(#ieooui) }
&lt;/style&gt;&lt;p&gt;&lt;![endif]--&gt; &lt;!--[if gte mso 10]&gt;&lt;/p&gt;
&lt;style&gt;
/* Style Definitions */
table.MsoNormalTable
{mso-style-name:ตารางปกติ;
mso-tstyle-rowband-size:0;
mso-tstyle-colband-size:0;
mso-style-noshow:yes;
mso-style-priority:99;
mso-style-qformat:yes;
mso-style-parent:&quot;&quot;;
mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt;
mso-para-margin:0cm;
mso-para-margin-bottom:.0001pt;
mso-pagination:widow-orphan;
font-size:11.0pt;
mso-bidi-font-size:14.0pt;
font-family:&quot;Calibri&quot;,&quot;sans-serif&quot;;
mso-ascii-font-family:Calibri;
mso-ascii-theme-font:minor-latin;
mso-fareast-font-family:&quot;Times New Roman&quot;;
mso-fareast-theme-font:minor-fareast;
mso-hansi-font-family:Calibri;
mso-hansi-theme-font:minor-latin;
mso-bidi-font-family:&quot;Cordia New&quot;;
mso-bidi-theme-font:minor-bidi;}
&lt;/style&gt;&lt;p&gt;&lt;![endif]--&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;นิโคลัสเป็นคนแปลก ที่แหวกแนวออกจากกระแสหลัก  แต่ก็แนบสนิทกับสถาบันกระแสหลักมาเกือบจะตลอดชีวิต แม้เมื่อก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เขาก็เดินทางด้วยตัวคนเดียวไปจนติมบักตู  ในอาฟริกา อย่างน่าตื่นเต้น ดังเขาเขียนเล่าไว้และได้ตีพิมพ์แล้วด้วย ในหนังสือชื่อ  Zigzag to Timbuktu (๑๙๖๓)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;เมื่อไปเรียน PPE ที่ออกซฟอร์ด เขาร่วมเดินขบวนคัดค้านการมีอาวุธนิวเคลียร์ของอังกฤษ  และถูกจับพร้อมกับเบอทรัน รัสเซล ซึ่งเวลานั้นอายุกว่า ๙๐ แล้ว ในขณะที่นิโคลัสอายุเพิ่งจะย่างเข้า  ๒๐&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;เขาแรกทำงานให้ UNESCO ซึ่งส่งเขามาเป็นผู้เชี่ยวชาญ ณ กระทรวงศึกษาธิการ ในกรุงเทพฯ โดยที่ผู้เชี่ยวชาญมีผมยาว ใส่กางเกงยีนส์ และเกือกแตะฟองน้ำ แต่คุณหญิงอัมพร มีศุข ซึ่งเป็นผู้อำนวยการกองวิเทศสัมพันธ์ของกระทรวง ก็โปรดปรานเขา โดยเขามีส่วนร่วมร่างโครงการต่างๆ ให้กระทรวงได้เงินตราจากต่างประเทศมาพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมนอกหลักสูตรมิ ใช่น้อย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;นิโคลัสกับมอนตาเน็ตมาอยู่เมืองไทยในปลายทศกะที่ ๑๙๖๐ จนถึงต้นทศกะที่ ๑๙๘๐ ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เขาคบกับเยาวชนหัวก้าวหน้า ที่เริ่มคิดอย่างแหวกกระแสหลักออกไป โดยเขามีส่วนเกื้อกูลกับเยาวชนเหล่านี้เป็นอย่างมาก ด้วยมิตรภาพของเขา และความคิดความอ่านของเขา พร้อมทั้งการแนะนำหนังสือใหม่ๆ  ให้เยาวมิตรไทยได้อ่าน จนบ้านเขาเป็นที่พักพิงของเยาวมิตรบางคนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะก็เสกสรรค์ ประเสริฐกุล วิศิษฐ์ วังวิญญู ประชา หุตานุวัตร สันติสุข โสภณศิริ และไพศาล  วงศ์วรวิสิทธิ์&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;เมื่อก่อนเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๑๙๗๖ ขึ้นนั้น พวกเราทั้งที่เป็นชาวพุทธ คริสต์ และมุสลิม  ได้ตั้งกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคมขึ้น (Coordinating Group for Religion and Society)  โดยหวังว่าจะใช้ศาสนธรรมมาเป็นพลังในการลดความรุนแรง ซึ่งกำลังเผยทีท่าออกมายิ่งๆ ขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัวนัก สังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ และโกศล ศรีสังข์ แห่งสภาคริสตจักร  เป็นตัวตั้งตัวตีที่สำคัญของฝ่ายคริสต์ ข้าพเจ้าอยู่ฝ่ายพุทธ แต่แล้ววิกฤตการณ์ ๖ ตุลาคม ก็เป็นเหตุ ให้ข้าพเจ้าต้องอยู่นอกประเทศถึงสองปี เฉกเช่น โกศล ศรีสังข์ด้วยเหมือนกัน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;ในช่วงเวลาดังกล่าว นิโคลัส ได้เข้ามาร่วมพยุง CGRS อย่างแข็งขัน ด้วยความร่วมมือของโคทม อาริยา และศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์  &amp;nbsp;สองคนหลังนี้เข้ามาสู่ CGRS ด้วยคำแนะนำของป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งก็ต้องลี้ภัยไปอังกฤษเช่นเดียวกับข้าพเจ้า โดยเราได้ร่วมกันตั้งมูลนิธิมิตรไทยขึ้นที่นั่น  &amp;nbsp;เพื่อช่วยเมืองไทยด้านข้อมูลข่าวสาร และงานด้านนสิทธิมนุษยชน โดยประสานกับ CGRS อย่างไม่เปิดเผยอีกด้วย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;ในช่วงที่นิโคลัสไปอังกฤษ ก็ได้ไปประชุมก่อตั้งมิตรไทยกับเรา ที่บ้านบิดามารดาเขาด้วย โดยที่นิโคลัสสมารถโยงใยเยาวมิตรชาวไทยของเขาให้เข้ามามีบทบาทใน CGRS ยิ่งๆ  ขึ้น โดยเฉพาะก็สันติสุข โสภณสิริ และไพศาล วรวิสิทธ์  ซึ่งแม้จะอุปสมบทออกเป็นพระไพศาล วิสาโลแล้ว ก็ยังอุทิศตนเพื่อ&amp;nbsp; CGRS อย่างเต็มที่ จนหน่วยงานนี้ปลาสนาการไปตามพระอนิจลักษณะ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;งานเขียนของนิโคลัส ในช่วงที่อยู่เมืองไทย ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ โดยโครงการตำรามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในชื่อว่า Bridge and Barrier on  Development ซึ่งมีแปลเป็นไทยด้วย นับว่านิโคลัสให้ข้อคิดและตั้งคำถามในเรื่องการพัฒนาอย่างน่าสนใจ และเขาแนะนำนักการศึกษานอกกระแสหลักให้พวกเราได้รู้จักด้วย โดยเฉพาะก็  Paulo Faeiri &amp;nbsp;และ Ivan Illich  ดังงานของคนทั้งสองนี้ก็มีแปลเป็นภาษาไทยด้วยแล้ว ยิ่งกับ Ivan Illich ด้วยแล้ว เราสนิทสนมกันเป็นพิเศษ จนพวกเราบางคนได้ไปเยี่ยมเขาถึง Cana vaca  &amp;nbsp;ซึ่งเขาตั้งเป็นศูนย์การศึกษานอกกระแสหลักอยู่ในประเทศแมกซิโก โดยที่ข้าพเจ้าได้สนิทสนมกับเขา ต่อมาจนเขาตายจากไปเมื่อเร็วๆ นี้เอง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;เมื่ออกจากเมืองไทยไปแล้ว นิโคลัสไปทำงานที่ธนาคารโลก โดยการเป็นผู้แทนหน่วยงานนั้นในประเทศที่ยากจน เริ่มแต่เนปาล โดยเขาเดินไปเยี่ยมหมู่บ้านต่างๆ อย่างเอาจริงเอาจัง บางทีเดินเป็นวันๆ ตัวเขาเองไม่ใช้รถยนต์ส่วนตัว มีแต่มอเตอร์ไซด์  ซึ่งใช้ในเมือง (เพราะจักรยานสองล้อสู้กับการขึ้นภูเขาไม่ไหว)  หากใช้ขาทั้งสองกับม้าเป็นพาหนะเวลาออกนอกเมือง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;นิโคลัสมีความสุขมากกับชาวพื้นเมืองที่ห่างไกลตัวเมืองออกไป เขาให้การศึกษาและให้แนวคิดใหม่ๆ และเรียนรู้จากคนเหล่านั้น  แม้จะต้องผ่านล่าม ผู้คนเหล่านั้นก็รับเขาเป็นเพื่อนได้อย่างสนิทใจ  โดยที่ไม่มีใครในสถาบันการเงินเป็นอันยิ่งใหญ่ในระดับโลก ได้ลงไปคลุกคลีกับพวกเขาเช่นนี้มาก่อนเลย  ต่อมานิโคลัสได้ย้ายไปประจำอยู่ในอาฟริกาด้วย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;เวลาเขาไปเยี่ยมสำนักงานใหญ่ของธนาคารโลก ที่กรุงวอชิงตัน หากเป็นช่วงที่ข้าพเจ้าลี้ภัยไปประเทศนั้น เราก็ได้พบกัน แม้เมื่อข้าพเจ้าหนีสุจินดา คราประยูรไปอยู่ที่ญี่ปุ่น  นิโคลัสก็ตามไปเยี่ยมถึงที่นั่น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;มิตรภาพของเรากระชับมั่นตลอดมา ยิ่งเมื่อเขามามีบ้านอยู่ที่ภูเก็ตด้วยแล้ว  เขาเชิญลูกเมียข้าพเจ้าให้ไปพักกับเขา ดังเพื่อนคนอื่นๆ ก็เช่นกัน และเมื่อข้าพเจ้าอายุครบ ๗๐ ปี นิโคลัสก็กรุณาช่วยเขียนคำนิยมให้อย่างน่าจับใจ ในหนังสือชื่อ &lt;em&gt;Socially  Engaged Spirituality: Essays in Honor of Sulak Sivaraksa on His 70&lt;sup&gt;th&lt;/sup&gt; Birthday&lt;/em&gt;&lt;em&gt;The Wisdom of  Sustainability: Buddhist Economics for the 21&lt;sup&gt;st&lt;/sup&gt; Century&lt;/em&gt;  ข้าพเจ้ารู้สึกสำนึกถึงบุญคุณของเขาอยู่อย่างไม่รู้ลืม  &amp;nbsp;ดังต่อมาเขาได้รวบรวมบทความต่างๆ ให้ข้าพเจ้าและเขียนคำนำให้ด้วย ในหนังสือเล่มล่าสุดที่ตีพิมพ์ในสหรัฐชื่อ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;อัตชีวประวัติของเขาชื่อ All in the case of Duty นั้น มีสำนักพิมพ์ในประเทศสวิสรับแปลและจะตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศส โดยที่ประชา หุตานุวัตร ก็รับแปลเป็นไทย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;พวกเราในเมืองไทย กำหนดจัดงานบุญอุทิศให้นิโคลัส เบนเน็ต ณ เรือนร้อยฉนำ มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป เลขที่ ๖๖๖ ถนนเจริญนคร คลองสาน กรุงเทพฯ วันอาทิตย์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ แต่เวลา ๑๐.๐๐ น. เป็นต้นไป โดยพระไพศาล  วิสาโล จะแสดงธรรมานุสรณ์ถึงกัลยาณมิตรของเราคนนี้ด้วย ณ ที่นี้เองเมื่อตอนเราเปิดเรือนร้อยฉนำในปี พ.ศ. ๒๕๔๖  นิโคลัสก็ได้ไปร่วมด้วย และได้แสดงปาฐกถาเสม พริ้งพวงแก้วในโอกาสนั้นด้วย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;นิโคลัสพูดถึงตัวเองด้วยสามวลี ว่าเขาเป็น authoritarian, anarchist and activist แต่ถ้าเราจะเอ่ยถึงเขาเป็นภาษาอังกฤษ คงสรุปได้สั้นๆ ว่า Nicholas was unique, unforgettable, full of energy and creativity,  having no place for fear, or mediocrity,. He loved life, his family, the underprivileged,. His courage was incredible, he never stopped writing, thinking, reading and giving in whatever help was needed around him. We  miss him, but his formidable nature remains an example for all of us.&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;= = = =&amp;nbsp; = = = =&amp;nbsp; = = = =&amp;nbsp; = = = =&amp;nbsp; = = = =&amp;nbsp; = = = =&amp;nbsp; = = = =&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;&lt;strong&gt;พิธีรำลึกถึง นิโคลัส เบนเนท NICHOLAS IN PEACE&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;&lt;strong&gt;วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;&lt;strong&gt;เวลา 9.00 &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;- 12.00 น. ณ  เรือนร้อยฉนำ สวนเงินมีมา (เจริญนคร)&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;9.00 - 10.00 น. &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อนมิตรพบปะพูดคุยกันตามอัธยาศัย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;10.00-10.45 น. &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวแทนเพื่อนมิตรกล่าวรำลึกถึงนิโคลัส เบนเนท&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;ul class=&quot;unIndentedList&quot;&gt;
&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt; 	พระไพศาล 	วิสาโล&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt; 	อาจารย์สุลักษณ์ 	ศิวรักษ์&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt; 	อาจารย์โคทม อารียา&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;10.45 - 11.00 น. &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานพิธีจุดธูปเทียน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;พระไพศาล วิสาโล ประกอบพิธีทางศาสนาส่งนิโคลัส สู่สันติภาพนิรันดร์&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;11.00 - 11.30 น.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อนมิตรทยอยกันวางดอกไม้บนพานหน้ารูปภาพนิโคลัส&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;11.30 - 12.00 น. &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พระฉันเพล&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;12.00 น. &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รับประทานอาหารร่วมกัน ณ เรือนร้อยพัน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;ติดต่อสอบถามและกรุณายืนยันถ้าจะมา จะได้เตรียมอาหารได้ถูกต้อง &lt;/font&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;คุณลัดดาวัลย์ &amp;nbsp; 081-444-9463&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;คุณไพโรจน์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 084-066-7161&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;คุณสันติสุข&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 081-300-3300&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/2003#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Wed, 03 Mar 2010 14:32:59 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2003 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>รำลึกถึงนิโคลัส เบนเนตต์ ครูผู้สอนถึงชีวิต การต่อสู้ และอหิงสธรรม  พระไพศาล วิสาโล</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/2004</link>
 <description>&lt;table width=&quot;100%&quot; cellspacing=&quot;25&quot; cellpadding=&quot;0&quot; border=&quot;0&quot; align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td width=&quot;15%&quot;&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;&lt;img width=&quot;250&quot; height=&quot;188&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://www.visalo.org/article/images/Nicholas-Bennett-2.jpg&quot; /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;td width=&quot;85%&quot; valign=&quot;bottom&quot;&gt;&lt;font size=&quot;-1&quot;&gt;&lt;br /&gt;
            &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;รำลึก ถึงนิโคลัส          เบนเนตต์ &lt;br /&gt;
            &lt;/strong&gt;ครูผู้สอนถึงชีวิต  การต่อสู้ และอหิงสธรรม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#669999&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;-1&quot;&gt;พระไพศาล วิสาโล&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td colspan=&quot;2&quot;&gt;
&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;+2&quot; face=&quot;CordiaUPC&quot;&gt;  &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;ย้อนหลังไปเมื่อ ๓ ทศวรรษก่อน           ข้าพเจ้าก็เช่นเดียวกับนักศึกษาธรรมศาสตร์อีกหลายคนที่เข้าห้องเรียนน้อยมาก           ตลอด ๔ ปีครึ่งในมหาวิทยาลัย  ข้าพเจ้ามีสมุดจดคำบรรยายเพียงเล่มเดียวเท่านั้นสำหรับทุกวิชาที่เข้าเรียน          การเรียนรู้ที่สำคัญส่วนใหญ่เกิดขึ้นนอกรั้วมหาวิทยาลัย  ในช่วงนั้นเองมีบุคคลผู้หนึ่งที่ข้าพเจ้านับถือว่าเป็นครูได้อย่างสนิทใจ          บุคคลผู้นั้นคือนิโคลัส เบนเนตต์ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt; นิโคลัส เบนเนตต์  เป็นชาวอังกฤษ เข้ามาเมืองไทยตั้งแต่ปี          ๒๕๑๓ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติ  โดยมาทำงานเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ          ทั้ง ๆ ที่อายุเพียง ๒๘ ปี อีกทั้งเรียนจบมาทางเศรษฐศาสตร์  แต่เขามีประสบการณ์ทางด้านการศึกษามาไม่น้อยกว่า          ๕ ปีแล้ว โดยทำงานในประเทศอูกันดาในสมัยอีดีอามิน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt; ในชั่วเวลาไม่ถึง ๒  ปีที่อยู่เมืองไทย           เขาได้รับการยกย่องในหมู่นักวิชาการและนักศึกษาหัวก้าวหน้าว่าเป็นผู้ที่มี ความคิดเฉียบคมด้านการศึกษา           ใช่แต่เท่านั้นเขายังเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูป การศึกษาอย่างจริงจัง           งานเขียนของเขาหลายชิ้นตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องในวารสารชั้นนำหลายฉบับ เช่น          ศูนย์ศึกษา ปาจารยสาร วิทยาสาร  ซึ่งเป็นเวทีที่สร้างกระแสการวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาไทยอย่างไม่เคยปรากฏมา ก่อน          ในช่วงเดียวกันกับที่ สังคมศาสตร์ปริทัศน์  ได้ปลุกสำนึกปัญญาชนให้เกิดความตื่นตัวทางการเมืองขนานใหญ่          ก่อนจะนำไปสู่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ฯ ในเวลาต่อมา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;  ช่วงนั้นเองที่ข้าพเจ้าได้รู้จักนิโคลัสผ่านงานเขียนดังกล่าว          ตอนนั้นยังเข้าใจไปด้วยซ้ำว่าเขาทำงานในต่างประเทศ  นิโคลัสเขียนหนังสือได้น่าอ่าน          ชัดเจน เป็นระบบ และวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาไทยอย่างตรงไปตรงมา  แต่ก็เสนอทางออกที่น่าสนใจ           งานเขียนดังกล่าวทำให้ข้าพเจ้าเริ่มตั้งคำถามกับระบบการศึกษาตั้งแต่ยังเป็น นักเรียน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt; หลัง ๑๔ ตุลา ฯ  ประชาธิปไตยเบ่งบานเต็มที่          การปฏิรูปเกิดขึ้นในหลายวงการรวมทั้งวงการศึกษา  รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาแห่งชาติขึ้นมา           แต่ในทางการเมืองนั้นนักศึกษาปัญญาชนจำนวนไม่น้อยเรียกร้องการปฏิวัติโดยมี สังคมนิยมแบบจีนเป็นแม่แบบ          การจับอาวุธเพื่อ &amp;ldquo;โค่นล้ม นายทุน ขุนศึก ศักดินา&amp;rdquo; และ  &amp;ldquo;ขับไล่จักรพรรดินิยมอเมริกัน&amp;rdquo;          เป็นคำตอบสำหรับคนหนุ่มสาวจำนวนมาก&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;ข้าพเจ้าเองก็คิดไม่ต่างจากคน หนุ่มสาวเหล่านั้น          จนกระทั่งปลายปี ๒๕๑๗ ข้าพเจ้าก็หันมาตั้งคำถามกับความรุนแรง  นอกจากอาจารย์สุลักษณ์          ศิวรักษ์แล้ว  นิโคลัสเป็นอีกผู้หนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าหันมาสมาทานสันติวิธี          แม้เขามีความใกล้ชิดกับผู้นำนักศึกษาหลายคนในเวลานั้น  แต่ในเรื่องนี้เขาเห็นต่างอย่างสิ้นเชิง          เขาเห็นว่าวิธีการกับเป้าหมายต้องไปด้วยกัน  สันติสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยสันติวิธีเท่านั้น          &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt; ข้าพเจ้ารู้ในเวลาต่อมาว่า  เขาเคยเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสันติวิธีที่เจนจัดมากเมื่อครั้งเป็นนักศึกษา ออกซฟอร์ด          อีกทั้งยังติดตามงานเขียนใหม่ ๆ ด้านสันติวิธีอยู่เสมอ  จึงมีความรู้ลึกซึ้งในด้านสันติวิธีทั้งในด้านทฤษฎีและประสบการณ์ในนานา ประเทศ          ช่วงนั้นวิศิษฐ์ วังวิญญู ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มอหิงสา  คลุกคลีตีโมงอยู่กับนิโคลัส          จึงเป็นสะพานเชื่อมให้ข้าพเจ้าได้รู้จักนิโคลัส  ต่อมาก็มีโอกาสสนทนากับเขาหลายครั้ง          จนค้างคืนที่บ้านเขาก็บ่อย  อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าจะได้มาทำงานกับเขาจนกระทั่งหลังเหตุการณ์           ๖ ตุลา ฯ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;ตอนนั้นมีนักศึกษาประชาชนกว่า สามพันคนถูกจับด้วยข้อหาร้ายแรงจากเหตุการณ์นองเลือดที่ธรรมศาสตร์           อีกทั้งยังมีการกวาดล้างคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองต่างจากรัฐบาลอีกหลาย พันคนทั่วประเทศด้วยข้อหาภัยสังคม          ขณะที่อีกหลายพันหนีเข้าป่าเพื่อจับอาวุธสู้กับรัฐบาล  ข้าพเจ้ากับเพื่อนหลายคนทั้งพระและฆราวาสซึ่งห่วงใยในบ้านเมืองว่าจะเกิด สงครามกลางเมืองขึ้น          จึงได้ช่วยกันฟื้นฟูกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคมหรือกศส.  (ซึ่งตั้งในปี          ๒๕๑๙ แต่ก็เหมือนยุบไปหลัง ๖ ตุลา ฯ)  โดยได้รับความสนับสนุนจากผู้ใหญ่หลายท่านทั้งในวงการศาสนาและสิทธิมนุษยชน          (เช่น สังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ อาจารย์โกศล ศรีสังข์  และอาจารย์โคทม          อารียา) ทั้งนี้โดยเน้นหนักเรื่องการรณรงค์เพื่อนิรโทษกรรมนักโทษ ๖  ตุลา          ฯ และการปกป้องสิทธิมนุษยชน  เพราะเราเชื่อว่ายิ่งมีการกดขี่เบียดเบียนประชาชนน้อยเท่าไร          การสมานไมตรีภายในชาติก็มีโอกาสเกิดขึ้นมากเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt; ประชา  หุตานุวัตรซึ่งตอนนั้นบวชพระอยู่          รู้จักกับนิโคลัสดี ได้ชักชวนนิโคลัสให้มาเป็นกรรมการกศส.ด้วย  นิโคลัสไม่ได้เป็นกรรมการแต่ในนาม           แต่ยังเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ปฏิบัติงานกศส.ซึ่งมีข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในนั้น           พวกเราทำงานกันเต็มเวลาก็ว่าได้โดยอาศัยบ้านพักของนิโคลัสเป็นที่ประชุมทุก อาทิตย์          (ส่วนสำนักงานตั้งอยู่แถวสีลม)  ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การติดตามสอดส่องจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างใกล้ชิด&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt; ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลในตอนนั้น  แม้นายกรัฐมนตรีเป็นพลเรือน          แต่มีทหารเป็นเกราะกำบัง(เสมือน &amp;ldquo;เปลือกหอย&amp;rdquo;)  จึงเป็นเผด็จการเต็มที่ ไม่ยอมให้มีใครคิดต่างจากตน          สื่อมวลชนถูกปิดปากเป็นประจำ การคัดค้านรัฐบาลทำได้ยากอย่างยิ่ง  ในบรรยากาศเช่นนี้          กศส.ซึ่งคอยจับตาการทำงานของรัฐบาล  และเรียกร้องรัฐบาลให้เคารพสิทธิมนุษยชน          จึงเสี่ยงที่จะถูกป้ายสีจากรัฐบาลว่าเป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์  และถูกจับเข้าคุกได้ง่ายมาก          แต่พวกเราได้ตกลงกันว่าจะทำงานโดยยึดหลักสันติวิธี  คือทำงานอย่างเปิดเผย          ไม่สนับสนุนการใช้อาวุธโดยฝ่ายใดทั้งสิ้น &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;  ประสบการณ์ในช่วงนั้นนับว่ามีคุณค่ามาก          ส่วนหนึ่งก็เพราะข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากนิโคลัสหลายอย่าง  ทั้งในด้านชีวิตและการทำงาน          นิโคลัสเป็นคนที่ฉลาดมาก จับประเด็นเร็ว และคิดชัด  (อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์           เคยกล่าวว่าในเมืองไทยคนที่มีสติปัญญาเฉียบคมจับประเด็นไวที่น่ายกย่องมี เพียง          ๓ คนเท่านั้น คือ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตฺโต  และนิโคลัส)          แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็เป็นคนที่สุภาพ อ่อนโยน มีเมตตา  แถมยังมีความกล้าหาญอย่างมาก          คนที่จะมีคุณสมบัติพร้อมทั้ง ๓ ประการ (ฉลาด สุภาพ  และกล้าหาญ)อย่างเขานั้นหาน้อยมาก          &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt; นิโคลัสเป็นที่ปรึกษารัฐบาล  แต่เขาเคยไม่กลัวภัยใด          ๆ จากรัฐบาล ความที่เคยเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสันติวิธีมาก่อน  เขาจึงเป็นเสมือนมันสมองให้กับพวกเราในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน          ซึ่งเป็นธรรมดาที่ต้องคัดง้างกับรัฐ ตลอด ๓  ปีที่เราทำงานภายใต้รัฐบาลเผด็จการและกึ่งเผด็จการ          พวกเรามีโอกาสติดคุกตลอดเวลา  เช่นเดียวกับนิโคลัสที่มีโอกาสถูกไล่ออกนอกประเทศ          แต่การได้อยู่ใกล้ชิดกับนิโคลัสซึ่งเป็นคนที่ไม่หวั่นเกรงอำนาจรัฐ  ทำให้พวกเรากล้าที่จะทำงานเสี่ยงคุกตะราง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;  ช่วงนั้นนิโคลัสทำงานทั้งวันและทั้งคืน          กลางวันเขาทำงานให้กับกระทรวงศึกษาธิการ  ตกกลางคืนเขาทำงานให้กับกศส. โดยติดต่อต่างประเทศ          และทำรายงานสิทธิมนุษยชนเมืองไทยราย ๒ เดือนเป็นภาษาอังกฤษ  เผยแพร่ทั่วโลก          หลัง ๖ ตุลา ฯ  รายงานของกศส.เป็นแหล่งข้อมูลเดียวก็ว่าได้ที่ต่างประเทศให้ความเชื่อถือ          เพราะข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาจากภาคสนามโดยเจ้าหน้าที่ของกศส.เอง  (ซึ่งต่อมาบางคนถูกจับข้อหาคอมมิวนิสต์ระหว่างลงพื้นที่หาข้อมูล)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;  ในชั่วเวลาแค่ปีเดียวนิโคลัสได้สร้างเครือข่ายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง          ไม่ว่าส.ส. นักหนังสือพิมพ์ องค์กรสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในยุโรป  อเมริกา          และญี่ปุ่น หลายคนได้มาเยือนพวกเราถึงสำนักงาน  ทำให้กศส.เป็นที่รู้จักในต่างประเทศมาก          นี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้กศส.ไม่ถูกรัฐบาลเล่นงาน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;  ควรกล่าวด้วยว่านิโคลัสยังเป็นสื่อกลางระหว่างกศส.กับอาจารย์ป๋วยและมูลนิธิ มิตรไทยที่ประเทศอังกฤษ           อาจารย์ป๋วยเป็นคนไทยที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดในการรณรงค์ต่างประเทศเพื่อปก ป้องสิทธิมนุษยชนในเมืองไทย          ก่อนที่จะล้มป่วยเป็นอัมพาตในเดือนกันยายน ๒๕๒๐  คำแนะนำของอาจารย์ป๋วยผ่านนิโคลัส          (ซึ่งส่วนใหญ่เขียนเป็นจดหมายจากลอนดอนโดยใช้นามว่า Richard Evans)  เป็นทั้งกำลังใจและเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของพวกเรามาก&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;  แรงกดดันจากนานาประเทศทั่วโลกอย่างต่อเนื่องร่วม          ๒ ปี ทำให้ในที่สุดรัฐบาลไทยต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมนักโทษคดี ๖  ตุลา ฯ ในเดือนกันยายน          ๒๕๒๑ และหลังจากที่บ้านเมืองเปิดกว้างมากขึ้น  การเรียกร้องของคนในประเทศร่วมกับแรงกดดันจากต่างประเทศ          ก็ทำให้รัฐบาลต้องยกเลิกกฎหมายภัยสังคม  ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่จับกุมคนอย่างไม่มีกำหนดโดยไม่ต้องขึ้นศาล          ทั้งหมดนี้ต้องถือว่านิโคลัสมีส่วนอย่างสำคัญ  การผ่อนคลายในทางการเมือง โดยเป็นเผด็จการน้อยลง          มีส่วนทำให้ในเวลาต่อมาผู้ที่เข้าป่าได้วางอาวุธกันเป็นจำนวนมาก  ทำให้ประเทศไทยไม่เกิดสงครามกลางเมืองอย่างเพื่อนบ้าน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt; นิโคลัสอายุมากกว่าข้าพเจ้า ๑๕  ปี แต่เขาปฏิบัติกับพวกเราเหมือนเพื่อนยิ่งกว่า          &amp;ldquo;ผู้ใหญ่&amp;rdquo;อีกทั้งยังรับฟังความคิดของเรา และพร้อมรับคำติติง  เขาจึงเป็นเสมือนครูที่ส่งเสริมให้พวกเรากล้าคิดกล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง          ขณะเดียวกันมีอุบายในการกระตุ้นให้เราเอาชนะความกลัว  เขาพยายามผลักดันให้เราก้าวไปให้ไกลที่สุดจนกว่าจะถึงขีดจำกัดของตัวเอง          ซึ่งทำให้พวกเราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น  จะว่าไปแล้วสถานการณ์บ้านเมืองตอนนั้นก็เป็นใจ          แม้ความกดดันจะมีมากแต่มันก็ได้รีดเค้นเอาส่วนที่ดี ๆ  ของเราออกมามิใช่น้อย          โดยเฉพาะการคิดถึงส่วนรวมมากกว่าตัวเอง  พวกเราหลายคนไม่กลัวติดคุกเพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบ กับเคราะห์กรรมที่ผู้อื่นประสบอย่างหนักหนาสาหัสในเวลานั้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;  อีกประการหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนจากนิโคลัสคือ          อหิงสธรรม แม้เขาจะเป็นนักยุทธวิธีด้านสันติวิธีตัวฉกาจ  แต่วิถีชีวิตของเขาก็เป็นไปในทางสันติด้วย          เขาใช้ชีวิตอย่างสมถะ ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความสุภาพ จริงใจ  และยุติธรรม          ไม่เอารัดเอาเปรียบ เขาเป็นคนที่เห็นใจเพื่อนมนุษย์มาก  (แต่ก็ไม่ใจอ่อนจนตามใจเขา)          เขาปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่ถือชั้นวรรณะหรือสถานะการศึกษา  ทำให้ผู้อื่นสามารถคบกับเขาได้อย่างสนิทใจ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt; เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น  ปี ๒๕๒๒          นิโคลัสได้ย้ายไปทำงานที่ประเทศเนปาล  ที่นั่นเขาได้สร้างคนรุ่นใหม่หลายคน           เขาพาคนเหล่านี้ขึ้นเขาไปตามหมู่บ้านกันดารเพื่อช่วยพัฒนาการศึกษาควบคู่กับ การสร้างจิตสำนึก          เขาไม่เหมือน &amp;ldquo;ผู้เชี่ยวชาญชาวตะวันตก&amp;rdquo;ทั่วไป  เพราะเขาไม่ชอบนั่งวางแผนในห้องแอร์          แต่จะต้องลงพื้นที่และไปอยู่กินกับชาวบ้าน  เขาเป็นคนที่อดทนและแข็งแรง สามารถเดินข้ามเขาเป็นลูก          ๆ เป็นเวลาหลายวัน พร้อมกับพาเจ้าหน้าที่พื้นเมืองไปด้วย  ทราบว่าหลายคนต่อมาได้เป็นแกนนำในขบวนการต่อต้านรัฐบาลเนปาล&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt; หลังจากอยู่เนปาล ๕ ปี  นิโคลัสกลับไปทำงานในแอฟริกาเป็นเวลาเกือบ          ๒๐ ปี ไม่ว่าที่กานา คาเมรูน หรือเอธิโอเปีย  งานที่เขากัดไม่ปล่อยคือการศึกษาเพื่อพัฒนาชนบท          เช่นเดียวกับที่เนปาล เขาอยู่ในสำนักงานหรือเมืองหลวงน้อยมาก  แต่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการลงพื้นที่          เพื่อทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่พื้นเมืองและชาวบ้าน  โดยใช้ชีวิตแตกต่างกับเขาน้อยมาก&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;  นิโคลัสเป็นนักมนุษยนิยมที่อุทิศตนเพื่อเพื่อนมนุษย์อย่างแข็งขันที่สุดเท่า ที่ข้าพเจ้าเคยรู้จัก          &lt;br /&gt;
            ในฐานะเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การสหประชาชาติ  เขาสามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายได้           แต่เขากลับเห็นเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวบ้านเพื่อ ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก          ในระยะหลังเขาออกจะเบื่อหน่ายวัฒนธรรมปัญญาชน ที่เอาแต่อ่าน คิด  และเขียน          แต่ไม่ลงมือปฏิบัติ ดังนั้นเขาจึงหันมาใช้ชีวิตแทบจะตรงกันข้าม  เขาอ่านหนังสือน้อยลงและแทบไม่มีงานเขียนออกมาเลย          ทั้ง ๆ ที่เขาเคยเป็นนักอ่านตัวยงและเป็นนักเขียนที่เก่งมาก  ทั้งนี้เพื่อทุ่มเทให้กับการทำงานที่ส่งผลถึงชาวบ้านจริง          ๆ แต่ก็ยังดีที่เขาได้เขียนอัตชีวประวัติเอาไว้เล่มหนึ่ง  ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวและประสบการณ์ที่น่าสนใจ          เพราะชีวิตของเขานั้นโลดโผนและมีสีสันมาก  ยากจะมีใครที่มีประสบการณ์ต่อสู้คัดง้างรัฐบาลเผด็จการในนานาประเทศอย่างต่อ เนื่องร่วม          ๔๐ ปีอย่างเขา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt; นิโคลัสเป็นคนที่ต่อต้านระบบ  ไม่เชื่อในอำนาจรัฐและไม่ศรัทธาในสถาบันขนาดใหญ่          (เขาเคยพูดถึงตัวเองว่าเป็น authoritarian anarchist)  แต่เกือบสองในสามของชีวิตเขาทำงานให้กับองค์กรระดับโลก          คือสหประชาชาติ โดยประพฤติตัวเหมือน &amp;ldquo;ขบถ&amp;rdquo; ในนั้นโดยตลอด  อาจเป็นเพราะเขาต้องการใช้ทรัพยากรขององค์กรเหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของผู้ ทุกข์ยาก          น่านับถือที่เขาไม่ถูกกลืนโดยวัฒนธรรมองค์กรเหล่านั้นเลย  แต่ในเวลาเดียวกันเขาคงรู้สึกแปลกแยกกับผู้คนในองค์กรเหล่านั้นมิใช่น้อย          นี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่ยอมปักหลักอยู่ในสำนักงานเลย  แม้ต่อมาเขาย้ายไปทำงานที่ธนาคารโลก          แต่เขาก็ไม่ยอมอยู่กรุงวอชิงตัน อันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่  แต่ลงไปทำงานในแอฟริกาเช่นเดิม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;นิโคลัสใช้ชีวิตแบบสมบุกสมบันมา ตลอด จนกระทั่งเริ่มมีอาการเจ็บป่วยทางประสาทกล้ามเนื้อที่เป็นกรรมพันธุ์          พี่ชายเขาเสียชีวิตด้วยโรคนี้หลังจากล้มป่วยไม่นาน  แต่นิโคลัสได้ประคองและดูแลรักษาตัวจนสามารถอยู่ได้นานเกือบ          ๑๐ ปี&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt; นิโคลัสนับถือพุทธศาสนา  เขาเป็นผู้หนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าศรัทธามั่นคงในพระศาสนาและภูมิปัญญาตะวัน ออก          รวมทั้งสันติวิธี  ภรรยาของเขาคือมองตาเน็ตก็เป็นครูโยคะคนแรกของข้าพเจ้าตั้งแต่ปี          ๒๕๑๘ แม้เขาไม่ค่อยสนใจประเพณีพิธีกรรมและการภาวนาในรูปแบบ  แต่เขาก็เป็นชาวพุทธที่แท้ที่มั่นคงในหลักการ          เขาเตรียมพร้อมรับมือความตายอยู่ทุกขณะ  เขามีอาการหนักจนโคม่าเมื่อวันที่          ๘ กุมภาพันธ์ และสิ้นลมเมื่อตี ๒ ของวันถัดมา สิริรวมอายุได้ ๖๘ ปี&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt; ในหนังสือเรื่อง &amp;ldquo;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small;&quot;&gt;&lt;font face=&quot;CordiaUPC&quot;&gt;&lt;a href=&quot;http://www.visalo.org/book/sangSanti.htm&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;สร้างสันติด้วยมือเรา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: medium;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma;&quot;&gt;&amp;rdquo;           ที่ตีพิมพ์ในปี ๒๕๓๔ ข้าพเจ้าได้เขียนคำอุทิศว่า&lt;br /&gt;
            &amp;ldquo;แด่ นิโคลัส เบนเนตต์ ครูผู้สอนถึงชีวิต การต่อสู้ และอหิงสธรรม&amp;rdquo;  จนถึงวันนี้ข้าพเจ้าก็ยังซาบซึ้งในบุญคุณของครูผู้นี้          และจะระลึกถึงตราบจนชีวิตจะหาไม่ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/2004#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Wed, 03 Mar 2010 14:34:39 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2004 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สันติเพียบไทย-สันติภาพกัมพูชา</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/2441</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;img align=&quot;right&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://www.volunteerspirit.org/files/20100819-8.jpg&quot; /&gt;หากเราได้มาเรียน รู้จากพี่น้องกัมพูชา เราเองก็จะได้ร่วมมือกับกัมพูชาในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อจะได้อยู่กันอย่างสงบและมีสันติภาพต่อไปในอนาคต.....&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คณะทำงานเพื่อสันติภาพไทย-กัมพูชา เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ คุณชัชวาลย์ ทองดีเลิศ กรรมการมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม และตัวแทนคณะทำงานจัดเวที &amp;quot;เส้นทางสู่สันติภาพกัมพูชาและไทย: โจล ชะนำ ทะเมย-สงกรานต์&amp;quot; ระหว่างวันที่ 24-25 เมษายน 2553 ณ วัดโพธิ์ เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา โดยคณะทำงานเพื่อสันติภาพ ประเทศกัมพูชา ร่วมกับโครงการประสานความร่วมมือเพื่อคนรุ่นใหม่ลุ่มน้ำ โขง มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เส้นทางสู่สันติ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เวทีเส้นทางสู่สันติภาพ หรือ &amp;quot;สันติเพียบ&amp;quot; ในภาษากัมพูชา จัดต่อเนื่องจากเวทีครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา บริเวณชายแดนปอยเปต ประเทศกัมพูชา โดยมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ อยากสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชน เพื่อสานความร่วมมือและสร้างความเข้มแข็งต่อการสร้างสันติภาพ ไทย-กัมพูชาในอนาคต&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เวทีครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจาก หลายภาคส่วน ทั้งภิกษุ ภิกษุณี แม่ชี ชาวบ้าน นักพัฒนาเอกชน และคนหนุ่มสาว จากประเทศไทยและกัมพูชากว่า 60 คน กิจกรรมก็มีการแลกเปลี่ยนหารือถึงต้นตอความขัดแย้ง วิเคราะห์ทางออกและหาความร่วมมือเพื่อสร้างสันติภาพระหว่างกัน มีกิจกรรมโจล ชะนำ ทะเมย หรือเล่นสงกรานต์ มีการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอีกหลายอย่าง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในเวทีครั้งที่แล้วเรามีการวิเคราะห์ กันว่า ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องรัฐบาลต่อรัฐบาล บางคนบอกว่าเป็นเรื่องกรุงเทพฯกับพนมเปญ แต่คนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน เขามีลักษณะเป็นพี่เป็นน้อง มีความเป็นคนในวัฒนธรรมเดียวกัน มีการไปมาหาสู่ และทำมาค้าขายระหว่างกันมาต่อเนื่องยาวนาน เวทีครั้งนี้จึงมีการทำข้อเสนอต่อรัฐบาลทั้งสองประเทศว่า นอกจากไม่สร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้น ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัมพูชากับไทย และสร้างความเข้าใจต่อกัน ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม การเมือง หรือในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ ด้านด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;ปรากฏการณ์ฝีแตก&amp;quot; ความขัดแย้งภายในบ้าน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนความขัดแย้งที่กำลังคุกรุ่นใน สังคมไทย ในทัศนะส่วนตัว ผมคิดว่ามี 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือ ความรุนแรง ซึ่งนำมาสู่การบาดเจ็บสูญเสียเลือดเนื้อ สูญเสียชีวิต ถือเป็นความสูญเสียที่น่าเศร้าเสียใจ ส่วนอีกด้านหากมองในเชิงบวก ก็ถือเป็นพัฒนาการทางการเมืองไทย จริงๆ ปัญหาสังคมไทยมีการหมักหมม สะสม ซับซ้อนมาก ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เรียกได้ว่าเป็น&amp;quot;ปรากฏการณ์ฝีแตก&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากเราวิเคราะห์แต่ละฝ่ายอย่างใคร่ ครวญ ฝั่งสีเหลือง.พูดเรื่องมีการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย แต่ไม่พูดถึงเรื่องสองมาตรฐาน เรื่องอำมาตย์ เรื่องความเหลื่อมล้ำ เป็นต้น ฝั่งสีแดง.พูดเรื่องเรื่องสองมาตรฐาน เรื่องอำมาตย์ ความเหลื่อมล้ำ เรื่องคนยากคนจน แต่ก็ไม่พูดถึงเรื่องนักการเมืองโกงกิน เป็นต้น จริงๆ ถ้าเราไตร่ตรองทั้งสองด้าน ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างระหว่างชนชั้น สองมาตรฐาน การรวมศูนย์อำนาจอยู่ส่วนกลาง คนจนเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติได้ยาก นักการเมืองโกงกิน และรับใช้ผลประโยชน์ส่วนตน ปัญหาเหล่านี้มีอยู่จริง และหากสังคมไทยได้เรียนรู้ถึงปัญหาที่หมักหมมมานานตรงนี้อย่างชัดเจน แล้วมาหาทางออกร่วมกัน ก็น่าจะเป็นข้อดี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ปัจจุบันมันอาจเป็นไปได้ว่าคนฟังข้อมูล ด้านเดียว รับสื่อด้านเดียว แล้วมีข้อมูลคนละมุม มีความเห็นคนละด้าน มันจึงมีโอกาสปะทะ แต่ในอนาคตก็มีโอกาสพัฒนาเป็นคุณภาพใหม่ ประชาชนไทยจะได้เรียนรู้ปัญหาทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นความจริงทั้งสองด้าน ถ้าเห็นความจริงทั้งสองด้าน หลายคนจะกลับมาร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในอนาคต ผมหวังอย่างนั้น แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเราจะดูแลสถานการณ์อย่างไร ให้พ้นไปจากความรุนแรง ที่จะก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ได้ก่อน ส่วนระยะยาว ผมเชื่อว่าเราจะเปลี่ยนแปลงไปสู่คุณภาพใหม่ที่ดีกว่าเดิม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;สงครามกลางเมือง&amp;quot; บทเรียนจากกัมพูชา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ถ้าหากเราดูแลกันไม่ดี รัฐบาลปล่อยมีการนองเลือด โดยคนส่วนใหญ่ไม่ออกมาดูแล ก็มีโอกาสเกิดกลียุค หรือหายนะ และหมิ่นเหม่มากที่จะเกิดความรุนแรงสูญเสีย เมื่อไหร่ก็ตามที่ก้าวไปสู่การปราบคนเสียชีวิตจำนวนมาก หรือเกิดรัฐประหารขึ้น ก็มีแนวโน้มจะเกิดความวุ่นวายที่จะขยายขอบเขตไป ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากฟังทัศนะจากชาวกัมพูชาที่เขา ผ่านประสบการณ์สงคราม 3 ฝ่าย มีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้น คนตาย 2 ล้านคน เราจะเห็นพี่น้องฝั่งกัมพูชามีความกระตือรือร้นมาก เขาอยากช่วยกันไม่ให้เกิดสงคราม บางท่านบอกว่า ประเทศไทยยังไม่เจอสงครามเราไม่เข้าใจหรอก มันโหดร้ายทารุณ มันหวาดกลัวขนาดหนัก เขาก็ฝากเรามาว่าให้พวกเราสนใจเรื่องสันติภาพ และป้องกันอย่าให้เกิดสงครามกลางเมือง นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก เราต้องมองตรงนี้เป็นบทเรียน เพราะคงไม่มีใครอยากเห็นการเข่นฆ่า อยากให้เมืองไทยเกิดสงครามกลางเมือง แล้วมีคนตายมหาศาลขนาดนั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จริงๆ เราจึงมีโอกาสที่ดีที่ได้เรียนรู้ ประสบการณ์จากประเทศเพื่อนบ้าน ที่เขาพบเจอ เขาคลี่คลายและผ่านมันมาได้อย่างไร นับเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ เป็นโศกนาฏกรรมใหญ่หลวง แล้วเขาผ่านมาได้ และสันติภาพก็ค่อยเติบโตขึ้นในกัมพูชา หากเราได้มาเรียนรู้มาศึกษาจากพี่น้องกัมพูชา เราเองก็จะได้ร่วมมือกับกัมพูชาในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อจะอยู่กันอย่างสงบและมีสันติภาพต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;
&lt;p class=&quot;rtecenter&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://www.volunteerspirit.org/files/20100819-9.jpg&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;สันติภาพในใจคนหนุ่มสาว&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าดูขบวนการนักศึกษา ในอดีตเคยเป็นขบวนการแนวหน้าของสังคมไทย แม้ช่วงหลังจะซบเซา แต่เราก็เห็นกลุ่มเยาวชนที่เขาทำกิจกรรมทางสังคม ก็มีความหลากหลาย และทำงานกับทุกกลุ่มสังคม แล้วเริ่มมีการเชื่อมโยงประสานงานกันมากขึ้น แต่ถามว่าได้มาเชื่อมโยงกับประเด็นสันติภาพโดยตรงไหม หากเทียบกับเยาวชนในกัมพูชาก็ถือว่าน้อย แต่เรามีประเด็นเรื่องการขับเคลื่อนงานตามความสนใจของเรา เช่น เรื่องภูมิปัญญา เรื่องชาติพันธุ์ เรื่องสื่อ เรื่องสุขภาพ ฯลฯ แม้จะมีบางส่วนทำงานเรื่องสันติภาพอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่ายังน้อย ก็อยากฝากเอาไว้ว่า เยาวชนต้องมีประเด็นสันติภาพในหัวใจ ที่สำคัญเยาวชนต้องไม่ไปติดกับดักกลายเป็นผู้ทำลายสันติภาพในใจ เราเสียเอง นอกจากเคารพตัวเอง ต้องเข้าใจและเคารพผู้อื่นเสมอ สันติภาพในตัวของเรา ในกลุ่มของเรา ในสังคมของเรา จึงจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
&lt;table class=&quot;contentpaneopen&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td width=&quot;70%&quot; valign=&quot;top&quot; align=&quot;left&quot; colspan=&quot;2&quot;&gt;&lt;span class=&quot;small&quot;&gt;เขียนโดย คณะทำงานเพื่อสันติภาพไทย-กัมพูชา					&lt;/span&gt; 					&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td valign=&quot;top&quot; colspan=&quot;2&quot; class=&quot;createdate&quot;&gt;
&lt;p&gt;วันเสาร์ ที่ 12  เดือนมิถุนายน พ.ศ.2553&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.thaivolunteer.or.th/thaivo/index.php?option=com_content&amp;amp;task=view&amp;amp;id=353&amp;amp;Itemid=1&quot; title=&quot;http://www.thaivolunteer.or.th/thaivo/index.php?option=com_content&amp;amp;task=view&amp;amp;id=353&amp;amp;Itemid=1&quot;&gt;http://www.thaivolunteer.or.th/thaivo/index.php?option=com_content&amp;amp;task=...&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/2441#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Thu, 19 Aug 2010 13:49:49 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2441 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
<item>
 <title>30 ปีคนอาสา เส้นทางนี้ไม่มีความร่ำรวย</title>
 <link>http://volunteerspirit.org/node/2445</link>
 <description>&lt;p&gt;&lt;img align=&quot;right&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;http://www.volunteerspirit.org/files/20100819-16.jpg&quot; /&gt;&amp;quot;เราเลือกหนทางนี้ เราก็ไม่ได้ไขว่คว้าหาความร่ำรวย เพราะเส้นทางนี้ไม่มีความร่ำรวย มันมีแต่ความสุขใจในสิ่งที่เราทำ.....&amp;quot; บทสัมภาษณ์พี่ต๋อยวิจิตรา ชูสกุล อาสาสมัครนักพัฒนารุ่นที่ 3 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้จัดการ และผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนา มูลนิธิพัฒนาอีสาน ในวาระครบรอบ 30 ปีมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พลบค่ำของวันที่ 5 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา เพื่อนๆ พี่ๆ อาสาสมัคร, ผองเพื่อนนักพัฒนา ผู้ผูกพัน คุ้นเคย จนกล่าวได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในสายธารงานอาสาสมัครของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมหรือ มอส. มาตั้งแต่ยุคก่อตั้งจนถึงยุคปัจจุบัน ได้นัดหมายรวมกระปุก, พูดคุยแลกเปลี่ยน และจัดงานพาแลงเลี้ยงข้าววงเล็กๆ เพื่อขนกระปุกไปร่วมแคะระดมทุนในอีกวันรุ่งขึ้นและร่วมงาน 30 ปี มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมที่ตึก มอส.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;ในโอกาสที่ มอส.ครบรอบ 30 ปี ทางสุรินทร์ ซึ่งมีสมาชิก มอส.หลายคน&amp;nbsp; ขอส่งแรงใจให้อาสาสมัครหรือเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงานเพื่อสังคม มีชีวิตที่มีความสุข และมีแรงศรัทธาที่จะทำประโยชน์เพื่อสังคมสืบไป&amp;quot; พี่ต๋อย - วิจิตรา ชูสกุล อาสาสมัครรุ่นที่ 3 ในนามตัวแทน อพช.เมืองสุรินทร์ กล่าวคำอวยพรในวาระที่งานอาสาสมัครของ มอส. เดินทางมาถึงปีที่ 30&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ก่อนถึงวาระของการแลกเปลี่ยนระดมความคิดเห็น ณ ลานข้างสำนักงานมูลนิธิชุมชนอีสาน หรือตึก 53/1 ซอยสระโบราณที่หลายคนคุ้นเคย หัวเรื่องที่พูดคุยถามถึงคืองานอาสาสมัคร ซึ่งผู้ร่วมวงส่วนมากก็เป็นอดีตอาสาสมัครทุกคนเน้นย้ำถึงคุณค่าของงานอาสาสมัคร และคุณูปการจากการได้เป็นอาสาสมัคร ประตูบานแรกสู่วงงานพัฒนา ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้เรียนรู้ตนเอง เรียนรู้สังคม และพยายามเลือกสรรชีวิตที่มีคุณค่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พอร่วมกินเลี้ยงมื้อค่ำ และรอเวลาล้อหมุน เพื่อส่งตัวแทนนำกระปุกออมสินเดินทางมาร่วมงานที่กรุงเทพฯ เราได้สัมภาษณ์ลงลึกถึงบทเรียนประสบการณ์ และข้อเสนอต่อทิศทางงานอาสาสมัครกับบางพี่ อย่างพี่ต๋อย - วิจิตรา ชูสกุล รองผู้จัดการ และผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนา มูลนิธิพัฒนาอีสาน อดีตอาสาสมัครในยุคแรกๆ ผู้ถูกงานพัฒนาเลือก และเลือกเป็นนักพัฒนาสังคม จนกลายเป็นแบบอย่างที่ปรึกษาที่น่าเคารพของน้องๆ ในแถบถิ่นอีสานใต้ ผู้เดินตามรอยห้อยหลังมา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;สมัยก่อนทำงานอยู่ที่สมาคมวางแผนครอบครัวพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ทำงานกับกลุ่มผู้หญิงเป็นอาสาสมัครวาระ 1 ปี ช่วงนั้นก็วุ่นวายในหัวจิตหัวใจพอสมควร เพราะเป็นช่วงแสวงหาชีวิต และเราเองก็ถูกคาดหวังจากครอบครัว อยากให้เป็นโน้นเป็นนี่ แต่การมีชีวิตอาสาสมัคร เป็นชีวิตที่เราเลือกในการเริ่มต้นทำงาน ก็บอกครอบครัวว่าขอ 1 ปีเถอะในการทำงานอาสาสมัคร เพราะเราอยากทำงานเพื่อสังคมด้วย ในขณะเดียวกัน ในช่วงแรกของการทำงาน เราก็ต้องทำความเข้าใจกับเรื่องแนวคิดที่คนอื่นให้กรอบนั่นกรอบนี่มา ในขณะที่เราเองก็ขัดแย้งกับตนเองให้บางเรื่องบางราวอยู่ 2 อย่างนี้ก็คิดเยอะพอสมควร อยากให้ชีวิตตัวเองกับงานเพื่อสังคมมันดีขึ้น มันมีพัฒนาการร่วมกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จนในช่วงท้ายๆ ของวาระอาสาสมัครก็สงสัยว่า เส้นทางการทำงานอาสาสมัครจะสิ้นสุดเพียง 1 ปีเท่านั้น แต่พอผ่านไปอีก 2-3 ปี หลังจากไปสงบจิตสงบใจ ไปเรียนต่อเรียนรู้โน้นนี่ แล้วกลับมาทำงานอีกทีหนึ่ง เราก็รู้สึกว่า เออ....การทำงานพัฒนาแบบนี้คือหนทางที่เราเลือกในการที่จะเป็นอยู่&amp;quot;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พี่ต๋อยกล่าวต่อว่า &amp;quot;หากคนอื่นๆ ที่อยู่ในสังคม เขามีโอกาสสักช่วงเวลาหนึ่งในช่วงชีวิตหนึ่ง เลือกที่จะมาเป็นอาสาสมัครก็คิดว่าการเป็นอาสาสมัครจะให้คุณค่าอะไรกับเขาใน ช่วงชีวิตหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ จะทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะทีเดียว ถึงแม้ว่าเขาอาจจะไม่ได้อยู่ในเส้นทางนี้ ก็ส่งแรงใจให้ทุกคนมีแรง และมีพลังในการที่จะเดินต่อไปเพื่อสังคมที่ดีงามของเรา&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;ถึงงานสานสร้างอาสา&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมืองสุรินทร์ ถิ่นอีสานใต้ ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่งานพัฒนาในยุคบุกเบิก ในช่วงต้นทศวรรษ 2520 ส่วนงานอาสาสมัคร ก็พอจะนับได้ว่าหนึ่งในเนื้องานที่เคียงคู่กันมา มีอาสาสมัครที่ลงมาทำงานในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์อยู่บางจำนวน และไม่ขาดระยะนับแต่ยุคแรก จากปากคำของพี่ชัชวาล ทองดีเลิศ อาสาสมัครรุ่นที่ 1 บอกเล่าเอาไว้ นักพัฒนาในยุคก่อนนั้น มักจะถูก &amp;quot;ถีบลงหมู่บ้าน&amp;quot; หรือต้องลงไปเรียนรู้กับชุมชนเป็นส่วนมาก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พี่ต๋อยขยายภาพการทำงานในชุมชนว่า &amp;quot;คนหนุ่มสาวปัจจุบันเขาทำงานยากกว่าแต่ก่อน สมัยก่อนชุมชนยังใหม่ ยังไม่มีใคร ยังไม่มีอะไรเข้าไปมาก พอนักพัฒนาลงไปในชุมชน การทำงานร่วมมันจึงเหมือนสิ่งใหม่ เราเรียนรู้จากเขา เขาเรียนรู้จากเรา แต่ทุกวันนี้ชุมชนมันมีอะไรเยอะมาก คนที่ลงไปทำงานกับชุมชนต้องเรียนรู้เยอะ มีมิติในเชิงการประสานความร่วมมือค่อนข้างมาก คือชุมชนโตไปแล้ว แต่อาสาสมัครเป็นคนใหม่ เป็นรุ่นลูกรุ่นหลาน การเรียนรู้อะไรหลายอย่าง หากตนเองไม่น้อมรับที่จะเรียนรู้ผู้อื่น เขาจะปรับตัวได้ค่อนข้างยาก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สิ่งสำคัญก็คือว่า การทำงานระหว่างเรากับชุมชนอยู่ในสถานะเคียงคู่ไปด้วยกัน อันนี้ สมัยก่อนคนข้างนอกนำความเปลี่ยนแปลง สมัยนี้คนในชุมชนมีพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ ทำอย่างไรให้กระบวนการลงทำงานกับชุมชนเป็นเชิงความร่วมมือ เราเองก็ต้องเรียนรู้จากเขา เขาได้เรียนรู้จากเราด้วย&amp;quot;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พี่ต๋อยจึงมีข้อเสนอต่อการทำงาน ของคนรุ่นใหม่ว่า &amp;quot;ต้องขวนขวายมากขึ้น เรียนรู้มากขึ้น ปรับตัวมากขึ้นด้วย เพราะชาวบ้านก้าวไปข้างหน้าเยอะ เราจะทำอย่างไรไม่ให้ล้าหลังกระบวนการพัฒนาชุมชนไป หัวคิด หัวจิต หัวใจต้องมี และจะทำอย่างไรให้สามส่วนของเรากับชุมชน ได้หลอมเรียนรู้ซึ่งกันและกัน&amp;quot; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อเราถามถึงงานอาสาสมัครใน สถานการณ์ปัจจุบัน ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ พี่ต๋อยเน้นย้ำว่า &amp;quot;งานอาสาสมัครยังมีความจำเป็นอยู่ อย่างองค์กรของเราหากเลือกจะรับคน ก็อยากรับอาสาสมัครมอส. เพราะอย่างน้อยกระบวนการอาสาสมัคร ก็ทำหน้าที่บ่มเพาะคนในช่วงเวลาหนึ่ง เหมือนทำหน้าที่เทรนคนให้กับเราก่อนที่จะมาทำงานกับชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากมองการรับคนของมูลนิธิพัฒนาอีสาน ส่วนใหญ่ก็มาจาก มอส. ที่เราเลือกก่อนเป็นอันดับแรก นอกจากตอนหลังที่มอส.ไม่มีอาสาสมัครนักพัฒนาชุมชนแล้ว มีอาสาสมัครเฉพาะด้านมากขึ้นเท่านั้น จริงๆ การมีทางเลือกหลายทางก็ดี ในความรู้สึก แต่ปัญหาชุมชนทั่วไปก็ยังดำรงอยู่ เราจึงอยากให้มอส.มีคนที่ทำงานในด้านชุมชนด้วย&amp;quot; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img alt=&quot;&quot; src=&quot;http://www.volunteerspirit.org/files/20100819-17.jpg&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;font-size: large;&quot;&gt;&lt;strong&gt;หล่อหลอมอุดมการณ์อีสานใต้ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนการหล่อหลอมหรือกระบวนการฝึกหัดคนหนุ่มสาวในเขตอีสานใต้ พี่ต๋อยเล่าว่า &amp;quot;เราไม่ได้ปล่อยให้น้องเรียนรู้แบบตุปัดตุเป๋ไปตามทาง แต่เน้นให้เรียนรู้ท่ามกลางการทำงานเป็นทีม น้องๆ ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติงานร่วมกับพี่ๆ มีลงปฏิบัติการในชุมชน ส่วนมากก็ไม่ค่อยเป็นนักคิดอย่างเดียว คือคุณต้องทำด้วย ช่วงทำก็ทำ ช่วงแลกเปลี่ยนก็แลก มีการสรุปบทเรียนเป็นระยะ น้องเติบโต ก็ปล่อยให้น้องได้แสดงบทบาท และส่วนมากเขาก็ไม่ได้เรียกร้องให้พี่ต้องมาดูแลอะไรมากมาย มันก็เป็นพัฒนาการกันไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อตั้งข้อสังเกตว่า นักพัฒนาสมัยก่อน ส่วนมากมักไม่ค่อยลาออกหรือย้ายงานจากองค์กรเดิม ซึ่งอาจแตกต่างจากนักพัฒนารุ่นใหม่อยู่บ้าง พี่ต๋อยมองเรื่องนี้ว่า &amp;quot;นักพัฒนาสมัยก่อน เราร่วมสร้างร่วมสานงานองค์กรกันมา จึงมีความรู้สึกร่วมกับความเป็นองค์กร เรารู้สึกเราเป็นคนขององค์กร แต่ละคนจึงมีภารกิจของการสร้างต่อ และหวังให้คนรุ่นหลังมารับไม้แทน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนคนรุ่นหลังเข้ามาทำงาน เน้นการร่วมทำมากกว่า ความผูกพันกับองค์กรก็อาจจะน้อย ทำงานมาระยะหนึ่งบางคนก็อาจจะไม่อยากผูกพันกับองค์กรมาก อยากเป็นอิสระ บางคนก็อยากออกไปพัฒนาตนเอง ไปเรียนต่อ แต่เราก็หวังว่าประสบการณ์จากการทำงานกับเรา ทุกคนจะมีภูมิคุ้มกัน มีห่วงโซ่ในใจ ถึงแม้ไม่ได้กลับมาทำงานองค์กรอีก แต่เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ก็จะไปเติบโตในที่ต่างๆ ที่เขาจะเป็นหรือจะอยู่ได้ เพราะทุกคนก็ต้องเติบโตในการแสวงหาชีวิต แสวงหาตัวตนของตนเอง เลือกหนทางที่เหมาะสมกับตนเอง แม้ว่าอาจเลือกอยู่ในบทบาทอื่น ที่ทำงานเพื่อสังคมได้ แต่มันก็คงจะมีคนที่คิดจะอยู่ทำงานในองค์กรต่อ เนื่องเหมือนกัน&amp;quot; พี่ต๋อยพูดด้วยแววตามีความหวัง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;และกล่าวถึงชีวิตบนเส้นทางที่ตน เลือกแล้วว่า &amp;quot;หากเราออกจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน เราก็อยากอยู่ในที่เล็กๆ ของเรา อยู่สวน อยู่กับที่กับทาง มันเป็นชีวิตที่ไม่ได้ไขว่คว้าอะไร คือเราเลือกหนทางนี้ เราก็ไม่ได้ไขว่คว้าหาความร่ำรวย เพราะเส้นทางนี้ไม่มีความร่ำรวย มันมีแต่ความสุขใจในสิ่งที่เราทำ ความเป็นอิสระทางความคิดเป็นสิ่งสำคัญ อยู่ไหนก็ตามหากไม่มีอิสระที่จะคิด มันก็เหมือนกับเราตายแล้ว และเป็นเพียงแค่มนุษย์เงินเดือนที่ทำงานไปวันๆ นั่นเป็นชีวิตที่พี่ไม่ขอเลือก&amp;quot;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พี่ต๋อยทิ้งท้ายเป็นข้อคิดสำหรับคน รุ่นใหม่ด้วยว่า&amp;nbsp; &amp;quot;หากเราขาดอิสระ เราก็ต้องเปลี่ยนที่อยู่ เปลี่ยนมุมมอง เพราะคนเราต้องมีอิสระทางความคิด หากเราอยู่กับองค์กรแล้วถูกครอบงำ ด้วยกฎเกณฑ์กติกาที่บล็อกชุดความคิดของเรา ก็อย่าอยู่เลยองค์กรนั้น อยู่ไหนก็ได้ แต่เราต้องมีอิสระที่จะคิดได้ นี่คือสิ่งสำคัญ&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;table class=&quot;contentpaneopen&quot;&gt;
&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td width=&quot;70%&quot; valign=&quot;top&quot; align=&quot;left&quot; colspan=&quot;2&quot;&gt;&lt;span class=&quot;small&quot;&gt;เขียนโดย วิจิตรา ชูสกุล					&lt;/span&gt; 					&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;
&lt;td valign=&quot;top&quot; class=&quot;createdate&quot; colspan=&quot;2&quot;&gt;
&lt;p&gt;วันเสาร์ ที่ 7  เดือนสิงหาคม พ.ศ.2553&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.thaivolunteer.or.th/thaivo/index.php?option=com_content&amp;amp;task=view&amp;amp;id=369&amp;amp;Itemid=1&quot; title=&quot;http://www.thaivolunteer.or.th/thaivo/index.php?option=com_content&amp;amp;task=view&amp;amp;id=369&amp;amp;Itemid=1&quot;&gt;http://www.thaivolunteer.or.th/thaivo/index.php?option=com_content&amp;amp;task=...&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;/td&gt;
&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
</description>
 <comments>http://volunteerspirit.org/node/2445#comments</comments>
 <category domain="http://volunteerspirit.org/taxonomy/term/15">สกู๊ปพิเศษ</category>
 <pubDate>Thu, 19 Aug 2010 14:04:11 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2445 at http://volunteerspirit.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>
