เปิด..เวทีวัยทีน ใช้"ละคร"สะท้อน"ปัญญา"
![]() |
" แม้โลกจะหมุนไปข้างหน้า หากแต่เมื่อหมุนจนครบรอบ สุดท้ายจะกลับสู่ที่เดิม สิ่งต่างๆ ที่เราเคยปฏิเสธ เมื่อผ่านไปแล้ว สักวันหนึ่งมันอาจจะกลับมาหาเรา"
คือแนวคิดหลักที่ทีมละคร "กำแพงเพชร" กลุ่มนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) กำแพงเพชร พยายามบอกกับผู้ชมผ่านการแสดงในละครเวทีเรื่อง "ยาย...หวัง"
การเล่า เรื่อง "ยายลำเจียก" หญิงชราผู้มีอดีต และผูกพันกับ "เพลงคล้องช้าง" เพลงประจำถิ่นของ ต.นครชุ่ม จ.กำแพงเพชร ซึ่งเปรียบเสมือนรากเหง้าของชุมชน กับความหวังที่อยากให้ "แก้ว" หลานสาวคนเดียวได้สืบทอดเพลงนี้ต่อไป แต่ด้วยความโบราณคร่ำครึ หลานสาวจึงมองไม่เห็นคุณค่าหรือความงามในบทเพลง ซ้ำยังดูถูกเหยียดหยามราวกับเป็นศิลปะที่ไร้รสนิยม จนกระทั่งมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่ทำให้แก้วต้องพบกับความรักในเพลงของยาย อาจเป็นบทละครที่ดูไม่ซับซ้อน หรือแฝงด้วยนัยยะ จนเกจิด้านการละครต้องชื่นชมออกปาก หากแต่ทั้งหมดที่ว่ามานั้น กลับดีพอที่จะเรียกเสียงปรบมือจากคนดูลั่นงาน
และคงไม่แปลกที่ช่วง เวลามอบรางวัลผลการประกวด ในงาน "เวทีวัยทีน ร้องเล่นเป็นสุข" เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ Centerpoint @ Central World กรุงเทพฯ ละครเวทีเรื่องดังกล่าว จะคว้ารางวัลทั้งประเภทละครยอดเยี่ยม และรางวัลขวัญใจผู้ชม
ปล่อยให้ รางวัลบทละครยอดเยี่ยมตกเป็นของทีม "เด็กปั้นฝัน" นักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จากเรื่อง "เมืองแตงโม" ส่วนรางวัลทีมนักการละครรุ่นใหม่ที่เป็นของทีม "ละครมด" นักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จากเรื่อง "เงียบ" ที่แต่ละเรื่องต่างมีจุดดีเด่นไม่แพ้กัน
สุขภาวะทางปัญญาเป็นรากฐาน ที่ส่งผลต่อเนื่องถึงสุขภาวะทางกาย จิต และสังคมโดยรวม ดังนั้น การให้ความสำคัญกับสุขภาพปัญญาด้วยการฝึกฝนให้รู้เท่าทันในสิ่งต่างๆ สามารถแยกแยะเหตุผลของความดี-ชั่ว จำแนกความมีประโยชน์-โทษ จนนำไปสู่ความมีจิตใจดีงาม และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งสิ่งนี่เองที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) มองถึงเป้าหมายไว้ผ่าน "โครงการละคร สะท้อนปัญญา"
"ละคร สะท้อนปัญญาอยู่บนแนวคิดที่เชื่อมั่นว่ากระบวนการละครเป็นวิธีในการสร้าง เสริมสุขภาวะทางปัญญาของเยาวชน และสร้างสุขภาวะปัญญาของสังคมได้ กระบวนการนี้เป็นยุทธวิธีที่เน้นการเปลี่ยนแปลงจากภายในตัวเยาวชน อาทิ การเสริมสร้างคุณค่าในตัวเอง การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีโอกาสแสดงความสามารถ มุ่งพัฒนาจิตอาสาผ่านกิจกรรมกลุ่ม" รศ.นพ.กำจร ตติยกวี กรรมการบริหารแผนเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม (คณะ 6) อธิบายถึงที่มาโครงการ
ใน ขณะที่สังคมเต็มไปด้วยสิ่งเร้า นำพาให้เยาวชนต้องสุ่มเสี่ยงในการดำรงชีวิต ยาเสพติด การพนัน เกมออนไลน์ ฯลฯ ที่ต่างล้วนเป็นภัยสมัยใหม่ที่สามารถแทรกซึมได้ในทุกช่องว่างของสังคม ลำพังมาตรการจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถประคับประคองให้คนหนุ่ม สาวอยู่ด้วยความสุขตลอดรอดฝั่งได้แน่ การสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อให้พวกเขาสามารถรับผิดชอบตัวเองได้ย่อมสำคัญกว่า ซึ่งละครเวทีคืออีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยเพาะปลูกสุขภาวะทางปัญญา
พิกุล อินไผ่ (หวาน) นักศึกษาสาวคณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชานิเทศศาสตร์ หนึ่งในสมาชิกทีมละครกำแพงเพชร เจ้าของรางวัลชนะเลิศประเภทยอดเยี่ยม เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงภายหลังจากพาตัวเองเข้าไปรู้จักกับศิลปะที่เรียกว่า ละครเวทีว่า "เกิดความรับผิดชอบมากขึ้น กลายเป็นคนตรงต่อเวลา เพราะสิ่งสำคัญของการทำละครคือทีมเวิร์ก ต้องซ้อมร่วมกัน ต่างคนจึงต้องรับผิดชอบในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด มากกว่านั้นการทำงานร่วมกันยังทำให้รู้สึกผูกพันกับเพื่อนมากขึ้น เป็นที่มาของการเปิดใจยอมรับความหลากหลายจากสมาชิกในกลุ่มมากขึ้นกว่าเดิม"
" ก่อนที่จะมาร่วมทำละคร เวลาที่ใช้ไปส่วนใหญ่ก็มักจะไปกับการแช็ตกับเพื่อนในอินเตอร์เน็ต นอนเล่น เหมือนคนไม่มีอะไรทำ มีแต่โลกส่วนตัว แต่ไม่รู้จักใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น มองย้อนกลับไป รู้สึกว่าทำไมตอนนั้นเราไม่ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์กว่านี้ แต่พอได้เริ่มทำละคร รู้สึกเลยว่าชีวิตในวัยเรียนของเรามีคุณค่ามากขึ้น วันเวลาของเราเริ่มเกิดประโยชน์ รู้จักใช้สมองในการคิดโครงเรื่อง หาวิธีการแสดงที่เป็นของตัวเอง"
"เรื่องยาย...หวัง นี้เกิดมาจากวันหนึ่งอาจารย์ท่านหนึ่งถามพวกเราว่ารู้จักเพลงคล้องช้างไหม ปรากฏว่าไม่มีใครรู้จักเลย ทั้งที่มันเป็นเพลงประถิ่นของเรา เป็นเพลงที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน เราจึงไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเพลงนี้ ทำให้เราเริ่มรู้ประวัติเกี่ยวกับชุมชนของเรา จากที่แต่ก่อนเราไม่เคยสนใจเลย จึงเลือกที่จะสะท้อนความจริงตรงนี้ สื่อให้ทุกคนได้เห็นว่าแม้จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรลืมสิ่งดีๆ ที่มีความสำคัญในอดีต" สมาชิกกลุ่มละครรายนี้บอก
เมื่อ ภาพความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ที่เคยถูกอำพรางผ่านกาลเวลา ได้รับการบอกเล่า ผ่านสีหน้า แววตา และท่าทางที่ได้รับการฝึกฝน ย่อมทำให้ละครเรื่องนี้มีคุณค่ามากกว่าการแสดงเพื่อความบันเทิง
" ยาย...หวัง คือการปะทะกันระหว่างปัจจุบันกับอดีต ที่ถูกแทนค่าด้วยยาย และหลาน สะท้อนให้เห็นความจริงของกาลเวลา และความเชื่อที่ต่างฝ่ายต่างขัดแย้ง ทำให้ผู้ชมรู้สึกประทับใจ สะเทือนใจ จนทำให้ต้องฉุกคิดและกลับไปเรียนรู้ ความรู้สึกดังกล่าวส่งผลต่อการขัดเกลาจิตใจของทั้งผู้แสดง ผู้ชม และสังคมโดยรวม" รศ.พรรัตน์ ดำรุง อาจารย์ภาควิชาศิลปะการแสดง คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็น
นอกจากจะมีเรื่อง ที่อิงประวัติศาสตร์แล้ว ละครเวทีที่เพิ่งได้รับรางวัลบทยอดเยี่ยมอย่างเรื่อง "เมืองแตงโม" ก็ได้วิพากษ์สังคมปัจจุบันได้อย่างแสบๆ คันๆ เช่นกัน
วิภาภรณ์ เรียนไธสง (อุ้ย) คณะศิลปกรรมศาสตร์ มรภ.สวนสุนันทา หนึ่งในสมาชิกทีมเด็กปั้นฝัน เล่าถึงแนวคิดของบทละครของทีมตัวเองว่า ต้องการสะท้อนความคิดในเรื่องการเมืองไทยในขณะนี้ ที่มีทั้งสีเหลืองและแดง ซึ่งเปรียบเสมือนแตงโมที่มีสองสีนี้ด้วยเช่นกัน
"ถึงจะมีทั้งสี เหลืองและแดง แต่แตงโมก็ย่อมเป็นแตงโม รสชาติเหมือนกัน ให้สารอาหารเดียวกัน ประเทศไทยก็เหมือนกัน ถึงจะมีความคิดเรื่องการเมืองที่ต่างกัน แต่เราเป็นคนไทยเหมือนกัน จริงๆ แล้วทุกคนรักชาติ อยากเห็นชาติเจริญรุ่งเรืองไปในทางที่ดีขึ้น แต่นั่นย่อมอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจในอีกฝ่าย เข้าใจความหลากหลาย"
อุ้ย บอกด้วยว่า การฝึกหัดละครเวทีทำให้เธอและเพื่อนรู้จักนำเหตุผลเพื่อใช้แก้ปัญหามากขึ้น กว่าแต่ก่อน รู้จักคิดและวางแผนอย่างเป็นระบบ เพราะประสบการณ์จากการฝึกฝนละครนั้น ให้ประสบการณ์กับเธอว่า การใช้อารมณ์ตัดสินใจไม่เคยได้ผลลัพธ์ที่ดีกลับมา
"บางทีมองย้อนกลับไปรู้สึกได้เลยว่า เมื่อผ่านการทำงานไปครั้งหนึ่งๆ เราจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับความสุข"
ที่มา : มติชน


แสดงความคิดเห็น