Home School เรียนตามทางฝัน ที่ ‘ดอยผาส้ม’

ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง

 

 

 

เสียง ลมภูเขาพัดต้องกิ่งสนหวีดหวิววังเวงยามค่ำ เงาทะมึนกิ่งก้านขยับแกว่งลึกลับน่ากลัว ทว่าแสงไฟที่สาดส่องกระทบพระมณฑปพระธาตุฯ ขับความมืดดูสว่างอบอุ่นดุจพระธรรม ศิษย์ตถาคตเริ่มสวดมนต์แล้ว ศาสนิกชนเปี่ยมศรัทธามากันล้นศาลาแต่ดูไปแล้วเหมือนเพิงไม้ที่สร้างแบบง่ายๆ หลังหนึ่งมากกว่า คำขานรับบาลีสอดแทรกเสียงลมหนักแน่นกังวานผ่านขุนเขาแมกไม้สงบและขรึมขลัง

 

หลาย ปีแล้วที่ไม่ได้เห็นบรรยากาศแบบนี้ นอกจากวันเทศกาลสำคัญทางพุทธศาสนาเราจึงเห็นผู้คนเฮเข้าวัดกันทีหนึ่ง บ้านเมืองแบบสมัยใหม่ที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ หลังยุคพระพุทธเจ้าหลวง วัดกับชาวบ้านดูห่างเหินกันเรื่อยมาและยิ่งไม่ต้องกล่าวนับถึงชุมชนเมืองที่ วัดอาจเป็นเพียงสัญลักษณ์สักอย่างทางพิธีกรรมเท่านั้น ความห่างเหินดังกล่าวเหตุผลประการหนึ่งอาจเพราะบรรดาบุตรหลานที่เคยได้ร่ำ เรียนสรรพวิชาจากสถาบันสงฆ์ในอดีตต่างพากันเปลี่ยนเส้นทางตามโลกสมัยใหม่ที่ ศูนย์กลางการเรียนรู้จำกัดอยู่ที่ โรงเรียนและ มหาวิทยาลัยเท่านั้น

 

ปัจจุบันค่านิยมของการศึกษายิ่งไม่ได้อยู่ที่ ความรู้หรือ การใช้ประโยชน์แต่ เป็นเรื่องของภาพลักษณ์เสียส่วนใหญ่ โรงเรียนที่โด่งดังมีชื่อเสียงยิ่งเป็นที่นิยม ระดับคุณค่าของความเป็นมนุษย์เริ่มชี้วัดกันด้วยระดับดีกรีปริญญาและชื่อ เสียงของสถาบันการศึกษา ในขณะที่ปากของผู้คนพร่ำบ่นเรียกหาสังคมคุณธรรม  ความสัมพันธ์ของคนกับวัดกลับถูกทอดทิ้งเหลือเพียงความรู้สึกจางๆจากอดีตไว้เบื้องหลัง

 

เสียงพระธรรมก้องกังวาน วัดพระบรมธาตุดอยผาส้มแห่ง นี้ จึงทำให้ได้กลับไปสัมผัสถึงบรรยากาศความศรัทธาในพระศาสนาที่ผิดแผกแตกต่าง ออกไปจากความคุ้นเคย แม้พุทธาสถานจะสถิตย์บนภูสูงตามชื่ออารามก็ตาม แต่กลับยังเป็นศูนย์กลางชุมชนที่รายรอบได้คล้ายดังอดีตกาลย้อนคืน

 

อีกประการหนึ่ง วัดนี้คล้ายกำลังปฏิรูประบบการศึกษาจึงสร้าง Home School ขึ้น เพื่อเป็นโรงเรียนแบบใหม่สำหรับเด็กในชุมชนที่กำลังเติบโตขึ้นในโลกอันทัน สมัยนี้ น่าสนใจที่ว่าบางทีอาจเป็นคำตอบสำหรับแนวการศึกษาภาคชนบทอย่างแท้จริงได้ใน อนาคต

 

Home School ดอยผาส้ม

 

โตขึ้นอยากเป็นเกษตรกร เพราะถ้าเราไม่ทำใครจะทำต่อจากพ่อแม่ปณิธาน ตาสม เด็กชายตัวน้อยกล่าวขึ้นอย่างมีปณิธานตามชื่อทั้งที่ทุกวันนี้เกษตรกรใน อำเภอสะเมิงรวมทั้งพ่อและแม่มีหนี้สินติดตัวจากการทำไร่สตรอเบอร์รี่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความผูกพันกับวิถีชีวิตอันเรียบง่ายที่พบเห็นได้ทุก วันทำให้เขามีความสุขที่จะเป็นแบบพ่อและแม่  

 

ปณิธาน เลือกที่จะไม่เรียนต่อในเมือง แต่เลือกเข้าเรียนต่อมัธยม 1 ที่ Home School วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม ที่ พระอาจารย์สรยุทธ ชยปัญโญ เริ่มไว้เมื่อปีกลาย สิ่งที่เขาชอบมากคือการมีส่วนเสนอหลักสูตรการเรียนได้เอง ตอนนี้ปณิธานอยากเรียนเรื่องระบบนิเวศน์และการทำปุ๋ยชีวภาพ ส่วนก่อนหน้านี้การได้ออกไปดูงานนอกพื้นที่บวกกับการเป็นคนชอบเลี้ยงสัตว์ จึงเลี้ยงแพะเป็นโครงการส่งครูด้วย

 

ปณิธาน ให้ดูสมุดเรียนในย่าม มีหน้าหนึ่งที่ครูให้วาดภาพสิ่งที่ประทับใจกับสิ่งที่สะเทือนใจ เขาวาดภาพผลสตรอเบอรี่เป็นลายเส้นปากกาง่ายๆแต่เก็บรายละเอียดสวยงาม  ส่วน อีกภาพหนึ่งเป็นสตรอเบอรี่ช้ำๆ ถูกแมลงกัดแทะ ภาพวาดนี้ในสมุดสะท้อนปณิธานในหัวใจเด็กชายคนหนึ่งออกมาอย่างลึกซึ้ง เป็นภาพของความรักความผูกพันกับวิถีชีวิตและสอดคล้องกับความฝันของตัวเอง เป็นอย่างยิ่ง

 

ปัจจุบัน ใน Home School มีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาต้น 5 คน และมัธยมปลาย 2 คน มีกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบพี่สอนน้องและเรียนไปด้วยกันโดยแบ่งการเรียนรู้เป็น 3 ช่วงใหญ่ คือ เปิดทางฝันซึ่ง จะนำเด็กๆไปดูงานที่ต่างๆเพื่อค้นหาตัวเอง เช่น ที่โครงการพิเศษสวนเกษตรเมืองงาย ดูการเพาะเห็ด ทำปุ๋ย เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสานรวมไปถึงการแปรรูป หรือการเข้าอบรมการเลี้ยงแพะ หมูหลุม ไบโอแก๊ส การทำเกษตรปลอดสารพิษที่คณะเกษตรศาสตร์ โรงเรียนชาวนาจังหวัดเชียงราย เป็นต้น 

 

จากนั้นช่วงที่ 2 เป็นการก่อร่างสร้างฐาน คือการนำความสนใจจากความรู้ต่างๆ มาหลอมรวมกับจินตนาการ สู่การปฏิบัติการทดลองด้วยตนเอง ปัจจุบันที่ศูนย์การเรียนรู้ Home School มีทั้งแปลงพืชอินทรีย์เล็กๆ และเลี้ยงหมูหลุม 3-4 ตัว ส่วนช่วงสุดท้ายคือเชื่อมโยงสู่การเรียนรู้เข้ากับสิ่งรอบตัว ส่วนนี้เป็นเรื่องของการประยุกต์ใช้

 

บาง คนอาจสงสัยเรื่องมาตรฐานทางความรู้ ปณิธาน บอกว่า จะต้องไปสอบวัดระดับความรู้ที่เขตการศึกษาจังหวัดเชียงใหม่เป็นระยะๆ นอกจากนี้ในตารางเรียนรอบสัปดาห์จะมีสองวันเรียนวิชาสามัญเหมือนนักเรียนใน หลักสูตรปกติ ส่วนอีกสองวันเรียนเกษตรกับเข้าฐานปฏิบัติงาน และจะต้องมีวันหนึ่งเรียนกับพระอาจารย์ สำหรับสถานที่เรียนนอกจากเรียนที่ศูนย์การเรียนรู้ในชุมชนที่แม่เพ็ญบริจาค ที่นามาให้แล้ว บางครั้งก็ไปเรียนตามร่มไม้และแม่น้ำ

 

แม่เพ็ญเป็นแม่ของฟลุ้ค เพื่อนรุ่นพี่ของปณิธานใน Home School ก่อนนี้ฟลุ้คไปเรียนในตัวเมือง แต่ด้วยความห่างไกลของโรงเรียนกับบ้านทำให้ฟลุ้คเกือบจะหลุดวงโคจรไปสู่ด้านมืดเหมือนกัน

 

เหมือนได้ลูกกลับคืนมาแม่เพ็ญกล่าวถึงการเรียนใน Home School

 

แม่ ว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาฟลุ้คเปลี่ยนแปลงไปมาก มีความรับผิดชอบ และหันมาเอาใจใส่ครอบครัวมากขึ้น ในขณะที่เด็กในวัยเดียวกันเริ่มดื่มเหล้าสังสรรค์กันตามงานเทศกาลต่างๆแล้ว แต่ฟลุ้คหนักแน่นขึ้น แม้จะขอไปเที่ยวกับเพื่อนในงานเหล่านี้บ้างแต่ไม่เคยคิดยุ่งกับเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์  

 

ก่อน หน้านี้ฟลุ้คต้องออกไปเรียนที่อำเภอซึ่งไกลบ้านและไกลตาครอบครัวทำให้ติด เพื่อน หนีโรงเรียน รวมทั้งมีปัญหาชู้สาวจนครูต้องเรียกผู้ปกครองไปพบ ทางโรงเรียนเสนอทางออกให้คนใดคนหนึ่งลาออก แม่จึงนำฟลุ้คกลับมาเข้า ม. 4 ใหม่ที่ Home School ทั้งที่ความจริงต้องเรียน ม.5 แล้ว แม่เพ็ญบอกว่าแม้จะเรียนช้าหน่อย แต่ครอบครัวก็ใกล้ชิดกันมากขึ้น

 

ครูติสาวบันฑิตอาสานักแสวงหา

นอกจากนักเรียน บางทีครูเองก็กำลังเรียนรู้ไปด้วยกันพร้อมเด็กๆใน Home School ด้วย เราพบครูติ บัณฑิตอาสาที่มาเป็นครูHome School บนดอยผาส้ม เธอสอนมาได้ 6 เดือน แล้ว อีกเดือนเดียวก็ครบกำหนดกลับ ถึงตอนนี้เธอยังไม่ตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป แต่เธอบอกว่าที่นี่ทำให้เห็นสังคมที่เป็นจริงมากขึ้น

 

ครู ติเล่าว่าเป็นคนจังหวัดนครปฐมและโตมาในครอบครัวทั่วๆไปที่อยากให้ลูกเรียน สูงๆ จบมามีอาชีพมั่นคง แต่ตอนมัธยมปลายที่บ้านเริ่มให้อิสระมากขึ้น จึงได้ออกไปเที่ยวป่าและออกค่ายของมหาวิทยาลัยบ้าง ต่อมาเธอเรียนต่อมหาวิทยาลัยจนจบคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

วัน แรกที่ได้เข้าไปมหาวิทยาลัยมีเพลงเพื่อชีวิตเป็นเซ็ทเลย อย่างเพลงเพื่อมวลชน เป้าหมายการศึกษา ปีกความฝัน ครูบนดอย เป็นจุดแรกทำให้อยากไปค่าย ต่อมาออกค่ายของชมรมศึกษาและพัฒนาชุมชนปีละครั้งจนเกิดเหตุการณ์สึนามิเกิด เป็นกลุ่ม U - Volunteer ขึ้น เริ่มทำงานเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นเครือข่าย เจอเพื่อนทั้งธรรมศาสตร์ ศิลปากร หรือราชภัฏ ทำให้มีกำลังใจว่าคนแบบนี้ยังมีมากมาย

 

อย่าง ไรก็ตาม ในช่วงใกล้จบการศึกษาเป็นช่วงที่ติลังเลสับสนระหว่างการทำงานในสายที่เรียน ซึ่งแน่นอนว่าได้ค่าตอบแทนสูงและมั่นคงกับสิ่งที่ชอบคือการพัฒนาคน สุดท้ายติเลือกเส้นทางหลังเพราะมองว่าสังคมโหดร้ายขึ้นทุกที  ยิ่งคนแก่ขึ้นยิ่งคิดถึงคนอื่นน้อยลง ขณะเดียวกันติก็มุ่งทำงานกับเยาวชนเพราะสามารถสื่อสารได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่

 

ก่อน มาเป็นครู ติทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนในรูปแบบค่าย แต่พอทำไปเรื่อยๆจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่ารู้จักชุมชนจริงหรือ เธอจึงเลือกมาที่ชุมชนนี้ภายใต้โครงการบัณฑิตอาสาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยรับเงินเดือนเพียง 4,000 บาท ซึ่งน้อยมากหากเทียบเงินที่จะได้รับในสายเทคนิคการแพทย์ แต่เธอก็บอกว่าใช้พอ อย่างหนึ่งคือที่นี่สอนให้รู้จักพึ่งตัวเอง อย่างเรื่องซักผ้าหรือล้างจานเธอก็ทำน้ำยาเอนกประสงค์ชีวภาพใช้เองโดยไม่ ต้องซื้อ

 

หนึ่ง ปีที่ผ่านมาทำให้คิดว่ากระบวนการพัฒนาจากด้านในเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อไหร่ที่เราเจออะไรแล้วมองกลับมาทบทวนที่ตัวเองได้แสดงว่าเราได้เรียน รู้มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ครูติ กล่าวว่า ทำงานกับเด็กต้องปรับตัวเข้ากับเด็กเป็นอย่างแรก พระอาจารย์บอกว่าต้องเป็นทั้งครู เพื่อน และแม่ ซึ่งเป็น 3 สิ่ง ที่ใหญ่มาก เธอบอกว่าช่วงแรกยากมาก แต่วิธีปฏิบัติธรรมบางอย่างพอช่วยได้ เช่น การคิดสลับขาวดำ คือการคิดว่าในอดีตเคยทำกริยาแบบไหนด้วยอารมณ์แบบไหนกับใคร คิดแบบนี้ทำให้คิดถึงแม่กับครูบ่อยๆ ทำให้คิดได้ว่าเราเคยทำแบบนี้เหมือนกัน รู้สึกว่ากรรมมันตามทัน (หัวเราะ ) เริ่มเข้าใจ และปรับตัวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

 

แต่กับชาวบ้านบางครั้งเราต้องการเวลาส่วนตัว คือแรกๆรู้สึกว่าเราอยู่กับชาวบ้านได้ แต่ผ่านไปสัก 4 เดือน เหมือนเวลามันคร่อมระหว่างชาวบ้าน ครู เด็ก ตัวเองและงานที่วัด กว่าจะนอนก็ดึกและต้องการเวลาส่วนตัว แต่พออยู่ๆไปกลับไม่ต้องการเวลาส่วนตัวแล้ว คืออยู่ได้แบบเรื่อยๆ เรากลายเป็นชาวบ้านไปแล้ว เธอกล่าวและว่า ปัญหา ใหญ่ที่สุดคือปรับตัวกับตัวเอง เวลาเราไม่พร้อมเจอเหตุการณ์ เช่น เช้านี้ต้องตื่นเช้ามาก เมื่อคืนก็เหนื่อย แต่เราต้องมาเจอเด็กซึ่งเราไม่ควรทำอาการเบื่อหรือเหนื่อยใส่เด็กทั้งสิ้น

 

ผ่านมาแล้ว 6 เดือน สิ่งที่ค้นพบจากการเป็นครู Home School คือ รู้สึกว่าต้องมีความสุขทุกช่วงของชีวิต ติ บอกว่าอยู่ที่นี่แม้มีความทุกข์ แต่ก็รู้ว่าเราจะผ่านไปได้ อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของชุมชนหรือสังคม ที่นี่ทำให้รู้ว่าสังคมอย่างในตำรามันไม่ใช่ ความเป็นจริงมันไม่ได้สวยงาม

 

ชุมชน อย่าไปคิดว่ามันต้องสวยงาม ดีไปหมด สังคมประกอบด้วยคนหลายส่วนมีทั้งดีและไม่ดี แต่สังคมมันมีชีวิตและเป็นไปของมัน สมดุลที่เคยมีในอดีตกับสมดุลในปัจจุบันมันก็คือสมดุลเหมือนกัน เราแค่กลับไปตามหาว่าอะไรทำให้สิ่งเหล่านี้มันเปลี่ยน

 

ไม่ เคยคิดอยากกลับบ้าน แค่รู้สึกว่ามันเหนื่อยได้ มันท้อได้ แต่ถ้าเราไม่ทำต่อ อุดมการณ์หรือความคิดที่เราคิดว่าพัฒนาคนหรือเยาวชนได้จะสูญหายไป ความท้อมันเกิดได้แต่เราจะพิสูจน์ความเชื่อของเราจริงๆได้อย่างไร ครูติกล่าวบนเส้นทางแห่งการเรียนรู้และแสวงหาของหนุ่มสาวที่คงหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่คนในห้วงเวลานี้

 

พระอาจารย์สรยุทธนักพัฒนาจากแดนสงฆ์

ดอยผาส้มเป็นภูสูงกว่า 1,200 เมตร และห่างไกลความเจริญ มองไปรอบๆรายล้อมด้วยภูลูกอื่นๆ ข้างบนลมหนาวยังพัดเฉื่อยฉิวแม้จะเข้าหน้าร้อนและใบไม้ข้างล่างเริ่ม แห้งกรอบแล้วก็ตาม ห่างเชิงเขาออกไปเล็กน้อยมีถนนตัดผ่าน เป็นเส้นทางไปมาระหว่าง 2 หมู่บ้านเล็กๆ ถนนเส้นนี้แยกมาจากอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ราว 30 กิโลเมตร เส้นทางค่อนข้างคดโค้งชวนเวียนหัว

 

บนยอดดอย มีพระธาตุเก่าที่สร้างตั้งแต่สมัยครูบาศรีวิชัย หากไปกราบสักการะเมื่อ 5 ปี ก่อนคงเห็นเพียงเจดีย์รกครึ้มกลางดงหญ้า แม้ยังตั้งตรงตระหง่านไม่ทรุดเอียงแต่ก็ทรุดโทรมด้วยอิฐปูนกะเทาะลอกร่อน คล้ายปราศจากการดูแลมานานปี แต่บังเอิญที่ พระสรยุทธ ชยปัญโญ พระอาจารย์หนุ่มศิษย์หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ แห่งวัดป่าบ้านค้อ จังหวัดอุดรธานีจรผ่านมาปฏิบัติธรรมใกล้ๆหมู่บ้านพอดี

 

ตอน แรกตั้งใจมาปฏิบัติธรรมที่นอกหมู่บ้านไม่คิดว่าจะมาทำอะไร แต่เห็นพระธาตุเก่าก็สลดใจ เลยชวนคนช่วยกันทำ บางคนก็ถวายแมคโครมาทำถนน ตอนนั้นปี 2548 ทำๆไปไม่มีงบประมาณก็ต้องหยุด แต่ข่าวกระจายไปทุกหมู่บ้านคนก็มาช่วยกันแบกหิน แบกทรายกัน 

 

ปัจจุบัน พระธาตุเก่าได้รับการบูรณะด้วยแรงศรัทธา มีพระมณฑปสวยงามครอบอีกชั้น ปลายปีนี้น่าจะสามารถยกฉัตรขึ้นพระมณฑปได้ งานก่อสร้างถือว่าสิ้นสุดลง แต่สำหรับงานสร้างธรรมมะให้สถิตสถานถาวรในหัวใจผู้คนในฐานะศิษย์ตถาคตคง เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น  

 

หลังทำงานร่วมกับชาวบ้านมาแรมปี พระอาจารย์สรยุทธ์เริ่มมองเห็น ทุกข์ที่ แฝงเร้นในแววตาเศร้าสร้อย เกษตรกรสตรอเบอรี่ทุกคนแบกหนี้มากมายเอาไว้บนบ่า เป็นวงจรปัญหาเดิมๆที่ไม่แตกต่างไปจากชุมชนเกษตรที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวแห่ง อื่นๆในประเทศ คือต้นทุนที่สูงขึ้นเรื่อยๆจากดอกเบี้ยเป็นวงรอบเหมือนงูกินหาง มีทั้งหนี้ในระบบส่วนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์และหนี้นอกระบบที่กู้ มาใช้หนี้ในระบบอีกทอดหนึ่ง ยังไม่รวมถึงค่าปุ๋ย ค่าสารเคมีที่แพงขึ้นเรื่อยๆในขณะที่ดินก็เสื่อมลงเรื่อยๆเช่นกัน

 

ยิ่งถ้ามีลูกก็เตรียมมีหนี้ได้เลย พระ อาจารย์กล่าวถึงอีกชั้นหนึ่งของโครงสร้างปัญหา การศึกษาในระบบปัจุจุบันมีต้นทุนที่สูง แต่ไม่สามารถนำกลับมาทำงานได้จริงในชุมชนเลย พระอาจารย์สรยุทธจึงเริ่มมองหาหลักสูตรการศึกษาที่เหมาะกับชุมชนเกษตรกรรม และเริ่มวางรากฐานให้เป็นรูปธรรม  

 

พระอาจารย์ กล่าวว่า  เริ่มต้น Home School จากการไปพบกับคุณหญิง ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการและเลขาธิการ สพฐ.ที่งานอัศจรรย์เด็กไทย เมืองทองธานี บอกท่านว่าการศึกษาของเด็กที่อยู่ชายขอบจะเอาการศึกษาแบบส่วนกลางมาให้เรียน ใช้แก้ไขปัญหาชุมชนไม่ได้ แต่ที่เป็นอยู่คือเด็กต้องไปจบ ม.6 จากนอก ชุมชน พ่อแม่ก็ไม่รู้ว่าเรียนแบบไหน แม้ไม่อยากให้ไปแต่ก็ไม่มีทางเลือก คุณหญิงกษมายอมรับว่ามีปัญหาจริง พระอาจารย์จึงเสนอว่าถ้ามีหลักสูตรการศึกษาเองขอทดลองได้หรือไม่ ท่านรับว่าจะช่วยดูให้และมอบหมายไปยังเขตการศึกษาจังหวัดเชียงใหม่

 

ทดลองลองผิดลองถูกมามาก เพราะ Home School ใน ลักษณะทำงานชุมชนนั้นไม่มี ที่มีส่วนมากเป็นลูกหมอ ลูกทนาย ที่พ่อแม่สอนเอง ในช่วงทดลองเจอปัญหาหนึ่งคือโรงเรียนที่เด็กจบมาไม่ได้สร้างลักษณะอันพึง ประสงค์ เช่น ความมีวินัย ความซื่อสัตย์  ความสนใจ ใฝ่รู้ แม้โรงเรียนจะประเมินผลด้วยการให้ ผ.หรือ มผ. แต่ถ้า ผ.จริงไม่เป็นอย่างนี้ ให้ผ่านๆไปจึงรับภาระจากโรงเรียนที่ไม่สามารถปั้นเด็กได้ ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้

 

เด็ก แต่ละคนมีปัญหาคนละอย่าง ตอนนี้รู้ทางคือไม่ทรีตเด็กเป็นเด็ก ถ้าคิดว่าชั้นเป็นครู เธอเป็นเด็ก ทำหน้าที่รับคำสั่งอย่างเดียว แบบนั้นไม่ได้ มันเหมือนคนพิการแบมือขอทาน ครูจึงไม่สั่งแต่ใช้การคุยเยอะ การสั่งถึงเอามีดจ่อคอเด็กก็ไม่ทำเพราะเขาไม่มีส่วนร่วมแต่ตอนนี้ปั้นกระบวน การให้มีส่วนร่วม

 

พระ อาจารย์กล่าวอีกว่าได้ทำการทดสอบว่าใครถนัดอะไร บางคนชอบวาด บางคนชอบถ่ายรูป บางคนชอบร้องเพลง ใครชอบอะไรก็สอนกันตัวต่อตัว เด็กก็ทำได้ดี เรียนรู้เร็วไม่เบื่อ  

 

พยายาม ให้เด็กมีความสุขกับการเรียน ทำกิจกรรมที่ชอบ สนใจ ความสัมพันธ์กับครูแนบแน่น ดุหรือตีก็ไม่ว่า เด็กมีความเกรงใจกันมากขึ้น พูดก็เชื่อ อย่างทำงานรวมเรื่องการทอดกล้วย คนชอบเพลงให้แต่งเพลงทอดกล้วย คนวาดก็ให้วาดรูป แล้วก็ให้คิดโครงการเอาไปขาย รูปและเพลงก็เอาไปใช้เป็นส่วนประกอบ

 

หลักสูตร Home School ยัง เน้นไปที่ความสอดคล้องกับทิศทางพัฒนาชุมชนชนบทที่พยายามปลดแอกจากหนี้สินที่ พอกพูน พระอาจารย์สรยุทธ กล่าวว่า แนวทางที่นำมาใช้กับชุมชน คือ แนวทางพระราชดำริ บวรหรือ บ้าน วัด โรงเรียน สัมพันธ์กันโดยอาศัยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวขับเคลื่อนชุมชนพร้อมกันใน 4 ด้าน คือ ทุนของสังคมเกษตร การพึ่งพาตนเอง พลังงานทดแทน และการศึกษา  

 

ทั้ง นี้ ชุมชนเกษตรกรรมต้องมีแหล่งน้ำเป็นทุนสำคัญจึงขับเคลื่อนแนวคิดการอนุรักษ์ ทรัพยากร มีการทำฝายชะลอน้ำแบบชาวบ้านในหลายจุดตามแนวพระราชดำริเพราะเชื่อว่าการ สร้างฝายเล็กๆหลายฝายมีประโยชน์กว่าการสร้างฝายใหญ่ฝายเดียว ปัจจุบันเริ่มมีวังน้ำเกิดขึ้น นอกจากนี้ ชุมชนจะต้องพึ่งตัวเองให้ได้ ที่นี่เริ่มปรับตัวเข้าสู่การทำการเกษตรแบบอินทรีย์โดยให้ทดลองปลูกลงไปใน แปลงปกติ นักเรียนบางคนไปขอแบ่งแปลงเกษตรพ่อแม่มาทดลองทำเกษตรอินทรีย์เอง นอกจากนี้มีการทำน้ำยาอเนกประสงค์ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพและขยะวิทยา การทำน้ำหมัก การทำฮอร์โมนต่างๆ ยาขับไล่แมลง ในด้านพลังงานทดแทนเริ่มปลูกทานตะวันแซมไปตามไร่สตรอเบอร์รี่และหนีบน้ำมัน เอง หลักสูตรและการปฏิบัติงานของเด็ก Home School จะสอดคล้องกับแนวทางเหล่านี้

 

การ ศึกษาที่ให้กู้เรียนไปเรื่อยๆแต่มีหนี้ตั้งแต่เริ่มต้นไม่มีความสุขหรอก ถ้าเรียนฟรีน่าจะให้เรียนมหาวิทยาลัยฟรีด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าฟรีหมดแล้วจะดี เหมือนอย่างคิวบา บราซิล ให้เรียนมหาวิทยาลัยฟรีเลยจบหมอ จบวิศวะเต็มไปหมด แต่ไม่มีงานทำ เป็นเพราะไม่ได้ดู Demand/Supply ประเทศไทยนั้นต้องการผู้ผลิตอาหาร อนาคตประเทศนี้จะขาดผู้ผลิตอาหาร เพราะประเทศนี้สร้างแต่คนมีปริญญา อาชีพเกษตรถูกดูถูก  พระอาจารย์วิจารณ์แนวทางจัดการศึกษาของรัฐทั้งยังบอกอีกว่า อาตมาเรียนมาก่อนเลยเห็นโทษ การเรียนระบบปัจจุบันเหมาะกับคนบางกลุ่มเท่านั้น นำมาใช้ 100 % ไม่ได้

                                                     

พระ อาจารย์ กล่าวว่า ประสบการณ์สมัยทำงานทางโลกทำให้เห็นว่า แท้จริงแล้วระบบตลาดหลักทรัพย์เป็นระบบที่ชั่วช้ามาก และบริษัทข้ามชาติจะใช้ระบบนี้ซึ่งเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นจึงต้องหาวิธีลงทุน ให้ได้กำไรที่สุด

 

มันเหมือนเครื่องดูดฝุ่นจะดูดของชุมชนเข้ากลางหมด  มันดูดทรัพยากรคนอื่นหมดไว้ที่มันคนเดียว ไม่มองไกล ปลาใหญ่กินปลาเล็กกินจนหมดสุดท้ายก็มากินหางตัวเอง ดูดจนสุดท้ายเหลือแต่หินพระอาจารย์กล่าวด้วยว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลกก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง

 

นิสัย คนเราไม่เหมือนกันบางคนต้องการอยู่ในเมืองก็ให้อยู่ไป แต่ขอทางเลือกให้คนที่อยากอยู่ในชนบทด้วย ปัจจุบันมันไม่มีทางเลือกนี้ การศึกษาลากคนเข้าส่วนกลางหมดไม่เปิดช่องอื่นเลย บางคนบอกเรียนอาชีพก็ให้ไปเรียนอาชีวะสิ แต่เรียนอาชีวะอะไรบ้างที่นำกลับมาประกอบอาชีพที่บ้านได้ ระบบการเรียนตอนนี้ไม่ได้เรียนเพื่อกลับมาท้องถิ่น แต่เรียนเพื่อไปของานทำ

 

ท่าน มองว่า ท้องถิ่นเองจำเป็นต้องถูกพัฒนาให้เข้มแข็ง แม้จะอยู่แบบชนบทก็ต้องไปให้ทันโลก คือไฮเทคได้ มีศูนย์คอมพิวเตอร์ได้ อย่างในประเทศตะวันตก เช่น ลอนดอนหรือปารีสในตัวเมืองฟุ้งเฟ้อมาก แต่ถ้าออกไปนอกเมืองหน่อย บรรยากาศจะเป็นอีกแบบไปเลย เป็นป่า เป็นชนบทเก่าแก่ เขาทำหน้าที่ผลิตอาหารส่งเมือง มีวัวแต่ก็มีอินเตอร์เน็ท ความทันโลกเป็นสิ่งจำเป็น แต่จุดเด่นของชุมชนคือการพึ่งตนเองและต่อรองได้ หลักสูตร Home School ใน สายตาพระอาจารย์สรยุทธจึงไม่ใช่การปฏิเสธความเป็นไปของโลก แต่เป็นการเปิดพื้นที่ทางเลือกให้กับภาคส่วนชนบทและส่งไม้ต่อให้อนาคตอย่าง ยั่งยืน

 

เกษตรอินทรีย์ถ้าลูกไม่ทำต่อมันก็เจ๊ง ผลสรุปสุดท้ายก็คือขายที่ดินอยู่ดี ศิษย์ตถาคตผู้นี้กล่าวทิ้งท้ายไปยังสาธุชนทั้งหลาย...  

 

 

ประวัติพระอาจารย์สรยุทธ ชยปญฺโญ

 

พระอาจารย์สรยุทธ ชยปญฺโญ เล่าให้ฟังว่า ในวัยเด็กเติบโตมาตามสูตรของเด็กผู้ชายในกรุงเทพฯทั่วไป สมัยมัธยมต้นเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนและไปต่อมัธยมปลายที่โรงเรียน เตรียมอุดมศึกษา ต่อมาสอบได้ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

หลัก สูตรในฝันครอบครัวก็ภาคภูมิใจ ตอนนั้นมีกระแสไม่หมอก็วิศวะ พี่ชายก็เรียนหมอศิริราช แต่ละคนเรียนพิเศษ ติวเข้ม เอ็นทรานซ์ ญาติพี่น้องก็อย่างนี้ทั้งนั้น เรียนจบแล้วไม่รับปริญญาไปเรียนต่ออเมริกาเลย

 

ท่านกล่าวว่า จบมาด้วยเกรด 3.5 และจบปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ดโดยใช้เวลาเพียงปีเดียว

 

จบ มาทำงานก่อน ตอนหางานบางบริษัทเห็นเราจากตอนสัมภาษณ์แล้วไม่สน เพราะเราอยากจะทำประโยชน์ให้สังคมด้วย แต่เขาสัมผัสได้ว่าความกระหายในการทำกำไรของเราไม่พอก็ไม่รับ เขาหาคนโลภจัดร่วมเป็นร่วมตายกับเขา เขารู้เราไม่มีไฟกระหาย เราไปได้งานที่ World Bank”

 

แต่ ทำได้สักพักก็เปลี่ยนงานอีกครั้งเพราะรู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนหอคอยคอยวางแผน แต่ไม่ได้สัมผัสกับผู้คนจริงๆ ไม่ได้เห็นผลสรุปเชิงประจักษ์ด้วยตาตัวเอง จึงเปลี่ยนไปทำให้บริษัทสายการบินฟินิกซ์ ที่อริโซน่า  

 

พระอาจารย์กล่าวว่า ช่วงนี้เองที่เริ่มมองเห็นความไม่เที่ยงของชีวิตจากเจ้านาย ก่อนเกิดเหตุการณ์ 911 บริษัท มีผลกำไรสูงมาก เจ้านายมีรถทุกยี่ห้อ สร้างบ้านใหญ่โต มีปาร์ตี้ทุกวันศุกร์ แต่หลังเหตุการณ์เริ่มเกิดวิกฤติจนต้องปลดคนงาน เจ้านายเปลี่ยนจากคนยิ้มแย้มกลายเป็นคนหน้าอมทุกข์ ส่วนตัวเองแม้ไม่ได้ถูกปลดออกแต่ต้องแบกงานแทนเพื่อนอีก 2 คน

 

ต่อมา ภายหลังพระอาจารย์ได้พบกับหลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ ที่อเมริกา ซึ่งก่อนหน้านี้เคยได้อ่านหนังสือธรรมมะของท่านมาก่อน 2 เล่ม คือ ทวนกระแส กับ สัมมาทิฏฐิและฝึกทำสมาธิเป็นประจำ

 

หลวง พ่อทูลเทศน์ให้ฟังเรื่องสมาธิ จึงเริ่มคิดที่จะบวช หลังผ่านด่านทดสอบจิตใจหลายอย่าง ปลดสิ่งที่เคยผูกมัดทางจิตใจได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปลักษณ์หน้าตาของสตรี ปล่อยวางในหน้าที่การงานแล้วลาออกเมื่ออธิบายให้ทางบ้านเข้าใจแล้วจึงได้บวช และศึกษาพระธรรมที่วัดป่าบ้านค้อ จังหวัดอุดรธานี นอกจากโครงการ Home School แล้ว ปัจจุบันกำลังทำโครงการ ธนาคารต้นไม้เพื่อเป็นอีกกระบวนการหนึ่งในการแก้ปัญหาหนี้สิน 

 

 

Credit : http://www.prachatai.com/05web/th/home/16091

ขอให้ความ

ขอให้ความตั้งใจจริงในการพัฒนาสังคมและชุมชนของดอยผาส้มจงประสบความสำเร็จ เท่าที่เคยรู้จักมาทุกคนตั้งใจมาก จนบางทีรู้สึกว่าเค้าโดดเดี่ยวเพราะทำงานอยู่ฝ่ายเดียว แต่ชาวบ้านแทบไม่รู้จักความลำบากของคนที่ทำงานบนดอยผาส้มเลย

สู้สู้สู้ ค่ะ

คนเคยรู้จัก

อาสามาด้ว

อาสามาด้วยอีกแรงใจ  สาธุ  นะครับ

จะหนักแค่

จะหนักแค่ใหนก็สู้เขา

ไม่มีสิ่งใหนจะหนักเกินไปไม่มีคำว่าทำไม่ได้

คิดถึงบ้า

คิดถึงบ้าน
 
บรรยากาศที่ได้บรรยายมา อากาศหนาวเย็นซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ พระธาตุเก่าๆ ต้นสนต้นใหญ่ หินใหญ่น้อย แต่ถึงกระนั้น บางสิ่งบางอย่าง ได้ทำให้ที่นี่ไม่อ้างว้างจนเกินไป อากาศหนาวทำให้รู้สึกหนาวเพียงกายสัมผัสเท่านั้น คำนี้ เหมาะกับคนที่อยู่ที่นี่จริงๆ หากใครไม่ได้มาสัมผัสวิถีชีวิตของที่นี่ จะไม่มีวันรู้ วิถีชีวิตที่เงินเป็นแค่วัตถุไร้ค่า แค่เศษเหรียญ เศษกระดาษ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ราวกับว่ากระแสโลกาภิวัตน์มิอาจย่างกรายล่วงล้ำเข้ามาได้ ใต้มนต์สะกดของขุนเขาและไอหมอก อยากหยุดเวลานั้นไว้จริงๆ........
 
เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง...ที่ยอมทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ทิ้งที่พักพิง ทิ้งสถานที่ที่ดี แล้วก้าวเข้าสู่ความวุ่นวาย กระโจนลงสู่โคลนตม มันช่างน่าขัน แต่ถึงกระนั้นนี่คือชีวิต ชีวิตที่ฉันเลือกเอง เลือกด้วยความสมัครใจ อาจเพราะความฝัน หรือเพราะกรรมบังตาก็มิอาจทราบได้ ประดุจต้นหญ้าท่ามกลางพายุร้าย หากไม่เข้มแข็ง หากไม่อดทน ก็มิอาจรอดถึงแสงแรกของวันพรุ่งไม่ แต่ฉันก็แค่คนๆหนึ่ง จะทนจะทานได้นานซักแค่ไหน ถามว่าเหนื่อไหม? ล้าไหม? ท้อแท้ไหม? ก็มีบ้าง บางครั้งบางคราว ก็คิดท้อใจ การแข่งขันมันช่างโหดร้ายและน่ากลัว เรียกได้ว่า "ไม่มีที่ยืน ให้คนอ่อนแอ"ก็ว่าได้ หากดีเกินไป เด่นเกินไป อันตรายมันก็มากตาม ดั่งไม้สัก ราคาแพง ที่ทุกคนอยากได้ จึงต้องโค่นทำลาย แล้วจะหลงจะเหลือคุณค่าอันใด เป็นได้แค่ของราคาแพง หาประโยชน์อันใดไม่มี รังแต่จะผุกร่อนไปตามกาลเวลาก็เท่านั้น......
 
อาจจะเหมือนดั่งนกน้อยที่ปีกกล้าขาแข็ง ริอาจตีจากอ้อมอกผู้ฟูมฟังเลี้ยงดู..... ฉันก็เป็นเช่นนั้น หากจะกล่าวอ้าง ว่านกน้อยทุกตัวก็ต้องโผบิน เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกผิดจนเกินไปก็ตาม..... ทั้งที่แสงสว่างอยู่แค่เอื้อม แต่ฉันก็คิดจะหลีกหนี ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ วันแห่งการตัดสินใจครั้งใหญ่ของชีวิต วันที่ต้องเลือกอนาคต
 
... อากาศหนาวเย็นที่พัดมาสัมผัสผิวกาย ทำให้สะท้านถึงทรวง แต่กระนั้นก็มิอาจก้าวล้ำสู่หัวใจได้ วันนี้ฉันตื่นแต่เช้า(มืด) ไม่รู้จะทำอะไรจริงๆ ความสับสนที่ตีกันอยู่ในใจ ก็ยังหาทางออกไม่ได้ ฉันทอดกายนั่งลงบนโขดหิน หวังเพียงแสงแรกของวันเท่านั้น บางทีอาจนำพาคำตอบที่ฉันต้องการได้ ลมหนาวพัดผ่านพาให้กายสั่นสะท้าน ผิวกายใต้เสือกันหนาวผืนบางเพียงสองชั้น มันไม่ได้ทำให้อุ่นขึ้นเลยซักนิด แสงสีทองที่ผ่านกลุ่มหมอง ณ ขอบฟ้า มันสวย งดงาม แต่ก็เท่านั้น ในเมื่อใจยังว้าวุ่น ต่อให้ภาพตรงหน้าจะงดงามปานสรวงสวรรค์ก็มิอาจนำพาความสุขมาให้ ฉันจึงหันหลังกลับ พลัน ภาพที่ปรากฏตรงหน้า แสงแดดอ่อนๆของรุ่งอรุณ กระทบกับสีทองที่อาบไล้ทั่วมณฑป เจิดจรัสแสงอย่างหน้าประหลาด ราวกับต้องมนต์สะกด กว่าจะรู้ตัวอีกที ฉันก็มานั่งอยู่หน้าพระธาตุแล้ว ความคิดที่แวบเข้ามา คือไหว้พระสวดมนต์ บางทีอาจจะทำให้จิตใจสงบลง พอไหว้พระสวดมนต์เสร็จก็มานั่งสมาธิ ครุ่นคิดถึงต้นเหตุของความสับสนในจิตใจ หนึ่ง พระอาจารย์ทั้งสองก็เอ็นดู เมตตาฉันมาก นี่คือสิ่งที่ฉันภูมิใจ และดีใจมาก รู้สึกเป็นเกียรติอย่างบอกไม่ถูก การเรียนกับท่าน อยู่ใต้ร่มบารมีของพุทธศาสนา นั่นเป็นหลักประกันอนาคตของฉันว่าต้องดีแน่นอน มีอาชีพที่มั่นคง ไม่ต้องวิ่งตากระแสโลกาภิวัตน์ ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข มันดีกับฉันมากจริงๆ คนอื่นอาจจะตัดสินใจได้ไม่ยาก แต่กับฉันแล้วไม่ ฉันไม่ต้องการชีวิตที่สงบสุข ไม่ต้องการมีความสุข แต่คนรอบข้างกลับทุกข์ทน ฉันรับไม่ได้จริงๆ ทนไม่ได้ ความรู้สึกบางอย่างมันบอกว่าฉันควรไป ถึงแม้ว่าจะไม่มีเหตุผลที่แน่นอน มิอาจหาอะไรหรือใครมาประกันอนาคต ว่าจะดีหรือมั่นคง แต่ฉันต้องไป บางอย่างบอกกับฉันอย่างนั้น และวินาทีนั้นเองที่ฉันตัดสินใจ ที่จะออกบิน กระแสลม สายฝน หรือแม้แต่พายุ มันมิอาจคาดเดาได้ แต่นกน้อยก็ต้องบิน บินไปตามที่มันต้องการ ชะตาจะพาเราไป ฉันเชื่ออย่างนั้น.....
 
ฉันยังคงอยู่ในวังวน ที่มืดมินและไร้ทางออก แต่ฉันรู้ว่าฉันเป็นใคร ต้องการอะไร และมาทำอะไรที่นี่ ฉันเชื่อว่าต้องมีทางออก เชื่อว่าถ้าฉัน ตั้งใจ ถ้าฉันอดทน ถ้าฉันเข้มแข็ง ถ้าฉันไม่ท้อ ฉันจะไม่มีทางแพ้ แพ้ให้กับโชคชะตา เพื่อตัวฉันเอง เพื่อแม่ที่รักและทุ่มเทให้ฉัน เพื่อตายาย ที่ยังจมอยู่กับความทุกข์ เพื่อน้องชาย ฉันจะเรียนแทนน้อง(ปณิธาน) ในส่วนที่น้องไม่ได้เรียน และเพื่อตอบแทนความหวังดีที่พระอาจารย์ทั้งสองท่านมีให้ฉันตลอดมา ฉันจะไม่แพ้ จะไม่ตาย เพราะ "ชีวิตของฉัน ไม่ได้มีแค่ฉัน"
จากเด็กหญิงคนหนึ่ง ที่กำลังโผบิน (แต่ไม่ไร้จุดหมาย) เด็กน้อยของทุกคน...ธนัตว์สุดา  ตาสม...
 
*ชื่อนี้ที่พระอาจารย์ตั้งให้ ชื่อใหม่ ชีวิตใหม่ ขอบคุณอย่างสูงค่ะ 
 

ปิดเทอมที

ปิดเทอมที่ผ่านมาฉันกลับบ้าน มันเป็นช่วงเดียวจริงๆที่ฉันมีเวลาว่าง เพราะเวลาของฉันในวันๆหนึ่งหมดไปกับการเรียนๆๆๆๆๆ แทบไม่มีเวลาให้ตัวเองเลย และการตัดสินใจกลับบ้าน ทั้งๆที่น่าจะไปเรียนพิเศษ มันก็ได้เปลี่ยนฉันอีกครั้งหนึ่ง ฉันกลับบ้าน และได้ไปช่วยงานที่ผาส้ม ประจวบกับมีกิจกรรมเข้าค่ายคุณธรรมของนักเรียน สะเมิงพิทยาคม พระอาจารย์ทั้งสองก็เมตตาให้ฉันเข้าร่วมด้วย ทั้งๆที่ฉันไม่ใช่นักเรียนโรงเรียนสะเมิงพิทยาคม ภายใต้เครือข่ายพุทธิกา การเข้าค่ายครั้งนี้ ทำให้ฉันค้นตัวเองพบ แม้ว่าฉันเองจะชอบเข้าค่ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ตาม ฉันเป็นผู้นำไม่ได้ นี่คือสิ่งแรกที่ฉันรู้ ถึงแม้ว่าตลอดเวลาที่อยู่ในค่ายฉันจะทำทุกอย่างก็ตาม(ตั้งแต่หัวหน้ากลุ่ม เลขากลุ่ม ประชาสัมพันธ์ นักข่าว แม้แค่ลูกมือ) ฉันชอบที่จะอยู่เบื้องหลังมากกว่า ไม่ใช่เอาเปรียบ แต่การปล่อยให้เขาคิดเองทำเอง แม้มันจะไม่ดีเลิศ แต่พวกเขาก็ได้ทำเอง เราจะยื่นมือเข้าไปช่วยก็ต่อเมื่อพวกเขาทำไม่ได้จริงๆ เราอาจแค่แนะนำ แล้วให้พวกเขาลองอีกครั้ง นี่ต่างหาก คือการพัฒนา ฉันรู้ได้ว่าพี่ๆ ครูๆทุกคนต้องการสื่อออกมาแบบนี้  เพียงแค่ไม่ได้บอกออกมาเป็นคำพูดเท่านั้นเอง แต่คนเราก็ต้องมีผิดพลาด ต่างคนต่างจิตใจ เมื่อมาอยู่ร่วมกันมากๆก็วุ่นวาย จนถึงขั้นพระอาจารย์อยากจะยุติโครงการนี้กลางคัน นี่คือผลของการเห็นตัวเองสำคัญที่สุด แคร์ตัวเองที่สุด แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะล้มไม่เป็นท่า ฉันที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้เลยกลับทนไม่ไหว ถึงต้องลุกขึ้นมาพูด และแน่นอนว่าน้องๆและคนอื่นๆ ก็ลุกขึ้นมาพูดและในที่สุดทุกอย่างก็จบลงด้วยดี คนเราถ้าไม่มีใครคิดจะเริ่ม แล้วใครจะเริ่ม ฉันถึงรู้ว่าฉันคิดไม่ผิดที่จากมา ฉันมีความสุขที่ได้อยู่แค่เบื้องหลัง อยู่ข้างหลังแล้วผลักดันให้คนอื่นไปข้างหน้า มันรู้สึกดี และมีความสุขมากกว่าตัวเองเจริญก้าวหน้าเป็นไหนๆ ..........

.....ธนัตว์สุดา ตาสม....

อยากกลับไ

อยากกลับไปจัง....

สู้ๆนะคะ

สู้ๆนะคะ

แสดงความคิดเห็น