คณะกรรมการเฉพาะกิจไทย-พม่าเพื่อช่วยเหลือเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากพายุไซโคลน
ความห่วงใยข้ามขอบฟ้า
บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์
มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี(Peaceway Foundation)
“หนูๆจะให้ลุงมาส่งหลวงพี่รูปนี้ที่ไหนครับ”
เสียงปลายสายจากลุงคนขับแท็กซี่ที่รับพระสงฆ์จากย่างกุ้งที่มาศึกษาเล่าเรียนในประเทศไทยจากแถวๆสนามหลวงเอ่ยถามฉันทางโทรศัพท์ หลวงพี่รูปนี้กำลังจะเดินทางมาประชุมกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติจากพม่าที่มาทำงานอยู่ในกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อร่วมกันหาทางช่วยเหลือพี่น้องในพม่าที่ตอนนี้ได้รับผลกระทบมหาศาลจากพายุไซโคลนนาร์กิส
เมื่อวานนี้(7 พ.ค. 51) ฉันนั่งอยู่ในวงประชุมของแรงงานข้ามชาติจากพม่าประมาณ 15 คน ที่สำนักงานนักเรียนคริสเตียน เชิงสะพานหัวช้าง เอาเข้าจริงแล้วแรงงานกลุ่มนี้โดยเฉพาะผู้ชายเป็นกลุ่มที่ฉันคุ้นเคยมาเนิ่นนาน แต่ก็เพียงผิวเผิน เลยผ่าน และไม่สนใจอย่างจริงจัง
ทำไมล่ะหรือ?
หลายคนเคยเป็นลูกศิษย์ท้ายห้อง ลูกศิษย์ปลายแถว ที่ฉันปากเปียกปากแฉะเป็นประจำ เพราะทุกๆวันอาทิตย์เวลาที่พวกเขามาเรียนหนังสือ มาเรียนภาษาไทยในโครงการ Dear
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป 2-3 ปี พวกเขาเปลี่ยนไปแล้ว หลายคนในที่นี้ผันตัวเองมาเป็นพี่เลี้ยง มาคอยช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติจากพม่าคนอื่นๆที่พึ่งเดินทางเข้ามาเริ่มเรียนหนังสือที่นี่ อีกหลายคนก็คอยช่วยเหลือครูคนไทย อีกหลายคนก็ผันตนเองเป็นนักดนตรีสมัครเล่นเวลามีงานในหมู่แรงงานข้ามชาติ อีกหลายคนก็เป็นหน่วยม้าเร็วเคลื่อนที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิมนุษยชน ทำหน้าที่แทนหมู่เพื่อนแรงงานข้ามชาติที่ไม่สามารถปรากฎตัวได้ อีกหลายคนก็เป็นหน่วยสนับสนุนเรื่องเงินทอง
ในความเป็นครู แม้พวกเขาจะไม่ตั้งใจเรียนในห้องเรียนเพียงใด แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาเติบโตเป็นคนที่คิดถึงคนอื่นๆ คิดถึงชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ที่เผชิญเช่นเดียวกับเขา คิดถึงพี่น้องที่ประเทศพม่าที่เผชิญโศกนาฏกรรมในรูปแบบต่างๆ
แค่นี้ฉันก็พอใจและเต็มตื้นแล้ว.......
“ครูคะ ครูช่วยเขียนจดหมายเป็นภาษาไทยให้หนูซิคะ วันนี้หนูต้องกลับฉะเชิงเทราค่ะ ลางานได้วันเดียว จะเอาไปให้เจ้านายดู เจ้านายเขาจะได้ช่วยเหลือคนในพม่าค่ะ”
“อ้าว! เดินทางข้ามเขตมาหรือ ระวังถูกตำรวจจับนะ” ฉันรีบพูดแทนการตอบคำถามด้วยความตกใจ
กลัวค่ะ กลัวจริงๆ นักเรียนในห้องฉันหลายคนถูกจับเพราะการข้ามเขตมาเรียนหนังสือเยอะมาก เยอะจนฉันไม่อยากให้ใครโดนจับอีกต่อไปแล้วเพียงเพราะการข้ามเขตเพื่อมาเรียนหนังสือ เพื่อมาประชุม เพื่อมาร่วมกันทำกิจกรรมดีๆ เพื่อมาหาทางช่วยเหลือครอบครัวพี่น้องในพม่า เพราะการถูกจับ คือ การต้องกลับไปพม่า
“พี่บอมครับ พี่บอมครับ พี่เป็นกรรมการตั้งกองทุนนี้ด้วยนะครับ”
“ครับ ครับ” คนข้างๆตัวฉันตอบรับด้วยความเต็มใจทันที
“ครูคะ หนูไม่สบายใจค่ะ แม่หนูอยู่ที่ย่างกุ้ง ไม่รู้เป็นอย่างไรบ้าง หนูติดต่อไม่ได้มาหลายวันแล้ว” สาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งพูดขึ้นมาพร้อมๆกับน้ำตาที่เริ่มปริ่มออกมา
“พี่ครับ พี่ชายผมก็อยู่ที่ย่างกุ้งเหมือนกัน ผมก็ติดต่อไม่ได้” หนุ่มอาระกันคนหนึ่งก็รู้สึกไม่แตกต่างกัน
“หนูอยากกลับบ้านแล้วค่ะ หนูไม่สบายใจ ถึงหนูทำงานเก็บเงินได้แค่ไหน แต่หนูจะส่งไปให้ใครล่ะคะ หนูไม่รู้เลยว่าที่บ้านหนูตอนนี้เป็นอย่างไร” สาวเนปาล จากเมืองมิตจินา รัฐคะฉิ่น พูดด้วยภาษาของเธอ แล้วให้สาวกะเหรี่ยงแปลให้ฉันฟัง พร้อมๆกับที่ฉันแอบได้ยินคำพูดแผ่วๆท้ายประโยคว่า “เขาอาจจะไปบวชชีค่ะ จะได้สวดมนต์คุ้มครองให้คนที่บ้านเขาปลอดภัย”
มีไม่กี่ครั้งนักหรอกในวงประชุมที่ฉันคิดอะไรไม่ออก ไม่อยากพูดอะไร แค่ 54 ศพที่ผ่านมาก็เศร้าพอแล้ว โศกนาฏกรรมครั้งนี้ฉันทำได้เพียงส่งความห่วงใยผ่านสายตา ผ่านการจับมือให้พวกเขาและเธอรับรู้ว่า “พวกเราไม่ทอดทิ้งกัน”
ผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมง ข้อสรุปจากวงประชุมที่ประกอบด้วย หลวงพี่โชติกา พระสงฆ์จากเมืองย่างกุ้ง ซึ่งได้รับความเคารพนับถือในหมู่แรงงานข้ามชาติจากพม่าเป็นอย่างสูง แรงงานข้ามชาติจากพม่าทั้งหญิงและชายจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆรวม 15 คน และเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนด้านพม่าอีก 3 คน ได้มีมติในเบื้องต้นร่วมกันดังนี้
พวกเราได้ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจไทย-พม่าเพื่อช่วยเหลือเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากพายุไซโคลน -Thai Burmese committee for assistance to cyclone disaster victims (temporary) โดยคณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งผ่านความช่วยเหลือทั้งในรูปของเงิน ยา เสื้อผ้า และอาหารแห้ง จากประชาชนในประเทศไทยไปยังประชาชนที่ประสบภัยในประเทศพม่า โดยสิ่งของและเงินรับบริจาคชุดแรกจะถูกส่งไปยังประเทศพม่าในวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 ครั้งที่สองวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 ครั้งที่สามวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 โดยพระสงฆ์จากประเทศพม่าที่มาศึกษาเล่าเรียนที่มหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะเป็นผู้นำกลับไปด้วยตนเอง สำหรับเงินบริจาคนั้นจะใช้วิธีการบริจาคเข้าบัญชีของหลวงพี่โชติกา บัญชีธนาคารทหารไทย ที่เลขบัญชี 1552060749 หมายเลขโทรศัพท์ 084-6465663 ตามความประสงค์ของกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่นับถือพระสงฆ์รูปนี้เป็นอย่างยิ่ง
เพื่อให้เกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น พวกเขาได้เลือกคุณนัสเซอร์ อาจวารินทร์ จากคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า(กรพ.) หมายเลขโทรศัพท์ 081-6181929 และคุณอดิศร เกิดมงคล จากมูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี (
ระหว่างนั้นฉันได้เล่าให้กลุ่มแรงงานข้ามชาติฟังว่า ขณะนี้องค์กรภาคประชาชน องค์กรธุรกิจ หน่วยงานรัฐบาลในประเทศไทยต่างก็กำลังระดมสรรพกำลัง ระดมความช่วยเหลือประชาชนในพม่าไม่ขาดสายเช่นเดียวกัน ทั้งสภากาชาดไทย สายการบินบางกอกแอร์เวย์ นักธุรกิจในเมืองต่างๆโดยเฉพาะเมืองชายแดน กระทรวงสาธารณสุข เอ็นจีโอหน่วยงานต่างๆ และองค์กรอื่นๆอีกจำนวนมาก ขอให้พวกเขาสบายใจว่า “พวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างแน่นอน” แต่คำพูดของแรงงานบางคนทำให้ฉันและคนข้างตัวต้องคิดมากขึ้นว่า “เงิน สิ่งของ อาจไม่เพียงพอเสียแล้ว” สิ่งที่ขาดหายไปจากการช่วยเหลือในตอนนี้ คือ ข้อมูลข่าวสาร ความเป็นไป เรื่องราวของพี่น้องของครอบครัวในประเทศพม่าว่าพวกเขายังอยู่รอดปลอดภัยยังมีชีวิตอยู่
“ทำอย่างไรคะ ทำอย่างไรครับ หนู/ผม ถึงจะรู้ว่าที่บ้านเป็นอย่างไร? ครูช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ? ผมไม่สบายใจ ผมคิดถึงพวกเขา แต่ผม/หนูไม่สามารถกลับไปพม่าได้” คำพูดเพียงเท่านี้ทำให้ฉันต้องคิดใคร่ครวญมากยิ่งขึ้นต่อกรณีดังกล่าว
ทำอย่างไร? เสียงจากประชาชนในพม่าจะถูกส่งผ่านไปยังพื้นที่อื่นๆนอกพม่าบ้าง เช่น มายังประเทศไทย
ทำอย่างไร? เสียงจากพี่น้องแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยจะถูกส่งผ่านไปยังครอบครัวที่ยังอยู่ในประเทศพม่าในตอนนี้
ทำอย่างไร? ครอบครัวทั้งสองฟากฝั่งจะรู้ข่าวคราวของกันและกัน
ความปลอดภัยของครอบครัวในพม่า ความห่วงใย กำลังใจ อาจสำคัญกว่าเงินทองและสิ่งของ
พวกเราในฐานะคนไทย
เราควรทำอย่างไรกันดี ?
ทำให้ความห่วงใยเดินทางข้ามขอบฟ้าและส่งผ่านมาถึงกันและกัน
จะทำอย่างไร กับวิกฤตการเมืองวันนี้ (ช่วงที่๑) - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
จะทำอย่างไร กับวิกฤตการเมืองวันนี้ (ช่วงที่๒) - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
จะทำอย่างไร กับวิกฤตการเมืองวันนี้ (เทศนาเพิ่มวันเสาร์ 13/09/08) - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

