พม่า เพื่อนของเรา

“พม่า เพื่อนของเรา”
คุยกับแอม นันทินี  มาลานนท์

แอม นันทินี มาลานนท์ ผู้หญิงคนนี้แม้จะอายุเพียง 25 ปี แต่การทำงานด้านสังคมและอาสาสมัครคือชีวิตของเธอ แอมเคยเป็นอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2547 ปีที่เกิดเหตุการณ์สึนามิ หลังจากเรียนจบ แอมทำงานเป็นผู้จัดการโครงการสร้างจิตสำนึกเยาวชนอาสาสมัคร (YV) กลุ่มนวัตกรรมเยาวชนเพื่อสังคม (YIY) ปัจจุบันแอมเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายจิตอาสา และผู้จัดการศูนย์อาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

และไม่นานนี้เธอเพิ่งลงพื้นที่ที่แม่สอด จังหวัดตาก เพื่อประสานงานกับองค์กรท้องถิ่นและประเมินว่าเครือข่ายจิตอาสาเพื่อผู้ประสบภัยนาร์กีส จะสามารถประสานงาน ช่วยเหลือ และสนับสนุนอะไรเพื่อนชาวพม่าได้บ้าง ในภาวะยากลำบากอย่างยิ่งในการรอดชีวิตหลังพายุไซโคลนนาร์กีสและการกีดกันจากรัฐบาลทหารพม่า

นี่คือบทสนทนาว่าด้วยพม่า ไทย วิกฤติภัยพิบัติ อาสาสมัคร และหัวใจคนทำงาน จากแอม นันทินี มาลานนท์

ตอนนี้เครือข่ายจิตอาสาเพื่อผู้ประสบภัยนาร์กีสทำอะไรอยู่บ้าง
เราทำเชิงข้อมูลบริจาคและการให้ เชื่อมประสานทรัพยากรที่ขาดแคลนในพม่า ช่วยเหลือในเชิงมนุษยธรรมเท่าที่เราจะทำได้ แม้ว่าพม่าจะเป็นประเทศอื่น แต่พม่าคือเพื่อนบ้านของเรา ตอนนี้เขาเจอมหันตภัยรุนแรงมาก มีอะไรที่เราช่วยกันได้ก็ช่วยกัน

ช่วยเล่าถึงเครือข่ายจิตอาสาเพื่อผู้ประสบภัยนาร์กีสจุดเริ่มต้นของหน่อยค่ะ
จริงๆ เริ่มจากความรู้สึกตัวเองเลยนะ เราเป็นคนความรู้สึกไวเวลาเห็นภัยพิบัติอย่างนี้ เพราะมีประสบการณ์จากตอนสึนามิมาก่อน และประเทศพม่ามันใกล้แค่นี้เอง เราอ่านข่าวของ BBC แล้วก็รู้ว่า โห! มันรุนแรงมากเลยนะ พายุระดับ 4 ซึ่งแรงกว่าแคทรีน่าของอเมริกาอีก

ในฐานะที่เราทำงานด้านอาสาสมัคร จากการทำงานที่ผ่านมา เราเห็นว่าอาสาสมัครช่วยการฟื้นฟูพื้นที่ได้มากจริงๆ ในฐานะคนทำงานด้านนี้ เราน่าจะทำอะไรบ้างอย่างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราอัพเดตกับทางกระจกเงาซึ่งก็ตามข่าวอยู่เหมือนกัน เราเลยลองอีเมลคุยเข้าไปในเครือข่ายจิตอาสาว่าคิดเห็นอย่างไรบ้าง ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครพูดอะไรเกี่ยวกับนาร์กีสเลย พอเขียนอีเมลไป พี่ๆ ในเครือข่ายก็ตอบรับดี เลยเป็นที่มาของ “เครือข่ายจิตอาสาช่วยเหลือผู้ประสบภัยนาร์กีส” โดยมีกระจกเงาเป็นเจ้าภาพเพราะเขามีความสามารถ มีประสบการณ์เรื่องอาสาสมัครในภาวะวิกฤติ

วงคุยวันแรกได้เจอคนหลายคนทั้งในและนอกเครือข่ายจิตอาสา หลายๆ คนมีฐานการทำงานในพม่า ทำให้เราได้ฟังข้อมูลเยอะ ซึ่งมันรุนแรงนะ มีปัญหาเยอะมาก ด้วยสภาพการเมืองของพม่า ทำให้ความช่วยเหลือเข้าไปถึงได้ยาก

เราได้ช่วยประสานกับกลุ่มของคุณหมอซินเธีย ซึ่งเป็นหมอที่แม่สอด จังหวัดตาก เขาทำสถานรักษาพยาบาลชื่อ “แม่ตาวคลินิก” รักษาฟรีให้ชาวพม่าที่อยู่ตามชายแดน เราเลยคุยประสานงานกับทางคุณหมอ เนื่องจากเราทราบมาว่าทางองค์กรเภสัชกรรมยินดีบริจาคยาให้ฟรีในกรณีพม่า เราเลยเชื่อมสององค์กรนี้เข้าด้วยกัน

จากนั้น ทางกระจกเงาก็เดินทางไปดูสถานการณ์ทางชายแดน และแนะนำให้เราไปคุยกับทางคุณหมอซินเธียอย่างเป็นทางการ เพื่อที่จะประสานงานกันต่อไป เราเลยจัดทริปไปเพื่อดูว่าทางส่วนกลางจะช่วยอะไรได้บ้าง นี่คือสถานการณ์ปัจจุบัน

สถานการณ์ที่แม่สอดเป็นอย่างไร
ต้องบอกก่อนว่าแม่สอด ไม่ใช่พื้นที่ที่ใกล้กับพื้นที่ฝั่งพม่าที่ได้รับความเสียหาย สถานที่ที่เสียหายมากจริงๆ คือ ลุ่มน้ำอิรวะดีที่อยู่ทางใต้ของพม่า สำหรับแม่สอด บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-พม่าไม่มีคนมาก แต่เห็นความเคลื่อนไหวในฝั่งไทย คือ มีทหารไทยเยอะขึ้น เพราะคงกลัวคนลักลอบเข้าเมือง

ด้านแม่ตาวคลินิกดีมากมีระบบเรียบร้อย วันที่ไปคนก็เยอะมากเป็นปกติ คือ 200-300 คนต่อวัน ตอนนี้มีอาสาสมัครต่างชาติเข้าไปอยู่เยอะเหมือนกันเพื่อช่วยเหลือคุณหมอ และตรงนั้นก็มีทีมฉุกเฉินเพื่อภัยพิบัตินาร์กีสโดยเฉพาะเพื่อดูว่าพื้นที่ที่เดือดร้อนต้องการอะไร

เครือข่ายฯ ก็พยายามสนับสนุนทีมคุณหมอในทุกๆ ทางที่ทำได้ แต่การระดมสิ่งของและเงิน ไปที่พม่าช่องทางไม่สะดวก เพราะรัฐบาลพม่าควบคุมทุกอย่าง ในเชิงงานอาสาสมัครตอนนี้ยังไม่มี แม้แต่ในคลินิกของคุณหมอซินเธียก็ยังไม่ต้องการอาสมัคร เพราะยังไม่มีเหตุการณ์ที่คนหนีมารักษาที่นี้ แต่ในอนาคตไม่แน่

คุณหมอซินเธียเป็นใคร
คุณหมอซินเธียเป็นคนพม่า ในช่วงขบวนการนักศึกษาในพม่า คุณหมอต้องหลบหนีการปราบปรามมาอยู่เมืองไทย ที่เมืองไทยมีชุมชนคนพม่าที่เติบโตมากคือแม่สอด คุณหมอจึงเปิดคลินิกสำหรับชุมชนและขยายใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังทำงานด้านสิทธิมนุษย์ชินด้วย เพราะคุณหมออยากเห็นวิถีชีวิตของคนพม่าที่ดีขึ้น (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.maetaoclinic.org)

ในภาวะทำงานประเด็นร้อนอย่างนี้แอมดูแลตัวเองอย่างไร
พูดตรงไปตรงมา ไม่ค่อยได้ดูแลนะ เราเคยเข้ากระบวนดูแลจิตใจอยู่บ้าง เรารู้ว่ามีวิธีอะไรที่จะดูแลตัวเองอย่างไร เวลาทำงานเรารู้ว่ามันหนัก แต่ก็รู้ว่ามันควรมีขอบเขตเวลาแค่ไหน ช่วงไหนควรหนักควรเบา เวลาเจอกับงานสถานการณ์ฉุกเฉิน งานเร็ว ปุบปั้บ ทำให้เราพอรู้ว่ามันควรจะไปอย่างไร ส่วนของข้างในก็พยายามดูอยู่เหมือนกัน

ตอนดูข่าวครั้งแรกรู้สึกอย่างไร
ตอนดูข่าว เรารู้เลยว่าประเทศไทยต้องได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้แน่ๆ ไม่มีทางหลีกเลี่ยง จะหนักจะเบาแค่นั้นเอง ปัจจุบันเราเจอปัญหาลักลอบเข้าเมือง ประเทศรองรับคนอย่างไทยก็แทบจะจัดการอะไรไม่ได้อยู่แล้ว แล้วเมื่อพม่ามีปัญหาการเมือง ภัยพิบัติอีก เขาไม่มีที่อยู่ ไม่มีอาชีพ เขาจะไปอยู่ไหน เขาก็ต้องมาที่ใกล้และเป็นไปได้มากที่สุด ก็คือ เมืองไทย

ช่วง 3-4 ปีนี้ภูมิภาคเราเจอเรื่องแบบนี้ตลอด ไม่มีทางที่จะเป็นโชคของประเทศไทยที่เราจะไม่เจอกับอะไรอีก ถือว่าเหตุการณ์นี้เป็นการฝึกตัวเองด้วย ควรจะมีการพูดอย่างจริงจังได้แล้วว่าประชาชนจะเตรียมตัวรับมืออย่างไร แม้เราจะมีศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ แต่จะทำอย่างไรให้ใช้เป็น อาสาสมัครในพื้นที่รู้ว่าถึงเวลาต้องทำอย่างไร

ถ้าถึงภาวะวิกฤติจริงๆ รับมืออย่างไรดี
ในฐานะประชาชน พยายามอย่าตื่นตูม ฟูมฟายมาก และถ้าระบบเตือนภัยทำงานได้ดี ก็ฟังว่าส่วนกลางเขาบอกว่าทำอะไร เราต้องทำอะไรบ้าง เมื่อเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ สุดท้ายคือต้องพยายามช่วยกัน เพราะจะรอให้ภาครัฐเข้ามาถึงไม่ได้ ต้องช่วยกันระหว่างผู้ประสบภัยนั่นแหละ คิดว่าถ้าก่อนที่จะประสบภัยพิบัติจริง เราควรทำให้คนเห็นและเข้าใจเรื่องเหล่านี้ เพื่อเตรียมตัว และเมื่อมันเกิดจริงก็จะไม่เหนือจินตนาการมาก ไม่ตื่นตูม ฟูมฟายมาก ทั้งฝั่งกลไกภาคสังคมและประชาชน

ทำเรื่องแบบนี้กลัวบ้างไหม
เรื่องนี้เราไม่กลัวเลยนะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เจอเรื่องภัยพิบัติเป็นเรื่องที่เรากระโจนเข้าหาเลย ไปพื้นที่ก็ไม่กังวลว่ามันจะเกิดขึ้นอีกไหม ทำงานมีเหนื่อยบ้าง คิดว่าจะทำอย่างไรให้มันถึงเป้าหมายมากกว่า

เวลาทำงานภาคสังคมและอาสาสมัคร แอมมีวิธีมองงานอย่างไร
คนทำงานสังคมต้องมี สติ และ รอบคอบมากๆ หมายถึงว่าเวลาทำงานอย่างนี้เรามองมิติเดียวไม่ได้ ต้องพยายามมองรอบๆ ด้าน ต้องพยายามหาข้อมูลความรู้ ดูความเป็นไปได้ เพื่อไปถึงต้นตอ หรือ ทรัพยากรที่ทำให้ทำงานได้ และไม่ว่าใครทำประเด็นอะไรมันเชื่อมกันได้หมด ฉะนั้นต้องมองทั้งระดับการทำงานปฏิบัติการ และระดับสังคมการเมือง

เรื่องอาสาสมัครเหมือนกัน อาสาสมัครไม่ใช่แค่คนทำงานอาสา มันคือกระบวนการการมีส่วนร่วมกับสังคม ฝึกคนให้เคยชิน ทำซ้ำ มีส่วนร่วม มีเงื่อนไขน้อยที่สุดที่จะออกไปทำอะไรให้สังคม ในอนาคตมันเป็นเครื่องมือของการศึกษาภาคพลเมือง ต่อยอดในเรื่องจิตสำนึกทางการเมือง

ถ้ามองแง่อาสาสมัคร ปัจจุบันและอนาคต คิดว่าน่าจะต่างในอดีต งานอาสาสมัครในอดีตจะเฉพาะในชุมชน เฉพาะประเด็น หรือองค์กรที่อยู่ แต่ว่าในอนาคตควรจะทำงานร่วมกันเชื่อมโยงกันมากขึ้น มีระบบที่จะเคลื่อนพลคนจำนวนมากขึ้น เพื่อตอบสนองความเป็นจริงในสังคมที่มีโจทย์ใหญ่ขึ้น

สังเกตว่าแอมทำงานด้านอาสาสมัครมาตลอด ทำไมถึงถึงรักและทำแต่เรื่องนี้
เราเชื่อ เราเคยเป็นอาสาสมัครมาก่อนและรู้ว่างานอาสาสมัครเปลี่ยนแปลงเราอย่างไร สิ่งหนึ่งที่เราเชื่อคือมันจริง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในมือเรา ในเชิงสังคมมันเป็นเครื่องมือเรียนรู้สังคมที่ดีที่สุด จะไปบอกไปสอนในห้องเรียนมันยาก มันไม่รู้ ไม่เข้าใจ เราเชื่อว่าถ้าเจอเงื่อนไขที่ดี งานอาสาสมัครเปลี่ยนแปลงคนได้ทั้งจิตใจ การมองสังคม และการมองคนด้วยกันเอง ประโยชน์กับสังคมก็ได้ ประโยชน์ตนก็ได้ ได้ทั้งสองฝ่าย

เรามองมันเป็นกระบวนการ ไม่ได้มองแยกส่วนจากเรื่องอื่นๆ ในสังคม ในช่วงที่มันมีกระแสอาสาสมัคร เราน่าจะทำให้มันเป็นเรื่องปกติในวิถีชีวิต โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ เราเชื่อว่ามันน่าจะเป็นเครื่องมือที่ไปถึงเขาได้

เราเชื่ออย่างนั้น ผ่านตัวเอง และอาสาสมัครที่ผ่านมาผ่านไป มันมีคนที่เราเห็นว่าเขาเปลี่ยนไปจริงๆ

จะทำอย่างไร กับวิกฤตการเมืองวันนี้ (ช่วงที่๑) - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

จะทำอย่างไร กับวิกฤตการเมืองวันนี้ (ช่วงที่๒) - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

จะทำอย่างไร กับวิกฤตการเมืองวันนี้ (เทศนาเพิ่มวันเสาร์ 13/09/08) - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)